email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Episode 7 (ครึ่งหลัง) เสียงสะท้อนของคนรอบข้าง

ชื่อตอน : Episode 7 (ครึ่งหลัง) เสียงสะท้อนของคนรอบข้าง

คำค้น : เซฟแมงป่อง ตบหลุมรัก My heart November นิยายวาย ตบจูบ ฟิวกูดรักมหาลัย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 22.4k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ธ.ค. 2563 21:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 400
× 0
× 0
แชร์ :
Episode 7 (ครึ่งหลัง) เสียงสะท้อนของคนรอบข้าง
แบบอักษร

Episode 7 (ครึ่งหลัง)  

เสียงสะท้อนของคนรอบข้าง  

[The Scorpion King]  

 

 

 

 

“...อึ...อึ” ทั้งผม เซฟกับพี่มังกรถึงขั้นมองหน้ากะพริบตาปริบ ๆ เมื่อน้องสกอร์ส่งเสียงออกมาหลังจากกำลังนั่งทานอาหารกลางวันกันอยู่ในห้างหรู พวกเราสามคนต่างหลงลืมไปซะสนิทว่าการเลี้ยงเด็กคนหนึ่งมันไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิดไอ้แค่ป้อนข้าวป้อนน้ำน่ะใครมันก็ทำได้แต่ตอนนี้พอน้องพูดคำว่าอึเนี่ย บอกตรง ๆ ว่าในหัวมันคิดไปถึงขั้นข้าวของเครื่องใช้ที่ไม่ได้ตระเตรียมมาเลยสักอย่าง ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ขวดนม เสื้อผ้าจิปาถะ แล้วถ้าผมเดาไม่ผิดไอ้ผ้าอ้อมที่บวมเป่งจนแทบจะระเบิดนั่นก็คงอัดแน่นเต็มไปด้วยฉี่! 

 

ไม่มีใครยอมพูดอะไรขึ้นมาสักคนนอกจากมองหน้ากันไปมานั่นแปลว่าทุกคนกำลังคิดเหมือนผมและใครกันคือผู้โชคดีที่จะได้รับของสมนาคุณเป็นอึก้อนโตและหน้าที่ในการเปลี่ยนผ้าอ้อมล้างตูดน้องสกอร์ 

 

สายตาของไอ้เซฟมันจ้องมองมาที่ผม เบิกตาหน่อย ๆ ในเชิงบอกว่ามึงเป็นพ่อก็ไปจัดการซะสิ 

 

ตอนนี้ก็ได้แต่ถอนหายใจยอมรับชะตากรรมส่วนไอ้พี่มังกรก็นะลนจนทำตัวไม่ถูก เข้าใจว่าไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ เสียงปุดเบา ๆ กับหน้าที่เริ่มเหยเกของน้องสกอร์มันเด่นชัดลอยมาพร้อมกลิ่นตลบอบอวลคาดว่าเนื้อน้อยกำลังปริ่มคาอยู่ที่ประตูด่านสุดท้ายแล้วจนทั้งผมกับเซฟต้องวิ่งออกมานอกร้านก่อน 

 

“เซฟช่วยไปซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูป กระดาษเปียก สบู่เหลวสำหรับเด็ก แป้งเด็ก นึกอะไรออกก็ซื้อมาเลยล่ะกัน!” จังหวะนั้นคือมีของอีกเป็นร้อยที่จำเป็นต้องซื้อผมเองก็ไม่รู้ว่าเซฟมันเคยเลี้ยงหลานในระดับไหนหรือแค่ดู ๆ อยู่เป็นเพื่อนหลาน ล้วงหยิบกระเป๋าเงินยัดใส่มือเซฟอย่างไวว่อง 

 

ถึงสกอร์มันจะไม่ใช่เด็กอ่อนก็เถอะผมเองก็ไม่รู้ว่านั่งชักโครกเป็นรึเปล่า จังหวะนี้คือต้องใส่เกียร์หมาสับขาสี่คูณร้อย หลังจากที่ไม่เคยกลับมาห้างนี้มาเกือบสองปีครั้งสุดท้ายก็ตอนมาดูหนังกับเซฟนั่นล่ะ บัดนี้ผมก็ต้องยืนตะลึงกับห้องน้ำสำหรับเด็กที่บรรดาเหล่าคุณพ่อคุณแม่พาลูกเข้ามาใช้บริการ 

 

ไอ้สกอร์มันก็เริ่มหน้าเขียวพูดแต่ อึ...อึ มือก็พยายามเกี่ยวกางเกงลงจนผมต้องกลั้นลมหายใจเป็นไงเป็นกันวะ หอบหิ้วไอ้ตัวเล็กเข้ามาท่ามกลางบรรดาสายตาคุณแม่ทั้งหลาย โชคดีมากที่ชักโครกมันขนาดพอดีกับก้นเด็กเมื่อถลกกางเกงลง มือก็เอื้อมไปดึงผ้าอ้อมอีกชิ้นออก...โวะ! ก็อตซิล่า! พักเรื่องนั้นก่อน จับตัวสกอร์ยกขึ้นนั่งอย่างเร็วรี่ ปากผมมันก็ดันเสือกร้องคราง อึอ...อึอ ให้น้องเบ่งตาม ท่ามกลางเสียงขบขันของเหล่าผู้ปกครองในห้องน้ำ 

 

หมับ! 

 

“มีอะไรให้พี่ช่วยรึเปล่า?” มือของพี่มังกรกดลงมาบนบ่าจนผมต้องสะดุ้งโหยง 

 

“งั้นพี่ช่วยผมซื้อกระดาษเปียกที่ตู้ตรงนั้นให้หน่อยสิ” นิ้วมือชี้ไปที่ตู้ขายอัตโนมัติที่แขวนไว้ข้างกำแพง 

 

“ได้ ๆ รอแป๊บนึงนะ” คือในหัวมันคิดตลอดเลยว่าจะทำยังไงต่อดี เลี้ยงเด็กเนี่ยมันไม่ง่ายอย่างที่คิดเอาไว้ซะแล้ว ถ้าเป็นป๊าม๊าจะทำยังไงหนอ? 

 

...จริงสิ! 

 

ผมรีบหยิบมือถือขึ้นมากดเฟซไทม์ในทันทียังไงซะถามคนที่เคยมีประสบการณ์เนี่ยน่าจะดีที่สุดแล้วรอสายอยู่สักพักเสียงตอบรับก็ดังกลับมาพร้อมใบหน้าหญิงสาวแสนสวยที่ผมไม่ได้เห็นหน้ามาเป็นเวลานาน 

 

[ว่าไงคะลูกรักช่วงนี้โทรหาม๊าบ่อยนะมีอะไรรึเปล่า] ก็ไม่บ่อยนะแค่เมื่อวานโทรไปถามว่าจะกลับบ้านรึเปล่า ที่สำคัญไม่รู้ว่าถ้าป๊าม๊าเจอเซฟแล้วจะมีปฏิกิริยาอะไรด้วยไหม...ตอนนี้คือกลัวไปหมดแต่เอาก็เอาวะ ปัญหาระดับชาติแบบนี้ขืนไม่ถามแล้วมารู้เองทีหลังมีหวังโดนด่าเปิง 

 

“เอิ่บ...แม่ครับตั้งสติแล้วดูนี่ก่อนนะ” สูดลมหายใจรับกลิ่นหอมจากบรรดาหนูน้อยที่นั่งกันหน้าสลอนอยู่ในส้วมให้เต็มปอด กดเปลี่ยนกล้องหลังฉายภาพเด็กน้อยกำลังนั่งเบ่งอึสุดชีวิตแม่ยื่นหน้าจนแทบจะชิดกล้องแล้วขมวดคิ้วจนผมงี้เสียวสันหลังไปหมด 

 

[ดะ...เด็กคนนี้ ชะ...ใช่คนที่ม๊าคิดรึเปล่า!] รีบกดเปลี่ยนกล้องกลับมาที่ตัวเองแต่ไอ้พี่มังกรมันก็ดันมายืนมองหน้าแม่อยู่ข้างหลังแล้ว [มังกร! นี่ลูกก็อยู่ด้วยเหรอ!] 

 

พี่มังกรมันยกมือไหว้ในขณะที่แม่ก็แพนกล้องไปที่ป๊าที่กำลังขับรถส่งยิ้มหวานมาให้ “ป๊าม๊าสวัสดี ผมก็เพิ่งมาถึงเมื่อเช้าเหมือนกัน พอเมื่อคืนแมงป่องโทรมาผมก็รีบขับรถขึ้นมาเลย” 

 

[ไหนให้ม๊าป๊าดูหน้าหลานชัด ๆ อีกครั้งหน่อยสิ] สุดท้ายก็ต้องยอมจำนนเปลี่ยนไปใช้กล้องหลังอีกครั้ง สกอร์มันก็น่ารักน่าชังแฮะมองคุณย่าแล้วหัวเราะเอิ๊กอ๊าก แม่ถึงกับปัดมือไปเช็ดน้ำตาที่หน้าแล้วออกคำสั่งกับพ่อในทันใด [เหยียบเลยป๊าจะโดนใบสั่งกี่ใบก็ช่างมันเดี๋ยวม๊าจ่ายเองว่าแต่แมงป่องกับมังกรไปทำยังไงถึงพาหลานมาได้ล่ะ?] 

 

“โธ่ ม๊าใจเย็นนะค่อย ๆ ขับมาก็ได้ครับแต่ตอนนี้ม๊าต้องช่วยพวกผมก่อน” 

 

[ช่วย? เกิดอะไรขึ้นหรือว่าแม่มันมาทำอะไรอีก] 

 

“เปล่าไม่ใช่ ม๊าฟังผมก่อนคืออย่างนี้พวกผมไม่เคยเลี้ยงเด็กไม่รู้ว่าตอนจัดการอะไรยังไงบ้าง ตอนนี้ถึงสกอร์มันจะกินข้าวได้เองแล้วแต่เรื่องอื่นพวกผมทำไม่เป็นเลยครับแค่จะเช็ดก้นให้สกอร์เนี่ยผมยังไม่รู้เลยว่าจะไหวรึเปล่า แล้วยิ่งไอ้พี่มังกรยิ่งไม่ต้องพูดถึงสติหลุดไปตั้งแต่คำว่าอึแล้ว เมื่อคืนผมก็ดันไม่ได้เปลี่ยนผ้าอ้อมอาบน้ำให้ด้วย จนก้นมันขึ้นเป็นผื่นแดงเต็มเลย ไหนจะเรื่องนมเรื่องนอนอีก” 

 

[ฮ่า ๆ ๆ โอ๊ยม๊านึกว่ามีเรื่องอะไรคอขาดบาดตายซะอีกของแค่นี้ถ้าทำไม่ได้ก็อย่าไปเรียนมันเลย พวกแกน่ะขี้แตกใส่ม๊าเกือบทุกวันม๊ายังไม่เคยบ่นสักคำ...ไม่ไหวก็ต้องไหว!] 

 

“เอาดี ๆ สิม๊าพวกผมซีเรียสนะ” 

 

[โอเค ๆ ที่เป็นผดผื่นก็เพราะเราน่ะไม่ยอมสังเกตผ้าอ้อมนั่นแหละปล่อยเอาไว้ได้ไงข้ามวันข้ามคืนพอมันอับชื้นมาก ๆ ก็เกิดการระคายเคืองแล้วก็พยายามอย่าให้น้องเกานะเดี๋ยวติดเชื้อแบคทีเรียจะยิ่งยุ่งกันไปใหญ่ แวะร้านขายยาลองถามหาบีแพนเธนครีมดูนะ ที่สำคัญคือต้องเช็ดก้นน้องให้สะอาดถ้าอยู่ที่บ้านก็จับล้างเลยก็ได้แล้วค่อยเช็ดให้แห้ง ส่วนเรื่องนมเนี่ยถ้าม๊าจำไม่ผิดเจ้าสกอร์ก็เกือบสองขวบแล้วนี่นะ ให้กินนม UHT แบบกล่องก็ได้เลือกเอายี่ห้อดี ๆ หน่อยละกัน] 

 

“ครับม๊า” 

 

[แมงป่อง มังกรม๊าไม่รู้หรอกนะว่าเราสองคนไปทำวิธีไหนถึงเอาเจ้าสกอร์กลับมาได้แต่แน่ใจรึเปล่าว่าจะไม่มีปัญหาใหญ่ตามมาน่ะ] 

 

“เรื่องนี้กลับมาเราค่อยคุยกันนะครับม๊า ดูท่าหลานม๊าน่าจะใกล้เสร็จแล้วแค่นี้ก่อนนะครับ” ไม่กล้าตอบอะกลัวแม่จะรับไม่ไหวสองปีที่ผ่านมาแม่เองก็เจ็บช้ำเพราะแซนมาเยอะแล้วด้วย ยิ่งถ้ารู้ว่าน้องชายแซนเป็นคนพามาเองเนี่ยไม่กล้าจะคาดเดาเลย 

 

แรงบีบกดมาที่ไหล่ผมพอหันไปมองก็เป็นมือพี่มังกรที่ดูเหมือนกังวลกับเรื่องของผมอยู่ไม่น้อย 

 

“เซฟดูเป็นคนไม่ค่อยพูดเลยนะ” 

 

“มันก็เป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้วล่ะ เมื่อก่อนมันไม่ค่อยพูดกับใครหรอกนอกจากผมคนเดียว...” อยากให้เวลามันย้อนกลับไปช่วงเวลานั้นจริง ๆ 

 

“แมงป่องพี่โอเคนะถ้าเราอยากจะบอกความจริงให้เซฟรู้...จะไม่บอกเซฟจริง ๆ เหรอว่าพี่น่ะเป็นพ่อของเจ้าสกอร์”  

 

หลายครั้งที่เคยคิดอยากจะเล่าความจริง หลายครั้งที่ผมเกือบจะกดเบอร์โทรหาเด็กคนนั้นแล้วบอกทุกอย่างแต่พอมาคิดว่าเขาจะต้องเสียใจมากแค่ไหนถ้ารู้ว่าพี่สาวตัวเองคือคนที่ทำร้ายน้องมาตลอดตั้งแต่เด็ก ตอนนั้นเซฟยังเด็กเกินไปถ้าเขารู้เรื่องที่พี่สาวเป็นคนเสี้ยมให้เด็กทั้งโรงเรียนคอยกลั่นแกล้งตัวเอง เขาต้องรับเรื่องนี้ไม่ไหวแน่ 

 

เซฟเป็นคนที่คาดเดาอะไรไม่ได้ มุทะลุและอ่อนไหวเกินไปภาพตอนที่เด็กคนนั้นกำลังปาดมีดคัตเตอร์ไปที่ข้อมือมันยังติดตาผมอยู่จนทุกวันนี้ ถ้าเขาคิดจะทำแบบนั้นอีกตอนรู้ความจริงสู้ให้เขาเอาความเกลียดมาลงที่ผมยังดีซะกว่า 

 

“ช่างเถอะพี่ปล่อยให้มันรู้ไปแบบนี้แหละดีแล้ว อย่างน้อยมันจะได้มีแรงอยู่ต่อเพื่อแก้แค้นผมไปอีกนาน ๆ” 

 

“ประสาทแล้วแกน่ะ” พี่มังกรตบมาที่หลังหัวผม “แมงป่องฟังพี่นะ...ตอนนั้นพี่เองก็ผิดที่ปล่อยให้แกต้องรับผิดแทนพี่” 

 

“อย่าพูดแบบนั้นสิพี่ ถ้าตอนนั้นเราไม่ตัดสินใจทำแบบนั้นบ้านเราจะไม่มีสิทธิ์ในตัวน้องสกอร์เลยนะ อีกอย่างพี่เองก็เพิ่งรับราชการได้ไม่นานแถมยังโดนแซนมันขู่ฟ้องด้วย ถ้าพี่โดนจับข้อหาพรากผู้เยาว์อนาคตพี่จะไม่เหลืออะไรเลยแล้วต่อไปใครจะมาดูแลน้องสกอร์ล่ะ...อย่าคิดมากเลยนะครับ” ผมพูดออกไปตามความรู้สึกอย่างที่พูดจริง ๆ แต่น้ำเสียงมันกลับสั่นเครือออกมาเองโดยไม่รู้ตัว 

 

ผมเลือกจะช่วยคนในครอบครัวแต่ก็ต้องเสียคนที่ผมรัก...ความรู้สึกเจ็บในใจมันไม่เคยหายไปแม้แต่น้อย 

 

พี่มังกรเงียบลงแล้วมองมาที่หน้าผม “พี่ว่ามันถึงเวลาที่พี่ควรจะกลับมาดูแลลูกพี่อย่างจริงจังแล้ว จากที่แมงป่องเล่าในพี่ฟังเมื่อวานแซนเองก็คงทิ้งลูกเอาไว้บ่อย ๆ โดยที่ไม่มีใครรู้แน่ถึงเวลาที่พี่จะเล่นไม้แข็งสักทีเงินที่พี่ส่งให้ทุกเดือนพี่จะตัดให้หมด” 

 

“แซนต้องไม่ยอมแน่พี่ ผู้หญิงคนนี้ร้ายกาจขนาดไหนพี่ก็น่าจะรู้ดีกว่าใคร” 

 

“อืมพี่รู้...ต่อให้ต้องขึ้นศาลเพื่อเอาลูกคืนมาพี่ก็จะทำ ตอนนั้นเพราะความขี้ขลาดเลยทำให้ทั้งป๊ากับม๊าต้องยอมจ่ายไปตั้งหลายแสนแล้วไหนจะรถคันเก่าของแมงป่องที่ขายเอามาช่วยพี่เป็นค่าเลี้ยงดูรายเดือนอีก” มังกรยกมือทั้งสองข้างบีบมาที่ไหล่ผม “ตอนนั้นที่แมงป่องร้องไห้จะเป็นจะตายตั้งหลายเดือนเป็นเพราะเด็กที่ชื่อเซฟนั่นใช่ไหม?” 

 

“พะ...พี่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่?” 

 

พี่มังกรเริ่มพูดเสียงเบาจนแทบจะกระซิบ “ตั้งแต่พี่เห็นรูปของเด็กที่ชื่อเซฟในอัลบั้มภาพถ่ายของเราน่ะ ไหนจะในโน้ตบุ๊กอีกตามถ่ายซะอย่างกับพวกสตอล์กเกอร์โรคจิต นั่นเลยทำให้พี่รู้ไงว่าแมงป่องรักเด็กคนนั้นมากแค่ไหน” ทั้งที่ผมพยายามเก็บเรื่องนี้เป็นความลับมาตลอดแต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรสกอร์ก็ส่งเสียงร้องออกมาจนเราสองพี่น้องต้องหันกลับมาดู 

 

“สงสัยสุดแล้วมั้งที่เหลือพี่จัดการเองแมงป่องไปรอข้างนอกเถอะ” 

 

ผมนี่ถึงขั้นหลิ่วตาเลย “พี่ไหวแน่นะ? ให้ผมอยู่ช่วยก็ได้” 

 

“ไปเถอะแค่นี้พี่ทำเองได้...ถึงต่อให้มากกว่านี้พี่ก็จะทำยังไงสกอร์ก็คือลูกพี่อยู่ดี” คำพูดหนักแน่นของมังกรมันทำให้ผมต้องเผลอยิ้มออกมา บางทีการให้คนเป็นพ่อได้เรียนรู้แล้วจัดการกับปัญหาตรงหน้าคงจะดีกว่าที่คนนอกอย่างผมจะเข้าไปสอดแทรก 

 

ก้าวเท้าเดินออกมาได้นิดหน่อยมันก็อดห่วงไม่ได้จนต้องหันกลับไปดู พี่ชายอุ้มน้องสกอร์ขึ้นยืน ดึงกระดาษเปียกขึ้นมาเช็ดทำความสะอาดก้นอยู่หลายแผ่น ทำไปก็ยิ้มไปเหมือนเขากำลังมีความสุขที่ได้ดูแลลูกของตัวเอง เพียงแค่นี้ผมก็สบายใจขึ้นเยอะอย่างน้อยก็หมดห่วงไปได้เรื่องนึง แต่พอหันหน้ากลับมาเท่านั้นแหละตัวของผมมันชาแข็งไม่ต่างกับโดนรัดด้วยเชือกเส้นหนา 

 

ร่างสูงใหญ่ของเซฟบดบังทางข้างหน้าจนหมดสิ้น ดวงตากดต่ำมองจ้องมาที่หน้าจนเหมือนกับตัวผมมันจะหดเล็กลงไปเรื่อย ๆ ไม่รู้ว่าเขามายืนอยู่ตรงนี้นานแค่ไหนแล้ว เขาจะได้ยินเรื่องที่ผมพูดกับพี่มังกรรึเปล่า สีหน้าที่ดูเรียบเฉยมันไม่สามารถอธิบายอะไรได้เลยนอกจากความกังวลที่ยังก่อตัวไม่หยุดหย่อน 

 

“มะ...มานานแล้วเหรอ?” 

 

“เพิ่งมา...เดินตามหาซะทั่วโทรศัพท์ก็ไม่ยอมรับ” คำบ่นถูกรัวใส่หน้าจนตั้งตัวไม่ทัน 

 

“ลืมเอาโทรศัพท์มาน่ะ” เด็กมันแค่ยืนจ้องหน้าจากนั้นเซฟมันก็เดินผ่านตัวผมเอาถุงที่ถือมาไปวางกองไว้ที่ข้างขาพี่มังกร “กระดาษเปียก แป้งเด็กกับผ้าอ้อมสำเร็จรูปอยู่ในนี้นะ” คำพูดไร้ซึ่งหางเสียงมันทำให้ผมขนลุกขนชันจนบอกไม่ถูก 

 

“ขอบใจนะเซฟออกไปรอข้างนอกก่อนเลย เสร็จแล้วพี่ค่อยตามออกไป” มังกรก้มลงไปรื้อของในถุงขึ้นมาดูแต่ผมเห็นอะ แววตาของไอ้เซฟมันแวบหนึ่งเหมือนกับจะกินเลือดกินเนื้อพี่มังกรอยู่แล้ว ได้แต่แผ่อุทิศบุญกุศลต่อเจ้ากรรมนายเวรไม่ให้มันเผลอฟิวส์ขาดแต่จู่ ๆ มันก็ยิ้ม! ยิ้มแบบโคตรสยองอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต 

 

ทั้งที่ห้องน้ำนี่ก็เย็นฉ่ำแต่มือเจ้ากรรมดันเปียกชุ่มจนผมต้องเป็นฝ่ายไปดึงแขนไอ้เซฟออกมานั่งรอด้านนอกแทน ยิ่งมันนั่งนิ่งเงียบไม่พูดไม่จาก็ยิ่งทำให้ต้องวิตกจริตหนักเข้าไปใหญ่จนขามันก็เขย่าไม่ยอมหยุด 

 

หมับ! 

 

มือของเซฟกดมาที่หน้าขาของผมพร้อมกับออกแรงบีบ มันเงยหน้าขึ้นยิ้มอีกครั้ง...คือดูออกแหละว่ากำลังปั้นหน้าเพื่ออะไรสักอย่าง 

 

“เดี๋ยวกูจะกลับบ้านไปเปลี่ยนชุดกับเอาเสื้อผ้าของสกอร์ที่บ้านก่อนนะ” 

 

“แป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว ไว้ไปพร้อมกันก็ได้เดี๋ยวพี่ขับไปส่ง” เซฟมันส่ายหน้าแล้วเลื่อนมือมันมาบีบมือผมแทน 

 

“ไม่ต้องหรอกกูไปไม่นาน ฝากเอาเจ้าสกอร์กลับไปนอนที่บ้านก่อนละกัน” เซฟมันล้วงหยิบกระเป๋าเงินส่งคืนมาให้ผมแล้วลุกกึ่งเดินกึ่งวิ่งหายไปจนลับสายตา มันน่าจะได้ยินสิ่งที่เราสองพี่น้องคุยกันเมื่อตะกี้แน่นอนเพียงแต่มันได้ยินไปแค่ไหนกันล่ะ? 

 

[Part Playsave]  

 

เสียงคุยกันของสองพี่น้องมันยังดังวนเวียนอยู่ในหัวแต่ที่จับใจความได้อย่างชัดเจนคือคำพูดของมังกร “ต่อให้มากกว่านี้พี่ก็จะทำยังไงสกอร์ก็คือลูกพี่อยู่ดี” เสียดายชะมัดที่มาช้าไปหน่อยอยากจะรู้ว่าก่อนหน้านี้ทั้งคู่มันคุยอะไรกันแมงป่องมันถึงทำท่าเหมือนจะร้องไห้ออกมา ไอ้พวกเด็กตัวเล็กตัวน้อยในส้วมมันก็ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวจนได้ยินไม่ถนัด 

 

แต่อย่างหนึ่งที่มั่นใจมากที่สุดคือเรื่องที่มังกรคือพ่อแท้ ๆ ของเจ้าสกอร์และอีกเรื่องที่พอจะจับใจความได้คือเรื่องเงินหรือว่าบัญชีของแซนที่ผมเคยเห็นมีเงินเข้าหลายหมื่นทุกเดือนจะเป็นเงินที่มาจากการขายรถคันเก่าของแมงป่องจริง ๆ

 

ไม่รู้ว่าครอบครัวนี้มีเหตุผลอะไรถึงต้องทำแบบนี้ เพียงแค่รู้ว่าแมงป่องไม่ใช่พ่อของเจ้าสกอร์หัวใจมันกลับเต้นแรงจนอดยิ้มออกมาไม่ได้ ความรู้สึกว่าต้องเอาเขามาเป็นของตัวเองให้ได้ผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง ในเมื่อแมงป่องเองไม่ได้เป็นอะไรกับแซนผมเองก็มีสิทธิ์มากกว่าการได้แค่แอบรักหรือจูบ ต่อให้ต้องใช้วิธีที่รุนแรงกว่านี้อีกเป็นร้อยเท่าผมก็จะเอามันมาเป็นของตัวเองให้ได้ จะไม่มีวันยอมเสียมันในใครอีกแล้วและจะไม่ยอมให้มันมีใครด้วย

 

Rrrrr…

 

มาอีกแล้วไอ้พวกเบอร์โทรประหลาดที่ไม่คุ้นเคยเนี่ยแถมยังโทรมาตั้งแต่ในห้องน้ำเมื่อตะกี้แล้วด้วย ตัดสินใจกดรับในขณะที่สายตายังคงสอดส่องมองหารถแท็กซี่ถึงจะน้อยคันก็เถอะ

 

“ฮัลโหล?”

 

“เออ...เซฟกูเองกว่าจะรับสายได้นะมึง”

 

“แล้วมึงเป็นใครล่ะ?”

 

“ไอ้เด็กเวรเดี๋ยวกูถีบยันโครม กูพี่พลังไงผัวสุดที่รักของแมงป่องมันน่ะ”

 

“แค่นี้นะ...กึก!” กดตัดสายทิ้งอย่างเร็วรี่ คิ้วนี่กระตุกยิก ๆ เหมือนองค์จะลงอยู่แล้วไอ้พี่พลังมันกล้าดียังไงถึงบังอาจสถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นผัวแมงป่องวะ!

 

Rrrrr… สายเดิม...

 

“ครับ?”

 

[ไอ้เด็กเปรต! กูอุตส่าห์หอบสังขารขึ้นมาดูพวกมึงจากกรุงเทพเลยนะ ไอ้บ้าแมงป่องแม่งก็ไม่ยอมรับสายตอนนี้พวกมึงสองคนอยู่ด้วยกันรึเปล่า?]

 

“ครับอยู่ด้วยกัน เมื่อคืนก็นอนกอดกันทั้งคืนเพิ่งแยกกันเมื่อกี้เองแบบนี้เรียกว่าเป็นชู้รึเปล่า?”

 

[…]

 

[เลิกกวนตีนกูก่อนไอ้เซฟกูปวดหัว ไม่ต้องไปเลียนแบบนิสัยของพายุมาใช้เลยมึงน่ะ]

 

“ครับ...”

 

[โว้ยเอาดี ๆ ตอนนี้พวกมึงอยู่ที่ไหนกูกำลังผ่านตัวเมืองระยองแล้ว มึงช่วยบอกทางไปบ้านไอ้แมงป่องหน่อย]

 

“ไปทำไมใครเชิญครับ?”

 

[สัพเพ สัตตา สุขิตา โหนตุ นิททุกขา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงถึงความสุข ปราศจากความทุกข์ ไม่มีเวร ไม่มีภัย ไม่มีความคับแค้นใจ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวงเถิดฯ] เสียงบ่นอะไรสักอย่างดังขึ้นจากปลายสาย

 

“บอกใคร?”

 

[บอกตัวกูเองนี่แหละไอ้เด็กชั่ว! จะเอายังไงกูอุตส่าห์ตามมาช่วยมึงเรื่องแมงป่องเพราะเห็นเคนมันเล่าให้ฟังว่าพวกมึงกลับบ้านมาพร้อมกัน คอยดูนะกลับไปเมื่อไหร่กูจะขัดขวางความรักของมึงทั้งคู่เลย แมงป่องมันยิ่งฮอตในหมู่เสือ สิงห์ กระทิง แรด ด้วยโดยเฉพาะไอ้พี่พาฝันที่ทั้งรักทั้งหลง กูจะยุแมงป่องให้คบกับพี่มัน!]

 

“ขัดขวางความรักแย่งแฟนคนอื่นบาปหนัก ผิดศีลข้อที่ 3 คือ กาเมสุ มิจฉาจารา เวระมะณี...” 

 

[สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ถุย! ไอ้เด็กนรก! ดะ...เดี๋ยวนะนี่มึงกล้าพูดเต็มปากเต็มคำว่าแฟนเลยเหรอวะ งั้นถ้าอยากให้กูช่วยเรื่องแมงป่องก็อย่ามั่วลีลารีบบอกมาว่าพวกมึงอยู่ไหนกัน กูน่ะรู้เรื่องที่แมงป่องมันไม่ได้บอกมึงอีกเพียบ...ขอร้องกูสิ! แล้วกูจะเล่าให้ฟัง]

 

“ครับ...ขอร้อง”

 

[ฮะ! ง่าย ๆ อย่างนี้เลยเหรอ?]

 

“อืม...เล่นตัวแล้วลำบากใช้ประโยชน์จากพี่ดีกว่า ถ้างั้นพี่พลังช่วยมารับผมที่หน้าห้าง Passione Shopping Destination ทีครับผมต้องกลับบ้านไปเปลี่ยนชุดแล้วก็เอาของใช้บางอย่างไปให้แมงป่อง”

 

[เออ...กูยอม! มีมึงคนที่สองนี่แหละทำตบะกูแตกได้รองจากไอ้พายุ งั้นรอแป๊บเดียวเดี๋ยวกูวนไปรับ]

 

ยื่นรออยู่สักสิบนาทีเห็นจะได้รถตู้สีบรอนซ์เงินก็ขับเข้ามาจอดตรงหน้า ข้างหน้ากับด้านข้างรถก็มีแปะสติกเกอร์โรงเรียนอนุบาลผึ้งอรุณ ไอ้พี่พลังมันลดกระจกลงแล้วตะโกนบอกผมให้ขึ้นรถ พอทำท่าเอื้อมมือไปเตรียมรูดประตูสไลด์พี่มันก็ชิงด่าขึ้นมาก่อนอีก

 

“ไอ้เด็กเปรตมานั่งข้างหน้าสิโว้ยยยย”

 

“ไปกินรังแตนที่ไหนมา? อยู่กับพวกชอบใช้อารมณ์ไม่ชินอะ” พี่พลังมันยกมือเตรียมจะฟาดแต่แล้วกลับหยุดมือ หลับตาลงแล้วสูดหายใจเข้าออก พึมพำคำว่าพุทโธ พุทโธ

 

“เอ้าว่ามาบ้านมึงอยู่ไหนไอ้เซฟ แล้วอย่ามากวนตีนกูนะไม่งั้นกูถีบลงจากรถจริง ๆ ด้วย”

 

“ขับไปทางบ้านเพ...แล้วพี่คิดยังไงถึงได้มาช่วยผมล่ะ” พี่พลังมันเหล่มองมาเหมือนประหลาดใจกับคำถามของผมเสียเต็มประดา

 

“กูไม่ได้ช่วยมึงเซฟแต่กูกำลังช่วยเพื่อนกูต่างหาก ขืนยังปล่อยเอาไว้แบบนี้มึงก็คงคิดแต่จะทำให้แมงป่องมันต้องเสียใจเพราะฉะนั้นกูเลยต้องลงมาช่วยให้มึงตาสว่างสักทีไง” พี่พลังหยิบรูปจากลิ้นชักที่อยู่หน้ารถแล้วส่งให้ผม “นี่คือรูปมึงใช่ไหม? เพราะถ้าใช่ก็แปลว่าแมงป่องมันไม่เคยลืมมึงเลย”

 

ผมพลิกภาพถ่ายขึ้นมาดูมันน่าจะเป็นรูปผมตอนอยู่มอสามหรือมอสี่นี่ล่ะ พอเห็นหน้าตัวเองก่อนทำศัลยกรรมมันกลับไม่ชินเลยแฮะ ทำไมหน้ามันแบนราบได้ขนาดนี้วะ!

 

“พี่ไปเอารูปนี้มาจากไหน ทำไมผมไม่เคยเห็นมาก่อน”

 

“มึงคงยังไม่รู้สินะเซฟว่ากูกับแมงป่องแชร์คอนโดอยู่ห้องเดียวกัน แล้วมันก็มีรูปแบบนี้เต็มอัลบั้มภาพเลยเมื่อก่อนตอนอยู่ปีหนึ่งกูเคยถามว่าเด็กคนนี้เป็นใคร มันก็เอาแต่ยิ้มแล้วบอกว่าเป็นน้องชายที่มันรักมากคนนึงกูก็เลยไม่ได้สนใจอะไร แต่พอรู้ว่ามึงสองคนเคยเรียนมัธยมที่เดียวกันกูเลยลองเอารูปที่ถ่ายภาพนิ่งดาวเดือนของมึงไปเทียบดู มีจุดเดียวที่เหมือนคือไฝที่ติ่งหูมึงนี่แหละ”

 

“พี่ว่าเมื่อก่อนผมน่าเกลียดรึเปล่า?”

 

“อยู่ที่ว่าใครมองต่างหากถึงกูจะมองว่ามึงมันเป็นเด็กกวนตีนก็เถอะแต่กับแมงป่องมันไม่ใช่นะโว้ย มันไม่เคยมองคนที่ภายนอกและกูก็มั่นใจว่ามันไม่เคยมองว่ามึงน่าเกลียดด้วย ในสายตาของแมงป่องมึงคงจะเป็นคนพิเศษสำหรับมันล่ะมั้ง”

 

...!

 

“แต่ถ้ามึงยังทำตัวแบบนี้นะเซฟ สักวันแมงป่องมันอาจจะเกลียดมึงจริง ๆ ก็ได้ แล้วคนอย่างแมงป่องถ้าลองมันได้เกลียดใครล่ะก็อย่าหวังว่ามันจะให้อภัยง่าย ๆ เชียวระวังตัวเอาไว้ให้ดีเถอะ”

 

“ครับ...ขอบคุณที่กล้าสั่งสอน”

 

ป๊าบ! คราวนี่พี่พลังมันตบมาที่หัวผมเลย ทำอะไรผิดอะไม่เข้าใจ?

 

พอมาถึงบ้านผมเองก็รีบขึ้นบ้านไปเก็บเสื้อผ้าของตัวเองจากนั้นก็เข้าไปในห้องแซนเพื่อหยิบชุดของเจ้าสกอร์มาเผื่อไว้อีกสี่ห้าตัวโดยมีไอ้พี่พลังเดินตามมาอยู่ไม่ห่าง เอื้อมมือควานหากุญแจที่อยู่หลังตู้เสื้อผ้าของแซนก็ไม่เจอ ชั่งใจอยู่พักใหญ่ในเมื่อไม่มีกุญแจก็ต้องกระชากให้หลุด พอเอาเท้ายันตู้เตรียมออกแรงดึงเสียงคนข้างหลังก็ดังขึ้น

 

“เฮ้ย ๆ คิดจะทำอะไรวะไอ้เซฟ”

 

“พังตู้ไงมีบางอย่างที่ผมต้องรู้ให้ได้”

 

“งั้นมึงไปหากิ๊ฟหนีบผมมาให้กูสองตัว ดูจากห้องนี้แล้วคงไม่ใช่ห้องมึงสินะ จะทำอะไรก็อย่าให้ใครจับได้สิโว้ยไอ้เด็กโง่” เดินไปค้นที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งของแซนก็เจอเป็นกล่องเลย ไอ้พี่พลังมันหยิบกิ๊ฟขึ้นมาดัดไปมาแล้วเริ่มลงมือสอดปลายแหลมเข้าไปที่ตัวล็อกเขย่าไปมาไม่กี่ที่พี่มันก็ค่อย ๆ หมุนจนตู้เปิด

 

ผมไม่รอช้ารีบวิ่งเข้าไปดูเสื้อผ้าในตู้มันบางตาจนน่าประหลาดใจ กระเป๋าเดินทางที่เคยเก็บไว้ในนี้ก็ไม่อยู่เลยดึงไปที่ลิ้นชักเก๊ะแต่ก็เปิดไม่ได้จนพี่พลังมันถอนหายใจแล้วดันตัวผมออกทำวิธีเดิมไม่นานพี่มันก็ดึงลิ้นชักออกมา

 

...ว่างเปล่ามีเพียงเอกสารซองน้ำตาลอยู่สองซองเท่านั้น เป็นไปตามคาดบัญชีธนาคารถูกเก็บไปทั้งหมดอย่างที่ผมคิดไว้ไม่มีผิด ผมเปิดซองเอกสารอันแรกขึ้นมาดูมันเป็นใบสูติบัตร สมุดบันทึกของโรงพยาบาลและเอกสารรับรองบุตรพี่พลังมันรีบดึงเอาไปดูแล้วไล่มองแทบจะทุกจุดในแผ่นนั้น

 

“ใบรับรองความเป็นบิดานี่มันชื่อของไอ้แมงป่องไม่ใช่เหรอ?”

 

“อืม...”

 

“…เซฟบ้านมึงใครเลือดกรุ๊ปอะไรบ้าง”

 

“ทั้งผมทั้งแซนเป็นกรุ๊ป A ทั้งคู่”

 

“น่าแปลกว่ะ…ในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็กนี่ระบุว่าเด็กคนนี้มีเลือดกรุป AB แต่เท่าที่กูจำได้ตอนที่มีกิจกรรมบริจาคเลือดของมหา’ลัยปีก่อนเลือดแมงป่องมันอยู่ในกลุ่มพิเศษนี่หว่า”

 

“ยังไงพี่?”

 

“ก็เลือดแมงป่องมันอยู่ในกรุ๊ป O Rh Negative (O Rh-) น่ะสิถ้าแม่ A พ่อ O ลูกก็จะมีโอกาสมีเลือดกรุ๊ป A หรือ O เท่านั้นไม่มีทางเป็น AB ได้เลยตามกฎของเมนเดล” คำตอบมันเด่นชัดออกมาแล้วจากที่ยังสองจิตสองใจว่าแมงป่องจะใช่พ่อน้องสกอร์รึเปล่า...ตอนนี้ผมมั่นใจเต็มร้อยว่าสกอร์ไม่ใช่ลูกแมงป่องแน่ร้อยเปอร์เซ็นต์

 

ผมเริ่มแกะซองเอกสารอีกอันเพื่อมองหาเบาะแสอะไรก็ได้ที่พอจะตามหาตัวพี่แซน มันเป็นเอกสารการจัดหางานในต่างประเทศ โดยผ่านนายหน้าภายในระบุค่าใช้จ่ายที่ต้องทำการชำระก่อนเดินทางไปยังปลายทาง ซึ่งผมมั่นใจว่าลักษณะนี้น่าจะเป็นการลักลอบเข้าเมืองแบบผิดกฎหมาย ไม่แน่ใจว่าตอนนี้แซนจะออกนอกประเทศไปแล้วรึยัง

 

“พี่พอจะรู้จักใครที่มีเส้นสายพอจะตามหาตัวคนได้บ้างไหมครับ”

 

“เวลาจะใช้งานกูเสือกพูดซะเพราะเชียว” พลังนั่งลงยอง ๆ แล้วดึงเอกสารไปดูต่อ “โห! งานนี้มึงคงต้องพึ่งพายุมันแล้วล่ะ กูขอเตือนอย่างหนึ่งนะอย่าได้ไปกวนตีนพายุเหมือนที่ทำกับกูเชียวและที่สำคัญเวลาขอร้องมันพูดเฉพาะเรื่องที่จำเป็นพอไม่งั้นเรื่องระหว่างมึงกับแมงป่องได้แดงออกมาแน่”

 

ผมรวบเอกสารทั้งหมดเก็บเอาไว้ตามเดิม พี่พลังมันเก่งวุ้ยแป๊บเดียวพี่มันก็จัดการล็อกลิ้นชักล็อกตู้จนดูไม่รู้เลยว่าผ่านการถูกงัดแงะมาก่อน...ขอฝากตัวเป็นศิษย์ได้เปล่าวะ!

 

“เอาไงต่อเซฟจะกลับไปบ้านแมงป่องเลยรึเปล่าหรือมึงยังมีที่ไหนที่ต้องไปอีก”

 

“พี่เอาไลน์มาหน่อยสิ” พี่พลังมันมองผมเหมือนกับกำลังผวาอะไรสักอย่าง หยิบมือถือส่งไปให้พี่มันกดแอดเฟรนด์ “ถ้างั้นผมฝากพี่เอาของใช้พวกนี้ไปไว้ที่บ้านแมงป่องหน่อยนะ” รับมือถือขึ้นคืนกดส่งโลเคชันบ้านแมงป่องไปให้ทั้งที่ใจจริงก็อยากไปด้วยแต่ถ้าพ่อแม่เขากลับมาผมอาจจะกลายเป็นคนที่ไม่ถูกต้อนรับอย่างน้อยให้คนบ้านนั้นได้มีเวลาอยู่กับหลายโดยไม่มีผมน่าจะดีกว่า

 

“แล้วมึงไม่ไปพร้อมกูเหรอ?”

 

“ไม่ล่ะ ผมจะข้ามไปเกาะเสม็ดไปหาปู่...”

 

“ตามใจละกันถ้างั้นกูไปหาแมงป่องก่อนนะ” พี่พลังคว้ากระเป๋าแล้วเดินลงจากบ้านไป เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นจนต้องออกไปมองที่หน้าต่างห้อง รถตู้ค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกไปตามถนน ความสงบกลับคืนสู่บ้านที่แสนเงียบเหงาอีกครั้ง

 

ก่อนหน้านี้พวกเราก็ต่างคนต่างอยู่กันมาตลอดไม่ได้เป็นครอบครัวแบบอุดมคติอย่างที่ฝัน ปู่เองก็ไม่ค่อยมีเวลามาใส่ใจพวกเราพี่น้อง โชคดีที่ตอนนั้นผมยังมีแมงป่องคอยดูแลคอยอยู่เคียงข้าง ตอนนั้นผมไม่เคยรู้เลยว่าแท้จริงแล้วแซนกำลังคิดอะไรอยู่ไม่รู้เลยว่าแซนต้องโดดเดี่ยวแค่ไหน

 

ไม่ว่าสุดท้ายเหตุผลของแซนจะคืออะไร...ขอได้โปรดอย่าระบายมันลงที่น้องสกอร์เลย

ความคิดเห็น