facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ซย่าชูชีแพทย์หญิงในหน่วยลอบสังหารพิเศษแดงดันย้อนเวลามาอยู่ในร่างของคุณหนูเจ็ดที่มีรอยสักอยู่บนขมับ ช่างอัปลักษณ์นัก! แต่ช่างปะไร เธอขอแค่ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขก็พอ แต่โชคชะตากลับไม่ได้เป็นดั่งหวังเมื่อเธอดันไปขโมยตราพยัคฆ์ทองคำของจิ้นอ๋องเข้าให้ ความซวยจึงบังเกิด...

ตอนที่ 6 ทางรอด ทางตาย (1)

ชื่อตอน : ตอนที่ 6 ทางรอด ทางตาย (1)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ธ.ค. 2563 14:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6 ทางรอด ทางตาย (1)
แบบอักษร

 

กลุ่มคนที่เข้ามาในชุมชน ‘ตามหาคน’ ไม่เจอต่างก็แยกย้าย ด้านหลังหมู่บ้านติดกับเขาชังอิง มีประชากรทั้งหมดร้อยกว่าคน นอกจากบัณฑิตอำเภอหลานและสกุลท่านจู๋กงที่มีเรือนใหญ่กำแพงสูงหลังคาอิฐสีเทาแล้ว บ้านหลังอื่นล้วนเตี้ยผุพัง คันนาแปลงผักนอกชุมชนที่เป็นระเบียบเรียบร้อย ภาพของชุมชนสมัยโบราณทำให้นัยน์ตาของซย่าชูชีสว่างวาบ 

เจ้าทึ่มแบกเธออ้อมบ้าน ก็เห็นคู่สามีภรรยาบัณฑิตอำเภอหลานมองมาจากใต้ต้นจ้าวจย๋า 

คนมีความแค้นต่อกันเมื่อพบหน้าก็ยั่วโมโหมากกว่าเดิม นางฟั่นซึ่งท้องโตสายตาเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น เพราะจู๋กงและคำว่า ‘รับสั่ง’ ขัดไว้นางจึงไม่ได้ระเบิดในทันที 

ซย่าชูชีกลับเหลือบมองบัณฑิตอำเภอหลานคนนั้นอย่างละเอียด 

ในอำเภอชิงกั่ง ก่อนหน้าที่หลานจื่ออันยังไม่ได้เป็นลูกเขยของท่านผู้ว่าราชการอำเภอ เขาเป็นประเภทที่ใครก็ไม่ควรไปแหย่ เขาถูกขนานนามว่าเด็กอัจฉริยะตั้งแต่เล็ก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎกและพระวินัยปิฎกล้วนรอบรู้ มีชื่ออันดับต้นๆ ในการสอบขุนนางระดับท้องถิ่นที่หัวเมืองจิ่นเฉิง เขามีปัญญาแถมยังรูปงาม ประสบความสำเร็จแบบไม่ต้องลงแรงและมีความสุภาพชน ชาวบ้านต่างพูดกันว่ารอการสอบขุนนางระดับหัวเมืองปีหน้าผ่าน มีพ่อตาเขาคอยหนุน บัณฑิตที่สอบผ่านมีน้อย ในอนาคตต้องไปเมืองหลวงเป็นจอหงวนอันดับหนึ่งที่พระตำหนักเหลืองอร่ามแน่ 

ความเป็นจริงแล้ว ในอนาคตหลานจื่ออันผู้นี้สอบผ่านทั้งสามระดับแน่ กลายเป็นบัณฑิตผู้ทรงความรู้ และมีส่วนพัวพันในชะตาของซย่าชูชีอยู่มาก เรื่องพวกนั้นเอาไว้ค่อยพูดแล้วกัน ซย่าชูชีมองเขาอย่างไม่สบอารมณ์ 

“ชั่วช้า!” 

เมื่อคำอุทานนี้หลุดออกมาก็เห็นชาวบ้านแถบนั้นพากันกระซิบกระซาบ เธอหันขวับทันทีมองรอยยิ้มแปลกประหลาดของบัณฑิตอำเภอหลานแวบหนึ่ง แล้วพูดในใจว่า ซย่าเฉ่านะซย่าเฉ่า ในเมื่อพี่สาวคนนี้ใช้ร่างของเจ้า พี่คนนี้จะทำทุกอย่างเพื่อให้เจ้าหนีไปจากอันตราย แล้วพูดเสียงสูงว่า 

“ขอบใจ” 

พอพ่นคำนั้นออกไป เธอก็หันหน้าไปซบตัวเจ้าทึ่มแล้วไม่พูดอะไรอีก และดูเหมือนพวกชาวบ้านจะรู้สึกถึงอารมณ์จากคำพูดนี้ มีเพียงหลานจื่ออันยังคงมึนงง เมื่อพิจารณาให้ดีรอยยิ้มของซย่าเฉ่านั้นงดงามนัก สายตาเขาจึงอดพิจารณาไม่ได้ 

ภรรยาย่อมเข้าใจสามีดีที่สุด นางฟั่นสังเกตเห็นในทันที ฟันของนางก็ยิ่งลับจนคมยิ่งขึ้น 

“ท่านพี่รู้สึกว่านางผู้หญิงต่ำช้านั่นไม่ขัดตาแล้วหรือเจ้าคะ อยากรับกลับเป็นอนุงั้นหรือ” 

หลานจื่ออันสะดุ้งเสียอาการ สะกดความคิดฟุ้งซ่านแปลกๆ แล้วกอดเอวนางฟั่น 

“น้องหญิงได้อย่างไรกัน นางเป็นคนเช่นนี้ พวกเราไม่ต้องไปคิดหยุมหยิมกับนางหรอก น้องหญิงต่อไป...ไม่ต้องไปหาเรื่องนางอีกนะ” 

“ท่านพี่พูดถูก” 

นางฟั่นเดินไปสองก้าว ก็จ้องแผ่นหลังของเจ้าทึ่มหลานต้ากับซย่าชูชีด้วยสายตาเคียดแค้น 

ซย่าชูชีมาถึงหมู่บ้านหลิวเหนียนได้สามวันแล้ว 

ฟังจากปากของเจ้าทึ่มกับชาวบ้าน เธอก็พอเข้าใจสถานการณ์คร่าวๆ 

การแบ่งแยกการปกครองของราชวงศ์ต้าเยี่ยนกับราชวงศ์หมิงมีส่วนคล้ายกันมาก ชุมชนนี้มีชื่อว่าหมู่บ้านหลิวเหนียน อยู่เขตการปกครองอำเภอชิงกั่งของหัวเมืองจิ่นเฉิง ห่างจากเมืองเทศมณฑลประมาณสามสิบลี้ แต่นอกจากความรู้พื้นฐานแล้ว ด้วยสมองอันน้อยนิดของเจ้าทึ่ม ถามอะไรที่เป็นประโยชน์ไม่ได้มากนัก 

หลังจากคิดหาวิธีกลับไปอยู่หลายรอบก็ถูกความเป็นจริงตัดหนทาง 

อย่างไรหญิงแซ่ซย่าอย่างเธอก็เป็นเด็กกำพร้าที่ไปไหนมาไหนคนเดียวโดดเดี่ยวอยู่แล้ว ถึงยอดเขาอะไร ร้องเพลงอะไร ไม่ว่าดินเหลืองที่ไหนก็หล่อเลี้ยงชีวิตได้ ในเมื่อยังเป็นวัยรุ่นอยู่ ไม่ใช่แค่มีโอกาสวาดหวังหาสามีดีๆ ที่ในชาติก่อนหาไม่ได้ให้เป็นจริง เธอยังได้สัมผัสชีวิตใหม่ในชุมชนของระบบศักดินา ก็ไม่ถือว่าขาดทุนอะไรมาก 

สามวันมานี้ลำบากองค์ชายสิบเก้าแล้ว วันเวลาของเธอยังคงสงบสุขแม้จะพูด ‘ขอบใจ’ เป็นนัยในวันนั้น กลายเป็นพูดกับบัณฑิตอำเภอหลานโดยปริยาย เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในชุมชนยิ่งมากขึ้น แต่กลับไม่มีใครมาหาคนป่วยอย่างเธอ ทั่วทั้งหมู่บ้านนี้หรือจะพูดให้ถูกคือทั่วทั้งอำเภอชิงกั่งมีเรื่องใหญ่อีกเรื่องให้ดึงดูดความสนใจ 

ได้ยินมาว่ากองทหารจำนวนมากขององค์ชายจิ้นอ๋องมาถึงอำเภอหลิงสุ่ยแล้ว และไม่นานก็จะผ่านจุดพักทางชิงกั่ง ทั่วทั้งอำเภอต่างตะลึง ท่านผู้ว่าราชการอำเภอกวักมือเรียกนายถนนบอกว่าเพื่อต้อนรับองค์ชาย ให้ปูถนนตามทางของชิงกั่งด้วยทราย ต้องลอกคลองสร้างสะพาน... 

สำหรับองค์ชายสิบเก้าคนที่ช่วยชีวิตตนไว้ทางอ้อมนั้น ซย่าชูชีก็ไม่ได้รู้สึกเสียดายเงินนัก 

ตอนนี้เธอค่อนข้างห่วงชีวิตตัวเอง คงจะจริงอย่างคำโบราณว่า หมอไม่อาจรักษาตัวเองได้ ตั้งแต่แช่แม่น้ำวันนั้น ทั้งยังโดนลมหนาวพัดอยู่แม่น้ำอีก เดิมร่างกายของเธอก็อ่อนแออยู่แล้ว นอกจากร่างกายฟื้นฟูได้ไม่หมด ยังไอหนักกว่าเดิมด้วย 

“เจ้าทึ่ม...” เธอตะโกนอย่างไร้เรี่ยวแรง 

“เฉ่าเอ๋อร์ ข้าอยู่นี่” 

เจ้าทึ่มนี่ดีกับเธอมาก นอกจากความทึ่มแล้ว เขาก็ไม่มีปัญหาอะไร หนึ่งปีก่อน ตั้งแต่เขาพาซย่าเฉ่ากลับมาจากเขาชังอิง ทั้งสองก็อาศัยอยู่ในบ้านฟางอันผุพังทรุดโทรมไม่กี่ห้อง พวกเขาสองคนช่วยประคับประคองกันและยังมีอาสะใภ้สามที่ดูแลเขามาตั้งแต่เล็ก 

“เจ้าทึ่ม ข้าไม่มีแรง เจ้าช่วยข้าเก็บสมุนไพรได้ไหม” ซย่าชูชีไอจนคอจะพังอยู่แล้ว 

เจ้าทึ่มก้มหน้าลงอย่างเซื่องซึม เขามองเธอพลางพยักหน้ารัว 

“เด็กดี!” เธอชินกับการให้เขาเป็นเด็กน้อยไปแล้ว “เจ้าจำไว้นะ ไปเด็ดดอกไม้ขาว หญ้าลิ้นงูที่แปลงนาข้างบ่อน้ำติดด้านตะวันออกของหมู่บ้าน แล้วค่อยไปตรงพื้นแฉะข้างแม่น้ำทางตะวันตกของหมู่บ้าน เด็ดหญ้าคาวปลามาด้วย พอกลับมาไปหาเปลือกส้มตากแห้งสองสามชิ้นข้างเตาหม้อในห้องครัวที่อาสะใภ้สามทำกับข้าว...” 

ซย่าชูชีใช้พลังอย่างมากถึงอธิบายได้ชัดเจน 

กระทั่งเจ้าทึ่มเข้าใจคร่าวๆ ออกไปหายาแล้ว เธอก็รู้สึกจริงๆ ว่า ใช้ชีวิตกับเจ้าทึ่มนี่ มันเหนื่อยจริงๆ เลย!  

เธอหลับไปด้วยความง่วงงุนอีกครั้ง 

ในความฝันเธอยังอยู่แม่น้ำชิงหลิง ลมพัดหนาวเย็น 

ในลมหนาวเย็นนั้น มีกางเกงชั้นในสีแดงลอยพลิ้ว พลิ้ว.... 

ทันใดนั้น มือที่ราวกับอุ้งมือไก่ทั้งสองข้างบีบคอของเธอ ความรู้สึกปวดแสบราวกับขาดอากาศหายใจ มันจริงมากจนเธอตกใจตื่นจากความฝัน 

“ข้า...” 

เพิ่งลืมตา ภาพตรงหน้าก็เป็นดวงตาอาฆาตแค้นคู่นั้น 

“ซย่าเฉ่า เจ้ามันนางสารเลวแพศยา ข้าจะส่งเจ้าไป...” 

ซย่าชูชีลมหายใจติดขัด ในใจก็เอาแต่ด่านางฟั่นว่าประสาท! 

ใครสนใจผู้ชายของเจ้ากันเล่า 

บ้าเอ้ย! 

แต่ยังดีที่เคยฝึกในหน่วยลอบสังหารแดง ถึงจะบาดเจ็บหนัก เธอก็ไม่ใช่คนที่ยอมให้ใครมาทำอะไรได้ จึงรวบบรววมกำลังกำข้อมือของนางฟั่น บีบเสียงตวาดเสียงต่ำ 

“เจ้ามันนางบ้าไร้เหตุผล เจ้ามันบ้ารนหาที่ตายงั้นหรือ” 

ข้อมือของนางฟั่นเจ็บจนจ้องมองตาถลน รู้สึกคล้ายกับว่าเธอเปลี่ยนเป็นคนละคน 

“เจ้า เจ้า เหตุใดเจ้าไม่พูดติดอ่างแล้ว? แล้วยังพลังเยอะขนาดนี้อีก เจ้าเป็นใคร” 

ในใจของซย่าชูชีมีรอยยิ้มเย็น เข้าใกล้นางอย่างน่ากลัว 

“ข้าเป็นใครเจ้ามีสิทธิ์ถามด้วยงั้นหรือ ข้าขอเตือน อย่ามายั่วโมโหข้า ไม่เช่นนั้นข้าจะทำให้บัณฑิตอำเภอหลานทิ้งเจ้า!” 

นางฟั่นรูม่านตาหด “สามีข้า เขาไม่ทิ้งข้าหรอก” 

“ไม่ทิ้ง?!” 

ซย่าชูชีหัวเราะเสียงเย็น “เจ้าคงไม่รู้สินะ บัณฑิตอำเภอหลานเขารักข้า เมื่อก่อนเขาบอกว่าจะรับข้าเป็นอนุ ข้าถูกแช่ในกรงหมูก็เป็นเขานั่นแหละแอบช่วยข้าขึ้นฝั่ง ความรู้สึกของเราสอง...” 

“เหลวไหล! เจ้ามันนางแพศยาสันดานต่ำช้า ข้าจะบีบคอเจ้าให้ตาย...” 

นางฟั่นพูดถึงตรงนี้ ทันใดนั้นก็ราวกับเห็นผีร้อง “โอ๊ย” นางได้แต่จ้องมองใบหน้าของเธอนิ่ง 

ความคิดเห็น