facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ซย่าชูชีแพทย์หญิงในหน่วยลอบสังหารพิเศษแดงดันย้อนเวลามาอยู่ในร่างของคุณหนูเจ็ดที่มีรอยสักอยู่บนขมับ ช่างอัปลักษณ์นัก! แต่ช่างปะไร เธอขอแค่ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขก็พอ แต่โชคชะตากลับไม่ได้เป็นดั่งหวังเมื่อเธอดันไปขโมยตราพยัคฆ์ทองคำของจิ้นอ๋องเข้าให้ ความซวยจึงบังเกิด...

ตอนที่ 14 ปากสีชาดบวมเป่ง

ชื่อตอน : ตอนที่ 14 ปากสีชาดบวมเป่ง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.5k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ธ.ค. 2563 14:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 14 ปากสีชาดบวมเป่ง
แบบอักษร

 

เธอเลิกคิ้วข้างหนึ่ง ทำท่าหยอกเย้าเขา “ท่านกำลังหาสิ่งใดอยู่กันแน่ สิ่งที่มีอยู่บนกายของอิสตรี แต่ท่านไม่มี...” เธอลากเสียงยาว กลั้นยิ้มพูดจาหยอกเย้าเสียงอ่อนเสียงหวาน “โอ้ ข้ารู้แล้ว หากท่านชอบข้า ท่านเอาตัวข้าไปได้เลย” 

ว่าแล้ว เธอค่อยๆ หยัดกายขึ้น จงใจแกล้งเดินเข้าไปใกล้ๆ เขา 

จ้าวจวินมองเธอด้วยสายตาเย็นยะเยือก พลางถอยมาหนึ่งก้าวราวกับกำลังหลบเลี่ยงโรคร้าย 

“เจ้าพูดความจริงมา! ไม่เช่นนั้นข้าจะ...”   

“ท่านจะทำอะไร จะโบยข้างั้นหรือ” ซย่าชูชีแสยะยิ้มมุมปาก เอนกายพิงเตียงไม้อย่างเกียจคร้าน ขาทั้งสองข้างไขว้หากัน “ตามที่ข้ากล่าว โลกนี้อยู่ยาก ใจคนยากแท้หยั่งถึง มีเพียงคนใจคดเท่านั้นถึงจะมีอายุยืนยาวได้ ท่านว่าจริงไหม” 

จ้าวจวินหรี่ตามอง กล่าวเสียงเย็นยะเยือก “เจ้าคิดว่าข้า ไม่กล้าฆ่าเจ้าอย่างนั้นหรือ” 

“ท่านไม่กล้าหรอก” 

ซย่าชูชีหัวเราะด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลาย พลางกล่าวอย่างมั่นใจ ตราบใดที่คนผู้นี้ยังไม่ได้พยัคฆ์ทองคำน้อย เขาจะไม่ฆ่าเธอทิ้งง่ายๆ แน่ ขอเพียงเธอกัดฟันสู้ไม่ถอยจะต้องหาทางเอาตัวรอดได้แน่ 

สายตาที่เขามองเธอล้ำลึกยากจะหยั่งถึง 

เธอส่งยิ้มแล้วเดินมาวางมือบนบ่าของเขา 

“ข้ามีข้อเสนอที่ดีข้อหนึ่ง ท่านปล่อยข้าไป ให้เงินแก่ข้า ข้าจะหามันให้ท่านเองดีไหม” 

จ้าวจวินยกมือขึ้นอย่างใจเย็น ปัดกรงเล็บของเธอออกจากบ่าอย่างช้าๆ มองเธอด้วยหางตาอย่างพินิจ จากนั้นเขาก็บีบคางของเธออย่างแรง พร้อมจ้องใบหน้าของเธอที่ค่อยๆ เย็นชืด 

“ข้าเป็นคนยั่วเย้าได้ง่ายงั้นหรือ” 

  

ซย่าชูชีพลันฉุกคิดเรื่องหนึ่งขึ้นมาในสมอง ยามเขาเดินมาใกล้ รู้สึกถึงลมหายใจของเขาที่เป่ารดไรขนบนใบหน้าเธอจนคันยุบยิบ หัวใจเต้นดั่งมีกวางน้อยกระโดดไปรอบๆ[1]แม้หนังหน้าเธอจะหนาแต่ก็มีความรู้สึกกระดากอายอยู่บ้าง 

“อ่า อย่าเข้าใจผิด นี่เป็นเพียงแค่... ข้อตกลง!” 

จ้าวจวินค่อยคลายมือออกจากคาง แล้วจึงถอนมือกลับพลางสะบัดแขนเสื้อ เธอได้ยินเพียงเสียงเย็นเยียบของเขาดังเข้ามาในโสตประสาท 

“เจ้ายังขาดอีกมาก” 

ปึ่ง! ประตูห้องเก็บฟืนปิดสนิทอีกครั้ง 

ชายที่คิดเล่นตุกติกผู้นั้นออกไปด้านนอก แล้วหันไปสั่งทหารเฝ้ายามเสียงเย็น 

“ยามสามเกิง[2] ลากนางไปฝังทั้งเป็น...” 

เป้ง! เป้ง! 

“ลมหนาวใกล้มาแล้ว จงดับไฟลงกลอนเสีย!” 

เสียงเครื่องเคาะดังขึ้นอีกสองครั้ง นี่ยามสองเกิงแล้ว! 

ลมโชยพัดเข้ามาในห้องเก็บฟืน รัตติกาลที่มืดมิดและหนาวเหน็บเย็นยะเยือกจนจับขั้วหัวใจ กระโถนปลดทุกข์ที่อยู่ตรงมุมห้องส่งกลิ่นชวนสะอิดสะเอียนเสียจนอยากฆ่าตัวตาย ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบและวังเวง 

คำนวณจากการขานโมงยามแล้ว ซย่าชูชีคลำหากระโถนที่อยู่ติดกับเชิงกำแพงแล้วนั่งลง เงยหน้าท่ามกลางความมืด 

หรือว่านางจะคาดการณ์ผิดไป 

พยัคฆ์ทองคำน้อยตัวนั้น ไม่ได้สลักสำคัญกับอ๋องต่ำช้าผู้นั้นเลยหรือ 

ยามสองเกิงแล้ว อีกนานไหมนะจะถึงยามสามเกิง 

ฝังทั้งเป็น... 

ขุดดินโคลนที่มีกลิ่นอับชื้นซึ่งมีกิ่งไม้ใบไม้แซมมากลบหน้าของเธอ เข้าไปในลำคอ กระเด็นเข้าปาก เหล่าแมลงค่อยๆ คืบคลานมาบนตัวเธอทีละตัวๆ ชอกชอนไปในเสื้อผ้าและกัดลงบนเนื้อ... ทำให้เธอตกใจจนสติแตก ทันใดนั้นก็มีบางสิ่งปีนขึ้นบนขาและกัดเธอเสียงดัง “ฉึก” 

“กรี๊ด!” 

ซย่าชูชีกระโดดขึ้นไปบนเตียงไม้อย่างรวดเร็ว จนได้ยินเสียงดัง ‘เอี๊ยด’ หญิงสาวกอดอกแน่นพยายามเงี่ยหูฟัง ท่ามกลางความมืดอันเงียบเชียบ นอกจากจะได้ยินเสียงเต้นของหัวใจ ยังมีเสียงเลื้อยดัง ‘ฟึบฟับ’ ทำให้เธอขนลุกเกรียว 

มันไม่ใช่หนู ต้องเป็นงูแน่... 

ซย่าชูชีฟ้าไม่กลัว ดินไม่เกรง แต่เธอกลัวสิ่งมีชีวิตแบบนี้อย่างยิ่ง 

ไอ้คนระยำ! นับว่าใจอำมหิตนัก! 

หญิงสาวควานหากระจกไม้ท้อสลักบุปผาบานเล็กออกมา แล้วค่อยๆ เข้าไปใกล้ประตูห้องเก็บฟืน ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจที่จะ... หนี!        

“ก๊อกๆ” 

เธอเคาะกำแพงเบาๆ 

ยามสองเกิงเป็นช่วงเวลาที่คนนอนหลับ ยามที่เฝ้าประตูอยู่ด้านนอกจะไม่ส่งเสียงดัง 

ในตอนกลางวันเธอจงใจสังเกตการณ์ ที่นี่มียามสองคนซึ่งจะเปลี่ยนกะกันทุกสองชั่วโมง เธอไม่แน่ใจเกี่ยวกับทหารหน่วยลาดตะเวนที่อยู่ด้านนอกมากนัก แต่ว่าอย่างไรพวกเขาก็คงหลับตายกันหมดแล้ว อย่างแย่ที่สุดเธอก็ต้องกลับไปเป็นหญิงแกร่งอีกครั้ง เพื่อจะไม่อยู่รวมกับมูลงูและหนู เธอจึงใช้มีดเล็กค่อยๆ ตัดประตู 

 

โชคดีที่มีมีดหล่นอยู่บนพื้นพอดี เจ้าคนชั่วช้าแซ่จ้าว พอถูกแทะโลมก็รีบร้อนออกไป นึกไม่ถึงว่าจะรีบจนลืมเก็บมีด  

ประตูไม้ถูกเธอกรีดเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เธอค่อยๆ ดึงแผ่นไม้ออก  

หญิงสาวเม้มปากพลางหยิบหินที่อยู่บนพื้นมาก้อนหนึ่ง แล้วโยนออกไปให้ไกลจากประตูอย่างแรง 

ยามเฝ้าประตูทั้งสองคนตื่นตัวทันที "ผู้ใดกัน" 

“เจ้าอยู่นี่ ข้าจะไปดูหน่อย...” 

เมื่อเสียงฝีเท้าไกลออกไป ซย่าชูชีจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ คว้าก้อนหินไว้ในมืออีกครั้ง กลิ้งตัวผ่านช่องประตู แล้วกลิ้งไปตรงยามเฝ้าประตูอีกครั้ง ยังไม่ทันได้ตั้งตัวทหารคนนั้นก็ถูกเธอแทงตรงจุดหน่าวฮู่[3]อย่างแรง จนเกิดเสียง ตึก ที่พื้น 

เธอหันกลับไปมองห้องเก็บฟืน หยิบมีดเล็กมาเล่มหนึ่ง ขีดๆ เขียนๆ อักษรสองสามตัวบนตัวกำแพง 

“เจ้าทำอันใดกัน” 

อย่าทำตัวโอ้อวดจริงๆ! ในเวลาที่เธอหยุดมือ ยามเฝ้าประตูอีกคนหนึ่งก็กลับมาพอดี ทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจว่าเหตุใดตอนนี้เธอถึงมาปรากฏตัวนอกห้องเก็บฟืนได้ เขาชะงักไปชั่วครู่ ตัวซย่าชูชียิ้มเผล่ให้เขา พร้อมทำท่า ‘จุ๊ๆ’ จากนั้นถอยหลังเผ่นแนบ 

“มีนักโทษหนี!” 

“มาเร็ว มีนักโทษหนีไปแล้ว!” 

เสียงกรีดร้องแหวกขึ้นกลางรัตติกาลอันเงียบงัน 

ไม่นานไฟคบเพลิงก็สว่างไสวไปทั่วบริเวณ  

ซย่าชูชีไม่ถนัดในการต่อสู้อย่างยิ่ง แต่ถ้าเป็นเรื่องการวิ่งหนีแล้วละก็เธอไม่เป็นสองรองใครแน่ ตอนแรกเธอคิดว่าผลการทดสอบสมรรถภาพของหน่วยรบพิเศษนั้นผิดพลาดเสียด้วยซ้ำ แต่การที่เธอวิ่งมา 10 กิโลอย่างบ้าคลั่งได้นั้นไม่แพ้นักรบชายคนไหนเลยจริงๆ 

แต่น่าเสียดายที่... 

นี่มันที่พักแรมแบบไหนกันเนี่ย มันเป็นเมืองขนาดย่อมชัดๆ แต่ละห้องเชื่อมทอดหากัน เนื้อที่ของสิ่งปลูกสร้างทำเอาเธอตกตะลึง ที่แย่ที่สุดก็คือผนังดินอัดหนาล้อมรอบ อัดแน่นเสียจนแม้แต่น้ำหยดเดียวก็ผ่านไปไม่ได้ เวรยามเฝ้าอย่างแน่นหนาต่อให้ติดปีกก็ยากที่จะบินหนีรอดไปได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหางที่สะบัดไม่หลุด 

แค่ก! เธอคุกเข่าลง ลมหายใจกระท่อนกระแท่นเต็มที 

เสียงอาวุธกระทบกันใกล้เข้ามาเต็มที 

ทำอย่างไรดีล่ะ ก็ต้องวิ่งสิ! 

เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ข้ามไปทางตะวันออก ข้ามไปทางตะวันตก เธอวิ่งเร็วมาก แต่ไอ้พวกนั้นวิ่งไล่ตามอย่างบ้าคลั่งเหมือนหนูเมายาเบื่อไม่มีผิด ตามติดจนเธอหายใจหายคอแทบไม่ทัน ในที่สุดก็มาถึงผนังที่ข้างล่างมีช่องหมาลอด  

มุด? หรือไม่มุดดี 

ไร้สาระ! ศักดิ์ศรีจะไปสำคัญกว่าชีวิตได้อย่างไรเล่า ขอเพียงคลานออกไปจากที่นี่ได้ อนาคตที่สดใสรอเธออยู่ เธอจะเก็บเงินซื้อบ้านเลี้ยงต้อยหนุ่มน้อยหน้าใส แต่งงานกับหนุ่มหล่อบ้านรวย ก้าวไปสู่จุดสูงสุดของชีวิต เธอกัดฟันใช้ช่องหมาลอดคลานออกมาจากกำแพง มันบีบแน่นจนหน้าอกของเธอแบนไปหลายส่วน 

“นายท่านขอรับ นางหนีไปแล้ว!” 

ใบหน้าขาวท้วมของเจิ้งเอ้อร์เป่า ผลักประตูเข้าไปด้านในพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างจนเกือบถึงใบหู 

จ้าวจวินเอนกายลงอ่างอาบน้ำหลับตาพริ้ม หลังจากได้ยินที่เขาพูดแล้วก็ไม่มีปฏิกิริยาอันใดมากนัก ท่วงท่าผ่อนคลายถอยห่างจากความเย็นชาและโหดเหี้ยมจากในวันปกติไปหลายส่วน ยามนี้เป็นเดือนกูเย่ว์[4] อากาศข้างนอกหนาวเหน็บ ทว่าภายในห้องกลับอบอุ่นด้วยกองฟืน ความชื้นในอากาศราวกับอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของกลิ่นหญ้าสด เขาอยู่ภายใต้ผิวน้ำกระเพื่อมน้อยๆ ครู่ใหญ่ถึงเปล่งเสียงออกมา 

 

 

------

[1] อุปมาถึงอาการกระสับกระส่าย

[2] หน่วยเวลาสมัยโบราณของจีน ช่วงเวลาประมาณ 23.00-01.00 น.

[3] จุดหน่าวฮู่ (脑户穴) อยู่หลังศีรษะ เหนือกลางส่วนขอบเส้นผม 2.5นิ้ว

[4] เดือนกูเยว่ (辜月) หมายถึงเดือนพฤศจิกายน

ความคิดเห็น