ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่เก้าสิบห้า วางแผนการในกระโจมพิชิตชัยนับพันลี้

ชื่อตอน : ตอนที่เก้าสิบห้า วางแผนการในกระโจมพิชิตชัยนับพันลี้

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 469

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ธ.ค. 2563 09:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่เก้าสิบห้า วางแผนการในกระโจมพิชิตชัยนับพันลี้
แบบอักษร

ตอนที่เก้าสิบห้า วางแผนการในกระโจมพิชิตชัยนับพันลี้        

ผมคิดมาตลอดว่าคนอย่างจิวแป๊ะทงหรือคิวชู้กี่ที่แบกของหนักได้ร่วมร้อยกิโลวิ่งไปมาขึ้นลงยอดเขาได้นี่จะกลัวทหารของท่านข่านไปทำไม?

ไกอาในเรื่องบากิแบกของเจ็ดสิบห้ากิโลเดินทางกว่าสี่สิบกิโลเมตรยังถือว่าเป็นอะไรที่เหนือมนุษย์

หรือสึบารุแห่งรีซีโร่แบกคนสองคนเดินทางได้ มันก็เรียกว่าไม่ใช่คนธรรมดาแล้ว

หากเอาคนที่แข็งแรงราวกับไกอาที่แบกคนสองคนน้ำหนักรวมกันได้เกินเจ็ดสิบห้ากิโลกรัมเดินไปมาได้ และพูดว่าคนคนนั้นเป็นขยะ จึงพยายามเริ่มต้นจากศูนย์ที่ต่างโลกก็ตลกสิ้นดีแล้ว

คนที่แบกของเกินเจ็ดสิบห้ากิโลกรัมเดินทางยี่สิบกิโลเมตรได้นี่

ไม่ใช่ขยะ แต่สามารถไปชกชิงแชมป์ใต้ดินโตเกียวโดมกับพวกบากิและเรซึไคโอได้เลย 

หากพูดว่าคนแบกของเจ็ดสิบห้ากิโลกรัมเดินทางยี่สิบกิโลเมตร ยังต้องเริ่มฝึกใหม่จากศูนย์ในต่างโลก

เอาเรซึ ไคโอไป ผลก็คงไม่ต่างกันเท่าไร     

หากเราทำให้ทหารแต่ละคนแบกของหักเจ็ดสิบห้ากิโลกรัมได้แบบสึบารุหรือไกอา

ผลของสงครามก็เปลี่ยนไปมหาศาลแล้ว

ในสมัยของมาริอัสแห่งต้าฉิน(โรมัน)   เพื่อแก้ปัญหาลอจิสติคการขนส่งต่างๆ ทหารแต่ละคนต้องแบกของหนักประมาณ 80 ปอนด์หรือประมาณ 36 กิโลกรัมและเดินทางประมาณ 20 ไมล์ต่อวัน

หมายความว่าสึบารุหรือไกอานั้นแข็งแรงกว่าทหารอาชีพของมาริอัสที่ได้ฉายา”ล่อขนของของมาริอัส”มากมายนัก    

จะบอกว่าคนที่แบกของเป็นสองเท่าของทหารอาชีพโบราณเดินทางได้ เป็นขยะที่เริ่มจากศูนย์?

มันต้องมีอะไรผิดพลาดสักอย่างแน่ๆ

พอพอกับเกิดใหม่เป็นฮีลเลอร์ไร้ค่านั่นล่ะ คนเขียนคงสติไม่ค่อยดีหรือไม่เคยเล่นเกมส์มาก่อน

และแน่นอน ที่ผมทำท่าสนใจเรื่องการแบกของลอจิสติคก็เพราะว่าผมกลัวการไปสนามรบ

นโยบายผมคือผมจะทำท่าเป็น “วางแผนในกระโจมตัดสินศึกนับพันลี้” ที่ในโลกนี้มักชอบกล่าวขานกันอย่างนั้น

แน่นอน ผมอาจจะเอาชนะพวกท่านข่านได้หากสู้กัน แต่ทำไมผมต้องเสี่ยงด้วย?

ผมรู้ว่าพระเอกเอาชนะท่านข่านได้...แต่ไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมจะรอดชีวิตแบบพระเอก

ผมเคยอ่านแนวพวกนี้มามากพอ ในการศึกที่เราไม่รู้ในประวัติฉากหลังของเรื่องนั้น คนเขียนจะเขียนว่าเหตุการณ์ที่แท้จริงในอดีตแล้วมันหวาดเสียวกว่าที่คิดเพื่อให้เรารู้สึกตื่นเต้น

การที่พระเอกเอาชนะท่านข่านได้ ไม่ได้หมายความว่าท่านข่านไม่เก่งคือแนวนิยายที่คนเขียนชอบใช้กัน

ตัวละครที่คนอ่านเกลียด ก็จะโม้มาว่าสมัยก่อนเคยทำอย่างนู้นอย่างนี้

หรือตัวละครที่โม้ว่าพวกพระเอกชนะได้ ก็จะโม้ว่าอัจฉริยะที่สุดในสิบชั่วคนหรืออะไรสารพัด

เพื่อโม้ว่าพระเอกนางเอกเก่งกว่านั้นนั่นเอง

 

หมายความว่าผมอยู่ห่างๆท่านข่านไว้ก่อนจะปลอดภัยต่อผมมากกว่านั่นเอง

ผมจึงวางแผนว่าผมจะบัญชาการรบอย่างปลอดภัยในกระโจมที่อยู่ห่างไกลไปนับพันลี้จากที่รบกันจริงๆนั่นเอง

พัฒนาระบบสื่อสารที่ดี เกิดอะไรขึ้นแนวหน้า ด้วยพลังตัวเบาผมจะสามารถสร้างกองทัพที่หนีไวที่สุดขึ้นมาได้หากได้รับการสื่อสารที่ทันท่วงที

มันมีมุกของเม่ยกั๋วที่ว่า หากย้อนเวลาสู่อดีตไปได้ให้”เอาวิทยุสื่อสารให้ทหารโรมัน” ผมก็จะทำอย่างนั้นนั่นล่ะ

และผมไม่จำเป็นต้องชนะด้วยซ้ำในการทำสงคราม แค่ทำให้สงครามยืดเยื้อต่อไปเพื่อผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมการสงครามก็พอแล้ว เม่ยกั๋วถนัดแผนการแบบนี้มาตั้งแต่ออกจากครรภ์มารดาแล้ว

“เราไม่ควรเอาชนะล้อซัวะ”คือแนวคิดที่หลายคนมักคิดกันหลังจากจบสงครามเย็น

การเสียศัตรู ทำให้เสียเป้าหมายหลักในการรวมใจคนในชาติรัฐไป เมื่อไม่มีศัตรูภายนอก รัฐก็จะแตกแยกจากภายในคือสัจธรรมของใจมนุษย์

ดังนั้นแผนการของผมคือ perpetual war สงครามที่ไร้จุดสิ้นสุดที่ความตึงเครียดอาจเกิดขึ้นได้ทุกวินาที เพื่อเป้าหมายเดียวคือให้อุตสาหกรรมการสงครามยังคงอยู่ เราก็สามารถรักษา Balance of terror ไว้ได้ตลอดกาลก็ถือว่าเราบรรลุเป้าหมายแล้ว

ฮืม ให้สงครามเกิดขึ้นตลอดกาล หากนี่เป็นนิยายคนคงมองว่าผมเป็นตัวร้ายแน่ๆ โชคดีที่ผมเป็นแค่คนไม่ค่อยมีความสามารถธรรมดา

แต่ก่อนอื่นผมต้องทำแผนการฝึกทหารก่อน

สารภาพตามตรง

ผมเคยฝึกแค่หน่วยเล็กๆในการส่งอาวุธให้ชนกลุ่มน้อย ไม่เคยนำทัพใหญ่ๆหลายพันหลายหมื่นคนมาก่อนอย่างในโลกนี้

ความรู้ ความชำนาญของผม ไม่ได้อยู่ในด้านสงคราม แต่น่าจะเรียกว่าอยู่ในด้าน”สนับสนุนการรบ”มากกว่า

“พวกท่านลุกขึ้นเถอะ ข้ายังต้องการความช่วยเหลือจากท่านอีกมาก แผ่นดินนี้การสงครามกำลังจะมาถึง พวกเราต้องอาศัยผู้กล้าหาญเช่นพวกท่านยอมเสียสละอีกคราเพื่อชาวประชาทั้งแผ่นดิน”

ผมเริ่มวางแผนการสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวประชา

แน่นอน ที่ผมพูดก็เป้นความจริง เพราะตามประวัติของพระเอก ที่ฮ่องเต้ไม่ค่อยรัก จะไปทำหน้าที่ปกปักแผ่นดิน คุ้มกันชาวบ้านจากกองทัพที่รุกรานเข้ามาตามชายแดน

เมื่อการรุกรานจากชายแดนจะเกิดขึ้นอยู่แล้ว

ผมก็แค่ต้องสร้างความน่ากลัวให้มากขึ้นในแง่ของการประชาสัมพันธ์เท่านั้นเอง

ผมวางแผนว่ากะจะให้นักวาด วาดรูปเด็กทารกที่กำลังจะถูกแร้งกิน อดอยากผอมแห้งบริเวณชายแดน ภาพพวกทหารท่านข่านเอาคนเป็นเป้าซ้อมธนู ภาพผู้หญิงโดนพวกทหารท่านข่านฉีกเสื้อผ้าและอะไรสารพัด

คนเราสามารถรับสารได้ดีกว่ามากถ้ามองเห็นด้วยตา

คนเราไม่ต้องการกระตุ้นว่าตนเองเป็นคนโหดร้ายไร้จิตใจ

คำด่าหรือการกระทบกระเทือนทางสังคมจึงเป้นเรื่องสำคัญมากๆ

คำพูดสามารถล่มนครได้คือเรื่องจริง ไม่อย่างนั้นชาวหุยหมวกน้ำเงินคงไม่ตั้งองค์กรอย่าง anti defamation league ต่อต้านการทำลายชื่อเสียงของชาวหุยหมวกน้ำเงิน เพราะพวกเขามองว่าชื่อเสียงคือเรื่องสำคัญมากๆนั่นเอง

“ชาติบ้านเมืองมีภัย ข้ารู้สึกไม่อาจนิ่งดูดายได้ จึงขอความร่วมมือจากพวกท่านเห็นแก่ประชาราษฎร รวมพลังกันอีกครั้งเถอะ ขจัดกองทัพที่มารุกราน สร้างความสันติสุขให้แก่แผ่นดิน”

เพอร์เฟค

โลกนี้มีทหารรับจ้างติดอาวุธจำนวนมาก คนพกกระบี่เดินไปมาเป็นเรื่องปรกติ

แต่การจะขยายกองทัพต้องมีข้ออ้าง เราสามารถใช้ข้ออ้างแบบเล่าปี่

“เป็นทหารอาสาขับไล่ข้าศึกออกจากแผ่นดิน”

พวกนั้นรู้สึกฮึกเหิมขึ้นอย่างยิ่ง แปลกจังผมนึกว่าพวกเขาจะเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายเสียอีก หรือว่าโลกนี้มันมีแนวคิดด้านการต่อสู้ต่างไปM

“ใช่แล้วพวกเราต้องปราบพวกสุนัขกิมให้ได้ “

“เจ้าโม่ คราวนี้ข้าจะกลับไปทวงแค้นที่พวกมันพรากตาไปจากข้า “

“ที่พวกมันตัดแขนข้าก็เช่นกัน ไม่เอาเลือดพวกมันมาล้างดาบข้า ข้าไม่ขอชื่อซื่อคุนอีกต่อไป”

พวกนี้ดันคึกคักกว่าที่ผมคิด

ผมกระแอม

“อะแฮ่ม อย่างที่พวกเจ้าเห็นข้าขาดประสบการณ์ ต้องขอความร่วมมือจากพวกท่านด้วย”

ผมทำท่าคารวะพวกทหาร

“อย่าได้คารวะเลยนายท่านพวกเราไม่อาจรับไว้”

“ประสบการณ์ที่ผ่านมือถือเป็นครู พวกเราเรียนรู้ที่จะประสบความสำเร็จเพราะความผิดพลาดจากอดีต ข้าขาดประสบการณ์ดังนั้นข้าต้องขอร้องพวกท่าน บันทึกประสบการณ์การสู้รบของพวกท่าน ข้อผิดพลาด ปัญหาอุปสรรคที่เคยเจอในสงคราม เรื่องที่เคยพบต่างๆลงบันทึกและพวกเราจะวิจารณ์ข้อผิดพลาดกัน”

หรือวิธีการปรับปรุงกองทัพนั่นเอง

ผมจะค่อยๆลองปรับปรุงไปว่ามันพอมีความผิดพลาดแบบไหนในการรบกับต้ากิม ปัญหาที่เจอคืออะไร

กองทัพมองโกลค่อนข้างจะมีการปรับตัวได้รวดเร็วในการรบ

ผมคิดว่าเราต้องปรับตัวให้เร็วกว่าก่อนหน้านั้น

เจงกิสข่านไม่ใช่แค่คนเหี้ยมหาญไร้ปัญญา แต่ได้ปรับปรุงแนวคิดทางการรบอย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ด้วยจำนวนน้อยกว่าด้วยซ้ำในหลายครั้ง แต่สามารถเปลี่ยนคนอื่นให้ทรยศได้นี่ก็คือความสามารถที่น่ากลัวอย่างหนึ่งในสงคราม

 

“ตะแต่พวกข้าเขียนหนังสือไม่เป็น”

ชายฉกรรจ์คนหนึ่งถึงกับหน้าแดง

อันที่จริงแม้จะมีคำกล่าวว่าบัณฑิตเจอพลทหารไม่อาจกล่าววาจา แต่ความจริงทหารก็เคารพพวกบัณฑิตอย่างมากในสังคมนี้

“ท่านปราชญ์เมธีบอกว่าการศึกษาไม่แบ่งชนชั้นวรรณะ เมื่อพวกเราขาดแคลนตัวหนังสือและปัญญาก็เพิ่มพูนหนังสือและปัญญา เมื่อพวกเราขาดแคลนทักษะการยิงธนูและการขับรถก็เพิ่มทักษะทางนั้น ข้าต้องการให้พวกเราเสริมส่วนที่เด่นและจุนเจือสิ่งที่ขาดพร่องซึ่งกันและกัน”

ผมต้องเอาขงจื้อที่ถนัดยิงธนูกับขับรถมาเพื่ออ้างในการให้พวกนี้สามารถฝึกซ้อมร่วมกันได้

และเพื่อไม่ให้พวกนี้สงสัยว่าสงครามจะเกิดจริงๆหรือเปล่า

“ข้าดูชะตาฟ้าแล้ว ความเปลี่ยนแปลงบริเวณชายแดนและแผ่นดินจะเกิดเร็วๆนี้ล่ะ”

ซึ่งผมก็ไม่โกหก คนที่ทำนายดวงอี้จิงว่าจะเกิดความวุ่นวายต่อแผ่นดินก็ทำนายถูกจริงๆนั่นล่ะ

 

“เฮ้อ ข้าจับยามชะตาฟ้าได้ ข้าก็ได้หวังแต่ว่าจะมีชาวประชาเดือดร้อนจำนวนน้อยที่สุด แต่คงไม่อาจหลีกเกลียงการเสียชีวิตของชาวเราได้ในยามสงคราม “

ผมทำท่าแบบเชกูเวร่า เหม่อมองไปในทางแดนเหนือบริเวณชายแดนของอาณาจักรเรา

 

“”

 

ณ บริเวณชายแดน

นกปีศาจเขียว เหยี่ยวครามทมิฬ ขนานนามเคียงคู่กันมานาน ในวันนี้จะสิ้นสุดลงเสียที

การปะทะกันของสองปรมาจารย์จะสร้างความสะท้านสะเทือนให้กับทุ่งหญ้าทางเหนือ...แต่หวังลี่ไม่ได้รู้เรื่องนี้ด้วยเลยอีกแล้วครับท่าน

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว