facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

นอกจากจะต้องข้ามเวลามาอยู่ในยุคไดโนเสาร์ที่แสนกันดารแล้ว ยังต้องได้สามีสุดหล่อที่เกลียดร่างนี้เข้ากระดูกดำพ่วงติดมาด้วยอีก ชีวิตเธอจะมีอะไรที่ซวยกว่านี้อีกมั้ย

ตอนที่ 25 ซื้อของ

ชื่อตอน : ตอนที่ 25 ซื้อของ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.8k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ธ.ค. 2563 14:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 25 ซื้อของ
แบบอักษร

 

พอไปถึงห้างสรรพสินค้า เฉินเสวี่ยก็ไม่ได้เดินไปที่แผนกขายเสื้อผ้า กลับลากเฉินอ้ายหวาให้ตรงขึ้นชั้นบน ไปดูเครื่องใช้ไฟฟ้า  

เฉินอ้ายหวาไม่คุ้นกับการตกแต่งของห้างที่นี่ ตอนเดินมาถึง ค่อยรู้ว่าเฉินเสวี่ยคิดจะมาดูเครื่องใช้ไฟฟ้า พอเห็นว่าของที่เฉินเสวี่ยดู คือเครื่องซักผ้า ก็คิดว่าที่บ้านก็ใช้เครื่องซักผ้าเหมือนกัน แต่เฉินเสวี่ยมาอยู่ที่นี่กลับต้องซักมืออย่างยากลำบาก นางเคยเหนื่อยแบบนี้เสียที่ไหนกัน จึงรู้สึกว่า ซื้อเครื่องซักผ้าก็ดี เมื่อเทียบกับเสื้อผ้าแล้ว เครื่องนี้น้องน่าจะต้องการมากกว่า 

“อยากได้เครื่องซักผ้าหรือ” 

“อืม” เฉินเสวี่ยพยักหน้า พลางสำรวจมอง ซึ่งความจริงแล้วก็ไม่มีอะไรต้องสำรวจ ทั้งหมดมีด้วยกันสองชนิด ล้วนเป็นแบบเก่าที่มีถังซักคู่ ซึ่งหลายปีแล้ว ตอนที่เฉินเสวี่ยออกมาเช่าห้องอยู่ใหม่ๆ ห้องแรกที่เช่า ก็มีของเก่าแบบนี้อยู่ในบ้านเจ้าของ ตอนนั้นมะงุมมะงาหราอยู่ครึ่งค่อนวันถึงใช้เป็น แต่ตอนนี้ เครื่องนี้น่าจะทันสมัยสุดแล้ว ราคาไม่เบาเหมือนกัน เครื่องหนึ่งสองร้อยหกสิบหยวน เกือบเท่าเงินเดือนทั้งปีของปีก่อนเลย 

“เครื่องนี้ดูไปแล้วก็ไม่เลว ยังไงซื้อสักเครื่องมั้ย” เฉินอ้ายหวาสำรวจดูตามเธอ  

เขาอยู่ที่บ้าน ไม่ต้องทำงานบ้าน อยู่ในกองทัพ ก็ซักผ้าด้วยมือ จึงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเครื่องซักผ้าเลย แต่ที่นี่ก็ไม่มีอะไรให้เลือกมาก มีเพียงเครื่องที่มีกำลังมากหน่อย ซักผ้าได้มากชิ้นหน่อย กับเครื่องที่มีกำลังน้อยหน่อย ซักผ้าได้น้อยชิ้นหน่อย 

“ดีค่ะ แต่ซื้อเครื่องนี้ต้องใช้คูปองหรือเปล่าคะ” เฉินเสวี่ยไม่ค่อยรู้เรื่องนี้ แต่ความจำของร่างเดิมคล้ายมีคนมาขอคูปองโทรทัศน์กับเธอ ซึ่งเครื่องซักผ้าก็น่าจะเป็นแบบเดียวกัน 

“คูปองไม่มีปัญหา เธอวางใจ คืนนี้ฉันกลับไปถามดู น่าจะหาได้สักใบ”  

ปกติแล้ว กองทัพไม่ได้แจกคูปองให้กับทุกคน ใครได้คูปองอะไร ขึ้นกับดัชนีชี้วัด ถึงตอนนั้นจ่ายเงินนิดหน่อยก็ยังได้ เรื่องนี้เฉินเสวี่ยไม่ค่อยรู้ เฉินอ้ายหวารู้จักคนในกองทัพที่นี่อยู่บ้าง ถามๆ หน่อยก็ได้แล้ว 

“ค่ะ รอให้ได้คูปองแล้วค่อยมาซื้อ งั้นพี่ใหญ่ช่วยถามให้อีกนิดได้มั้ยว่า มีคูปองตู้เย็นมั้ย”  

ของเหล่านี้ต้องใช้คูปองแลก เฉินเสวี่ยไม่รู้จริงๆ ว่าต้องไปทำที่ไหน เมื่อพี่ใหญ่รู้วิธี ก็ทำด้วยกันทีเดียวเลยดีที่สุด มิฉะนั้นแล้วเธอก็ต้องกลับไปถามหลัวต้าอวี่ ซึ่งคิดๆ ดูแล้วก็ช่างเถอะ 

“ได้ แล้วฉันจะถามให้”  

เครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้ล้วนเป็นของที่เฉินเสวี่ยใช้ตอนอยู่ที่บ้านจนชินแล้ว เฉินอ้ายหวาจึงไม่แปลกใจ แม้บอกว่าตอนนั้นที่บ้านให้สินสมรสกับลูกสาวไปไม่น้อย แต่เพราะรู้ว่าเธอจะรีบตามนายทหารไปต่างถิ่น จึงให้เงินแทน ไม่ได้ให้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใหญ่โตไป คิดว่ารอให้เธอปักหลักเรียบร้อยก่อน ค่อยหาซื้อเอา ไหนเลยจะคิดว่า ต้องรอจนถึงครึ่งปี 

ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ต่อไปก็น่าจะเป็นโทรทัศน์ 

“หรือจะทำคูปองโทรทัศน์อีกใบ ให้ครบในคราวเดียว” 

โทรทัศน์? เฉินเสวี่ยนึกถึงโทรทัศน์กลมๆ ในละครย้อนยุคที่เคยดูเมื่อก่อน เป็นก้อนหนาๆ ใหญ่ๆ  หน้าจอนูนออกมา ใช่แล้ว ตอนนี้โทรทัศน์น่าจะยังเป็นแบบขาวดำอยู่ และไม่ค่อยมีรายการอะไร พูดอีกอย่างก็คือ เธอไม่ใช่คนชอบดูโทรทัศน์อยู่แล้ว เมื่อเกิดในยุคอินเทอร์เน็ต กระทั่งรายการพิเศษตอนตรุษจีน เธอก็ดูเวอร์ชั่นตัดต่อช็อตฮาๆ ทางอินเทอร์เน็ต 

“ไม่เอาดีกว่า ตอนนี้ฉันไม่มีเวลาว่างดูโทรทัศน์ มีสองอย่างนี้ก็พอแล้ว”   

แต่ถ้าพูดจากใจจริง เฉินเสวี่ยอยากได้เครื่องปรับอากาศมากกว่า หน้าร้อน ร้อนขนาดนี้ ไม่มีเครื่องปรับอากาศก็เท่ากับเอาชีวิตเธอไปแล้วครึ่งหนึ่ง ไม่งั้นก็ไม่ผอมเร็วขนาดนี้หรอก 

“ไม่เอาจริงๆ เหรอ” เฉินอ้ายหวาไม่อยากจะเชื่อ เมื่อก่อนตอนอยู่บ้าน เธอไม่ใช่แบบนี้นี่ ดูโทรทัศน์อยู่ครึ่งค่อนวันโดยไม่รู้เบื่อ จนไม่มีรายการอะไรดูแล้วถึงจะปิด 

“ไม่เอาจริงๆ พี่ ดูสิว่าตอนนี้ฉันยุ่งแค่ไหน ต้องทำขนม แล้วยังต้องรีบเก็บกวาดห้องทางนี้ให้เรียบร้อยอีก อืม ต้องอ่านหนังสือด้วย จะว่าไป การดูโทรทัศน์เป็นการฆ่าเวลา ไม่ค่อยได้ความรู้อะไร” เฉินเสวี่ยบอกเหตุผลที่ครอบคลุมให้เฉินอ้ายหวาฟัง ทำให้เฉินอ้ายหวาเลิกล้มความตั้งใจไป 

วันนี้ทั้งสองเดินมาทั้งวัน ฟ้าใกล้ค่ำเต็มที พนักงานในห้างเริ่มเก็บของ เตรียมเลิกงาน เฉินเสวี่ยเห็นความเป็นไปเช่นนี้จนชินตาแล้ว นี่คือปี 1982 ห้างสรรพสินค้าไม่ได้เปิดถึงสิบโมงกลางคืน ไม่ใช่ยุคที่ทุกคนเฝ้าอยู่หน้าจอคอมตอนเช้าตรู่ เพื่อแย่งซื้อของทางเนตในวันคนโสด 11.11  

ทั้งสองเดินจนพลบค่ำ ออกไปกินข้าวนอกห้าง แล้วจึงจับรถเที่ยวสุดท้ายกลับค่าย 

พูดถึงรถประจำทางเที่ยวสุดท้าย ก็คือเที่ยวหกโมงเย็น ตอนนี้ถ้าดูจากเวลาที่ผู้คนเคยชินกัน นับว่ายังเช้าอยู่จริงๆ หน้าร้อนในดินแดนทางใต้ ตอนนี้ฟ้ายังสว่างอยู่ แต่นอกจากคนที่เล่นหมากรุกหรือเล่นไพ่กันหน้าบ้านแล้ว ก็ไม่มีชีวิตกลางคืนอื่นใดอีก 

รถประจำทางแล่นผ่านเขตเมือง ขณะมองดูทิวทัศน์ที่สบายตา เฉินเสวี่ยพลางคิดว่า ถ้าหาเงินได้มากหน่อย จะเปิดร้านกาแฟ ให้วัยรุ่นมีที่ทางนั่งจีบกันโดยไม่ถูกยุงกัด 

พอมาถึงที่พักทหาร เฉินเสวี่ยก็เดินไปส่งพี่ใหญ่ตรงที่พักรับรองก่อน แล้วค่อยเดินกลับที่พักตัวเอง 

ทว่าพี่ใหญ่กลับอยากให้เธออยู่คุยเป็นเพื่อนต่ออีกหน่อย เฉินเสวี่ยรู้ดี ความจริงก็ไม่มีอะไรจะพูดกันแล้ว ทั้งสองคุยกันไปไม่น้อยทั้งเมื่อคืนกับบ่ายวันนี้ แต่พอพี่ใหญ่นึกถึงหลัวต้าอวี่กับสาวในหมู่บ้านเดียวกันเนี่ยเสียวอวี่ ก็เกรงว่าพอเธอกลับไปเห็นภาพของทั้งสองแล้วจะไม่สบายใจ จึงคิดว่าให้เธอกลับดึกหน่อย จะได้อยู่กับคนทั้งสองน้อยลง 

ถ้าเป็นร่างเดิม ก็อาจยอมอยู่ที่ห้องพี่ใหญ่ ยังไม่กลับไปจริงๆ แต่เธอไม่ใช่ เธอกับเนี่ยเสียวอวี่ไม่ได้แค้นเคืองอะไรกันจริงๆ จึงไม่รู้สึกว่าเห็นแล้วจะไม่สบายใจอะไร กลับถึงบ้านก็ยังมีเรื่องต้องทำอีกมาก 

แต่ตอนจะกลับนี่สิ พี่ใหญ่ดันไม่ยอมรับเงินหนึ่งพันหยวนที่เธอฝากให้พ่อกับแม่ ได้แต่บอกว่าเธอมีใจ 

เช่นนี้ก็พอ แค่เอาคำพูดเธอไปบอก พ่อกับแม่ก็ดีใจแย่แล้ว เฉินเสวี่ยคิดๆ ดูก็จริง ลูกจากไปไกล ใจของพ่อแม่ 

ย่อมเป็นห่วง แม้เธอไม่มีปัญญาปรนนิบัติพ่อแม่แบบเดียวกับที่ร่างเดิมเคยทำ แต่ความกตัญญูในเบื้องต้นย่อมมี ในความทรงจำของร่างเดิม เต็มไปด้วยความรักความห่วงใยของพ่อกับแม่ ซึ่งก็มีส่วนทำให้ร่างเดิมเป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง แต่ในใจ ยังคงเคารพรักพ่อแม่เสมอ ถึงภาพชีวิตการแต่งงานเมื่อสองเดือนก่อนที่อยู่ตรงหน้าไม่สมปรารถนาก็ไม่บ่นให้ที่บ้านฟัง นอกจากเป็นเพราะตนเองเป็นคนรบเร้าจะแต่งให้ได้ ทำให้ที่บ้านไม่ค่อยพอใจแล้ว ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะห่วงว่าพ่อแม่จะกังวลและเสียใจ ตนอยู่ต่างถิ่น จึงต้องหมั่นเขียนจดหมายกลับไปหาที่บ้าน เล่าเรื่องสนุกๆ ของที่นี่ และฝากของกลับไปบ้าง 

เฉินเสวี่ยคิดวางแผนไปตลอดทางเดิน แต่กลับเดินเร็วขึ้น พอถึงบ้าน เดินเข้าบ้าน หลัวต้าอวี่ก็ยังไม่เห็นเธอ เนี่ยเสียวอวี่กำลังนั่งซักผ้าอยู่บนเก้าอี้ตัวเล็ก เฉินเสวี่ยเหลือบเห็นว่าเสื้อที่ซักเป็นสีเขียวทหาร จึงรู้ว่าเป็นเสื้อผ้าใคร 

เมื่อได้ยินเสียงประตูดัง ความดีใจก็บังเกิดขึ้นบนใบหน้าเนี่ยเสียวอวี่ แต่พอเห็นว่าเป็นเฉินเสวี่ยเดินเข้ามา ใบหน้าที่ดีใจยังไม่ทันเก็บกลับคืน มือก็แข็งเสียก่อน วันนี้เฉินเสวี่ยออกจากบ้านแต่เช้า ก่อนไปยังให้เงินกับคูปองไว้ แล้วบอกที่ตั้งของโรงอาหารให้อีก เธอจึงไปโรงอาหารซื้อหมั่นโถวมาสองลูก แล้วก็รีบกลับมา เกรงว่าถ้าพี่ต้าอวี่กลับมาจะไม่เจอตน ที่สุดแล้ว รอจนใกล้เที่ยง พี่ต้าอวี่ถึงกลับมาด้อมๆ มองๆ พอเห็นว่าเธอมีทั้งของกินและมีเงิน ก็ตักเตือนสองคำ บอกว่าหมู่นี้ยุ่งมาก มีเรื่องอะไรค่อยว่ากัน แล้วก็ออกไป แม้แต่ข้าวก็ไม่ได้กินที่บ้าน พอประตูปิดลง ใจเธอก็ว่างเปล่า 

ตลอดทั้งบ่ายเธอจึงได้แต่เดินไปเดินมาอยู่ในห้อง ข้าวของก็ไม่กล้าแตะ เนื้อสัตว์กับผักในครัวมีครบ แต่เธออยู่คนเดียว จะทำกับข้าวดีๆ ไปทำไม ถ้าเผื่อคืนนี้ เฉินเสวี่ยกับพี่ต้าอวี่ไม่กลับมาล่ะ เธอคิดแล้วก็เห็นว่าไม่สามารถที่จะอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลย พอเห็นว่าในห้องน้ำมีเสื้อผ้าของพี่ต้าอวี่กองเอาไว้ หน้าร้อนแบบนี้ กองเสื้อผ้าไว้วันนึงก็มีกลิ่นแล้ว ไม่ควรกองไว้อีก แล้ววันต่อไปพี่ต้าอวี่จะใส่อะไร 

เธอจึงหยิบออกมา ใช้ผงซักฟอกแช่เอาไว้ ผงซักฟอกในเมืองดีจริง พอเทลงในน้ำแล้วตีก็ละลายทันที สิ่งสกปรกหลุดออกหมด ดีกว่าสบู่ที่เคยใช้เยอะ พอเห็นคอปกของพี่ต้าอวี่สกปรกมาก ก็คิดว่า ต้องฝึกทหารกลางแจ้งจนเหงื่อออกแล้วคราบก็ติดอยู่บนคอปก หน้าร้อนเปลี่ยนเสื้อทุกวัน คอปกยังสกปรกขนาดนี้ ต้องฝึกหนักทุกวันแน่ 

เนี่ยเสียวอี่ซักพลางคิดพลาง ในใจเต็มไปด้วยความชุ่มฉ่ำ โดยไม่รู้ว่าเพราะอะไร แค่อยู่ในห้อง ซักผ้าให้พี่ต้าอวี่ก็รู้สึกสุขใจแล้ว มีความสุขกว่าตอนได้กินเนื้อในวันตรุษจีน กับซื้อที่คาดผมอันใหม่เสียอีก 

แต่แล้วความสุขก็ถูกเสียงเปิดประตูขัดจังหวะ ทีแรกเนี่ยเสียวอวี่นึกว่าพี่ต้าอวี่กลับมา ใบหน้าจึงเต็มไปด้วยความดีใจพลางคิดจะแซวสักหน่อยว่าเสื้อสกปรกมาก แต่พอเห็นว่าเป็นเฉินเสวี่ย ก็กลืนคำพูดลงไป 

แต่เฉินเสวี่ยกลับเห็นว่าการที่เนี่ยเสียวอวี่ซักผ้าเป็นเรื่องปกติ 

“เสียวอวี่ กำลังซักผ้าของพี่ต้าอวี่เธอหรือ ลำบากแย่เลย มาถึงที่นี่ยังขยันแบบนี้อีก กินข้าวเย็นหรือยัง” 

เฉินเสวี่ยเปลี่ยนรองเท้าไปถามไป เดินข้างนอกมาทั้งวัน กลับบ้านเปลี่ยนเป็นรองเท้าแตะค่อยสบายหน่อย 

พอเนี่ยเสียวอวี่ได้ยินคำถามก็อึ้ง เฉินเสวี่ยไม่โกรธเหรอ ไม่โกรธทั้งๆ ที่เห็นตนซักผ้าของพี่ต้าอวี่อยู่ หรือรู้สึกว่าการซักผ้าไม่นับเป็นเรื่องอะไร 

ในใจคิด แต่ปากพลันตอบว่า “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันชินแล้ว ถ้าไม่ทำอะไรเลย จะรู้สึกไม่สบายตัว รู้สึกว่ามาเกาะเขากิน ข้าวเย็นกินแล้วค่ะ เห็นว่าพี่ต้าอวี่กับอาซ้อยังไม่กลับมา ฉันเลยต้มโจ๊กกินเอง” 

เธอไม่อยากขึ้นชื่อว่าเกาะใครกิน วันนี้เมื่อพี่ต้าอวี่ยังไม่กลับ เธอจึงเก็บกวาดห้องให้เรียบร้อย เสื้อผ้าของพี่ต้าอวี่ ถ้าไม่กลัวว่าเฉินเสวี่ยจะคิดมาก เธอเอาออกมาซักแต่แรกแล้ว พอเห็นว่าเฉินเสวี่ยออกจากบ้านอย่างร่าเริงแต่เช้า แต่กลับมาก็ไม่เห็นซื้ออะไรติดไม้ติดมือมา ไม่รู้ว่าเข้าเมืองไปเดินที่ไหน อาศัยพี่ต้าอวี่เลี้ยง แต่กระทั่งเสื้อผ้าก็ยังไม่ซักให้ 

การที่เฉินเสวี่ยไม่สนใจเรื่องเนี่ยเสียวอวี่ซักผ้า กลับทำให้เนี่ยเสียวอวี่เกิดความว้าวุ่นใจ ไม่ใช่เพราะตัวเอง หรือเพราะพี่ต้าอวี่ เธอไม่เชื่อว่าที่เฉินเสวี่ยเข้าเมืองจะมีธุระปะปังอะไร บอกว่าไปทำธุระกับพี่ชาย แต่จริงๆ คือพี่ชายมา แล้วพาเธอไปเที่ยวในเมือง ข้อแก้ตัวสำเร็จรูปล้วนมีหมด 

เมื่อวานเห็นพี่ชายเฉินเสวี่ยบารมีจับไปทั้งตัว ชนิดพี่ต้าอวี่ก็ยังเทียบไม่ติด เห็นความเคารพที่พี่ต้าอวี่มีต่อเขาแล้ว เขาต้องมีตำแหน่งใหญ่โตในกองทัพแน่ มิน่าล่ะ ถึงไม่สนใจใยดีพี่ต้าอวี่ ตอนเนี่ยเสียวอวี่อยู่ในชนบท ก็เห็นตัวอย่างมามาก เมื่อพี่ชายมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี น้องสาวแต่งไปเป็นสะใภ้ที่บ้านแม่ผัวก็กล้าเสียงดังกับแม่ผัว นับประสาอะไรกับสามีตัวเอง เฉินเสวี่ยต้องเป็นแบบนี้แน่ 

 

ความคิดเห็น