facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ซย่าชูชีแพทย์หญิงในหน่วยลอบสังหารพิเศษแดงดันย้อนเวลามาอยู่ในร่างของคุณหนูเจ็ดที่มีรอยสักอยู่บนขมับ ช่างอัปลักษณ์นัก! แต่ช่างปะไร เธอขอแค่ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขก็พอ แต่โชคชะตากลับไม่ได้เป็นดั่งหวังเมื่อเธอดันไปขโมยตราพยัคฆ์ทองคำของจิ้นอ๋องเข้าให้ ความซวยจึงบังเกิด...

ตอนที่ 9 แกล้งบ้าปัญญาอ่อน

ชื่อตอน : ตอนที่ 9 แกล้งบ้าปัญญาอ่อน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.4k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ธ.ค. 2563 14:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 9 แกล้งบ้าปัญญาอ่อน
แบบอักษร

 

มีคนพูดว่า จิ้นอ๋องคนนี้เป็นโอรสองค์สุดท้องที่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันโปราดปรานที่สุด อายุเพียงสิบกว่าปีก็ยกทัพไปรบชนะศึกหลายครา ฆ่าศัตรูมานับไม่ถ้วน ได้รับสมญานามว่า ‘มัจจุราชคร่าชีวิต’ คนในยุคนั้นเมื่อเอ่ยถึงเขาต่างก็รู้สึกหวาดกลัว 

มีคนพูดว่า ตั้งแต่เขาอายุยี่สิบปีเต็ม ระหว่างนั้นฮ่องเต้ก็ทรงจัดพระราชสมรสให้เขาสามครา หวังเฟยทั้งสามไม่ทันเข้าห้องหอต่างก็ร่วงโรย เรื่องลี้ลับก็แพร่สะพัดอย่างช้าๆ ว่าเขาสังหารคนมากเกินไป หญิงทั่วไปไม่อาจเอาชนะวิญญาณพยาบาทรอบตัวเขาได้ ทั้งเข้าใกล้เขาไม่ได้ 

แล้วก็มีบางคนพูดว่า เขาจะต้องมีสามหัวหกแขน หน้าตาเหมือนผีร้าย... 

สรุปคือมีแต่ความอยากรู้ 

แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไร คนเช่นเขา อย่าว่าแต่ผู้คนไม่เคยเห็นเลย แม้แต่บรรพบุรุษสิบแปดรุ่นจากตระกูลอันดีงามของผู้ว่าราชการอำเภอฟั่นยังไม่เคยเห็น ไม่สิ ด้วยอิทธิพลของทั้งอำเภอ ไม่ว่าซ่อมสะพาน ลอกแม่น้ำ ปูถนนด้วยทราย ฟ้าไม่ทันสว่างก็ทำให้คนมายืนรออยู่ก่อนแล้ว 

ซย่าเฉ่ากำลังฟังเรื่องซุบซิบ ขณะเดียวกันก็เดินเข้าเมืองกับเจ้าทึ่มต่อ เธอเอาข้าวสารหนึ่งต้านแลกได้ห้าอีแปะแล้วเดินทอดน่องไปทั่ว 

ในเมืองวันนี้ไม่เท่าในวันปกติ ทหารลาดตระเวนสวมชุดเกราะพกดาบมีอยู่ให้ขวัก ร้านเร่ข้างทาง โรงเตี๊ยม ห้องน้ำชา คนบางตามาก เธอเองก็พาเจ้าทึ่มเดินดุ่มๆ ไปรอบหนึ่ง เพียงครู่เดียวก็ตามกลุ่มคนมากมายที่เบียดเสียดเข้าไปบนถนนส่งสาร 

เพียงครู่เดียว เจ้าทึ่มก็ดึงแขนของเธอกะทันหันแล้วร้องอย่างตื่นกลัวว่า 

“เฉ่าเอ๋อร์ รีบหนี....” 

ซย่าชูชีไม่ได้หนี 

ปฏิกิริยาของเจ้าทึ่มออกอาการมากเกินไป มือของเขาสั่นเทา แผ่นหลังแข็งเกร็ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เธอไม่เคยเห็นเขาเป็นแบบนี้มาก่อน แม้จะเป็นแบบนี้เขาก็ยังปกป้องเธออย่างสุดความสามารถ 

ใจของเธออ่อนยวบเข้าไปกุมมือเขา 

“เจ้าทึ่ม หนีอะไร” 

“เฉ่าเอ๋อร์...หนีสิ...มีคนชั่ว...” 

ซย่าชูชีขมวดคิ้ว ยังไม่ทันได้รู้แน่ชัดว่าเขากลัวอะไร เจ้าหน้าที่ว่าการอำเภอที่ตระเวนอยู่ก็เข้ามา ถือเครื่องเคาะตีซ้ำๆ 

เป้งงง 

“องค์ชายจิ้นอ๋องผ่านจุดพักแล้ว...เงียบเสียง...เงียบเสียง...!” 

กลุ่มคนที่พูดเสียงดังเซ็งแซ่เงียบเสียงลง ลมหายใจของทุกคนต่างติดขัด สายตากวาดมองทางเดียวกันอย่างพร้อมเพรียง ซย่าชูชีเองก็มองตามสายตาที่เลื่อนลอยของเจ้าทึ่ม ถึงได้เข้าใจในทันทีว่าเขากลัวกองทหารของจิ้นอ๋องผู้นั้นนั่นเอง 

“เจ้าทึ่ม ไม่ต้องกลัว พวกเรายืนอยู่ตั้งไกล พวกเขาไม่กินคนซะหน่อย” 

เธอตีแขนเขาเป็นการปลอบประโลม ไม่ได้สังเกตสีหน้าของเจ้าทึ่มอีก ภาพของชินอ๋องซึ่งนำทหารม้าดึงดูดสายตาของเธอ 

อลังการเกินไปแล้ว! 

ท่ามกลางลมทางเหนือที่พัดคำรามนั้น ทหารหลวงแต่ละหมู่เหล่าเรียงแถวเป็นระเบียบ จัดเรียงกองทัพอย่างกับงูมังกร เดินท่ามกลางแสงแหวกม่านหมอก ชุดเกราะเหล็กที่สร้างอย่างประณีต รู้สึกเหมือนแผ่แสงแห่งความน่าหวาดกลัวออกมาเล็กน้อย พลธนู พลดาบ พลหอก พลปืน...จำนวนมาก เหมือนกับขยายไปถึงขอบฟ้า ท่ามกลางทหารหลวงอันน่าเกรงขาม รอบด้านมีธงแม่ทัพตราตัวอักษร ‘จิ้น’ โบกสะบัดอย่างแข็งขัน คล้ายกับมีเลือดสดๆ ติดมาด้วย 

เสียงชุดเกราะเสียดสีกันจนพุ่งเป็นควัน! 

จิ้นอ๋องซึ่งถูกเหล่าพลทหารรอบล้อมไม่ได้นั่งอยู่ในรถม้า แต่นั่งอยู่บนหลังม้า ใบหน้าภายใต้หมวกเกราะปีกหงส์ทองโหดเหี้ยมแข็งกร้าว ชุดคลุมตัวใหญ่ที่ปักด้วยดิ้นทองคลุมชุดเกราะดำทองปลิวไสวงามสง่า 

ราษฎรทั่วทั้งเมืองต่างก้มหน้าไม่กล้าเงย 

เมื่อได้ยินม้าทมิฬของเขายกขาขึ้นพร้อมกับส่งเสียง คนที่คุกเข่ากับพื้นคนหนึ่งก็ตะโกนเสียงดัง 

“องค์ชายจิ้นอ๋อง ทรงพระเจริญพันปี พันปี พันพันปี!” 

เขานั่งนิ่งราวกับราชาแห่งป่ากำลังล่าเหยื่อ 

ไอสังหาร! 

ไอสังหารทั่วร่าง! 

ไอสังหารบ้าระห่ำในความสูงศักดิ์! 

ลมพัดมาราวกับใบมีดแฉลบผ่านหน้า 

ซย่าชูชีมองเครื่องหน้าของท่านอ๋องท่านนั้นไม่ชัดนัก กลับรับรู้ถึงกลิ่นไม่ดีอันคุ้นเคยบางอย่าง เธอรู้ดี ความรู้สึกประเภทนั้นมีเพียงผ่านสนามรบมานับไม่ถ้วนและผ่านเลือดสดๆ มามากถึงได้มีไอสังหารมากเช่นนี้ 

“เจ้าบังอาจนัก! เหตุใดจึงไม่คุกเข่า” 

น้ำเสียงคมกริบดึงสติของซย่าชูชีกลับมาทันใด 

เธอถึงได้รู้ตัวว่าในกลุ่มชาวบ้านตัวเองได้กลายเป็นจุดสนใจเสียแล้ว และจิ้นอ๋องผู้สูงส่งซึ่งนั่งบนม้ารบอยู่ท่ามกลางคนนับหมื่น ก็กวาดสายตาเย็นเยียบนั้นมา สายตานั้นทิ่มแทงราวกับมีดอันคมกริบ แทงจนใจของเธอเย็นเยียบ 

ยังไม่ทันอ้าปาก เจ้าทึ่มก็ดึงเธอมาโขกศีรษะ 

“องค์ชาย โปรดวะ..ไว้ชีวิตด้วย นางเป็นภรรยาของข้า นาง สมองมะ..ไม่ดี!” 

เจ้าทึ่มอธิบายด้วย ‘ความชิดเชื้อ’ มันสับสนอลหม่านจนซย่าชูชีรู้สึกเจ็บปวด 

วันเหล่านี้ในหมู่บ้านหลิวเหนียน แม้ยังปรับตัวกับการใช้ชีวิตในยุคโบราณไม่ได้บ้าง แต่ก็ผ่านเรื่องราวมาพอสมควร ทว่าสำหรับคนยุคปัจจุบัน ก็มีความรู้สึกต่อต้านการ ‘คุกเข่า’ ในใจอยู่มาก 

หรือต้องโอนอ่อนผ่อนตาม 

เธอก้มหน้าลง ไม่มองชายซึ่งนั่งอยู่บนหลังม้าที่เย็นเยียบคนนั้นอีก เพื่อคำนึงถึงชีวิตตัวเอง เธอจึงคุกเข่าอ่อนยวบก้มหน้าลง ตั้งใจบีบเสียงสั่นเท่า ทำเป็นว่าตัวเองเป็นคนโง่เง่า 

“ข้าคือฉางเอ๋อ ข้าคือฉางเอ๋อที่งดงามที่สุด งดงามที่สุด...” 

จ้าวจวินนั่งบนหลังม้าอย่างองอาจ มองเธอโดยไม่ขยับเขยื้อน 

เขาไม่ขยับ คนที่คุกเข่าบนพื้นก็ไม่อาจรู้ถึงจิตใจขององค์ชายผู้นี้ ได้แต่คุกเข่าอย่างนิ่งเงียบ สัมผัสถึงความน่าสะพรึงของ ‘มัจจุราชหน้าตาย’ ตามคำเล่าขานอย่างขนหัวลุก เท่ากับได้ไปเดินนรกบนดิน 

บริเวณโดยรอบต่างนิ่งเป็นเป่าสัก 

ซย่าชูชีไม่ได้เงยหน้าขึ้น แต่กลับรู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบตรงกระหม่อม 

เย็นๆ เยียบๆ จากความรู้สึกของเธอ ­เธอเดาว่าเขาต้องมองเธออยู่แน่... 

“ลุกขึ้นเถอะ” 

น้ำเสียงที่นิ่งจนแทบไม่แสดงอารมณ์อะไร ทำลายความเงียบของถนนส่งสาร 

วิ้งงง 

เกิดเสียงดังวิ้งๆ ในหู เสียงของเขาสั่นสะเทือนวิญญาณของเธอภายในเสี้ยววินาที 

มิน่า ถึงได้รู้สึกคุ้นขนาดนี้... 

ที่แท้ก็ไอ้คนชั่วช้านั่น! 

ริมฝั่งแม่น้ำชิงหลิงซึ่งมีต้นอ้อสีขาวแกว่งไกว บาดแผลคาวเลือดที่ไขว้กัน กลิ่นความเป็นชายคละคลุ้งกับกลิ่นยาจีน กับเจ้าของกางเกงชั้นในสีแดงที่ไม่เข้ากันสุดๆ สายตาเย็นชาของคนคนนั้น กระบี่ดื่มเลือดนั่น อกเปลือยเปล่าอันเปียกชื้น... 

ใจของเธอก็หนาวสะท้านเล็กน้อย 

ไอ้กางเกงชั้นในแดงจำเธอได้งั้นเหรอ 

เขาพบว่าเจ้าพยัคฆ์ทองคำน้อยนั่นหายไปหรือเปล่า 

เธอหวังว่าตัวเองจะผ่านพ้นไป แล้วก้มหน้าอธิษฐานเงียบๆ แต่กลับได้ยินเสียงทุกข์ระทมดังขึ้นมากะทันหัน 

“องค์ชาย ข้าน้อยมีเรื่องร้องทุกข์! ได้โปรดองค์ชายจัดการแทนข้าน้อยด้วย...” 

นางฟั่น? 

จบสิ้นแล้ว 

เจ้ากางเกงชั้นในแดงเหนือหัวเธอ เลือกผู้หญิงปากร้ายอย่างเธอออกมาในเวลานี้ เขาจำเธอได้แล้วจะมีทางรอดอยู่ไหม ซย่าชูชีไม่ได้เงยหน้า แกล้งทำเป็นโง่เง่ายิ่งกว่าใคร แต่นางฟั่นกลับคุกเข่าตรงพื้นน้ำตานองหน้าชี้มาทางเธอพูดด้วยเสียงติดขัด 

“ข้าน้อยแซ่ฟั่นอยู่หมู่บ้านหลิวเหนียน รักใคร่กับสามี แต่นังผู้หญิงไร้ยางอายนี่ ยั่วยวนสามีข้าอยู่หลายครั้งก็ไม่สำเร็จ จึงไปยุยงเจ้าทึ่มหลานต้าตีข้าจนสลบ...คิดอยากจะทำลายชื่อเสียงให้ข้าน้อยแปดเปื้อน อยากให้สามีข้าน้อยทิ้งข้าน้อยไป...” 

ความคิดเห็น