facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

นอกจากจะต้องข้ามเวลามาอยู่ในยุคไดโนเสาร์ที่แสนกันดารแล้ว ยังต้องได้สามีสุดหล่อที่เกลียดร่างนี้เข้ากระดูกดำพ่วงติดมาด้วยอีก ชีวิตเธอจะมีอะไรที่ซวยกว่านี้อีกมั้ย

ตอนที่ 24 ดูห้อง

ชื่อตอน : ตอนที่ 24 ดูห้อง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ธ.ค. 2563 15:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 24 ดูห้อง
แบบอักษร

 

เฉินเสวี่ยจำได้ว่า ก่อนหน้านี้เคยได้ยินคนพูดว่าเขตทางเหนือกับตะวันตกส่วนใหญ่เป็นตึก ส่วนเขตทางใต้มีคนต่างถิ่นอยู่มาก ใกล้สถานีรถไฟ จึงสกปรกและไม่เป็นระเบียบหน่อย ส่วนเขตตะวันออกล้วนเป็นบ้านเก่า ค่อนข้างเงียบสงบ เธอกับเฉินอ้ายหวาจึงเลือกไปเดินดูที่เขตตะวันออกก่อน ถนนกับซอยที่นี่ล้วนคับแคบ ดูๆ ไปก็คล้ายกับเขตหูถงในปักกิ่ง  

แม้ฤดูร้อนตอนนี้ ฝนตกชุก แต่บนท้องถนนก็ไม่มีน้ำขังสักเท่าไหร่ และไม่ค่อยเห็นขยะอะไร ดูแล้วก็สบายตาดี อีกอย่างในเวลาแบบนี้ บนถนนก็ไม่มีคนเดินเล่นทอดน่อง คนที่เดินอยู่ล้วนมีท่าทีรีบร้อน ดูออกว่า ออกมาทำธุระให้ที่ทำงาน 

สองพี่น้องเดินกันไปพักหนึ่ง พอเห็นผู้สูงวัยสองคนนั่งเล่นหมากรุกอยู่ในร่ม ก็ก้าวเข้าไปรบกวนถาม บอกว่าตนเป็นสมาชิกครอบครัวของคนในกองทัพ อยากจะมาเช่าห้องทำขนมแถวนี้ ไม่รู้ว่าพอจะมีคนปล่อยห้องให้เช่าหรือเปล่า  

หลังจากถามคนแถวนี้ไปได้พักหนึ่ง เฉินเสวี่ยก็พบว่า แม่บ้านทหารเป็นสถานะที่คนแถวนี้ให้ความเคารพจริงๆ แถมวันนี้ยังมีเฉินอ้ายหวาเดินเป็นเพื่อน มองอย่างไรก็คือทหาร ถามอีกครั้ง ถึงได้รู้ว่าเป็นพี่ชายแท้ๆ ของเธอ พอรู้ว่าเธอเป็นแม่บ้านทหารที่มาจากที่พักทหาร ผู้สูงวัยก็ยิ่งมีอัธยาศัยดีตอบ อาจเป็นเพราะท่านเหล่านี้เคยผ่านความยากลำบากจากสงครามมาก่อน จึงมีความรู้สึกขอบคุณทหารเพิ่มเข้ามา 

ผู้สูงวัยเหล่านี้ล้วนอยู่ที่นี่มาทั้งชีวิต แต่ละคนจึงค่อนข้างคุ้นเคยกับเพื่อนบ้าน เมื่อเฉินเสวี่ยถาม ก็พบว่ามีบ้านอยู่สองหลังที่จริงๆ ที่คิดจะปล่อยให้เช่า ซึ่งล้วนเป็นบ้านใหม่ที่เมื่อก่อนปลูกไว้เป็นเรือนหอของลูกชาย แต่ลูกชายสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ พอไปเรียนก็ไปนานหลายปี ประกอบกับที่นั่นมีหอพักให้ อาจไม่กลับมา เจ้าของจึงคิดปล่อยเช่า หารายได้เสริม 

มีคนคาบข่าวไปบอกเจ้าของบ้านทั้งสองหลังแต่แรกแล้วว่า ให้กลับมาเปิดบ้านเช่าให้ผู้เช่าดู พอทั้งสองได้ยินว่าผู้เช่าเป็นภรรยานายทหาร และเช่าเพื่อทำขนมขาย ก็วางใจลง เพราะการทำของกินต้องรักษาความสะอาด บ้านจะได้ไม่สกปรกรกรุงรัง 

เฉินเสวี่ยกับเฉินอ้ายหวาสำรวจดูไปรอบหนึ่ง บ้านทั้งสองหลังมีลักษณะใกล้เคียงกัน หลังหนึ่งมีลานกว้างกว่าหน่อย มีห้องปีกเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งห้อง แต่ค่าเช่าต่อเดือนก็มากกว่าอีกหลังห้าหยวน โดยหลังหนึ่งสิบ อีกหลังหนึ่งสิบห้า 

เฉินเสวี่ยเห็นว่าค่าเช่าของบ้านทั้งสองหลังไม่แพง เธอไม่รู้เรื่องค่าเช่าห้องในยุคนี้มากนัก แต่ถ้าคิดคำนวณจากจำนวนห้อง ห้องปีกใช้เก็บวัตถุดิบ ห้องหนึ่งใช้เก็บผลิตภัณฑ์พร้อมส่ง ห้องโถงใหญ่หน่อย ใช้เป็นที่บรรจุหีบห่อ ห้องครัวของทั้งสองหลังใหญ่พอๆ กัน บ้านชั้นเดียวที่นี่ยังคงใช้เตาถ่านขนาดใหญ่ ซึ่งสำหรับเธอแล้ว สะดวกกว่า และใหญ่กว่าเตาแก๊สมาก แต่พอคิดดูอีกที ยังคงต้องหาช่างตีเหล็ก มาทำเตาอบสักใบ แบบนี้ขนมที่ต้องอบจะได้ไม่ต้องฝืนใช้ถาดเหล็กขนาดใหญ่อย่างที่ผ่านมาอีก 

และอีกห้องก็ทำเป็นที่พักคนงาน ที่นี่มีของเยอะแยะ ตกกลางคืนต้องมีคนเฝ้าสักสองคน ซึ่งก็ต้องดูแล 

เรื่องที่พักกับอาหารการกินของพวกเขาด้วย 

พอเฉินเสวี่ยเดินดูห้องต่างๆ ครบ ก็เดินไปที่ลานบ้าน ค่อยเห็นว่าตรงหัวมุมมีบ่อน้ำอยู่บ่อหนึ่ง 

“เอ๋ อาหลิว ลานบ้านของอามีบ่อน้ำด้วย?” 

พอได้ยินเฉินเสวี่ยถาม อาหลิวเจ้าของบ้านก็ยิ้มพลางว่า 

“ใช่แล้ว บ่อน้ำนี้ปู่ของอาเป็นคนขุดเองแหละ จะบอกให้นะแม่หนู น้ำในบ่อนี้ดีกว่าในบ่อสาธารณะที่คนแถวนี้ใช้กันเสียอีก ตอนนี้แม้พูดกันว่ามีน้ำประปาใช้ แต่ก็ต้องเสียค่าน้ำสามเหมาต่อหนึ่งลูกบาศก์เมตร (หนึ่งพันลิตร) ไหนเลยจะสู้น้ำในบ่อตัวเองได้” 

เฉินเสวี่ยพยักหน้า ตอนนี้แม้แต่ละบ้านมีน้ำประปาไหล ก็ต้องจ่ายค่าน้ำในราคาที่สูง และบ่อน้ำบาดาลทางใต้ขุดง่าย จึงมีบ้านจำนวนไม่น้อยที่ใช้น้ำจากบ่อที่ขุดขึ้นเอง ในการซักเสื้อผ้าและล้างผัก ส่วนน้ำประปาก็ใช้ดื่มกิน ประหยัดค่าน้ำไปได้ 

“งั้นหนู เช่าบ้านอาหลิวก็แล้วกัน ลานบ้านของอามีต้นดอกกุ้ยฮวาด้วย อีกสองเดือน พอออกดอกแล้ว หนูจะทำขนมดอกกุ้ยฮวามาให้อาชิม” 

ค่าเช่าบ้านหลังนี้แพงกว่าหน่อยก็จริง แต่เมื่อมีบ่อน้ำ ซึ่งเธอต้องใช้น้ำมากในการล้างถั่ว ต้มถั่ว จึงประหยัดตรงจุดนี้ไปได้ แถมยังมีต้นดอกกุ้ยฮวาอีก สิ่งแวดล้อมก็ดี เฉินเสวี่ยจึงตัดสินใจในทันที 

“ดี อย่าคิดว่าค่าเช่าบ้านของอาแพงเชียว บ้านหลังนี้เพิ่งปลูกใหม่เมื่อสองปีก่อน ถ้าไม่ใช่เพราะลูกชายไปเรียนมหา’ลัยไม่กลับมา อาก็ไม่อยากปล่อยเช่าหรอก ไหนเลยจะรู้ว่าเจ้านั่นน่ะ พอสอบเข้ามหา’ลัยได้ก็ใจใหญ่ ไม่คิดจะกลับมายังที่เล็กๆ แบบนี้อีก”  

เมื่ออาหลิวได้ยินว่าเฉินเสวี่ยจะเช่าบ้านตน ก็วางใจลง ยิ้มหน้าบาน เขารู้ว่าบ้านอีกหลังของคนสกุลจางให้เช่าในราคาสิบหยวน ก็กังวลใจว่าเฉินเสวี่ยอาจเลือกบ้านนั้น เพราะอย่างไรก็ถูกกว่าห้าหยวน แต่บ้านของเขาใหญ่กว่าไม่น้อย บวกกับตัวเขาเองยังมีเด็กในวัยเรียนอีกสองคนที่ต้องดูแล สี่ชีวิตต้องกินต้องใช้ จึงคิดมาตลอดว่าน่าจะหารายได้เพิ่มจากการให้เช่าบ้าน 

“เข้ามหา’ลัยได้ก็เก่งแล้ว พอเรียนจบ ก็ถูกบรรจุเข้าทำงานเลย ต่อไปคุณอาก็แค่รอชื่นชมความสำเร็จของลูกชายก็พอ”  

เฉินเสวี่ยย่อมรู้ว่าอาหลิวพลอยโม้เรื่องลูกชายไปด้วย ในยุคนี้ การสอบเข้ามหา’ลัยได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย น่าจะเป็นความภาคภูมิใจของคนทั้งบ้าน จึงพูดเยินยอตามอาหลิวไปไม่กี่คำ ซึ่งอาหลิวฟังแล้วก็สุขใจยิ่ง พอทั้งสองฝ่ายตกลงเรื่องค่าเช่าเสร็จ ก็ทำการเซ็นสัญญากันตรงนั้น โดยไม่มีตัวแทนหรือคนกลางอะไร เมื่อก่อนเฉินเสวี่ยเคยเช่าห้อง จะมากจะน้อยก็ยังจำเงื่อนไขส่วนหนึ่งได้ จึงเขียนข้อสัญญาในส่วนที่จำได้ลงไป แต่กลับละเอียดกว่าที่อาหลิวคิดไว้เสียอีก ตอนนี้อีกไม่กี่วันก็ถึงสิ้นเดือนแล้ว อาหลิวคุยกับเฉินเสวี่ยอย่างเบิกบานใจ จึงไม่คิดค่าเช่าในอีกไม่กี่วันที่เหลือ  

“เอาล่ะ อีกไม่กี่วันถัดจากนี้ เธอยังต้องเก็บกวาดเตรียมข้าวของอะไรอีก จะเปิดทำการเร็วๆ นี้ไม่ใช่หรือ 

ไหนๆ ปีนี้ทั้งปีก็เช่าให้เธอแล้ว อีกไม่กี่วันยังจะมาคำนวณอะไรอีก แม่บ้านทหารตัวคนเดียวไม่ใช่เรื่องง่าย กับอา เธอไม่ต้องเกรงใจหรอก” 

เฉินเสวี่ยได้ยินอาหลิวพูดเช่นนี้ ก็ไม่เกรงใจอีก ต่อไปดูแลรักษาบ้านให้ดีหน่อยเป็นใช้ได้ 

การดูห้องเสียเวลาไปมาก เฉินอ้ายหวายังอยากพาเฉินเสวี่ยไปซื้อเสื้อผ้าอยู่ แต่เวลาก็เบียดเต็มที  

เฉินเสวี่ยรีบไปธนาคาร เบิกเงินมาสองพันหยวน ตอนนี้พอหักลบต้นทุน เธอก็มีเงินเก็บเดือนละราวสองพันหยวน สองเดือนมานี้ เงินเก็บบวกกับเงินเดิมที่มีอยู่ รวมแล้วก็ราวสามพันกว่าหยวน  

“เธอเบิกเงินมาทำไม พี่มีเงินอยู่” เฉินอ้ายหวาเห็นเฉินเสวี่ยเบิกเงินออกมามากขนาดนี้ ก็อึ้งเล็กน้อย 

น้องสาวหาเงินได้ก็จริง แต่เมื่อครู่พอบอกว่าจะเช่าบ้าน ก็เช่าเลย ควักเงินมาทันทีสองร้อยหยวน มือเติบเกินไปแล้ว เมื่อเช้ายังได้ยินเธอบอกว่าทำขนมจนปวดเอว ลำบากแทบแย่กว่าจะหาเงินมาได้ ยังจะใช้เงินสิ้นเปลือง ไม่รู้จักประหยัดอีก 

“เงินของพี่ก็คือเงินของพี่ ฉันหาเงินได้ครั้งแรกในชีวิต ก็ควรฝากกลับไปให้พ่อแม่ไม่ใช่หรือ” เฉินเสวี่ยเห็นว่าเฉินอ้ายหวายังคงทำหน้าดุอยู่ ก็รีบจับแขนพี่แกว่งไปมา “พี่ใหญ่อย่าโกรธเลยนะ ฉันโตมาป่านนี้ ก็ยังไม่เคยแสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่เลย ตอนนี้ยังอยู่ห่างไกลจากพวกท่านอีก ไม่ง่ายเลยกว่าที่ฉันจะใช้ความสามารถของตัวเองหาเงินมา เลยอยากฝากพี่กลับไป ให้พวกท่านได้ชื่นใจหน่อย” 

เฉินเสวี่ยไม่ได้ออดอ้อนแบบนี้มาหลายปีแล้ว เป็นเพราะเฉินอ้ายหวาสงสารน้องที่ต้องลำบากกว่าจะหาเงินได้ แต่พูดจริงๆ เมื่อน้องมีใจอยากฝากเงินกลับบ้าน ทั้งๆ ที่บ้านไม่ได้ขาดเงิน ไหนเลยเขาจะไม่ดีใจเล่า ซึ่งพอถูกเธออ้อนใส่ หน้าก็หายตึงแต่แรกแล้ว  

“เอาล่ะๆ เธอมีใจแบบนี้ พ่อแม่คงดีใจแย่ ต่อไปก็เขียนจดหมายกลับไปบ่อยหน่อย เราสองคนไม่ได้อยู่กับพวกท่าน โดยเฉพาะเธอที่จากมาซะไกล พวกท่านอยู่บ้านทั้งวันก็เอาแต่คิดถึงเธอ ไม่รู้ว่าเธอใช้ชีวิตอย่างไรบ้าง” 

พูดถึงตรงนี้ เฉินอ้ายหวาก็นึกอะไรขึ้นได้ จึงถามเฉินเสวี่ย “แล้วที่เธอมาเช่าบ้านในเมืองนี่ เพราะอยากย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองหรือเปล่า” 

เฉินเสวี่ยอึ้ง “หา? เปล่านะ” เธอแค่อยากมีพื้นที่ทำขนมที่กว้างขวางหน่อย ไม่เคยคิดว่าจะมาอยู่เอง 

สีหน้าเฉินอ้ายหวาค่อยอ่อนโยนลง  

“งั้นก็ดี เมื่อเธอยังอยากใช้ชีวิตอยู่กับหลัวต้าอวี่ ก็ต้องอยู่ด้วยกันไป พวกเธอสองคนเพิ่งแต่งงานกัน ยังไงก็ต้องปรับตัวเข้าหากัน ต่อให้หนทางขรุขระอยู่บ้าง ก็ไม่ควรเดินออกมาโดยไม่ใส่ใจ ถ้าเธอย้ายออกมาจริงๆ เธอกับเขาก็จะยิ่งห่างกัน พูดคุยกันน้อยลง ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาก็จืดจางแล้ว” 

เฉินอ้ายหวาเป็นผู้ชายที่ไม่มีอารมณ์ละเมียดละไม เวลาตักเตือนใครจึงพูดไม่เก่ง คำพูดที่ออกมาจึงห้วนๆ แบบมะนาวไม่มีน้ำ 

เฉินเสวี่ยหัวเราะ “ฉันรู้น่าพี่ใหญ่ ไม่หรอก แต่ถ้าฉันรู้สึกไม่สบายใจจริงๆ พี่ก็จะไม่บีบบังคับฉันใช่มั้ย” 

“แน่นอนสิ เธอเป็นน้องสาวฉัน ถ้าหลัวต้าอวี่กล้าทำไม่ดีกับเธอ บอกฉัน ฉันจะหนุนเธอเต็มที่” เฉินอ้าย 

หวาพูดอย่างเด็ดเดี่ยว 

“งั้นดีเลย มีคำพูดแบบนี้ของพี่ เขาก็ไม่กล้าทำไม่ดีกับฉันหรอก”  

เฉินเสวี่ยเพียงพูดเปรยๆ ขึ้น แต่ถ้าต่อไปสองคนอยู่ด้วยกันไม่ได้จริงๆ แล้วหลัวต้าอวี่ขอหย่า เธอย่อมตอบตกลง แต่เฉินเสวี่ยก็รู้ว่า ผู้คนในยุคนี้เห็นการหย่าเป็นเรื่องที่ต้องปกปิด เธอจึงยังไม่อยากพูดกระตุ้นอารมณ์พี่ใหญ่ในตอนนี้ ด้วยเมื่อครึ่งปีก่อน เธอร้องไห้จะเป็นจะตายว่าต้องแต่งงานให้ได้ ตอนนี้ขืนรีบหย่า พี่ใหญ่คงต้องบ้าตายแน่ๆ 

เฉินอ้ายหวาพยักหน้า แม้เขาสงสารน้อง แต่ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา น้องต้องจัดการเอง สิ่งที่เขาทำได้ ก็ได้แต่ทำให้หลัวต้าอวี่ไม่กล้ารังแกน้องตรงๆ ส่วนชีวิตแต่งงานของทั้งสองจะราบรื่นหรือไม่นั้น มีเพียงน้องเท่านั้นที่รู้ เดิมทีเขากังวลใจเรื่องที่เฉินเสวี่ยเจอมาเมื่อวาน เกรงว่าน้องจะข่มกลั้นความไม่สบายใจไว้ ไม่แสดงออกให้เห็น แล้วตัดสินใจย้ายออก ทั้งสองเพิ่งแต่งงานกัน ถ้าเป็นแบบนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการแยกกันอยู่ แต่ตอนนี้ น้องก็ดูเข้าใจในเรื่องนี้ดี 

“เอาล่ะ ไปกันเถอะ พี่มาทั้งที ก็อยากซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ ให้เธอ เราไปเดินห้างกัน” พอพูดเรื่องที่อยากพูดออกมาได้ เฉินอ้ายหวาก็สบายใจขึ้น 

พอได้ยินว่าจะไปซื้อเสื้อผ้าตัวใหม่ เฉินเสวี่ยก็คิดปฏิเสธ ตอนนี้เธอไม่เห็นเสื้อผ้าอยู่ในสายตา รวมทั้งรูปร่างตนเองในตอนนี้ด้วย พูดอีกอย่างก็คือ เธอต้องลดน้ำหนักให้ได้อีกสักหกกิโล ถึงจะพูดเรื่องเสื้อผ้าได้ พยายามเข้า ราวสองเดือนก็น่าจะได้แล้ว 

“เสื้อผ้า ฉันไม่เอาหรอก เสื้อผ้าเมื่อก่อนมีเยอะมาก แต่ห้างน่ะ ไปเดินเล่นได้” จริงๆ แล้วเฉินเสวี่ยอยากซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า วันนี้เข้าห้างไปดูๆ หน่อยเป็นดีที่สุด 

“ดี งั้นเราเข้าห้างแล้วค่อยว่ากัน” เฉินอ้ายหวาคิดๆ พอไปถึงแล้วเห็นเสื้อผ้าพวกนั้น เฉินเสวี่ยต้องอยากได้แน่ มาหาน้องทั้งที ถ้าไม่ซื้ออะไรให้น้องเลย เขาจะรู้สึกไม่สบายใจ  

ความคิดเห็น