email-icon facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่16 : หวั่นไหว

ชื่อตอน : ตอนที่16 : หวั่นไหว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ธ.ค. 2563 00:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่16 : หวั่นไหว
แบบอักษร

ตอนที่16 : หวั่นไหว

 

 

หลังจากที่ได้บอกชอบคนหน้าหวานของเขาไปแล้ว ธันวาก็มีรู้สึกมีความสุขเป็นอย่างมาก เขาตื่นมาทำงานแต่เช้าด้วยใบหน้าที่ดูสดใสและมีชีวิตชีวากว่าทุกวัน จนพนักงานทุกคนต่างแปลกใจ ที่จู่ๆท่านประธานหนุ่มผู้แสนเย็นชาก็กลายเป็นคนอารมณ์ดีขึ้นมาซะงั้น แต่ก็ไม่มีใครกล้าทักหรือถามอะไรชายหนุ่มเลย เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าเจ้านายของตนนั่นเป็นคนเช่นไร บางวันดูเย็นชาจนน่ากลัว แต่บางวันก็ดูอารมณ์ดีจนผิดปกติอย่างเช่นวันนี้ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ไม่เข้ามีใครกล้าเข้าหาเขานอกจากเรื่องงาน

"เจต วันนี้ฉันมีนัดอะไรที่ไหนมั้ย" ธันวาเอ่ยถามเลขาหนุ่มที่เอาเอกสารบางอย่างมาให้เซ็น

"ไม่มีครับ นายจะไปหาใครที่ไหนก็ได้ตามใจเลย" เจตบอกกลับอย่างรู้ทัน เพราะทุกครั้งที่เจ้านายถามแบบนี้ ก็ไม่พ้นหาเรื่องไปหาหมอหนุ่มอีกตามเคย

"ทำเป็นรู้ดี งั้นฉันไปล่ะ ฝากจัดการงานที่เหลือด้วยนะ ส่วนเอกสารหลังจากนี้ก็เอากลับไปให้ฉันเซ็นที่บ้านก็แล้วกัน" ธันวาพูดสั่งงานกับลูกน้องอย่างเสร็จสับ จากนั้นก็เดินหน้าหล่อออกไปจากห้องทันที

เลขาหนุ่มถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย เพราะคิดไม่ถึงว่าเจ้านายของตนจะคลั่งรักหมอหนุ่มได้มากขนาดนี้ ว่างไม่ได้เป็นต้องหาเรื่องไปหาหรือไม่ก็ตามไปส่องอีกฝ่ายอยู่ตลอดเวลา จนบางทีเขาเองก็คิดว่าเจ้านายของตนนั้นเเหมือนโรคจิตเข้าไปทุกที

 

 

ธันวา อภิพงษ์สกุล

ทำอะไรอยู่

กินข้าวยัง

 

ธันวาทักแชทไปหาหมอหนุ่มด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม สีหน้าของเขาตอนนี้มันบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าเจ้าตัวมีความสุขมากแค่ไหน แต่เขาก็ต้องหลุดขำเมื่ออ่านข้อความที่อีกฝ่ายตอบกลับมาเมื่อคืนอีกรอบ

'ไปตายซะ'

ปากคอเราะร้ายจริงๆ ธันวานึกขำในใจ แต่ไม่ว่าหมอไป๋จะปากร้ายหรือชอบด่าเขาแค่ไหน เขาก็ไม่เคยโกรธหรือโมโหเลยแม้แต่น้อย แต่กลับชอบเสียด้วยซ้ำ เพราะเขาถือคติที่ว่า ยิ่งด่าแปลว่ายิ่งชอบ...

 

ติ้ง! ติ้ง!

Paixian

เสือก

-_-

 

และไม่กี่นาทีต่อมาหมอหนุ่มก็ตอบกลับมา มันเป็นข้อความสั้นๆกับและสติ๊กเกอร์หนึ่งอันที่บ่งบอกถึงอารมณ์ของผู้ส่งได้เป็นอย่างดี

"หึ สงสัยอยากให้ไปหา" ธันวาพูดเข้าข้างตัวเองออกมาอย่างหน้าไม่อาย ใบหน้าหล่อปรากฏรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาอีกครั้ง เขารีบเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกงแล้วสตาร์ทรถเพื่อขับมุ่งตรงไปยังโรงพยาบาลทันที

 

และใช้เวลาไม่นานรถหรูก็ขับมาจอดหน้าโรงพยาบาลใหญ่ ขายาวก้าวลงจากรถและเดินเข้าไปในโรงพยาบาลอย่างสง่าผ่าเผย และทันทีที่ร่างสูงปรากฏตัวเขาก็กลายเป็นที่สะดุดตาและเป็นที่สนใจของผู้พบเห็นอย่างเช่นทุกที

แต่ร่างสูงกลับไม่ได้สนใจใครเลยสักนิด นอกจากเดินไปหน้าเค้าน์เตอร์เพื่อสอบถามพยาบาลสาวเหมือนอย่างทุกครั้ง และพอรู้ว่าหมอไป๋อยู่ไหน เขาก็รีบไปหาอีกฝ่ายทันที ขายาวเดินไปตามทางที่พยาบาลสาวบอก จนมาหยุดอยู่หน้าห้องๆหนึ่ง ซึ่งป้ายหน้าห้องก็บ่งบอกชัดเจนว่าเจ้าของห้องเป็นใคร

ธันวาจึงค่อยๆเปิดประตูเข้าไปในห้องช้าๆโดยไม่เคาะประตู เพราะไม่อยากให้เจ้าของห้องรู้ว่าเขามาหา

 

"ทำอะไรอ่ะ" คนหล่อเอ่ยถามขึ้นเมื่อเดินมาหยุดอยู่หน้าหมอหนุ่ม ทำให้คนที่ก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารถึงกับชะงักแล้วเงยหน้าขึ้นมามองหน้าหล่ออย่างฉับพลัน

"ไอ้ธัน! มึงมาได้ไงอ่ะ" หมอไป๋เอ่ยถามขึ้นมาด้วยความตกใจ ดวงตาหวานมองหน้าหล่อของอีกฝ่ายด้วยความงุนงง เพราะก่อนหน้านี้เขาไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าหรือเสียงเปิดประตูเลยด้วยซ้ำ แล้วทำไมจู่ๆไอ้หน้าหล่อนี่ถึงมาอยู่ตรงหน้าเขาได้ล่ะ เขาคิดในใจ

"ก็ขับรถมาไง ถามอะไรแปลกๆ" ธันวาตอบกลับแบบกวนๆ ก่อนจะนั่งลงตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างถือวิสาสะ

"อย่ามากวนตีน! เข้าห้องคนอื่นทำไมไม่รู้จักเคาะประตู" คนหน้าหวานต่อว่าอีกฝ่ายเสียงแข็ง พร้อมกับปิดแฟ้มเอกสารแล้วใช้สายตาจ้องมองร่างสูงอย่างเอาเรื่อง

 

"จะดุทำไมเนี่ย แค่จะชวนไปกินข้าวเอง" ธันวาว่าออกมาเสียงอ่อน ก่อนจะเท้าคางมองอีกฝ่ายยิ้มๆ

"ไม่ไป กูไม่หิว" แต่หมอหนุ่มดันตอบกลับอย่างเย็นชา ก่อนจะทำทีเป็นเปิดอ่านเอกสารตรงหน้าต่อ

 

กรอด~

แต่ไอ้กระเพาะไม่รักดีของเขาดันส่งเสียงร้องออกมาซะงั้น ทำให้เจ้าตัวรู้สึกเสียหน้าไม่น้อย

"ไม่หิวจริงดิ" ธันวาเอ่ยแซวเมื่อได้ยินเสียงนั้น พร้อมกับยิ้มขำกับท่าทางของอีกฝ่ายที่แสดงออกมา

"ไม่!!" แต่หมอไป๋ก็ยังเป็นคงหมอไป๋ นิสัยปากแข็งนี่ไม่มีใครเกินอยู่แล้ว

 

"ไปเถอะ เดี๋ยวป๋าเลี้ยงเอง ฮ่าๆ.." ธันวาบอกพร้อมกับหัวเราะร่าออกมา ทำให้คนหน้าหวานหันมาถลึงตาใส่เขาอย่างเอาเรื่อง

"ก็บอกว่าไม่!..."

กรอด~

ไม่ทันได้พูดจนจบประโยคเสียงท้องร้องก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้หมอไป๋เงียบปากที่จะปฏิเสธลงทันที บ้าเอ้ย! มาร้องอะไรตอนนี้วะ ไอ้กระเพาะบ้า หมอหนุ่มได้แต่สบถด่ากระเพาะตัวเองในใจ

 

"ปะ...ไปเถอะ กูหิวแล้ว" ไม่พูดเปล่า แต่ร่างสูงยังลุกขึ้นยืนแล้วจับมืออีกฝ่ายให้เดินตามไปด้วย ทำให้คนที่ไม่ทันตั้งตัวรีบชักมือกลับอย่างไว แต่มีหรือที่คนอย่างธันวาจะยอมง่ายๆ เขาไม่เพียงแต่ไม่ยอมปล่อยเท่านั้น แต่ยังกระชับข้อมือให้แน่นกว่าเดิม จากนั้นก็ออกแรงลากให้ร่างโปร่งเดินตามตนเองออกไป

"จะไปก็ไปสิ มาจับแขนกูทำไมเนี่ย" หมอหนุ่มบอกพร้อมกับพยายามแกะฝ่ามือแกร่งออก

"ก็อยากจับอ่ะ บอกไปแล้วไงว่าจะจีบ" ธันวาพูดออกมาตามความรู้สึกจริง โดยไม่คิดเลยว่าคนฟังจะรู้สึกยังไง ร่างโปร่งหยุดชะงักทันทีที่ได้ยินแบบนั้น จนคนที่เดินนำต้องหยุดเดินแล้วหันกลับมามอง

 

"หยุดทำไมอ่ะ" ธันวาเอ่ยถามด้วยสีหน้างงๆ

"มึง...มึงไม่ได้ล้อกูเล่นใช่มั้ย" หมอหนุ่มถามกลับน้ำเสียงตะกุกตะกัก พลางก้มหน้ามองพื้นเพราะไม่กล้าสบตากับสายตาคม ใจที่เคยสงบก่อนหน้านี้เริ่มกลับมาสั่นไหวเพราะคำพูดของร่างสูงอีกครั้ง หลังจากที่เมื่อคืนเขาก็นอนไม่หลับทั้งคืนเพราะมัวแต่คิดถึงเรื่องของธันวา

"ไป๋ เรื่องแบบนี้กูไม่มาล้อเล่นกับมึงหรอกนะ ชอบก็คือชอบ กูชอบมึงจริงๆ" ธันวาตอบกลับน้ำเสียงจริงจัง ก่อนจะปล่อยข้อมือเล็กแล้วมาประคองใบหน้าหวานให้เงยขึ้นมามองสบตากับตน ใบหน้าหล่อดูจริงจังกว่าทุกครั้ง ทำให้คนหน้าหวานเริ่มรู้สึกหวั่นไหวกับความรู้สึกของตัวเองที่มีกับอีกฝ่ายมากกว่าเดิม

 

"กูชอบมึง ได้ยินชัดรึยัง" ธันวาพูดย้ำออกมาอีกครั้ง คนฟังถึงกับใจสั่นเมื่อได้ยินคำสารภาพชัดๆ ใบหน้าขาวค่อยๆขึ้นสีระเรื่อจนเห็นได้ชัด เพราะสายตาคมที่จ้องมองมามันดูมีเสน่ห์ดึงดูดจนเขาไม่อาจละสายตาไปไหนได้เลย

"กะ...กูหิวแล้ว" เมื่อไม่รู้จะตอบกลับไปยังไง หมอหนุ่มจึงพูดตัดบทแล้วรีบเดินจ้ำอ้าวออกไปทันที โดยไม่รออีกฝ่ายที่ยังยืนอยู่ที่เดิม ส่วนร่างสูงถึงกับอมยิ้มออกมาเมื่อได้เห็นใบหน้าหวานที่เขินจนหน้าแดง ไหนจะท่าทางเลิกลั่กที่อีกฝ่ายแสดงออกมาเมื่อกี้นี่อีก มันน่ารักจนเขาอยากจะจับฟัดให้จมเขี้ยวจริงๆ คนบ้าอะไรมันจะน่ารักได้ขนาดนี้วะ! คนหล่อคิดในใจ ก่อนจะเดินอมยิ้มตามร่างโปร่งออกไปอย่างอารมณ์ดี

 

 

"ป้าครับ กระเพราทะเลที่นึงครับ" หมอไป๋สั่งเมนูกับป้าเจ้าของร้าน ซึ่งร้านที่พวกเขามากินก็ไม่พ้นร้านอาหารข้างโรงพยาบาลที่หมอหนุ่มชอบมากินเป็นประจำนั่นเอง

"ของผมก็กระเพราทะเลครับ แต่ไม่ใส่พริกนะครับป้า" ธันวาเอ่ยปากสั่งบ้าง

"โอเคจ้า สองหนุ่มรอสักครู่นะ" ป้าเจ้าของร้านหันมาตอบลูกค้าหนุ่มด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะลงมือทำอย่างคล่องแคล่ว

 

"ทำไมต้องสั่งเหมือนกู" หมอหนุ่มเอ่ยถามคนที่นั่งฝั่งตรงข้าม

"ก็อยากลอง เห็นมึงชอบกิน" ธันวาบอกกลับยิ้มๆ พลางใช้สายตามองคนหน้าหวานนิ่งๆ

"กระเพราไม่ใส่พริกมันจะไปอร่อยได้ไง" หมอหนุ่มบอกกลับก่อนจะเบือนหน้าหนีไปอีกทาง

"ก็กูกินเผ็ดไม่ได้"

"เหอะ เด็กน้อยชิบหาย" หมอหนุ่มยิ้มเยาะเมื่อได้ยินแบบนั้น ก่อนจะยกน้ำเย็นขึ้นมาดื่ม

"หึ เด็กน้อยไม่เด็กน้อยลองได้นะ" ธันวาแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วตอบกลับไป ทำให้คนที่กำลังดื่มน้ำถึงกับสำลักน้ำกันเลยทีเดียว เพราะถึงร่างสูงจะไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่เขาก็รู้ว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร

 

"แค่กๆ ละ...ลองบ้าอะไรของมึง กินๆเข้าไปปากจะได้ไม่ว่าง" ต่อว่าอีกฝ่ายเสียงแข็ง แล้วยัดขนมจีบที่สั่งมาใส่ปากอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว

"อื้ม...เขินก็บอกว่าเขินสิ มาทำแบบนี้ติดคอตายทำไง" ธันวาพูดออกมาทั้งที่ขนมจีบยังเต็มปาก เขายังไม่ละความพยายามที่จะแซวให้อีกฝ่ายเขิน เพราะเวลาเขินหมอไป๋จะดูน่ารักมากเป็นพิเศษ ยิ่งเขินก็ยิ่งน่ารัก จนเขาอดที่ขะแกล้งไม่ได้จริงๆ

 

"หุบปาก! ถ้ายังอยากกินข้าวกับกู" แต่หมอไป๋กลับตวาดใส่เขาเสียงแข็ง เพราะต้องการกลบเกลื่อนความเขินที่กำลังปะทุขึ้นมาไม่หยุด ทำให้คนที่ยิ้มหน้าบานถึงกับหุบยิ้มแทบไม่ทัน

"ครับๆ ไม่พูดแล้วครับ" แล้วทั้งคู่ก็นั่งรอข้างเงียบๆ

 

 

"มาแล้วค่ะ กระเพราเผ็ดกับไม่เผ็ด ทานให้อร่อยนะคะ" ป้าเจ้าของร้านเดินมาเสิร์ฟอาหารให้พวกเขา

"ขอบคุณครับ" สองหนุ่มพูดออกมาพร้อมกัน ป้าเจ้าของร้านยิ้มตอบแล้วเดินกลับไปทำหน้าที่ของตนเหมือนเดิม เพราะตอนนี้เป็นเวลาพักเที่ยง จึงทำให้มีลูกค้าเต็มร้าน และแน่นอนว่าสองหนุ่มหล่อก็ไม่พ้นตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งร้านอีกเช่นเคย โดยเฉพาะสาวๆที่แวะเวียนมากินร้านนี้

"อ่ะ กูให้" ธันวาตักกุ้งในจานของตนให้หมอไป๋จนหมด โดยที่จานของตนเหลือแค่หมึกกับใบกระเพรา

"ทำไมมึงไม่กิน ไม่ชอบ?" หมอหนุ่มเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย

"เปล่า แต่กูรู้ว่ามึงชอบไง" คนหล่อบอกยิ้มๆ ก่อนจะก้มหน้าตักข้าวของตัวเองกิน โดยที่ไม่รู้เลยว่าความใส่ใจเล็กๆน้อยๆของเขา ได้ทำให้หัวใจของใครบางคนเต้นแรงมากแค่ไหน

"ขอบใจ" หมอหนุ่มบอกเสียงเรียบ แล้วลงมือกินของตัวเองบ้าง แต่ใบหน้าหวานกลับปรากฏรอยยิ้มโดยที่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ตัว

"ไม่เป็นไร" ธันวาเงยหน้ามามองอีกฝ่ายครู่หนึ่ง ก่อนจะลงมือกินต่อโดยไม่พูดอะไรอีก แล้วไม่นานทั้งคู่ก็กินกันจนอิ่ม ธันวาจึงเรียกพนักงานมาเก็บเงิน

 

"เก็บตังครับ"

"จ้า สองจานร้อยสี่สิบจ้า" แต่กลับเป็นป้าเจ้าของร้านที่เดินถือบิลมาให้แทน เพราะทุกครั้งที่หมอไป๋มา เธอจะเป็นคนมาบริการด้วยตนเอง เพราะอยากให้บริการกับหมอหนุ่มให้ดีที่สุด

"ไม่ต้องทอนนะครับ" ธันวาบอกพร้อมหยิบแบงค์เทาจากกระเป๋าวางบนถาดให้ป้าหนึ่งใบ

"ขอบคุณค่ะ ไว้โอกาสหน้าเชิญใหม่นะคะ" ป้าเจ้าของร้านเอ่ยขอบคุณด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเดินหน้าบานกลับไปหน้าร้านเหมือนเดิม

 

 

"งั้นกูกลับไปทำงานละนะ" เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น หมอหนุ่มจึงลุกขึ้นยืนเพื่อจะกลับไปทำงานต่อ แต่ยังไม่ทันได้ก้าวไปไหน ก็ถูกร่างสูงเรียกเอาไว้ซะก่อน

"เดี๋ยว...พรุ่งนี้ว่างมั้ย ไปดูหนังเป็นเพื่อนหน่อย" ธันวาพยายามรวบรวมความกล้าแล้วพูดออกไป เพราะถึงเขาจะหน้าด้านแค่ไหน แต่ก็กลัวความผิดหวังอยู่ดี

"...ไม่รู้ ขอคิดดูก่อน" หมอหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับมาเสียงเบา และทันทีที่พูจจบก็เดินออกไปจากตรงนั้นทันที โดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองอีกฝ่ายเลยด้วยซ้ำ เพราะใบหน้าหวานกำลังอมยิ้มอยู่ จึงไม่อยากให้คนหลงตัวเองอย่างธันวาได้เห็นมันนั่นเอง

 

ทางฝั่งคนชวนถึงกับยิ้มแก้มปริออกมาด้วยความดีใจ เพราะตอนแรกเขาคิดว่าจะโดนหมอหนุ่มปฏิเสธซะแล้ว แต่นี่กลับบอกว่าขอคิดดูก่อน ยังไงก็ถือว่าเขาพอยังมีหวังอยู่ล่ะนะ ถึงจะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม ร่างสูงเผยรอยยิ้มกว้างออกมาอย่างปิดไม่มิด จนคนที่แอบมองถึงกับตกหลุมรักชายหนุ่มซ้ำๆ

ร่างสูงนั่งมองหมอไป๋เดินจนหายลับไป จากนั้นเขาถึงยอมลุกเดินออกไปจากร้านบ้าง ชายหนุ่มเดินขึ้นรถไปอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะสตาร์ทแล้วออกไปอีกครั้ง

 

และแน่นอนว่าโมเมนต์ต่างๆที่เกิดขึ้นระหว่างสองหนุ่มได้ถูกสาวๆบางกลุ่มถ่ายลงโซเซียลไปเรียบร้อยแล้ว

 

 

แล้ววันต่อมาหมอหนุ่มก็ยอมไปดูหนังกับธันวาจนได้ เพราะร่างสูงขับรถไปรับหมอหนุ่มถึงบ้าน ทำให้อีกฝ่ายไม่มีทางปฏิเสธ แต่ความจริงหมอไป๋เองก็จะตอบตกลงอยู่แล้วแหละ ไม่งั้นเขาคงไม่ยอมไปกับร่างสูงง่ายๆหรอก

ทั้งคู่ไปดูหนังทานข้าวด้วยกันที่ห้าง หลังจากนั้นก็แวะไปหาคุณป้ากับน้องซันที่ร้าน เด็กน้อยดูเหมือนจะชอบหมอไป๋เป็นพิเศษ ทำให้ร่างสูงกลายเป็นหมาหัวเน่าไปเลย

หมอหนุ่มเหมือนจะเริ่มเปิดใจให้ธันวาแล้ว แต่ก็ยังปากแข็งและปากร้ายใส่อีกฝ่ายเหมือนเดิม เพราะเขาเป็นคนไม่เคยมีความรัก จึงไม่รู้ว่าต้องแสดงออกแบบไหน

 

 

แล้วเวลาก็ล่วงเลยผ่านไปหนึ่งเดือน ทั้งคู่ได้เจอหน้ากันเกือบทุกวัน โดยทุกเที่ยงธันวาจะขับรถมาโรงพยาบาลเพื่อมากินข้าวกับหมอหนุ่ม ส่วนเสาร์อาทิตย์ก็หาเรื่องไปหาอีกฝ่ายด้วยการอ้างว่าไปหาเวล

ร่างสูงรุกจีบหนักขึ้นทุกวัน จนหมอหนุ่มเองก็เริ่มหวั่นไหวและมีใจให้ แต่คนปากแข็งอย่างไป๋เซียนก็ไม่ยอมใจอ่อนให้ง่ายๆหรอกนะ เพราะเขาเคยได้ยินมา ว่าธันวานั้นเจ้าชู้และเย็นชามากแค่ไหน เขาจึงใช้เวลาและค่อยๆเรียนรู้อีกฝ่ายไปเรื่อยๆ

ส่วนธันวาก็กิ่นอิ่มนอนหลับฝันดีทุกวัน เพราะการได้อยู่กับคนหน้าหวาน มันคือความสุขที่สุขของเขาเลยก็ว่าได้ และถือว่าเป็นโชคดีของเขาไปอีก เพราะตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา หลงเว่ยไม่ได้มายุ่งวุ่นวายกับพวกเขาเลย เพราะชายหนุ่มเป็นหัวหน้าบอดี้การ์ด ทำให้ต้องอยู่ฝึกและสอนวิชาการต่อสู้เพิ่มเติมให้บอดี้การ์ดที่รับเข้ามาใหม่

 

ส่วนเวลก็เริ่มระแคะระคายกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของพี่ชาย จึงคอยจับสังเกตและไปเค้นความจริงกับอีกฝ่าย ทำให้เขาได้รู้ว่าที่แท้จริงแล้วพี่ชายของตนนั้นกำลังตามจีบหมอไปอยู่ แล้วเขายังถูกพี่ชายสุดที่รักขอร้องให้ช่วยเป็นหูเป็นตาให้อีกด้วย

ตอนแรกเวลก็ไม่ยอมช่วยพี่ชายหรอก เพราะรู้ดีว่าพี่ชายตัวเองเจ้าชู้และร้ายกาจมากแค่ไหน แต่ธันวายืนยันหนักแน่นและบอกกับเขาว่าชอบหมอไป๋จริงๆ เวลจึงยอมใจอ่อนช่วยพี่ชายในที่สุด เพราะเขาเองก็อยากให้พี่ชายได้รักกับคนดีๆอย่างหมอไป๋เหมือนกัน

 

 

 

ณ คฤหาสน์หลังใหญ่ของแก๊งมังกรดำ ร่างโปร่งของหมอหนุ่มกำลังนั่งดูทีวีอยู่ที่ห้อง แต่ดวงตาหวานกลับจดจ้องที่โทรศัพท์อยู่ตลอดเวลา เพราะวันนี้ร่างสูงยังไม่ได้ทักมาหาเขาเลยตั้งแต่เช้า ทั้งที่ปกติจะทักมากวนเขาทุกวันแท้ๆ

"สงสัยไม่ว่างมั้ง" หมอหนุ่มพูดพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปปิดทีวีแล้วหยิบผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำไปด้วย และใช้เวลาไม่นานร่างโปร่งก็ออกมาพร้อมกับผ้าขนหนูที่พันรอบเอว เม็ดหยดน้ำเกาะอยู่ทั่วตามผิวขาวเนียน ลำคอขาวที่เคยมีรอยแดงได้หายไปหมดแล้ว ร่างโปร่งยืนเช็ดผมอยู่หน้ากระจก พลางนึกคิดว่าวันนี้จะไปที่ไหนดี และเพียงครู่เดียวเขาก็คิดออก จึงรีบเช็ดผมแล้วแต่งตัวสบายๆตามสไตล์ที่เขาชอบ นั่นก็คือกางเกงสามส่วนกับเสื้อเชิ้ตขาวนั่นเอง

 

"หลง ไปกินชาบูกัน" หมอไป๋เดินไปหาหลงเว่ยที่กำลังสั่งงานลูกน้อง พร้อมกับเอ่ยชวนอีกฝ่ายให้ออกไปข้างนอกด้วยกัน

"สักครู่นะครับนาย" หลงเว่ยหันมาตอบผู้เป็นนาย ก่อนจะกลับไปสั่งอะไรสักอย่างกับลูกน้อง จากนั้นชายชุดดำสองคนก็หันมาก้มหัวให้หมอหนุ่มแล้วค่อยเดินเลี่ยงออกไป หลงเว่ยจึงเดินมาหาผู้เป็นนายที่ยืนรอเขาอยู่ไม่ไกล

 

"ไปครับ" หลงเว่ยเอ่ยบอกเสียงเรียบ พลางใช้สายตามองคนหน้าหวานตรงหน้าอย่างพิจารณา อา...น่ารักจัง หลงเว่ยนึกชมอีกฝ่ายในใจ เพราะวันนี้หมอไป๋แต่งตัวได้น่ารักมากจริงๆ ถึงมันจะดูเหมือนธรรมดา แต่ก็ทำให้เขาไม่อาจละสายตาจากคนหน้าหวานไปไหนได้เลย

"อื้ม" หมอหนุ่มขานรับในลำคอแล้วเดินนำอีกฝ่ายไปที่รถ หลงเว่ยขึ้นไปนั่งฝั่งคนขับแล้วสตาร์ทรถขับออกไปจากบ้านทันที ตลอดทางเขาก็แอบเหลือบมองคนหน้าหวานอยู่ตลอด โดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัวเลยสักนิด เพราะมัวแต่เหม่อคิดถึงร่างสูงที่ไม่ยอมติดต่อมาสักที จนรถสปอร์ตหรูขับมาจอดในห้างนั่นแหละ ร่างโปร่งถึงรู้สึกตัว

 

 

"ไปกินร้านไหนดี" หมอหนุ่มเอ่ยถามในขณะที่เดินเข้าไปในห้างด้วยกัน

"แล้วแต่นายเลยครับ" หลงเว่ยตอบสั้นๆ พลางหลุดอมยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าครุ่นคิดของผู้เป็นนาย คิ้วสวยขมวดเข้าหากันจนกลายเป็นปม

"อืมม...งั้นไปกินชาบูชิละกันเนาะ" หมอหนุ่มเสนอความคิดเห็น หลงเว่ยเองก็พยักหน้ารับ ทั้งคู่จึงเดินขึ้นบันไดเลื่อนเพื่อไปยังร้านที่ว่านั้นทันที

 

สองหนุ่มหล่อเดินเคียงคู่กัน ทำให้เป็นที่สะดุดตาแก่ผู้พบเห็น เหล่าสาวๆต่างแอบมองและแอบกรี๊ดชายทั้งสองอยู่ในใจ เพราะออร่าความหล่อของทั้งคู่มันมีมากมายจนพวกเธอไม่อาจละสายตาได้จริงๆ

 

"นายอยากกินอะไรบ้างครับ เดี๋ยวผมไปตักให้" หลงเว่ยบอกพร้อมกับลุกขึ้นยืน

"ไม่ต้องๆ นายตักของนายเลย เดี๋ยวของฉันฉันจะจัดการเอง" หมอหนุ่มบอกยิ้มๆ พลางลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปยังโซนของทอดด้วยสีหน้าตื่นเต้น เพราะมันนานมากแล้วที่เขาไม่ได้กินอะไรแบบนี้ จึงทำให้รู้สึกตื่นเต้นมากเป็นพิเศษ และแน่นอนว่าสิ่งแรกที่เขาตักคือกุ้งเทมปุระนั่นเอง

หลงเว่ยยืนมองผู้เป็นนายอย่างเอ็นดู ก่อนจะเดินไปตักของตัวเองบ้าง ทั้งคู่เริ่มลงมือกินกันอย่างเงียบๆ โอยมีหนุ่มหน้าขรึมค่อยลอบมองคนหน้าหวานอยู่ตลอด สีหน้าและท่าทางที่ดูมีความสุขของหมอหนุ่มทำให้เขาหลุดยิ้มออกมาไม่ได้จริงๆ

 

"อ่ะ ลองชิมอันนี้ดู อร่อยมากเลยนะ" หมอไป๋คีบซูซิหน้าไข่กุ้งใส่จานให้หลงเว่ย แล้วกลับไปกินของตัวเองต่ออย่างอารมณ์ดี

"ขอบคุณครับ" หลงเว่ยเอ่ยขอบคุณเสียงเบา แล้วคีบซูซิที่อีกฝ่ายให้เข้าปากช้าๆ และรสชาติมันก็อร่อยอย่างที่หมอหนุ่มว่าไว้จริงๆ

"เป็นไง อร่อยปะ?" คนหน้าหวานเอ่ยถามด้วยสีหน้าตื่นเต้น

"อร่อยมากครับ" หลงเว่ยตอบกลับด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับมองอีกฝ่ายด้วยแววตาหลงไหล

"เห็นมั้ย ฉันบอกแล้วว่าอร่อย" หมอหนุ่มบอกออกมาอย่างภาคภูมิใจ ก่อนจะกลับไปคับหมูในหม้อกินอย่างเอร็ดอร่อย ส่วนหลงเว่ยก็พยักหน้าเห็นด้วย แล้วยิ้มกว้างให้ท่าทางอารมณ์ดีของคนตรงหน้าอย่างอดไม่ได้ แล้วหลังจากนั้นทั้งคู่ก็กินกันต่อโดยไม่ได้พูดอะไรกันอีก แต่แล้วร่างโปร่งก็หยุดชะงักไปเสียดื้อๆ เมื่อเห็นใครคนหนึ่งเดินผ่านหน้าร้านไป

 

 

"หลง เดี๋ยวฉันมานะ" เขาไม่รอช้ารีบลุกพรวดออกไปจากร้านทันที หลงเว่ยที่ไม่รู้ว่สเกิดอะไรขึ้นเลยได้แต่นั่งงงอยู่ที่เดิม

 

ร่างโปร่งเดินตามชายร่างสูงที่แสนคุ้นเคยอยู่ห่างๆ ภาพตรงหน้ามันทำให้เขารู้สึกชาวับไปทั้งตัว เพราะผู้ชายที่บอกว่าชอบเขานักหนากำลังยืนยิ้มหน้าบานกับสาวสวยคนหนึ่ง

ทั้งคู่ดูเหมือนจะสนิทสนมกันมาก เพราะใบหน้าหล่อที่แสนเย็นชากำลังเผยรอยยิ้มออกมาเมื่ออยู่กับหญิงสาว ทั้งคู่ยืนอยู่ในร้านนาฬิกาหรูร้านหนึ่ง และหญิงสาวกำลังเลือกนาฬิกามาสวมใส่ให้ชายหนุ่มด้วยรอยยิ้มสดใส และภาพทุกอย่างมันบ่งบอกได้ชัดเจนแล้วว่าคนทั้งคู่เป็นอะไรกัน

 

'หึ เพราะแบบนี้สินะ มึงถึงหายไปทั้งวัน'

หมอหนุ่มแสยะยิ้มให้ตัวเองอย่างนึกสมเพช ก่อนจะหันหลังกลับแล้วเดินออกไปจากตรงนั้นช้าๆ ความเจ็บปวดมันแล่นเข้ามาโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว อกข้างซ้ายมันเจ็บเหมือนโดนอะไรหนักๆมาทุบซ้ำๆ มันทั้งเจ็บและจุกจนเขาพูดอะไรไม่ออก 'นี่สินะ ที่มึงเคยบอกว่าไม่ได้ล้อเล่นกับกู' หมอหนุ่มนึกถึงคำพูดของธันวาแล้วนึกสมเพชตัวเองยิ่งนัก ทุกอย่างมันเป็นเพราะความใจอ่อนของเขาแท้ๆ ที่โง่ไปหลงเชื่อคำหลอกลวงของผู้ชายแบบนั้น

ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บ หยดน้ำสีใสค่อยๆไหลลงมาอาบแก้มเนียนขาวช้าๆ ขายาวก้าวเดินไปตามทางเรื่อยๆเหมือนคนไม่มีสติ เพราะตอนนี้สมองเขามันเบลอจนคิดอะไรไม่ออกแล้ว รู้แต่ว่ามันเจ็บ เจ็บจนไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้

 

"นายจะไปไหนครับ" หลงเว่ยที่เห็นร่างโปร่งเดินอยู่ไกลๆก็รีบเดินไปคว้าแขนไว้ เพราะเขาเห็นว่าเจ้านายออกไปนาน จึงรีบเช็ดบิลแล้วเดินตามหา แต่พอชายหนุ่มได้เห็นหน้าหน้าผู้เป็นนายเขาก็ต้องตาโตด้วยความตกใจ เพราะใบหน้าหวานที่เคยมีรอยยิ้มก่อนหน้านี้ได้เปื้อนไปด้วยหยดน้ำตาไปแล้ว

"นายเป็นอะไรครับ! ใครทำอะไรนาย!" หลงเว่ยเอ่ยถามออกมาเสียงดัง เขาตกใจไม่น้อยที่หมอหนุ่มร้องไห้ออกมาแบบนี้ เพราะนี้เป็นรอบหลายปีที่เขาได้เห็นหมอหนุ่มร้องไห้อีกครั้ง เพราะเขาจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่อีกฝ่ายร้องไห้คือตอนที่พ่อกับแม่ของเฟยหยางตาย ซึ่งนั่นก็ผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว

 

"หลง ไปกินเหล้ากัน" หมอหนุ่มไม่ได้ตอบคำถามของหลงเว่ย แต่กลับมองสบตาอีกฝ่ายแล้วพูดสิ่งที่ตนคิดออกไปแทน

"นาย...ใครทำอะไรนายครับ" แต่หลงเว่ยก็ยังถามออกมาอีกครั้ง ใบหน้าหล่อดูสลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะรู้สึกเป็นห่วงความรู้สึกของเจ้านายเป็นอย่างมาก สายตาคมมองใบหน้าหวานที่เปื้อนน้ำตาด้วยความรู้สึกเจ็บปวด เพราะเขาไม่อยากเห็นคนที่เขารักต้องมาเสียน้ำตาแบบนี้เลย ถึงจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเจอเรื่องอะไรมา แต่เขาก็ดูออกว่าคนตรงหน้ากำลังรู้สึกเจ็บปวด เพราะแววตาที่สื่อออกมามันบ่งบอกทุกอย่างได้ชัดเจนอยู่แล้ว

"ฉันไม่เป็นไร แค่อยากดื่มน่ะ" หมอไป๋บอกกลับทั้งน้ำตา ก่อนจะใช้มือสวยเช็ดน้ำตาที่อาบแก้มออกลวกๆ จากนั้นก็ฝืนยิ้มหวานส่งไปให้หลงเว่ย

"ครับ เดี๋ยวผมจะพาไป" เมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมบอกเขาเลยไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากตบปากรับคำแล้วเดินตามคนหน้าหวานออกไปที่รถ

 

 

To be continued...

มาแล้วคร้าบบบ ตามสัญญา อิอิ หวังว่าเพื่อนๆคงจะชอบกันนะคะ ชอบไม่ชอบยังไงติชมได้เสมอค่ะ ไรท์ยินดีรับฟังและจะนำไปปรับปรุง และอยากขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจที่คอยมีให้กันนะคะ ไรท์มีกำลังใจมากๆเลย สัญญาค่ะว่าจะไม่ทิ้ง ถ้ามีเวลาขะมาอัพให้ทันทีค่ะ รักทุกคนจุ๊ปๆ 😍💗🙏🙏

อิอิ แต่อิพี่ธันงานงอกแล้วค่ะ ต้องมาลุ้นตอนหน้าว่าความจริงมันเป็นยังไง...

 

ความคิดเห็น