ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่เก้าสิบสาม พระเอกอิเซไคสร้างสำนักเทพหลูปัน

ชื่อตอน : ตอนที่เก้าสิบสาม พระเอกอิเซไคสร้างสำนักเทพหลูปัน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 511

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ธ.ค. 2563 21:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่เก้าสิบสาม พระเอกอิเซไคสร้างสำนักเทพหลูปัน
แบบอักษร

ตอนที่เก้าสิบสาม พระเอกอิเซไคสร้างสำนักเทพหลูปัน

นักฆ่าสาวฟื้นขึ้นมาจากความตายจะสามารถล้างแค้นให้กับร่างที่เธอมาสิงสู่อยู่ได้หรือไม่?

นักเขียนที่มาเกิดใหม่เป็นนางร้ายจะร่ำรวยได้หรือไม่?

เราจะไม่กล่าวถึงแต่จะมาติดตามชมชีวิตสโลไลฟ์ของหวังลี่ต่อไปกัน

..

“พวกเจ้าที่ขอทานเสร็จก็นอน เพราะต้องประหยัดแรงไว้ขอทานวันต่อไปเพื่อให้พอเพียงกับอาหารที่พอทานได้ เมื่อมีอาหารแล้วพวกเจ้าก็สามารถออกกำลังกายได้มากขึ้น สติปัญญาที่สมบูรณ์จะอยู่ในร่างกายและจิตใจที่สมบูรณ์”

ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องโทริโกะ จะเป็นเรื่องที่สมจริงในการที่บอกว่ากล้ามเนื้อต้องอาศัยพลังงานในการรักษาเอาไว้ ไม่อย่างนั้นร่างกายจะกินตนเอง เผาผลาญกล้ามและโปรตีน

นักวิ่งระยะไกลจะเห็นว่าต้องตัวผอม โครงสร้างร่างกายไม่ได้ล่ำสันแต่ประการใด

วิทยาศาสตร์การกีฬา พยายามค้นคว้าเรื่องเกี่ยวกับร่างกายมนุษย์ และมีคนที่มีความคิดสร้างสรรค์พยายามดัดแปลงดีเอ็นเอของตนเองเพื่อให้เอาชนะนักกีฬามืออาชีพได้

การที่เรามีข้อจำกัดเช่น ต้นขาหนักกว่าคนดำ ศูนย์ถ่วงทำให้วิ่งช้ากว่าคนที่มีศูนย์ถ่วงอย่างคนดำ จะไม่น่าเศร้าหรือ

แน่นอน กีฬาเช่นปิงปอง ก็เป็นที่นิยมในหมู่คนเอเชียเพราะมีการเคลื่อนไหวของสายตาและความแม่นยำดีกว่า

กีฬาอย่างอีสปอร์ตจึงเป็นที่นิยมในแถบตะวันออกที่เน้นเรื่องความแม่นยำและสายตา กีฬาตีปิองปองในโอลิมปิค ทีมชาติลบราซิลจหรือทีมชาติอื่นๆก็ยังหัวดำเสมอ การเคลื่อนไหวร่างกายต่างๆที่ใช้กล้ามเนื้อนั้นจึงนิยมในแนวตะวันตกที่เน้นความสูงใหญ่แข็งแรง อาหารการกินให้พลังงานมหาศาล

ใครกินอาหารไม่หมดหรือกินนิดเดียวจะถูกมองว่าเป็นตุ๊ดตู่

เรียกง่ายๆว่าที่โกคูหรือลูฟี่กินอาหารปริมาณมากได้ในมังงะคือการแสดงความเป็นลูกผู้ชายอย่างหนึ่งนั่นเอง

ที่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้สึกกัน

แต่การกินอาหารปริมาณมากนั้นแสดงถึงว่าคนคนนี้มีแรงมากนะ สามารถทานอาหารได้มากกว่าคนทั่วไป

ซึ่งคนยากไร้ไม่สามารถดำรงชีวิตเช่นนั้นได้เพราะอาหารที่มีจำกัด งบประมาณจำกัด ทรัพยากรไม่เพียงพอ

ต้าฉิน(โรมัน) ก็มีการจัดงานเลี้ยงที่กินอาหารปริมาณมากๆ แม้พวกเขาจะต้องล้วงคอให้อาเจียนราวกับนายแบบก็ตาม

ก็เพื่อแสดงว่าพวกเขานั้นยิ่งใหญ่มีอาหารการกินสมบูรณ์มีพลังมาก

ชนผ่าเลี้ยงสัตว์ที่มีอาหารพวกเนื้อมากกว่า ก็จะตัวสูงใหญ่กว่า กล้ามเนื้อมากกว่าพวกที่ทำการเกษตร พวกท่านข่านจึงมีข้อได้เปรียบด้านพละกำลังเพราะเป็นเผ่านักรบด้วยนั่นเอง

วัฒนธรรม อาหารการกิน ธรรมเนียมต่างๆ จึงส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างมาก

หากเปลี่ยนประเพณีและวัฒนธรรมได้ เราก็สามารถเปลี่ยนสังคมนั้นได้ คือคำกล่าวที่ไม่เกินเลยความจริง

และการมาถึงของยุคใหม่ก็ทำให้การคำนวณความเปลี่ยนแปลงของสังคมยากขึ้นไปอีก

โชคดีที่ผมพอจะโกงได้บ้างเล็กน้อย ในการคาดการณ์อนาคตเนื่องจากมีตัวอย่างมาก่อน

กราฟจำนวนประชากร ไม่ใช่การคำนวณกราฟตลาดหุ้น

ความแม่นยำนั้นแน่นอนค่อนข้างมาก

ดังนั้นการที่ผมจะเปลี่ยนแนวคิดของคนยากไร้ต่างๆพวกนี้ ผมต้องเปลี่ยนขั้นตอนประจำวันของพวกเขาและแนวคิดต่างๆ

ความจริงแนวคิดทหารนั้นเป็นผลดีต่อการสร้างให้คนมีวัฒนธรรมและความเชื่อเดียวกันมาแต่โบราณกาล

แต่ก็ต้องเบรกตนเองจากแนวคิดชนเผ่ากลุ่มน้อย ที่สร้างธรรมเนียมหลายอย่างว่าเป็นการผิดผี โวยวายต่างๆนานา จนทางการทหารยกเลิกการเกณฑ์ชนกลุ่มน้อย พวกเขาจึงไม่ถูกดึงดูดด้วยระบบทหารแบบเดียวกับกลุ่มอื่นๆ

นี่คือความสำคัญของประเพณีและวัฒนธรรม การป้องกันไม่ให้วัฒนธรรมอื่นมาครอบงำ สร้างความแตกต่างของตนเอง

ส่วนเราจะกลายเป็นคนที่อยู่ในป่าเขา มีชีวิตอย่างชนเผ่าในป่า ก็อีกเรื่องหนึ่ง

ทุนนิยมมันสามานย์เพราะล่อลวงคนที่อยู่ในดอยในป่า มาสัมผัสกิเลสตัณหาในสังคมมนุษย์และสามารถมีชีวิตในสังคมปรกติได้ โดยแกล้งๆลืมประเพณีผิดผีต่างๆของตนเองไป

แต่พอกลับไปในชนเผ่าเขาก็จะนับถือเหมือนเดิม

ดังนั้นเราต้องสร้างกลุ่มสังคมที่สร้างความกดดัน ให้พวกคนยากไร้มีพฤติกรรมแบบหนึ่ง ไม่ให้เขากลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม นอกจากกฎระเบียบแล้ว ประเพณีและความเชื่อจึงสำคัญมากๆ

วิถีเม่ยกั๋วทรงพลังขนาดที่ว่า วรรณะพราหมณ์ของแดนอิ่นตู้(อินเดีย) พอมาถึงเม่ยกั๋ว พวกเขาก็แปลงร่างเป็นประชากรเม่ยกั๋วคนหนึ่ง

ทั้งที่เคยฝึกการร่ายคัมภีร์พระเวทย์มาก่อนในแดนอิ่นตู้ด้วยซ้ำ พลังของเม่ยกั๋วนั้นเข้มแข็งขนาดนั้น

แน่นอน พอพวกเขากลับไปในแดนอิ่นตู้ก็กลับไปแบบเดิม

สถานที่และแรงกดดันทางสังคมคือแนวทางการควบคุมประชากรเสมอมา

ไม่จำเป็นต้องเป็นขื่อคาที่มองเห็น ประเพณีตอบสนองความต้องการของเราได้อย่างเหลือเฟือ

“เจ้าศึกษาวิชาจากตำราก็คงคิดได้แล้วว่า หากอยู่ที่เดิม ใช้พฤติกรรมเดิมๆ พวกเจ้าก็จะมีชีวิตแบบเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เสียใจด้วยนะที่พวกเจ้าต้องเดินทางที่ไม่อาจคาดการณ์ข้างหน้าได้ไปกับข้าแล้ว”

ไล่ตงจิ้นยิ้มแล้วกล่าวว่า

“ต่อให้ข้างหน้ามีหุบเหว พวกข้าก็ยินดีเดินไปกับท่านขอรับ”

หลังจากที่ต้องแยกหน้าที่ในการสร้างองค์กรให้พวกไล่ตงจิ้นว่าหน้าที่ของพวกเขาคือรวบรวมคนที่ต้องการการรักษาโรคภัยต่างๆ ต้องการอาชีพและมีอาการบาดเจ็บหรือพิการ

ผมก็จะใช้พวกเขาเหล่านี้ไปซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างที่ผมทำความเสียหายไว้เช่นถนนหนทางหรือที่เก็บของต่างๆ

เอาเงินและทรัพยากรของสำนักไท่ซานและอีกสี่สำนัก ให้กับคนพวกนี้แทนที่จะมอบให้กับร้าค้า สำนักก่อสร้างอื่นๆที่อาจจะโดนสำนักมารครอบงำไปแล้ว

เท่านี้เราก็สามารถสร้างคู่แข่งให้กับสำนักมารและไว้ใจได้ว่า”ความอ่อนแอ”ของห้าสำนัก

ไม่ได้อ่อนแอจริงจนสำนักมารคิดจะส่งคนมาลูบคมแต่เป็นการย้ายกระเป๋าซ้าย เข้ากระเป๋าขวา ขาดธรรมาภิบาลและการบริหารที่ดี

แต่ผมไม่เลือกวิธีการหรอก หากมันทำให้ผมรอดชีวิตไปได้และรักษาสมดุลของอำนาจได้อยู่

ซึ่งผมก็ไม่ได้กินรวบเสียทีเดียว

ผมให้หวังม่อไปพิจารณามาว่ากิจการไหนที่พอจะซื้อกิจการมาเลย กิจการไหนที่พอเป็นหุ่นส่วนหรือการแบ่งงานเป็นช่วงได้ๆบ้าง แน่นอนมันไม่สามารถป้องกันเงินทองรั่วไหลไปสำนักมารได้ทั้งหมด แต่ผมก็ทำเท่าที่ทำได้แล้ว

เป้าหมายแฝงของผมคือการทำให้สำนักก่อสร้างที่ผมซื้อมาหรือเป็นพันธมิตรทางการค้าด้วยนั้น จ้างงานคนที่ผมต้องการให้จ้างต่างหาก ไม่ว่าในแง่ของแรงงานหรือการบัญชี

การลงทุนไม่ใช่แค่เรื่องของการลงทุนในรูปแบบต่างๆ

การลงทุนของผมเรียกว่าการลงทุนในแง่อุดมการณ์ สนับสนุนกิจการที่มีแนวคิดทางการเมืองแบบเดียวกับตนเอง

คุกกี้ของลูกเสือ เนตรนารี ดอกไม้ทหารผ่านศึกคือกิจการเช่นนี้

ตราบใดที่กิจการนั้นยังมีความคิดแบบเดียว สนับสนุนนโยบายรัฐบาล กิจการนั้นก็จะยิ่งร่ำรวยขึ้นเรื่อยๆไม่มีวันเจ๊ง แบบเดียวกับที่หลี่ปู้เหว่ยว่าไว้นั่นล่ะ สนับสนุนคนให้เป็นเจ้าแห่งรัฐผลประโยชน์ประเมินค่ามิได้

เพราะอำนาจของรัฐนั้นรวบรวมเงินมาได้นั้นรวมเศรษฐีทุกคนที่อยู่ในรัฐนั้นด้วย

การเข้าถึงอำนาจรัฐ จึงเป็นเรื่องที่เศรษฐีทุกคนเมื่อมาถึงจุดหนึ่งจะเข้าใจตรงกันเสมอมา หลี่ปู้เหว่ยได้เฉลยเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเป้าหมายสุดท้ายของพ่อค้าคืออะไร

ดังนั้นผมถึงได้มาช่วยในพวกที่ต้องพิการไม่ว่าจะตาบอดเพราะของแหลมคมทิ่มใส่

นิ้วมือขาดจากการยกของหนักในการก่อสร้าง

ตกลงมาจากที่สูงจนพิการ

ตอนแรกผมอยากจะแก้ปัญหา โดยการเอายาวิเศษหรืออะไรให้พวกนี้ให้สิ้นเรื่องสิ้นราว

แต่ว่าด้วยเหตุผลอย่าง

“ยาจะรุนแรงเกินไปสำหรับคนที่ไมได้ฝึกพลังปราณ ดังนั้นท่านหมอต่างๆเลยต้องจัดขนาดและเทียบยาเสียก่อน”

ผมคิดว่ามันเสียเวลาเกินไปจึงต้องได้ใช้แสงศักดิ์สิทธ์รักษาดวงตาของพวกเขาสร้างขึ้นใหม่

กระดูกที่หักก็งอกออกมาหรือซ่อมแซมส่วนที่เสียหายเข้าที่ดิม

นิ้วมือที่ขาดก็งอกขึ้นใหม่

ด้วยความรู้ที่ผมได้มาจากการควบคุมวิชามารโลหิตวีแกน

ทำให้ผมสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของเลือดของคนที่มีพลังต่ำกว่าผมได้อย่างง่ายดาย

สายตาของพวกนี้ที่เห็นผมเปิดบาดแผลของพวกเขาแต่ไม่มีเลือดไหลออกมาสักหยดและเลือดยังไหลเวียนไปตามปรกติเหมือนไม่มีบาดแผลเกิดขึ้นนั้นก็น่าขำดี

แนวความรู้โลกปัจจุบันก็คิดค้นกาวเลือดของผู้ป่วยเองที่ทำหน้าที่ปิดปากแผลที่เกิดขึ้นจากการผ่าตัดหรือเส้นด้ายเลือดที่จะมัดกล้ามเนื้อไว้ได้ ไม่เหลือร่องรอยของด้ายและเข็ม

ทั้งหมดที่ต้องผ่านการประดิษฐ์ขั้นสูง ทำได้โดยการควบคุมโลหิตของวิชามารวีแกน

แต่ปัญหามันก็หลังจากนั้นล่ะ

“ท่านเทพ ท่านเทพ ขอบคุณมากชีวิตของข้าน้อยนับเป็นของท่านแล้ว”

พวกนั้นจับมือจับไม้ผม ร้องห่มร้องไห้

“พ่อกลับมาหายดีได้อีกครั้งแล้วนะลูก” ลูกเมียของชายที่หลังพิการร้องห่มร้องไห้ คนที่เดินตามผมที่ไล่รักษาคนพิการก็เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โชคดีที่ผมเตรียมพวกผู้ยากไร้ชุดแรกไว้ให้จัดระเบียบคนที่จะเข้าพวกด้วยเรื่อยๆเรียบร้อยแล้ว

“ร่างกายคือสิ่งที่พ่อแม่และสวรรค์ประทานมาให้ ขอให้พวกเจ้ารักษาไว้ให้ดีดีด้วย”

ผมต้องพูดอย่างนี้ไว้ก่อนเพื่อป้องกันไอ้พวกนี้มันมีความคิดประมาททำนองว่า

“เดี๋ยวท่านหวังลี่ก็รักษาให้เราได้จะกลัวการบาดเจ็บไปทำไม?”

คิดพรรค์นั้นผมได้เหนื่อยแน่นอน เลยต้องเบรกด้วยคำพูดเช่นนี้ไว้ก่อน    

“ดูแลรักษาร่างกายของพวกเจ้าให้ดี ถือว่าได้ตอบแทนข้าแล้ว”

“ท่านเซียนนอกจากช่วยรักษาให้ข้าแล้วยังจ้างงานให้ ราวกับเทพเซียนสวรรค์ก็ไม่ปาน”

ก็ว่าอย่างนั้นล่ะ หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ทำให้คนเคารพบูชาเราได้

แต่หากตั้งเป็นโรงพยาบาลชุมชน คนเราจะมองเรื่องการรักษาเป็นเรื่องธรรมดาไป

น่าเศร้ายิ่งนักที่ผมต้องใช้วิธีนี้

แต่คนที่อยู่ระหว่างผมกับสำนักมา มากเท่าไรก็ไม่พอและผมต้องการช่วงพวกนี้มาสร้างสำนักหลูปันด้วย

“อย่าเข้าใจผิด ข้าเป็นคนที่โลภโมโทสันหาได้ช่วยพวกเจ้าฟรีๆ พวกเจ้าเป็นช่าง มีความคิดสร้างสรรค์มีพรสวรรค์ ไหนเลยข้าจะปล่อยคนที่ได้รับความรู้จากเทพหลูปันบาดเจ็บได้?”

พวกช่างที่พิการจากการทำงานนั้นหน้าแดง เพราะไม่เคยถูกใครชมอย่างนี้และเพราะโดนคนมองว่าเป็นคนที่ไร้ประโยชน์มานานจากการบาดเจ็บ

“ข้าต้องการพึ่งความรู้และความสามารถทางการช่างของพวกเจ้า เมื่อได้เก็บฝีมือและร่างกายกลับมาแล้ว ก็ขอให้ใช้ฝีมือช่างของเจ้าเพื่อประโยชน์ของมวลมนุษย์”

“เพื่อประโยชน์ของมวลมนุษย์?” เหล่าช่างที่ผมรักษาหันไปมองหน้ากันไปมา

“ท่านหลูปัน หลังจากที่สร้างบันได้ปีนกำแพง ตามสำนวนที่พวกเจ้าเคยได้ยินกันว่า “หากเจ้ามีแผนของจางเหลียง ข้าก็มีบันไดปีนกำแพง” นั่นล่ะ ตอนหลังท่านหลูปันโดนตำหนิเรื่องของการใช้เครื่องมือช่างไปคร่าชีวิตคน จากนั้นท่านก็เลยตั้งเป้าหมายใช้ความรู้เพื่อผู้คน คิดค้นใบเลื่อยได้จากการค้นพบว่าใบหญ้าได้บาดแขนของท่านได้จากการสังเกตธรรมชาติ ข้าอยากให้พวกเจ้าที่เดินตามรอยเท้าของท่านหลูปันในฝีมือการช่าง บำเพ็ญตนตามอย่างของท่านหลูปัน”

 

เสินหนงคือเทพเกษตร การคิดคว้าเรื่องเกษตรปฎิทิน ยาต่างๆผมจะเอาเสินหนงบังหน้า

ช่างฝีมือก่อสร้างอะไรต่างๆ ผมก็จะเอาหลูปันเทพแห่งการช่างบังหน้าเช่นกัน  

“ข้าไม่ได้ตำหนิเรื่องของการสร้างเครื่องมือป้องกันเมืองหากบ้านเมืองเรามีภัย อริราชศัตรูรุกราน แต่ข้าไม่อยากให้พวกเจ้าละเลยแนวทางของท่านหลูปันที่ใช้การปฏิบัติตัวของท่าน ใช้วิชาช่างและงานฝีมือเพื่อปวงชน

พวกเจ้าเคยสูญเสียไปครั้งหนึ่งแล้ว ได้กลับคืนมา ยังคิดหวังจะเดินย้อนรอยทางเดิมหรือ? ไม่ตอบแทนข้าก็ตอบแทนท่านหลูปันที่คิดทำประโยชน์เพื่อมวลชนเถอะ”  

“น้อมรับคำสอนแล้ว”

เฮ้อ หากไม่อ้างหลูปันพวกนี้คงเย่อหยิ่งมากกว่าคนยากไร้ล่ะนะ

 

ปรกติการสอนงานช่างคือสอนจากศิษย์อาจารย์และพ่อกับลูก

วิธีการของเราคือเอาคนพิการจากการทำงานให้กลับเข้ามาสู่ระบบงานอีกครั้งนั่นเอง    

แต่มีข้อดีคือ พวกการช่างพอจะอ่านหนังสืออกและพอจะเข้าใจเรื่องฟิสิกส์บ้างพอสมควรเพราะต้องทำงานเกี่ยวกับการช่วงต่างๆ ถึงแม้แนวความคิดเรื่องฟิสิกส์กฎต่างๆที่อธิบายกฎธรรมชาติจะไม่แพร่หลายทางวัฒนธรรมของโลกนี้คล้ายกับจีนโบราณเช่นกัน  

แต่ละคนมีสูตรการก่อสร้างหรือสูตรเคล็ดวิชาส่วนตัว

แต่ขาดการรวมสูตรหลายๆสูตรตั้งเป็นกฎธรรมชาติ

เป้าหมายของผมก็เรียบง่ายพยายามเอาหลูปันมาอ้างให้พวกนี้สังเกตธรรมชาติและทำตัวแบบหลูปันบ้างเท่านั้นเอง

ซึ่งค่อนข้างเป็นวิธีที่ถูกต้องแล้วในการพัฒนาวิทยาศาสตร์

แต่ละคนอาจจะพยายามถ่ายทอดความรู้วิทยาการในแนวอิเซไค

แต่ผมมองว่ากระบวนการนำไปสู่ความรู้นั้นสำคัญกว่า ซึ่งลำบากมากๆในการค้านแนวคิดทีมีมาแต่โบราณ

ผมถึงต้องเอาเทพเจ้าเสินหนงและหลูปันมาอ้างเช่นนี้

ดาวินซี ยากศึกษากายวิภาคต่างๆจนต้องพยายามซื้อศพ

ซึ่งอย่าว่าแต่คนในอดีตโบราณอย่างโลกนี้เลย คนในโลกปัจจุบันก็คงไม่ชอบถ้ารู้ว่าคนข้างๆบ้านเราผ่าศพม้ากับคนเพื่อศึกษาโครงสร้างร่างกายมนุษย์กับม้า 

ถึงผมจะเขินๆที่ตนเองทำตัวอย่างนารุโตะที่เสกลูกตาให้ชาวบ้านได้เลย ไม่ได้ใช้วิชาการแพทย์มาตรฐานอย่างซากุระก็ตาม แต่เพื่อต่อกรกับสำนักมาร

ผมจะทนกับความคิดทางศาสนาของคนที่จ้องมองผมตาแป๋วอย่างพวกนี้ไปละกัน

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว