email-icon facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 7

คำค้น : เซียน่า , ร้อน , ฤดูร้อน , อิตาลี

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 115

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ธ.ค. 2563 01:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 7
แบบอักษร

วันเปิดคอร์สเรียนเป็นวันที่อลิสาตื่นเต้นอย่างเหลือจะกล่าว เด็กสาวเลือดลุ่มน้ำเจ้าพระยาประหวัดนึกถึงภาพเจ้าหุ่นกระบอกพินอคคิโอถือหนังสือเรียนและแอปเปิลไปโรงเรียนวันแรกในหนังการ์ตูนที่เคยดูสมัยยังเด็ก พลางคะนึงต่อไปว่าการเรียนภาษาต่างประเทศในประเทศเจ้าของภาษาครั้งแรกในชีวิตตนจะเป็นเช่นไร จะราบรื่นตลอดรอดฝั่งหรือเผชิญเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ก็สุดที่ตัวเธอในวันนี้จะมองเห็น แต่หากเลือกได้ เธอก็ภาวนาว่าอย่าให้ตนต้องเจอตอเสียตั้งแต่วันแรกของการเรียนอย่างที่เจ้าหุ่นไม้ในวรรณกรรมอมตะของอิตาลีต้องเจอเลย  

อย่างไรก็ดี ชีวิตอลิสายังโชคดีกว่าพินอคคิโออยู่หลายขุม ตรงที่เธอไม่ได้ไปเรียนหัวเดียวกระเทียมลีบ แต่มีรูมเมทคนสวยชาวเกาหลีใต้ไปเป็นเพื่อน และเพราะการมีเพื่อนอย่างอินซุกนี้เองที่ช่วยลดระดับความประหม่าในใจเธอลงได้อย่างเหลือล้น หาไม่แล้ว เธอก็คงนอนไม่หลับทั้งคืนอีกแน่นอน 

“รีบไปกันหน่อย รถสาย 52 นานๆจะมาสักคัน ถ้าไปช้าเดี๋ยวจะเช็คชื่อไม่ทัน” คำพูดแรกที่อินซุกปริปากหลังตื่นนอน แม้เจ้าตัวจะกล่าวอย่างขอไปที แต่คนฟังกลับรู้สึกอุ่นใจที่ได้สาวเกาหลีคนนี้มาเป็นเพื่อนร่วมชะตากรรม อลิสารู้สึกจากใจจริงว่าเธอโชคดีเหลือเกินที่หอพักสุ่มเธอให้มาเป็นรูมเมทเพื่อนคนนี้ 

กระนั้นก็ยังมีปัญหาข้อหนึ่งที่ทำให้นิสิตชาวไทยยังลังเลที่จะพูดว่าเธอ “โชคดี” ได้เต็มปาก คงเป็นการที่อินซุกมีท่าทีเฉยเมยกับเธอบ่อยครั้ง และบ่อยครั้งยิ่งกว่าที่ฝ่ายนั้นปฏิบัติกับเธอราวกับเห็นเธอเป็นตัวถ่วงในชีวิตตน ซึ่งในเรื่องนี้ อลิสาก็ได้แต่คิดบวกว่าสักวันหนึ่งอินซุกคงเปิดใจยอมรับเธอเอง 

 

สองสาวชาวเอเชียไปถึงที่หมายด้วยความล่าช้า เพราะว่าพวกเธอคลาดกับรถเมล์สาย 52 อย่างที่คนอยู่มาก่อนกังวลจริงๆ หลังจากที่จัดการกับมื้อเช้าอันประกอบด้วยครัวซองคนละชิ้นกับน้ำดื่มคนละขวดที่ซื้อได้จากร้านบุหรี่ในสถานีรถไฟตรงข้ามมหาวิทยาลัย ทั้งสองก็รีบบึ่งไปยังห้องเรียนซึ่งขณะนั้นปิดประตูห้องไปแล้ว 

ความจริงที่อลิสาเพิ่งได้รู้ในตอนนั้นคือคลาสเรียนของระดับ B2 ของพวกเธอมีสองห้อง และกลายเป็นว่าเธอกับอินซุกถูกจัดให้เรียนคนละห้องกัน 

“ของเธอห้องนั้น ของฉันห้องโน้น ตอนนี้เขาเข้าเรียนกันแล้ว”  

อินซุกบุ้ยปากตามทิศทางที่เอ่ยถึง น้ำเสียงเหมือนจะตำหนิอลิสากลายๆว่าการมาสายในวันนี้เป็นเพราะรูมเมทของเธอคนเดียว 

“ถ้ารีบมาให้เร็วกว่านี้ พวกเราก็คงไม่ต้องงมโข่งยังงี้หรอกนะ” 

นิสิตชาวไทยนึกจะแก้ต่างให้ตัวเองว่าถ้าไม่ใช่เพราะอินซุกเข้าห้องน้ำนาน เธอก็คงจะทำธุระส่วนตัวเสร็จแต่เนิ่นๆแล้วเหมือนกัน แต่ก็เก็บเงียบไปเมื่อเห็นเพื่อนร่วมชั้นที่มีรูปร่างหน้าตาอย่างคนเอเชียเดินเข้าชั้นเรียนของเธอ 

 

อลิสาชะงักเท้าโดยพลัน เมื่อสายตาทุกคู่ในห้องนั้นมุ่งมารวมกันที่เธอเป็นจุดเดียว ตั้งแต่อึดใจที่เธอหมุนลูกบิดประตูเข้าไปในห้อง 

“บวนจอร์โน” เธอกล่าวอรุณสวัสดิ์เสียงสั่น ไม่รู้ว่ามารยาทฝรั่งกับคนไทยเหมือนกันหรือไม่ แต่ประเมินจากสายตาที่ทุกคนมองมา เธอก็รู้ตัวแล้วว่าตนได้ทำผิดไป นั่นคือการมาสายตั้งแต่วันเปิดเรียนวันแรก 

“เชา” มีเสียงตอบกลับมา พร้อมกับร่างเล็กและผอมซูบของอาจารย์ผู้หญิงแก่ๆ ผมงอกเทาไปทั้งศีรษะ ที่เดินมาต้อนรับ “เธอชื่ออะไร” 

“อาลิซ่าค่ะ” เด็กสาวแนะนำตัว “ชื่อเต็มคือ อลิสา บุญประยูร” 

“อ้อ เธอเองหรือที่ชื่ออาลิซ่า เป็นอันว่าวันนี้มาเรียนครบ” ผู้เป็นครูเอ่ยราวกับรู้ล่วงหน้าแล้วว่ามีนิสิตชื่อนี้ ก่อนยื่นมือมาให้สัมผัสตามมารยาท “ฉันชื่อ เกตาน่า เบ็ตติ เป็นครูสอนชั่วโมงแรกคลาสนี้ ยินดีที่ได้รู้จัก” 

อลิสาสัมผัสมือเหี่ยวย่นของนาง พลางส่งยิ้มน้อยๆให้ 

“ที่ตรงไหนยังว่าง เธอไปนั่งได้เลย” อาจารย์บอกด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรยิ่งขึ้น “วันนี้อภัยให้ได้ แต่คราวหน้าคราวหลังอย่ามาสายอีกนะ” 

 

ตลอดหนึ่งชั่วโมงแรกในห้องเรียนแห่งนั้น นอกจากฟังอาจารย์เกตานาสอนไวยากรณ์พื้นฐานซึ่งเธอเคยเรียนมาจากเมืองไทยมาหมดแล้ว กิจกรรมที่อลิสาทำแก้เบื่อคือการกวาดสายตามองไปรอบห้องเพื่อสังเกตดูรูปพรรณสัณฐาน ลักษณะท่าทาง ตลอดจนอุปนิสัยของเพื่อนร่วมชั้นหน้าใหม่ของเธอทั่วห้อง 

บรรยากาศคลาสเรียน B2 ห้องที่เธอเรียนอยู่นั้นดูราวกับโรงเรียนนานาชาติที่เธอเคยเห็นในซีรีส์ไม่มีผิดเพี้ยน ด้วยในห้องอัดแอไปด้วยนิสิตหลากเชื้อชาติและภาษา ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนิสิตผิวพรรณอย่างชาวละตินอเมริกันซึ่งพวกเขาแนะนำตัวว่ามาจากเปอโตริโก พูดภาษาอิตาเลียนสำเนียงสเปนคล่องปรื๋อ คนจีนกลุ่มใหญ่ที่จับกลุ่มกันรัวภาษาจีนกลางโฉ่งฉ่างช่วงพัก สองสาวชาวลิทัวเนียที่มาเรียนด้วยทุนอีราสมุสซึ่งไม่คิดสุงสิงกับใคร เอาแต่ซุบซิบคุยกันเอง หนุ่มโปแลนด์ล่ำบึ้กที่นั่งวางท่าเงียบขรึมตลอดทั้งคาบ นิสิตชาวอเมริกันจากมลรัฐแอริโซนาผู้รับบทนักเรียนแสนดีคอยตั้งใจฟังและจดเลคเชอร์ทุกถ้อยคำของอาจารย์สตรีสูงวัยอย่างขะมักเขม้น สาวลูกครึ่งเยอรมัน-อิตาเลียนคนงามที่คอยเงี่ยหูฟังราวจะทดสอบทักษะภาษาข้างแม่ของตน หรือหนุ่มชาวญี่ปุ่นตัวเล็กที่นั่งเหม่อลอยเหมือนคอยคิดถึงอะไรบางอย่างอยู่ที่มุมห้อง 

แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นห้องเรียน ไม่ว่าที่ไหนๆในโลกก็เหมือนกัน คือมีทั้งคนที่ใส่ใจเรียนและคนที่ไม่เต็มใจเรียน ซึ่งแม้ว่าช่วงต้นคาบอลิสาจะพยายามเป็นคนจำพวกแรก แต่ด้วยความน่าเบื่อของเนื้อหา ทำให้เธอกลายเป็นคนจำพวกหลังโดยไม่รู้ตัว  

สมาธิที่ฟุ้งกระเจิงของเธอกลับมารวมกันอีกครั้งในคาบหลัง เมื่ออาจารย์ผู้ชายผมขาวที่สอบสัมภาษณ์เธอวานนี้ก้าวเข้ามาในห้อง พร้อมด้วยรอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์บนใบหน้าที่ทำให้เธอจดจำเขาได้ทันท่วงที 

“บวนจอร์โน บวนจอร์โน บวนจอร์โน” ผู้สูงวัยกราดคำทักทายต่อบรรดานิสิตที่นั่งอยู่บนโต๊ะเรียนซึ่งจัดไว้ในลักษณะครึ่งวงกลม “ฉันชื่อ เอนโซ่ กัปเปลลี ใครที่เรียนที่นี่มาไม่ต่ำกว่าสองเดือน ก็น่าจะเคยเจอหน้าฉันแล้ว”  

เสียงตอบรับดังขึ้นจากบางคน ส่วนที่เหลือนั่งนิ่งเฉย 

“มีใครเพิ่งมาเรียนวันนี้วันแรกบ้าง” คนสอบสัมภาษณ์อลิสาถามขึ้น ซึ่งแม้จะมีกลุ่มนิสิตชาวเปอโตริโกยกมือพรึ่บพรั่บอยู่อีกมุมหนึ่ง หากสายตาของอาจารย์ที่เพิ่งแนะนำตัวว่าชื่อเอนโซ่ก็สบไปยังอลิสาที่เพิ่งยกมือขึ้นช้าๆ 

“โคเม ติ เคียมี” เขามีท่าทางที่คลับคล้ายคลับคลา “เธอชื่ออะไรนะ” 

“อลิสาค่ะ หรือจะเรียก อาลิซ่า ก็ได้” เจ้าของชื่อยิ้มแหย 

“อ้อ นึกออกแล้ว” อาจารย์เอนโซ่โพล่งออกมาด้วยเสียงอันดัง “ไหนๆเธอก็เพิ่งมาวันนี้วันแรก ช่วยแนะนำตัวให้เพื่อนๆรู้จักเธอหน่อยสิ” 

สาวไทยรู้สึกราวกับมีหินก้อนมหึมาหล่นลงมาทับอก นั่นเป็นโจทย์ที่ช่างยากและชวนประหม่าอย่างเหลือแสน ที่ต้องแนะนำตัวเป็นภาษาอิตาเลียนต่อหน้าเพื่อนร่วมชั้นนานาชาติที่เพิ่งเจอหน้ากันได้ไม่กี่ชั่วโมง 

“ฉันชื่อ อาลิซ่า มาจากตายลานเดียค่ะ...” เธอลุกขึ้นพูดกระท่อนกระแท่น “...ปีนี้อายุยี่สิบปี เรียนภาษาอิตาเลียนมาแล้วสองปี” 

สายตาทะเล้นของเพื่อนนิสิตที่มองมาปรากฏแววขบขันและยิ้มเยาะนิดหนึ่ง พานให้อลิสากังวลจนขาสั่นระรัว เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่ตนพูดออกมาแต่ละประโยคถูกหรือผิดตามหลักไวยากรณ์มากน้อยเพียงใด แต่ก็ด้วยรอยยิ้มและแววตาเอาใจช่วยของอาจารย์เอนโซ่ ที่นำพาเธอให้แนะนำตัวจนจบได้ด้วยดี 

“ยินดีต้อนรับสู่มหาวิทยาลัยของพวกเรา อาลิซ่า” ชายสูงอายุยิ้มให้เธอ จากนั้นจึงหันไปถามชื่อเสียงเรียงนามของกลุ่มนิสิตจากละตินอเมริกา ต่อด้วยหยิบปากกาไวท์บอร์ด พูดกับนิสิตทั้งห้อง “วันนี้เราจะเรียนไวยากรณ์ชั้นสูงมากที่หลายคนอาจจะไม่เคยได้ยินได้ใช้กันมาก่อน บอกเลยว่าเรื่องนี้ไม่ง่าย” 

ในความอัดอั้นใจของนิสิตไทยหนึ่งเดียวของที่นี่ สิ่งสำคัญที่ช่วยคลายกังวลให้กับเธอได้มาก คือการที่เธอเป็นคนเดียวในชั้นที่สามารถกระจายกิริยารูปอดีตที่ใช้เล่าประวัติศาสตร์หรือเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมานาน ซึ่งเรียกว่า ‘ปาสซาโต เรโมโต’ ได้ไม่มีผิดเพี้ยน ทั้งที่กิริยาแสดงเวลาหมวดนี้ขึ้นชื่อว่ายากที่สุดในภาษาอิตาเลียน และเพื่อนร่วมชั้นของเธอหลายคนยังไม่เคยแม้แต่จะรู้จักชื่อของมันมาก่อน 

“อาลิซ่า” อาจารย์เอนโซ่ถึงกับออกปากเรียกชื่อเธอทันทีที่สอนจบคาบ ขณะนั้นเธอตั้งท่าจะเดินออกจากห้องตามคนอื่นอยู่แล้วเชียว 

“มีอะไรหรือคะ” คนถูกเรียกหยุดยืนตรงหน้าอาจารย์ 

“เรียนวันแรกเป็นยังไงบ้าง” เจ้าของภาษาถามหน้านิ่ง 

“เฉยๆค่ะ พอรู้เรื่อง” เด็กสาวตอบเป็นกลางๆเข้าไว้ เพราะยังเดาใจคนถามไม่ถูก “ยังฟังไม่ค่อยออก ฟังไม่ค่อยทันเท่าไหร่ค่ะ” 

“ฉันไม่แปลกใจ เด็กไทยส่วนใหญ่ที่มาก็จะเป็นอย่างนี้ คือพื้นฐานด้านไวยากรณ์แน่นเรียนมาหมด กระทั่งเรื่องยากๆอย่าง ปาสซาโต เรโมโต ก็เรียนมา แต่เวลาต้องพูดหรือฟังจะทำได้ไม่ดี เพราะพวกเธอเน้น-เขียนอ่านมากกว่าฟัง-พูด” 

อลิสายิ้มเนือยแทนคำตอบ เธอเองก็ไม่แปลกใจเหมือนกันที่ได้ยินแบบนี้ เพราะครูวัฒน์เคยพูดถึงจุดอ่อนจุดแข็งเหล่านี้ให้เธอฟังมาก่อนแล้ว 

“ฉันแนะนำว่าเธอต้องฝึกพูดให้คล่องกว่านี้ ไม่อย่างนั้นเธอจะเรียน B2 ลำบาก เพราะในระดับนี้เพื่อนร่วมชั้นของเธอเกือบทุกคนพูดคล่องกันหมดแล้ว พวกเขาส่วนใหญ่เรียนที่นี่กันมานานหลายเดือน ถ้าเธอพูดได้ไม่เก่งเท่าพวกเขา ก็ยากที่เธอจะตามสิ่งที่พวกเขาเรียนได้ทัน” 

เด็กสาวนิ่งขึง รู้สึกเหมือนถูกตำหนิและคาดคั้นพร้อมๆกัน 

“ไปชวนคนอิตาเลียนคุยบ่อยๆ จะเป็นคนขายอาหาร คนขายหนังสือพิมพ์ คนที่เจอข้างทาง หรือใครก็ได้ ถ้าเธอได้พูดกับพวกเขาเยอะๆ ฉันมั่นใจว่าทักษะการพูดและการฟังเธอจะพัฒนาขึ้นจากที่เป็นอยู่นี้แน่นอน”    

อาจารย์เอนโซ่ส่งยิ้มพร้อมกับคล้องสายกระเป๋าพาดบ่า 

“ฉันขอตัวก่อน บวนนาจอร์นาตา...ขอให้เป็นวันที่ดีของเธอนะ” 

 

ชั่วผ่อนลมหายใจเดียวที่ม้าแข่งตัวนั้นลดความเร็วลง ม้าอีกตัวหนึ่งที่ก่อนนี้วิ่งตามหลังก็เป็นฝ่ายควบตะบึงแซงหน้าขึ้นมา ความเร็วที่ถูกเร่งขึ้นนั้นส่งผลให้ชายบนหลังม้าที่ถูกแซงเอียงไปข้างหนึ่ง หากยังมีสติเหนี่ยวบังเหียนไว้แน่น ขณะที่คู่แข่งซึ่งกระแทกเขาประหนึ่งว่าจงใจทะยานผ่านต้นไม้ที่ใช้แทนหลักชัยพร้อมกับเสียงหัวเราะลำพอง  

“บราโว” เสียงทุ้มแว่วมาจากแนวพุ่มไม้ใกล้ๆ “เก่งมาก ซิโมเน่” 

“โปรเฟสซอเร” ผู้ชนะขานเรียกอีกฝ่ายอย่างนึกไม่ถึง “คุณมาถึงที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่เห็นจะให้สุ้มให้เสียงกันเลย” 

“เพิ่งมาถึงเดี๋ยวนี้แหละ” ‘โปรเฟสซอเร’ ปัดเศษใบไม้ที่ติดปกเสื้อ “จังหวะแซงตะกี้นี้เธอทำได้ดีมากนะ ซิโมเน่ ฉันประทับใจ” 

“แน่นอนอยู่แล้วล่ะครับ ขอบคุณที่อุตส่าห์ชมผม” ชายหนุ่มร่างล่ำสันยืดอกรับคำชมนั้นด้วยน้ำเสียงบ่งบอกนิสัยความเป็นคนทะนงตัว 

ถึงจะรู้สึกไม่ชอบใจนัก แต่หนุ่มใหญ่ก็ยังมีขันติมากพอจะนิ่งเฉยต่อท่าทีของลูกศิษย์หัวแข็งคนนี้ พอดีกับที่ลูกศิษย์อีกคนควบม้าตามมาถึง 

“ส่วนเธอ มัตเตโอ” ผู้ฝึกสอนติเตียนเสียงดุ “เมื่อกี้ฉันมองออกว่าถ้าเธอไม่ประมาท เธอก็คงวอกแวกจนไม่ทันระวังตัวว่าตรงหัวโค้งนั้นซิโมเน่กำลังเร่งขึ้นมาแล้ว อย่าลืมสิว่าในวันจริงเธอไม่สามารถเสียสมาธิได้แม้แต่วินาทีเดียว”   

“ใจลอยหาสาวที่ไหนอยู่รึพวก” ซิโมเน่หันไปกระแหนะกระแหน 

“ผมเสียสมาธิไปหน่อย ต้องขอโทษด้วย” 

“เมื่อกี้นี้นายลืมลงแส้ไป ไม่รู้ว่านายลืมแล้วหรือเปล่าว่าเจ้าม้าตัวที่นายขี่อยู่น่ะ มันไม่เชื่องและไม่ค่อยจะรู้จังหวะว่าตอนไหนควรทำยังไง” ผู้เป็นทั้งมิตรและคู่แข่งบนหลังม้าอีกตัวกล่าวเหมือนจะหาข้อแก้ต่างให้ 

“ยังไงฉันก็ผิดเองที่ไม่ลงแส้มันตอนที่นายแซงขึ้นมา ไม่ว่าม้าตัวไหนก็จะลืมแบบนี้ไม่ได้ เพราะวันแข่งจริงม้าของแต่ละคอนตราดาต้องสุ่มเลือกมา ไม่มีทางรู้ได้หรอกว่าตัวที่เราได้ขี่จะเป็นยังไง” ชายหนุ่มผมหยักศกก้มหน้าพูดเสียงกร้าว ส่วนเพื่อนวัยเดียวกันเบือนใบหน้าแสดงความรำคาญไปทางอื่น 

“เธอมีอะไรจะแก้ตัวมั้ย” เจ้าของคอกม้าตัดบท 

“ไม่มีครับ” มัตเตโอตอบขรึมๆ “ผมพลาดอย่างไม่น่าให้อภัยเอง” 

“ดีแล้วที่เธอรู้ตัว” ผู้สูงวัยหมายโทษ “เย็นนี้อย่าเพิ่งรีบกลับ อาบน้ำ แปรงขนม้า และเก็บกวาดคอกม้าหลังซ้อมเสร็จด้วย” 

มัตเตโอรับปากเบาๆในลำคอ ในระหว่างที่ซิโมเน่ซึ่งเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดกระหยิ่มยิ้มย่องเพราะรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คู่แข่งที่คู่ควรกับเขา 

 

เที่ยงเศษวันนั้นหรือเพียงสิบกว่านาทีหลังเวลาเลิกเรียน พื้นที่มหาวิทยาลัยที่เดิมคลาคล่ำไปด้วยนิสิตจากหลายๆระดับชั้นก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด พวกที่เรียนวิชาภาษาภาคเช้ากลับกันไปเกือบหมดแล้ว ส่วนพวกที่เรียนวิชาวัฒนธรรมภาคบ่ายซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นนิสิตชาวจีนและศึกษาระยะยาวก็เข้าเรียนกันทั่วหน้า มีเพียงฝูงนกพิราบตัวโตๆที่จับกลุ่มจิกกินเศษขนมปังกรอบที่ใครบางคนทำหล่นเรี่ยราด จับจองฟุตบาทหน้ามหาวิทยาลัยไม่ให้เงียบเหงา 

อลิสาเดินโผเผออกมาจากประตูบานเลื่อนอัตโนมัติ แรงลมจากประตูที่เปิดออกพัดพาเศษใบไม้ ก้นบุหรี่ รวมทั้งกระดาษโบรชัวร์ ที่มีคนโยนทิ้งอย่างไม่แยแส ให้ปลิวว่อน แต่ดูเหมือนนิสิตหญิงจากเมืองไกลจะไม่ได้สนใจกับสิ่งเหล่านั้น มากเท่ากับเนื้อหาที่เพิ่งเรียนและการบ้านที่ได้รับมอบหมายในวันนี้ 

“เราจะเรียนชั้น B2 ไหวจริงๆใช่ไหม” อลิสาถามตัวเองไม่รู้รอบที่เท่าไหร่ แต่ทุกครั้งที่ความกังวลนี้ทำท่าจะพรูขึ้นมา เธอก็จะรีบปลอบใจตัวเองทุกครั้งไปว่าอย่างน้อยเพื่อนร่วมห้องที่หอพักของเธอก็เรียนระดับนี้เหมือนกัน เกิดเหตุขลุกขลักขัดข้องใดๆก็น่าจะยังพอให้อินซุกช่วยเหลือได้บ้าง 

พร้อมกับที่ใจนึกถึง อลิสาก็แลเห็นอินซุกนั่งอยู่บนม้านั่งใกล้กับป้ายรถเมล์ที่เมื่อเช้านี้เธอเห็นนิสิตบางคนออกมาจับกลุ่มสูบบุหรี่กัน เพื่อนของเธอไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว แต่กำลังพูดคุยยิ้มหัวกับใครบางคนที่เธอเห็นได้ไม่ถนัด 

 “อินซุก” เธอร้องเรียก 

“อ้าว อาลิซ่า” ฝ่ายนั้นทักตอบอย่างนึกไม่ถึงว่าจะเธอจะยังอยู่ที่นี่ “เป็นยังไงบ้าง เรียนวันแรก ทุกอย่างดีไหม” 

“ก็ดีนะ” อลิสาฝืนยิ้มเพื่อยืนยันคำตอบ เธอยังไม่ทันได้พูดอะไรไปมากกว่านั้น อินซุกก็พูดสิ่งที่เธอไม่คาดคิดว่าจะได้ยินขึ้นมา 

“ฉันว่าจะบอกกับเธออยู่พอดี ว่าฉันทำเรื่องขอย้ายขึ้นไปเรียน C1 แล้ว” สาวเลือดโสมขาวยิ้มบอก “คงไม่ได้มาเรียนที่นี่กับเธอแล้วนะ”  

ความคิดเห็น