email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Episode 7 (ครึ่งแรก) เสียงสะท้อนของคนรอบข้าง

ชื่อตอน : Episode 7 (ครึ่งแรก) เสียงสะท้อนของคนรอบข้าง

คำค้น : เซฟแมงป่อง ตบหลุมรัก My heart November นิยายวาย ตบจูบ ฟิวกูดรักมหาลัย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 20.4k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ธ.ค. 2563 20:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
Episode 7 (ครึ่งแรก) เสียงสะท้อนของคนรอบข้าง
แบบอักษร

Episode 7 (ครึ่งแรก)  

เสียงสะท้อนของคนรอบข้าง  

[All]  

 

 

 

ไร้ซึ่งเสียงเอื้อนเอ่ยจากสองหนุ่มภายในรถที่กำลังมุ่งหน้ากลับสู่บ้านเกิด หลังจากนายอาคมระเบิดคำพูดทุกอย่างถาโถมเข้าใส่นายพฤศจิกาอย่างรุนแรง ดวงตาของคนขับมีแต่ความโศกเศร้าและเจ็บปวดน้ำตาที่เอ่อคลอออกมาเป็นระยะมันเป็นสิ่งที่เขาไม่สามารถควบคุมเอาไว้ได้ ชายหนุ่มรู้ดีว่าเขาได้ทำทุกอย่างพังทลายด้วยมือของเขาถ้าตอนนั้นเขาเลือกที่จะพูดความจริงออกไปเรื่องราวคงไม่ดำเนินมาถึงจุดนี้ 

 

สุดท้ายนายอาคมก็ไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเขาเลยแม้แต่น้อย แมงป่องเคยหวังว่าคงจะมีสักวันที่แซนจะยอมเล่าเรื่องทั้งหมดจากปากตัวเองแต่ตอนนี้เขาเข้าใจดีแล้วว่าแซนก็ยังเป็นแซนคนเดิม คนที่ไม่เคยเห็นเซฟเป็นน้องเลยแม้แต่น้อยและแน่นอนแมงป่องก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นตัวเขาเองก็มีส่วนผิด 

 

ตอนนี้ตัวเซฟไม่ต่างอะไรกับคลื่นสึนามิถึงแม้แมงป่องจะตั้งใจรับเอาไว้เพียงผู้เดียว แต่คลื่นที่ซัดโหมกระหน่ำกลับทำให้เขาเองต้องมีบาดแผลอยู่ตลอดเวลา 

 

เป็นจริงดังที่พลังเพื่อนสนิทเคยย้ำเตือนเอาไว้อยู่เสมอ 

 

แมงป่องเลือกใช้เส้นทางพิเศษบูรพาวิถี วิ่งเข้าสู่ทางเลี่ยงชลบุรี-พัทยา เสียงสัญญาแจ้งเตือนน้ำมันดังขึ้นจนเขาตัดสินใจแวะสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงที่ตั้งเรียงรายอยู่บนถนนสายนี้ รถยนต์ถูกขับเข้ามาจอดสนิทบริเวณหัวจ่ายเชื้อเพลิงหลังจากดับเครื่องแล้วแมงป่องก็หันไปบอกกับพนักงาน 

 

“E20 เต็มถังครับ” ชายหนุ่มมองมาที่คนนั่งด้านข้าง “พี่จะไปเข้าห้องน้ำเซฟจะเข้ารึเปล่า?” ไร้ซึ่งคำพูดตอบรับ เด็กหนุ่มแค่ส่ายหน้าโดยไม่มองเขาด้วยซ้ำ “งั้นพี่วางกุญแจตรงนี้นะ ถ้าเติมเสร็จแล้วก็สตาร์ทรถละกันเซฟจะได้ไม่ร้อน” 

 

แมงป่องเดินลงจากรถด้วยดวงตาที่ร้อนผ่าวสองเท้าก้าวตรงไปด้านหลังห้องน้ำผ่านหน้าบรรดาสิงห์อมควันหลายคนที่ยืนจับกลุ่มสูบบุหรี่ โถปัสสาวะชายเรียงรายเป็นทางยาว เวลานี้ชายหนุ่มไม่ได้สนใจคนรอบตัวเลยแม้แต่น้อยในหัวมีเพียงคำพูดวนเวียนของเซฟที่เพิ่งต่อว่าเขาเท่านั้น 

 

เมื่อเขาจัดการทำธุระเรียบร้อยแล้วก็เดินกลับมาที่อ่างล้างมือ เป็นอีกครั้งที่เขาวักน้ำขึ้นมาล้างหน้าล้างตาตั้งแต่เส้นผมลงมาถึงใบหน้า ท่ามกลางสายตาที่กระหยิ่มยิ้มมองมาหลายต่อหลายคู่ 

 

กลุ่มคนที่ยืนสูบบุหรี่ยกยิ้มมุมปากพยักหน้าให้กันเป็นสัญญาณทิ้งม้วนควันลอยล่องในมือแล้วใช้เท้าขยี้อย่างรวดเร็ว พากันเดินตรงปรี่เข้าประกบแมงป่องจากด้านหลังช่วงเวลาดึกดื่นเกือบห้าทุ่มร้านค้าภายในปั๊มต่างทยอยปิดกันไปหมดแล้วและห้องน้ำก็อยู่ในจุดที่ค่อนข้างลับตา จนมีพวกคนหลากหลายประเภทเข้ามาฉกฉวยประโยชน์เป็นบางครั้งและครั้งนี้จะเรียกว่าคราวเคราะห์ของแมงป่องก็คงไม่ผิด 

 

“เฮ้ย! ทำอะไรน่ะ” ชายหนุ่มตวาดขึ้นมาอย่างมีอารมณ์เมื่อมีคนไม่รู้จักเอื้อมมือมาจับรั้งข้อแขนทั้งสองข้างของเขา 

 

“อย่าดิ้นสิวะ มาสนุกกับพวกกูดีกว่านะ” นิ้วมือดำคล้ำของชายร่างกำยำลูบไปตามใบหน้าแมงป่องช้า ๆ มันรู้สึกพึงพอใจในรูปร่างหน้าตาของเด็กหนุ่มคนนี้เสียเหลือเกิน 

 

พลั่ก! โครม! 

 

แมงป่องถีบเท้ายันคนตรงหน้าจนล้มลงกระแทกเข้ากับถังขยะสเตนเลสจากนั้นก็เตะไปที่ข้อพับเข่าของคนที่ยึดข้อมือเขาอยู่ ก่อนจะสลัดแขนอย่างแรงแล้วกำหมัดต่อยไปที่ใบหน้าอีกคนที่ยึดแขนอีกข้างจนล้มลง 

 

ในขณะที่แมงป่องไม่ทันระวังตัวมีดปลายแหลมแบบพกพาก็จี้อยู่ที่ลำคอเสียแล้ว “แม่งเอ๊ย!...พยศอย่างนี้กูโคตรชอบเลยว่ะ ชอบความรุนแรงก็ไม่บอกเดี๋ยวไว้พวกกูจัดให้มึงหนัก ๆ เอง” เสียงพูดที่มากับกลิ่นเหม็นบุหรี่ทำให้เขาต้องยอมหยุดนิ่ง แมงป่องรู้ดีว่าตอนนี้เขาจะขัดขืนไม่ได้ตราบใดที่ยังมีมีดจ่ออยู่ที่คอแบบนี้ แต่มันต้องมีโอกาสให้เขาสวนกลับแน่ถ้าเขายอมตามน้ำและใจเย็นพอ 

 

กลุ่มชายฉกรรจ์ควบคุมตัวแมงป่องไว้ราวกับอาหารอันโอชะผลักร่างของเขาให้เดินนำเข้าไปยังโพรงไม้หนาทึบเพียงเดินไปได้ไม่กี่ก้าว 

 

ผัละ! 

 

มีดที่จี้คออยู่ร่วงหล่นไปที่พื้น อีกสองคนที่คลุมตัวแมงป่องเอาไว้รีบหันตัวกลับไปมองด้านหลังแต่ทุกอย่างก็สายไปเสียแล้วปรายตาของแมงป่องเห็นเพียงท่อนไม้ที่เหวี่ยงเข้ากระแทกศีรษะของคนที่ยังจับแขนเขาอยู่ทุกอย่างรวดเร็วจนแม้แต่เขาก็ตั้งตัวไม่ทันไม้หนากลับตวัดเข้าที่ลำตัวชายอีกคนอย่างรุนแรงจนชายคนนั้นล้มตัวลงอย่างเจ็บปวดแต่สายตาและความบ้าคลั่งของเด็กตรงหน้าก็ยังไม่หยุด ท่อนไม้ถูกฟาดทุบเข้าไปกลางหลังของคนที่ล้มลงจนมีเพียงเสียงร้องครางออกมาเท่านั้น เซฟยังคงกระหน่ำทุบทั้งสามคนอย่างไร้ความปรานีโดยไม่มีทีท่าจะหยุดมือ 

 

เสียงท่อนไม้กระแทกเนื้อดัง ผลัก...ผลัก! 

 

พอแมงป่องตั้งสติกับภาพที่เห็นปากก็รีบร้องห้าม “พอแล้วเซฟเดี๋ยวพวกมันตายแล้วจะกลายเป็นเรื่องใหญ่!” คว้าแขนเด็กหนุ่มวิ่งออกมาจากด้านหลังห้องน้ำมองหารถของตัวเองที่จอดอยู่ไม่ไกล ซึ่งก่อนหน้านี้เซฟขับรถมารออยู่หน้าห้องน้ำแล้วเนื่องจากเห็นแมงป่องหายไปนานจนผิดปกติ 

 

จังหวะที่อาคมขับเข้ามาก็ดันเห็นเหตุการณ์เข้าพอดิบพอดี โชคดีอย่างหนึ่งคือเขาลืมเปิดไฟหน้ารถเลยทำให้กลุ่มชายฉกรรจ์ไม่ทันสังเกตเห็นรถที่กำลังเลื่อนเข้ามาช้า ๆ ภาพที่แมงป่องถูกกลุ่มคนใช้มีดจี้คอล็อกแขนทั้งสองข้างทำให้เด็กหนุ่มโกรธจัด เซฟก้าวย่องลงจากรถอย่างเงียบเชียบกระชากดึงท่อนไม้สำหรับค้ำยันลำต้นไม้ประดับ ในหัวมีเพียงความคิดเดียวคือใครแตะต้องแมงป่องเขาจะฆ่าให้หมด 

 

แมงป่องรีบลากเด็กหนุ่มกลับมาขึ้นรถในขณะที่ท่อนไม้หนายังถูกกำแน่นอยู่ในมือ ตัดสินใจรีบขับออกไปจากปั๊มน้ำมันอย่างรวดเร็วขืนชักช้าจะยิ่งกลายเป็นเรื่องใหญ่ตามมาไม่รู้จบและที่สำคัญแมงป่องมั่นใจมากว่าคนพวกนั้นไม่กล้าแจ้งความเอาผิดพวกเขาแน่ 

 

หลังจากขับออกมาได้พักใหญ่จนเข้าสู่ตัวจังหวัดระยองนายอาคมก็เริ่มสงบสติอารมณ์ของตัวเองลงจนกลับมาแทบจะเป็นปกติ สีหน้าที่เคยดุดันก็กลับมาเรียบนิ่งมองทอดออกไปนอกหน้าต่าง ลมหน้าใจเริ่มแผ่วเบาลงพร้อมกับหลับตาพิงหลังลงไปที่เบาะรถอย่างผ่อนคลาย 

 

“พวกมันไม่ได้ทำให้มึงเจ็บตรงไหนใช่ไหม?” เสียงพูดของคนที่กำลังนั่งหลับตาทำให้แมงป่องถึงกับสะดุ้งตัว เขาไม่เข้าใจความคิดของเด็กคนนี้เลยสักนิด เวลาที่อยู่กับเขาเซฟเหมือนคนที่เดือดดาลจนแทบลุกเป็นไฟ แต่พอมีใครเขามายุ่งกับเขาเด็กคนนี้ก็ยิ่งเหมือนระเบิดปรมาณูที่พร้อมจะสังหารให้ราบคาบ 

 

“อืม...” เขามองไปที่ท่อนไม้หนาในมือที่เซฟยังกำไว้ไม่ยอมปล่อยจนต้องเปิดไฟกะพริบจอดเข้าข้างทางก่อนจะเปิดประตูเดินอ้อมมาทางฝั่งคนนั่ง แมงป่องสูดลมเข้าปอดให้ลึกที่สุดพร้อมกับกลั้นหายใจเปิดประตูออกเอื้อมนิ้วไปแกะมือที่กำลังกำไว้แน่น “พอแล้วปล่อยมือเถอะนะ” เสียงอ้อนวอนทำให้เด็กหนุ่มคลายมือออกช้า ๆ ชายหนุ่มรีบโยนท่อนไม้ทิ้งออกไปนอกรถทันทีแต่สิ่งที่เขากลัวที่สุดนั้นคือมือของเซฟต่างหาก 

 

แมงป่องรีบคว้ามือของเซฟขึ้นมาดู แต่เด็กหนุ่มกลับฝืนกำเอาไว้แน่นเพราะไม่อยากให้เห็น “เซฟพี่ขอร้องนะ ให้พี่ดูหน่อย” เซฟถอนหายใจพร้อมกับแบมือออก ลอยถลอกปรากฏให้เห็นบางส่วนถึงกับผิวหนังหลุดลอกมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย เสี้ยนไม้แหลมจำนวนมากยังคงทิ่มแทงคาอยู่ในผิวหนังจนแมงป่องต้องรีบเอื้อมตัวผ่านเด็กหนุ่มหยิบขวดน้ำที่วางอยู่กลางรถจนจมูกของเซฟสัมผัสไปที่แก้มโดยบังเอิญแต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้แมงป่องรู้ตัวเพราะเขามัวแต่ห่วงมือของเด็กคนนี้เท่านั้น 

 

“ล้างมือก่อนนะ กลับไปแล้วค่อยดึงเอาเสี้ยนออก” น้ำในขวดรินรดมาที่ฝ่ามือช้า ๆ นิ้วของแมงป่องก็ค่อย ๆ ลูบไปที่ฝ่ามือเพื่อมองหาว่าเสี้ยนอันไหนพอจะเอาออกได้เขาก็จะใช้เล็บเขี่ยแล้วหยิบออกให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทุกครั้งที่ดึงหนามแหลมที่ทิ่มแทงเนื้อ เซฟจะกระตุกมือเล็กน้อยจนแมงป่องต้องเงยขึ้นมองสีหน้าของเด็กคนนี้ ทั้งคู่มองหน้ากันอยู่พักใหญ่จนเด็กหนุ่มต้องชักมือออก 

 

“พอแล้ว...กลับกันเถอะ” 

 

กว่าจะขับมาถึงหน้าบ้านก็ปาไปเกือบเที่ยงคืนกว่าแล้ว เซฟรีบไขกุญแจเปิดประตูบ้านอย่างรวดเร็วเพื่อเข้าไปดูน้องสกอร์บนห้องนอนแต่ทุกอย่างก็ว่างเปล่าทั้งห้องนอนของแซนและห้องของปู่ไร้ซึ่งวี่แววของหลานชายคนโปรดจนต้องรีบกดมือถือโทรหาปู่ในทันที 

 

ตู๊ด...ตู๊ด เสียงรอสายดังอยู่สามสี่ครั้งก่อนที่ปลายสายจะรับพูดเสียงดังผ่านเสียงเพลงดังที่อยู่รอบบริเวณ 

 

[ว่าไงไอ้เซฟกูกำลังยุ่งอยู่เลย...ตอนนี้เอ็งถึงบ้านรึยังแล้วมายังไงวะถึงซะดึกเชียว?] 

 

“ถึงแล้วปู่ผมมาพร้อมกับ...แมงป่องมัน...ขึ้นมาดูเจ้าสกอร์ก็ไม่เจอ ปู่ได้เอาไปด้วยรึเปล่า?” 

 

[…] ปลายสายเงียบอยู่พักหนึ่งก่อนจะพูดขึ้นต่อ 

 

[กูก็ต้องเอามันมาสิวะ จะปล่อยมันให้อยู่คนเดียวได้ไง] 

 

“งั้นเดี๋ยวผมเหมาเรือไปรับสกอร์มันกลับมานอนที่บ้านเองปู่ น้องมันอยู่ที่ร้านใช่ไหม? ผมจะได้ไปลงหน้าหาดเลย” 

 

[เปล่าหรอกตอนนี้กูเปิดห้องให้มันนอนไปแล้วมึงไม่ต้องข้ามมาหรอกเซฟ ไอ้นันมันกำลังจะกลับเข้าฝั่งไปบ้านลูกสาวมันพอดี งั้นเดี๋ยวกูฝากไอ้สกอร์ไปด้วยเลยละกันนะ มึงก็ช่วยดูแลมันแทนกูสักสองวันเดี๋ยวกูตามกลับไปรับมันวันอาทิตย์ช่วงเย็น] 

 

“ได้ครับงั้นเดี๋ยวผมรีบออกไปรอที่ท่าเรือเลยแค่นี้นะปู่” 

 

[เออ...ถ้าจะให้ดีก็เอาไอ้สกอร์ไปนอนที่บ้านพ่อมันนั่นแหละปู่กับย่ามันน่าจะดีใจที่ได้เจอหลานงั้นแค่นี้นะ กูต้องรีบไปบอกไอ้นันมันก่อน...กึก!] คำพูดของปู่ถึงกับทำให้เด็กหนุ่มขมวดคิ้วเหมือนปู่ต้องการบอกอะไรสักอย่างแต่ก็ไม่พูดขึ้นมาเสียดื้อ ๆ 

 

เซฟคว้ากระเป๋าสตางค์วิ่งลงมาจากบ้านในทันทีแต่พอเปิดประตูออกมาเด็กหนุ่มก็ต้องประหลาดใจอีกครั้งเมื่อเห็นรถแมงป่องยังจอดรออยู่ที่หน้าบ้านเหมือนเดิม เขามองเข้าไปภายในรถพบแมงป่องพิงหลังหลับตาเอนเบาะนอนเล็กน้อย คำถามมากมายภายในหัวมันผุดขึ้นมาไม่หยุดหย่อน 

 

ทำไมแมงป่องถึงยังไม่กลับ? เขากำลังรออะไรถึงยังอยู่ตรงนี้ไม่ว่าจะพยายามหาคำตอบสักเพียงไหนแต่ในใจลึก ๆ กลับคิดว่าการที่แมงป่องยังอยู่ตรงนี้ก็เพราะ...ตัวเขานั่นเอง 

 

เด็กหนุ่มไม่รอช้าเคาะกระจกสองสามครั้ง ถ้าแมงป่องหลับไปแล้วจริง ๆ เขาก็ไม่คิดที่จะปลุก คงจะเรียกสองแถวให้ไปส่งที่ท่าเรือแทนแต่ผิดคาดแมงป่องกลับยันตัวขึ้นมามองอย่างเร็ว กดปลดล็อกประตูรถให้ในพริบตา 

 

[Part Playsave]  

 

ผมกระโดดขึ้นมานั่งบนรถทันทีที่แมงป่องปลดล็อกรถตอนนี้ต่อให้ถูกมองว่าหน้าด้านผมก็ไม่แคร์เพราะเรื่องที่สำคัญที่สุดคือการต้องรีบไปรับเจ้าสกอร์ที่ท่าเรือให้เร็วที่สุด ยังไม่ทันที่จะเอ่ยปากพูดกลับกลายเป็นคนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยเอ่ยถามออกมาเองก่อน 

 

“ไม่มีใครอยู่ใช่รึเปล่า…จะไปที่ท่าเรือเลยไหม?” 

 

“อืม” ไม่รู้ว่าจะตอบอะไรให้มากกว่านี้ ถ้าไม่เป็นเพราะผมไประเบิดอารมณ์ด่าแมงป่องมันอย่างนั้นตอนนี้มันคงไม่อึดอัดแบบนี้หรอก 

 

รถเริ่มเคลื่อนตัวออกอีกครั้งท่ามกลางความมืด 

 

“ที่รีบร้อนไปท่าเรือแบบนี้แปลว่ากำลังมีใครมาส่งน้องสกอร์ใช่รึเปล่า?” คำถามของแมงป่องเหมือนกับเดาเหตุการณ์ได้ราวกับตาเห็น 

 

“อืม” ผมควรจะทำยังไงดีวะ...วันนี้ทั้งวันผมเหมือนกับคนเป็นโรคไบโพล่า (โรคอารมณ์สองขั้ว) ยิ่งอยู่ใกล้เขาอาการยิ่งกำเริบหนักตอนพูดเรื่องน้องสกอร์ก็โกรธจนแทบจะฆ่าเขาให้ตายคามือแต่ตอนที่เห็นแมงป่องร้องไห้ออกมาทำไมมันกลับรู้สึกแย่ฉิบหาย แย่จนอยากจะต่อยปากตัวเองสักพันครั้ง ยิ่งตอนที่เห็นมีดจี้คอเขามันควบคุมตัวเองเอาไว้ไม่ได้เลยอะดรีนาลีนในสมองมันดีดจนถึงขนาดไปกระชากเอาท่อนไม้ที่เอาไว้ค้ำลำต้นไม้ประดับในกระถางออกมาทั้งยวง ทุกครั้งที่หวดไอ้สามตัวนั้นมันมีแค่ความโกรธและกลัว... 

 

กลัวว่าแมงป่องจะเป็นอะไรไป...กลัวจะสูญเสียมันไปอีกครั้ง 

 

สายลมชายฝั่งทะเลยามค่ำมันชวนให้คิดถึงเรื่องเมื่อตอนเป็นเด็ก พอขับมาถึงท่าเรือแมงป่องก็เดินหายออกไปอีกทางโดยไม่บอกเหตุผลจะตามไปก็กลัวว่าถ้าน้านันมาถึงแล้วไม่เจอผมคราวนี้โดดด่าหนักกว่าเดิมชัวร์ ตัดสินใจเดินมานั่งรอที่เก้าอี้ม้านั่งยาวเพียงชั่วครู่แมงป่องก็เดินฝ่าความมืดตรงกลับมา 

 

ถุงร้านสะดวกซื้อถูกวางเอาไว้ข้างกาย 

 

“ล้างมือด้วยสบู่ก่อนนะ” เขาหยิบขวดน้ำออกมาเปิดฝารอแล้วล้วงลงไปหยิบขวดสบู่เหลวนิ้วมือถูมาที่ฝ่ามือของผมอีกครั้งทำอยู่สองสามรอบเขาก็ส่งโทรศัพท์มือถือที่เปิดไฟฉายรอเอาไว้ “เซฟช่วยส่องไฟให้พี่หน่อย” สายตาผมจ้องมองใบหน้าเขาผ่านความมืด แมงป่องหยิบแหนบขึ้นมาดึงเสี้ยนออกทีละชิ้น อันไหนต้องใช้เข็มบ่มออกเขาก็ทำแบบไม่ลังเลเลย 

 

“ถ้าปล่อยไว้ไม่เอาออกไม่หมดมันมีโอกาสอักเสบเป็นหนองนะ” นิ้วแมงป่องลูบไปมาบนฝ่ามือเพื่อเช็กว่ายังมีหนามแหลมตกค้างอยู่อีกรึเปล่า ทุกครั้งที่เขาลูบไล้สัมผัสมาที่ผิวหนังผมกลับรู้สึกมากกว่านั้น จังหวะที่แมงป่องกำลังรั้งมือออกผมกลับเป็นฝ่ายไปกำที่นิ้วของเขาแทน มือถือถูกคว่ำลงเหลือเพียงสายตาสองดวงที่จ้องมองกันผ่านความมืดมิด 

 

ร่างกายผมเริ่มเอี้ยวเข้าหาร่างของแมงป่องช้า ๆ แบบไม่รู้ตัวใบหน้าห่างกันเพียงแค่ลมหายใจ รู้สึกได้ถึงไอร้อนที่กำลังพ่นผ่านโพรงจมูกและริมฝีปากตรงหน้า ความคิดมากมายแล่นผ่านอยู่ภายในหัว ถ้าผมจูบเขาอีกครั้งในตอนนี้เรื่องราวระหว่างเรามันจะเปลี่ยนไปรึเปล่า? 

 

พรึบ! 

 

แสงสปอตไลต์สาดส่องผ่านเข้ามาในความมืดจนเราทั้งคู่ต้องผละหน้าออกจากกัน หันไปมองดูไฟสีแดงกะพริบสว่างวูบวาบเป็นสัญญาณว่าเรือได้เข้าเทียบท่าแล้ว แมงป่องละมือจากผมลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปตามทางปูนยาวและผมก็ทำได้แต่เดินตามหลังเขาไปเงียบ ๆ เท่านั้น 

 

จะมีสักวันรึเปล่าที่เขาจะมองเห็นแผ่นหลังของผมบ้าง สิ่งเดียวที่ยังต้องการมาตลอดก็แค่เพียงมีตัวตนในสายตาของแมงป่องเท่านั้น 

 

นักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งเดินขึ้นมาจากเรือในขณะที่ผมกลับสอดส่องมองหาหลานชาย สักพักเสียงของน้านันก็ดังขึ้นมาเบา ๆ จากท้ายเรือ 

 

“เซฟ...มาช่วยน้าตรงนี้หน่อย” ทั้งผมและแมงป่องต่างกระโดดไปยังท้ายเรืออย่างเร็วรี่ มองเห็นน้องสกอร์กำลังนอนหลับลึกซุกอยู่บนตักชายสูงวัย 

 

“เดี๋ยวพี่อุ้มน้องสกอร์เองเซฟยังเจ็บมืออยู่อย่าเพิ่งฝืนเลยนะ” เขาไม่รอช้าพลิกเด็กตัวเล็กขึ้นมาอุ้มกอดเอาไว้แนบอกอีกมือก็ลูบไปมาที่หลัง เราสี่คนเดินกลับมายังรถในขณะที่น้านันก็เอาแต่ถามสารทุกข์สุกดิบผมมาตลอดทาง จนกระทั่งแกเอ่ยชื่อของพี่สาวผมออกมาด้วยความเหนื่อยหน่าย 

 

“แซนมันก็เหลือเกินจริง ๆ กล้าทิ้งลูกน่ารักแบบนี้ไว้คนเดียวได้ยังไง” น้ำเสียงของน้านันมันเจือปนไปด้วยความหงุดหงิด ผมรู้ดีว่าทั้งเพื่อนทั้งรุ่นน้องของปู่นั้นรักพวกเรามากแค่ไหน น้านันเองก็มองผมไม่ต่างจากลูกคนหนึ่ง เวลามีปัญหาอะไรแกก็ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือบ้านเราตลอดทุกครั้ง 

 

“น้าครับ...พี่แซนเขาปล่อยให้สกอร์ต้องอยู่คนเดียวบ่อยหรือครับ?” 

 

“อืม พักหลังที่น้าเห็นก็บ่อยอยู่นะ ถึงน้าเองจะไม่ได้ถามปู่เราเรื่องนี้แต่ก็เห็นพามาที่ร้านเกือบทุกคืนตั้งแต่ตอนที่เซฟขึ้นไปเรียนที่กรุงเทพนั่นแหละ” ตั้งแต่ผมเข้ากรุงเทพ? แล้วที่พี่แซนโทรมาบอกว่าสกอร์ป่วยเป็นไข้เลือดออกล่ะมันยังไงกันแน่...เรื่องนี้ไม่ว่ายังไงผมก็ต้องรู้ให้ได้ ต่อให้ต้องคาดคั้นเอาคำตอบจากปู่ในวันอาทิตย์นี้ก็ตาม 

 

“เซฟ...เอาไว้ค่อยคุยกันทีหลังนะตอนนี้ขึ้นรถก่อน” แมงป่องเดินกลับมาที่ผมแล้วล้วงมือหยิบกุญแจรถส่งมาให้ “ขับได้ใช่ไหม? งั้นเซฟขับไปส่งน้าเขาที่บ้านก่อนนะ” เขาไม่รอคำตอบจากปากผมเดินไปเปิดประตูที่นั่งด้านหลังจากนั้นก็สอดตัวเขาไปนั่งในทันที 

 

“น้ารบกวนรึเปล่า? ไม่เป็นไรนะดึกแล้วเดี๋ยวน้ากลับเองก็ได้” 

 

“ไม่เป็นไรครับน้า บ้านแมงป่องอยู่ไม่ไกลจากคลินิกพี่หมอเดี๋ยวผมแวะไปส่งน้าก่อน” 

 

“แมงป่อง?” น้านันมองหน้าผมแล้วยิ้มออกมานิดหน่อย “คนนี้นี่เองที่ปู่เราพูดถึงอยู่บ่อย ๆ” ...! 

 

คืออยากจะถามมากว่าปู่พูดอะไรแต่น้านันกลับรีบขึ้นรถไป ปล่อยให้ผมยืนงงอยู่คนเดียว สักพักเสียงแตรรถก็ดังขึ้นจนผมต้องสะดุ้งรีบสาวเท้าขึ้นมานั่งฝั่งคนขับ ในขณะที่รถเคลื่อนตัวไปตามถนนสายหลักผมก็แอบชำเลืองมองหลังอยู่เป็นระยะ แมงป่องทั้งลูบหัวลูบหลังสกอร์ตลอดทางดูเขามีความสุขมากในตอนนี้ 

 

...ถ้านี่เรียกว่าสายสัมพันธ์ของพ่อลูก งั้นผมเองก็พยายามจะทำตัวเป็นคนดีให้ได้สักสองวันละกัน อย่างน้อยก็ถือว่าชดเชยในสิ่งที่ผมทำกับเขาไปในวันนี้และผมเองก็ไม่อยากให้เจ้าสกอร์มันเห็นภาพของน้ามันเป็นคนไม่ดีด้วยที่สำคัญผมอยากให้พ่อลูกได้ใช้เวลาร่วมกันถึงสกอร์มันจะยังไม่รู้เรื่องพ่อก็ตาม 

 

“ผมจำทางไปบ้านน้าไม่ค่อยได้ น้าช่วยบอกทางผมด้วยนะครับ” ตอนนี้สิ่งที่ผมอยากรู้คือเรื่องของพี่แซนมากกว่า อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะถามปู่ไปก็คงไม่ยอมเปิดปากแน่ ดังนั้นก็ต้องหลอกถามจากน้านันนี่แหละ “ว่าแต่น้าไม่ได้เจอพี่แซนเลยเหรอครับ ผมลองโทรหาทั้งวันก็ไม่ยอมรับสาย” 

 

“ไม่นะน้าก็ไม่เคยเจอ เห็นลุงปลิวปู่เราเคยบ่นออกมาว่าตั้งแต่แซนกลับไปเรียนมหา’ลัยก็หายเงียบไปเลย” 

 

“พี่แซนกลับไปเรียนมหา’ลัย?” ทำไมผมถึงไม่เคยรู้เรื่องนี้เลยละ น่าแปลกทั้งที่ก่อนหน้านี้พี่แซนเป็นคนพูดเองว่าจะเรียนต่อในระบบเปิดแบบเรียนทางไกลเอาแล้วใช้เวลาอยู่ดูแลน้องสกอร์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ไง แล้วยังเรื่องที่บอกว่ายังรักยังคิดถึงพ่อของเด็กอีกอยากให้พ่อน้องสกอร์กลับมาดูแลลูก 

 

มันมีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากลหรือว่าแซนจะรู้อยู่แล้วว่าผมรู้ว่าแมงป่องเป็นพ่อเด็ก 

 

“แล้วน้าพอจะรู้ไหมครับว่าพี่แซนไปเรียนที่ไหน” 

 

“โอ๊ย...เรื่องนั้นน้าไม่รู้หรอกเซฟ ยังไงลองไปถามปู่เราดูเองละกันนะ” 

 

“ครับ...” 

 

หลังจากส่งน้านันจนถึงหน้าบ้านแล้วผมก็ตีรถกลับมายังบ้านอีกหลังที่ผมยังจำได้ดีไม่มีวันลืมเลือนที่บอกว่าจำทางไปคลินิกไม่ได้นั่นน่ะเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ เข้าออกเป็นว่าเล่นขนาดนั้นต่อให้หลับตาเดินยังรู้เลย ส่วนที่ว่าทำไมถึงจำบ้านแมงป่องได้นะเหรอก็เพราะตั้งแต่แมงป่องหายหน้าไปผมก็ยังคงวนเวียนมามองหาเขาที่บ้านหลังนี้เสมอ 

 

แมงป่องกะพริบตามองผมอย่างงุนงงเมื่อรถเข้าเทียบจอดข้างฟุตบาทหน้าร้านเวดดิ้งออแกไนซ์ให้บริการแบบครบวงจรตั้งแต่เช่าตัดชุดแต่งงาน ถ่ายภาพนิ่งภาพวิดีโอบ่าวสาว รวมถึงรับจัดสถานที่จัดพิธีถ้าให้พูดถึงร้านนี้ก็น่าจะหรูหราที่สุดในจังหวัดแล้วมั้ง 

 

“พาน้องสกอร์ลงสิ จะนั่งอึ้งอีกนานไหม?” ผมดับเครื่องรถยนต์แล้วก้มลงไปหยิบกระเป๋าเป้ของแมงป่องก่อนจะเดินลงจากรถไปเปิดประตูด้านหลัง “ปู่บอกว่าให้พาน้องมานอนค้างที่นี่สักสองวันคงไม่มีปัญหาใช่ไหม?” 

 

แมงป่องส่ายหน้าออกมาในทันทีพร้อมรอยยิ้มที่เหมือนดีใจกับช่วงเวลานี้ “ขอบคุณนะที่ยอมให้พาน้องมานอนที่นี่” 

 

...! ท่าทางดีใจของแมงป่องที่มันแสดงออกมาตอนนี้ไม่ใช่การโกหกผมแน่แล้วทำไมแซนถึงเอาแต่พูดว่าพ่อเด็กไม่อยากเจอลูก ไม่ยอมมาหาล่ะ 

 

“กุญแจบ้านอยู่ในซิปข้างกระเป๋าเซฟช่วยเปิดให้พี่ที” พยักหน้าเข้าใจหยิบกุญแจออกมาไขประตูซิปและประตูกระจกร้านแมงป่องก็เดินนำหายขึ้นบ้านไปเฉยเลยสุดท้ายผมก็ต้องเป็นคนปิดบ้านให้เขาเองอีก ข้าวของภายในร้านดูทันสมัยขึ้นมากหลังจากที่ผมไม่ได้มาเกือบสองปี ชั้นสองของบ้านก็ยังเป็นสตูดิโอเหมือนเดิมเพียงแต่พร็อพตกแต่งกับฉากหลังเนี่ยอลังการยิ่งกว่าของมหา’ลัยซะอีก 

 

ผมยังจำห้องเดิมที่เคยมานอนได้เป็นอย่างดี ประตูห้องถูกเปิดอ้าทิ้งเอาไว้พร้อมกับแสงไฟจากภายในห้องสว่างจ้า เดินตามเข้ามาก็เห็นแมงป่องเอาน้องสกอร์นอนอยู่บนเตียงแล้ว 

 

“ไปอาบน้ำก่อนสิ ยังจำได้รึเปล่าว่าอะไรอยู่ตรงไหน” เขาชี้ไปที่ผ้าขนหนูที่พาดอยู่บนเก้าอี้ จนผมเองต้องก้มลงดมเสื้อผ้ารักแร้ของตัวเองแล้วแทบจะสำลักกับกลิ่นเปรี้ยวที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว จะไม่เหม็นได้ยังไงในเมื่อตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้ยังไม่ได้อาบน้ำเลย 

 

พอชำระล้างตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็เดินกลับมาที่ห้องชุดนอนถูกพับวางไว้ที่ปลายเตียง ส่วนแมงป่องกับน้องสกอร์ก็นอนกอดหลับไปแล้วทั้งคู่ พื้นปลายเตียงยังมีกล่องยาเปิดคาไว้อยู่เลยสงสัยน่าจะง่วงจนทนไม่ไหว หยิบเสื้อผ้าขึ้นมาใส่แล้วนั่งลงไปบนเตียงนุ่มมองดูทั้งสองคนที่กำลังนอนหลับลึก คลานขึ้นบนที่นอนอย่างอ่อนเพลียชะโงกหน้าไปหอมแก้มหลานชายทีหนึ่ง จากนั้นก็เอื้อมตัวไปหอมแก้มคนที่อยู่อีกฝั่ง รู้ทั้งรู้ว่าเขาเป็นพ่อของหลานเป็นคนที่แซนรักแต่หัวใจดวงนี้ก็ยังตัดขาดความรู้สึกที่มีต่อแมงป่องไม่ได้เหมือนกัน 

 

หนังตาอ่อนล้าจนเผลอหลับตามสองคนนั้นไปโดยไม่รู้ตัว...ผ่านคืนวันที่ทั้งร้ายและดีที่สุดอีกวันหนึ่ง 

 

แสงอาทิตย์สาดส่องผ่านผ้าม่านสีเหลืองอ่อน แต่ภายในห้องกลับเย็นเฉียบเพราะเครื่องปรับอากาศที่ยังเปิดทิ้งเอาไว้ก้มลงไปคว้ามือถือที่วางอยู่ข้างเตียงแล้วแทบจะร้องออกมาดัง ๆ ฉิบหายเกือบเที่ยงแล้ว! หันซ้ายมองขวาก็ไม่เจอแม้แต่เงาของสองคนนั้น จนต้องรีบเดินลงมาด้านล่างในสภาพยับเยินผมเผ้ายุ่งเหยิง 

 

น้องสกอร์กำลังเล่นของเล่นอยู่กับใครหนึ่งที่ผมไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน โดยมีแมงป่องนั่งมองบนโซฟาใกล้ ๆ เขาเงยหน้าขึ้นมองมาที่ผมแล้วรีบลุกเดินเข้ามาหา 

 

“หิวรึเปล่า?” ได้แต่ส่ายหัวคนเพิ่งตื่นมันกินอะไรไม่ลงอะ “หัวกระเซิงเชียวได้ล้างหน้าแปรงฟันรึยัง?” ก็อยากจะตอบอะนะแต่กลับพูดไปแล้วจะเป็นลมลำบากต้องเรียกรถพยาบาลอีก แล้วที่ยังไม่ได้แปรงก็เพราะไม่ได้เอามาไง เมื่อคืนก็ต้องเอานิ้วถูซะปากแทบฉีก เป็นอีกครั้งที่ส่ายหัวแต่เหมือนแมงป่องจะรู้เขาแค่ขำออกมาเล็กน้อยแล้วล้วงไปในกางเกงหยิบยื่นแปรงสีฟันที่ยังไม่ได้แกะส่งมาให้ 

 

“ไปแปรงที่อ่างล้างจานก่อนก็ได้ยาสีฟันวางเอาไว้ให้ตรงนั้นแล้ว” 

 

“อืม” แมงป่องเดินกลับไปที่โซฟาคว้าหยิบกล้องที่วางไว้ขึ้นมาถ่ายรูปสองคนที่ยังเล่นกันสนุกสนานกลางพื้นหินอ่อน 

 

ผมเดินกลับมาที่โซฟาหลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว จ้องมองไปยังคนแปลกหน้าที่ยังเล่นกับน้องสกอร์ไม่ยอมห่าง...ความรู้สึกแว็บแรกที่เห็นหน้าชายคนนี้แบบชัด ๆ ถึงกับทำให้ผมตะลึงจนตัวค้าง ดวงตา จมูก ปาก ใบหน้า จากที่เคยคิดว่าเจ้าสกอร์มันหน้าเหมือนแมงป่องแล้วแต่ชายคนนี้กลับเหมือนเสียยิ่งกว่าอีก 

 

“คนนี้คือ?” ปากมันถามออกไปแบบไม่รู้ตัว 

 

“อ้อ...ลืมไปเลยว่าเซฟยังไม่เคยเจอพี่มังกรพี่ชายของพี่เอง” 

 

“พะ...พี่ชาย” นิ้วทั้งสิบประสานกันเองโดยอัตโนมัติยกมือพนมจรดหน้าอก สงสัยว่าหน้าผมมันคงจะตลกจนพี่แกหัวเราะออกมา 

 

“ไม่เป็นไรตามสบายเลยนะเซฟไม่ต้องเกร็งพี่ขนาดนั้นก็ได้” น้ำเสียงนุ่มนวลบอกกล่าวมาทางผมถึงเขาจะคล้ายแมงป่องแต่ก็ตัวเล็กกว่ามากและดูน่าจะอายุห่างจากแมงป่องพอสมควรทีเดียว 

 

“พี่มังกรตอนนี้ทำงานราชการอยู่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตอนนี้ก็ประจำการอยู่แถวภาคใต้นาน ๆ ถึงจะได้กลับมาทีแต่ถึงยังงั้นพอรู้ว่า...” อยู่ ๆ สองพี่น้องบ้านนี้ก็มองหน้ากันแล้วเงียบไปทั้งคู่ จากนั้นแมงป่องก็เดินไปนั่งที่พื้นอุ้มน้องมานั่งบนตัก “น้องสกอร์หิวรึยังครับ” 

 

ก็ไม่รู้ว่าหลานผมคนนี้มีพัฒนาการที่ช้ากว่าเด็กปกติรึเปล่าถึงไม่ยอมพูดเป็นประโยคกับเขาสักทีแต่พอได้เจอของถูกใจหรืออยากได้อะไรขึ้นมาเนี่ยตามจับแทบไม่ทันเลย ตัวผมเองก็ไม่ค่อยมีประสบการณ์ในการเลี้ยงเด็กซะด้วยได้แต่จับใจความตามที่เขาแสดงออกมาเท่านั้น ถ้าอยากกินก็จะได้ยินเสียงหม่ำ ๆ หรืออยากให้อุ้มไอ้สกอร์มันก็จะเดินมากอดแข้งกอดขากางแขนออกแต่ที่ดีอยู่อย่างคือแทบจะไม่ร้องงอแงให้ได้ยิน ไม่งั้นผมเองก็คงดูแลไม่ไหวเหมือนกัน 

 

แต่ตอนนี้ดูแล้วสกอร์มันน่าจะติดแมงป่องกับพี่มังกรน่าดูทีเดียว แล้วยังของเล่นกองพะเนินนั่นอีกเป็นของใหม่ที่ดูยังไงก็ตั้งใจซื้อมาให้หลักฐานคือห่อพลาสติกที่ถูกแกะเกลื่อนกลาดตามพื้น 

 

“วันนี้ถ้าพี่จะพาน้องสกอร์ไปเที่ยวห้างเซฟจะว่าอะไรไหม?” พี่มังกรหันมาถามผมแต่กลับเป็นแมงป่องที่หันมามองผมอีกคนแล้วส่งสายตาอ้อนวอนแทน 

 

สุดท้ายผมก็แพ้แววตาของเขาจนได้ จะว่าไปก็ดีเหมือนกันเพราะดูแล้วปู่น่าจะไม่ค่อยมีเวลาว่างพาหลานไปไหนหรอก กว่าจะเก็บร้านก็ตีสองตีสามกลางวันก็ต้องนอน พาหลานไปเปิดหูเปิดตาบ้างจะได้ไม่อุดอู้ 

 

“ครับ...งั้นวันนี้ผมยกเจ้าตัวแสบให้เป็นลูกพี่มังกรเลยละกัน” เอาจริงคือไม่ได้คิดอะไรเลยเห็นว่ารักหลานเหมือนกันแต่พี่มังกรกลับสะดุ้งเฮือกออกมาเฉย รู้สึกได้ถึงอาการเลิ่กลั่กของสองพี่น้องบ้านนี้เหมือนมีอะไรบ้างอย่างที่ทั้งคู่ยังปิดบังไว้และผมจะต้องรู้ให้ได้! 

 

“แมงป่องป๊าม๊าจะกลับมาวันนี้รึเปล่า?” 

 

“น่าจะกลับค่ำ ๆ นะพี่ผมก็ยังไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่เห็นพูดแค่ว่าจะรีบกลับมาน่ะ” เอาละสิ! ถ้ารู้ว่าพ่อแม่แมงป่องจะกลับมานอนบ้านแบบนี้ รู้งี้ไม่มาซะก็ดี ถ้าถึงขนาดไม่เคยมาเยี่ยมหลานเลยก็น่าจะหมายความว่าบ้านนี้คงจะเกลียดครอบครัวผมพอตัว 

 

“งั้นวันนี้ผมพาเจ้าสกอร์กลับบ้านดีกว่าจะได้ไม่รบกวนเวลาครอบครัว” 

 

“อย่า!” พี่มังกรร้องออกมาเสียงดังแล้วกระแอมออกมานิดหน่อย “นอนที่นี่แหละเซฟอีกสักคืนก็ยังดีพี่ขอร้อง” คำนี้มันควรจะเป็นแมงป่องที่ต้องพูดไหม? จะบอกว่าเห่อหลานก็ไม่น่าใช่เพราะก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยมาเยี่ยมหลานเลยสักครั้ง 

 

พวกเราสี่ชีวิตของมาเดินห้างที่ครั้งหนึ่งแมงป่องเคยพาผมมา ไอ้พี่มังกรนี่ก็สปอร์ตฉิบหายอะทั้งอุ้มทั้งให้สกอร์ขี่คอไม่ยอมวาง แล้วเด็กอยากได้อะไรก็ซื้อให้แบบไม่คิดหน้าคิดหลังจนผมเองต้องห้ามอยู่หลายครั้ง ของบางอย่างมันก็อันตรายเกินไปเกิดเด็กมันกลืนลงท้องผมนี่แหละจะถูกปู่กระทืบเอา ส่วนแมงป่องก็ทำตัวสบายใจเชียวแค่เดินตามอยู่ห่าง ๆ เอาแต่ถ่ายรูปอย่างเดียว 

 

ตอนนี้มันอึดอัดจนแทบจะระเบิดสองจิตสองใจจะถามออกไปตรง ๆ เลยดีรึเปล่าแต่เชื่อเถอะว่าคนแบบแมงป่องมันคงไม่ยอมเล่าความจริงให้ผมฟังแน่ ตอนนี้ผมรู้สึกว่าทุกคนกำลังโกหกผมทั้งแมงป่อง พี่แซน พี่มังกรและปู่และผมจะต้องสืบให้ได้ว่าความจริงคืออะไร 

 

ซึ่งงานนี้ผมคงทำคนเดียวไม่สำเร็จถ้าไม่มีคนช่วยเพราะฉะนั้นต่อให้ต้องก้มกราบหรือยอมเป็นทาสไอ้พี่พลังกับพี่พายุผมก็ต้องยอม... 

ความคิดเห็น