ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่เก้าสิบสอง ตำราเคล็ดวิชาล่อลวง

ชื่อตอน : ตอนที่เก้าสิบสอง ตำราเคล็ดวิชาล่อลวง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 394

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ธ.ค. 2563 10:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่เก้าสิบสอง ตำราเคล็ดวิชาล่อลวง
แบบอักษร

ตอนที่เก้าสิบสอง ตำราเคล็ดวิชาล่อลวง

“ชาติที่แล้วข้าต้องตายเพราะโดนน้องสาวและคนที่ไว้ใจหักหลัง แต่ข้านักฆ่าสาวที่เก่งกาจที่สุดของสาธารณรัฐจะล้างแค้นให้เจ้าเอง เมื่ออยู่ในชาตินี้วางใจเถอะ ข้าจะทำให้คนที่เคยทำร้ายเจ้าและพวกคนโฉดชั่วรับรู้เอง”

หญิงสาวนางหนึ่งที่พึ่งฟื้นคืนจากความตายสาบานกับตนเองท่ามกลางพระจันทร์วันเพ็ญ ซึ่งหวังลี่ก็ไม่รู้เรื่องนี้อีกเหมือนกัน

...

อันที่จริง องค์กรที่ผมคิดจะสร้างก็คล้ายกับองค์กรอาชีพนั่นล่ะ

ในทางเทคนิค สังคมหากไม่นับขุนนาง

สถานะทางสังคมก็แบ่งเรียงเป็น บัณฑิต ชาวนา ช่างฝีมือ และพ่อค้า

พ่อค้าทางเทคนิคถูกกดให้อยู่ชั้นล่างสุดในสังคม

แม้จะในแนวผู้ยิ่งใหญ่เขาเหลียงซาน

พวกโจรก็ยังอ้าแขนต้อนรับบัณฑิต ชาวนาต่างๆ แม้แต่เจ้าหน้าที่ทางการ หรือที่ด่ากันว่า สุนัขรับใช้ทางการ บางทีโจรก็ยังพออภัยหรือจับตัวพวกนี้เรียกค่าไถ่

แต่พ่อค้านี่โจรจะไม่ค่อยเอาไว้เท่าไร

ซึ่งก็ทำให้ผมค่อนข้างงมากว่า โลกแนวโรมานซ์นี้น่าจะมีธรรมเนียมหลายอย่างที่ต่างกันพอสมควร เพราะคนที่ชอบมาเกิดต่างโลกก็พยายามทำตนเองให้ร่ำรวยกันทั้งนั้น

ผมพยายามจะหลีกเลี่ยงการทำอะไรที่ฝีนขนบสังคมขนาดนั้น ชาวหุยหมวกน้ำเงิน(ยิว) แนะนำหลายๆวิธีการมาว่า การจะควบคุมสังคมน่ะ เราไม่จำเป็นต้องทำอะไรประเจิดประเจ้อขนาดนั้นก็ได้

มันไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่คือข่าวสารและความคิดต่างหากที่สำคัญกว่า

คนมักจะติดภาพว่าชาวหุยหมวกน้ำเงิน(ยิว)นั้นโลภโมโทสันแต่ไม่ใช่เลย

สายตาของพวกเขามองว่าทุกอย่างล่มสลายได้และเตรียมการไว้เสมอ ช่วงที่เขาหนีจากฮิตเลอร์ดำเนินกิจการต่างๆไปได้ดี

แต่พวกเขาต้องละทิ้งกิจการต่างๆหนีเอาชีวิตรอดไว้ก่อน และรู้ว่าทรัพย์สินเดียวที่พวกเขาจะเอาไปได้คือความรู้ที่อยู่ในหัว

ที่คงทนและมีค่ามากที่สุดเพราะติดอยู่กับตัวของพวกเขาจนกว่าจะตาย

หลี่ปู้เหว่ยเอาเงินของทั้งตระกูลไปลงทุนกับเจ้าแห่งรัฐเพราะเขารู้ว่าเงินพันตำลึงทองนั้นไร้ค่าเมื่ออยู่ต่อหน้าอำนาจของเจ้าแห่งรัฐในอนาคต

เงินสำคัญ แต่สิ่งที่ก่อเกิดมันสำคัญกว่า

นับเป็นเรื่องน่าเย้ยหยัน ตลกร้ายของโลกใบนี้  การที่ชาวหุยหมวกน้ำเงินที่คนทั่วไปมองว่าโลภโมโทสัน เป็นพวกที่ตระหนักได้ว่ามันมีสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่าวัตถุและตัวเงิน

สิ่งที่มีค่าจริงๆนั้นไม่อาจตีค่าเป็นเงินได้ รอดจากฮิตเลอร์มากิจการที่เคยสร้างไว้จะสร้างอีกหลายแห่งก็ยังได้

ผมหวังว่าคงไม่มีใครคิดว่าเงินจะสำคัญกว่าชีวิตจริงๆหรอกนะ

อ๊ะ

ตุบ

โป๊ก โป๊ก โป๊ก

ไล่ตงจิ้นโขกศีรษะอีกแล้ว โลกนี้นี่มันอย่างไรนะ

“คำพูดของท่านเปิดหนทางสว่างให้กับข้า ตอนแรกข้าหวังจะใช้ประโยชน์จากท่าน ตอนนี้ข้าเทิดทูนท่านด้วยใจจริงๆ”

ก็แสดงว่าเจ้าอาจจะเสแสร้งเก่งขึ้นแต่ไม่เป็นไรตราบใดที่

“เพื่อแสดงหลักฐานของความเชื่อใจ นี่คือตำราที่ข้าได้รับมอบจากยอดคนผู้ซ่อนกายท่านหนึ่ง ที่มอบให้กับข้าว่าด้วยการ”ล่อลวง” ขอรับนายท่าน”

ไล่ตงจิ้นยื่นตำราสีเหลืองเก่าที่เขาเก็บรักษาไว้ในผ้าแพรอย่างดีที่ไม่น่าจะมีอยู่ในตัวเขาที่เป็นชาวบ้านยากไร้

“ยอดคนลึกลับท่านี้ได้มอบตำรานี้ไว้ให้กับข้าและข้าก็เอาความรู้ที่ได้จากตำรานี้มาขอทานคนได้มากขึ้น แต่คำพูดของนายท่านเปิดสายตาของข้าให้กว้างไกลขึ้น เหนือกว่าหนังสือเล่มนี้เป็นไหนไหน เพื่อเป็นหลักฐานของความเชื่อใจข้าตึงมอบหนังสือเล่มนี้ให้กับท่านเพื่อแสดงหลักฐฐานของความภักดีที่ข้ามีต่อท่านขอรับนายท่าน”

ซึ่งหนังสือเจ้าก็อ่านไปทั้งหมดแล้วนั่นล่ะ แต่ผมก็ขอชมว่าเขาคิดถูก

ทางเทคนิคได้อาจารย์มาสอนก็ดีกว่าการอ่านตำราอย่างเดียว

ว่าแต่ ในโลกนี้ชอบมีมุกคนแก่มอบตำราให้ตลอดเลยหรือนี่?

มีทั้งปรมาจารย์เตียวก๊กแห่งพวกผ้าเหลืองก็มีท่านเซียนมามอบตำราให้

จางเหลียงยอดกุนซือของฮั่นโกโจเล่าปัง ก็มีชายแก่มามอบตำราให้

แม้แต่กิมย้งก็บอกว่าสามีของก๊วยพู๊ ไปเจอยอดคนสอนวิชาฝ่ามือให้ในถ้ำ

สงสัยนี่คือมุกของนิยายที่ว่า “ยุทธจักรชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์”อะไรเทือกนั้น

 

ที่คนที่เราเห็นว่าเป็นขอทานที่แท้จริงแล้วคือปรมาจารย์ของพรรคยาจกปลอมตัวมา

ผมใช้”สัมผัสบัณฑิต” อ่านหนังสือนั้นได้ในพริบตาเดียว

ฮืม ราวกับอ่านตำราโคตรโกงแนะแนววิธีการโกงของโลกปัจจุบันเลย

แต่กับผมที่อ่าน “อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ”มาแล้ว นี่ก็ไม่ใช่ระดับที่ผมจะไม่เคยเห็นแต่ประการใด

แต่เรียกว่าเป็นวิชาที่ก้าวหน้ามากสำหรับยุคนี้

การล่อลวง นั้นก็เป็นวิทยาศาสตร์และอาศัยศาสตร์และศิลป์อย่างหนึ่งที่สามารถฝึกและวิเคราะห์ได้

ไม่อย่างนั้นหน่วยพวกปราบอาชญากรรมทางธุรกิจคงไม่ต้องเข้าอบรมกันบ่อยๆเพื่อให้รู้เท่าทันพวกนี้ที่จะพัฒนาให้เป็นไปตามยุคสมัย

คนสมัยโบราณไม่ใช่คนโง่ ตำราโหราศาสตร์ นรลักษณ์ ดูคน ดูแมว ดูช้าง ดูม้า ลักษณะต่างๆก็พัฒนามาเป็นวิชาชีววิทยา กายวิภาคต่างๆในปัจจุบัน

อย่างที่กล่าวมาเพราะความแตกต่างทางร่างกาย เราจึงมีแนวคิดการตรวจจับรอยนิ้วมือหรือม่านตาในปัจจุบัน

รากฐานเรามาจากอดีต แต่เราพร้อมที่จะพัฒนาศาสตร์ต่างๆขยายขอบเขตของความรู้ออกไป

พวกเราจึงมีความรู้เพิ่มขึ้นเสมอ

ดุษฎีบัณฑิต หรือที่คนที่ทั่วไปเรียกว่าปริญญาเอก คือ การวิจัย ค้นหาความรู้ใหม่ที่มีอยู่เสมอ

 

แต่ผมก็ยอมรับว่ายอดคนที่ว่างๆไม่รู้จะทำอะไร มอบตำราให้ชาวบ้านอย่างนี้นับเป็นคนที่มีความรู้ก้าวหน้ามากๆ ถ้าเทียบกับคนทั่วไปในยุคนี้

และแน่นอนครับ ตามมุกแบบนี้ ในตำรานี้ได้ซ่อนคัมภีร์ลับแฝงการเดินลมปราณไว้อีกแล้ว

“­ขอบคุณเจ้ามากไล่ตงจิ้น และเจ้าโชคดีที่ลงเดิมพันตานี้ เพราะในตำรานี้มีการบันทึกตำราลมปราณซ่อนเอาไว้ ข้าคาดการณ์ว่ายอดคนที่มอบตำราให้เจ้า คงหวังจะให้เจ้าตีความออกด้วยตนเองแต่เมื่อเจ้าเลือกที่จะให้ข้า ก็ถือว่าเจ้าใช้วิธีอื่นเพื่อตีความสำเร็จเช่นกัน เคล็ดล่อลวง คือให้คิดต่างจากคนธรรมดาใช่หรือไม่? หนทางที่ต้องไป ไยต้องเดินทางที่ผู้คนเขาเดินกัน?”

“ตำรามีเคล็ดวิชาที่ซ่อนอยู่? แต่ข้าค้นหาเท่าใดก็ไม่เจอเลย”

ไล่ตงจิ้นกล่าวอย่างสงสัย

“เพราะมันเข้าเป็นรหัสน่ะ เรื่องสีของเส้นด้ายที่เย็บตำรานี้กับผ้าแพรที่ใช้ห่อ

 

หากเจ้าฝึกวิชายุทธมาก่อนจะหาความเชื่อมโยงกันได้ง่ายกว่า”

“นายท่านฉลาดปราดเปรื่อง บ่าวยอมรับนับถือแล้ว”

“ไม่ต้องเรียกตนเองว่าบ่าวหรอก หนทางไม่ได้มีหนทางเดียว ตำรานี้ก็บอกเจ้าไว้แล้วมิใช่หรือ ข้าคิดว่าเจ้ามีความสามารถมาพอที่จะพลิกแพลงหนทางของแผ่นดินนี้ได้ ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับในกรอบ

ยอดคนที่มอบตำราให้เจ้าก็คงเห็นเช่นเดียวกับเจ้าเป็นแน่ ว่าเจ้ามีพรสวรรค์มากพอ ข้าจะถ่ายทอดวิชาให้เจ้า แต่จะตั้งหน้าที่เจ้าไว้ด้วย เจ้าต้องวิจัยค้นคว้าหาหนทางที่เดินลมปราณได้ดีมากกว่าเดิมเสมอ”

“ค้นคว้าลมปราณ? แต่นายท่านนั่นไม่ออกเป็นวิชามาร...เอภัยข้าผิดไปแล้ว”

“ไม่ต้องคิดมากหรอก ปราณย่อมปรับรากฐานเสมอ วิชาที่ใช้อยู่ปัจจุบันคือวิชาที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าปลอดภัยเหมาะกับคนหมู่มากฝึกฝน แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะหาหนทางที่ทำให้ปลอดภัยและคนหมู่มากฝึกไม่ได้นี่? หน้าที่ของเจ้าที่น่าจะพอเข้าใจข้าในการหาหนทางใหม่ๆ คิดค้นตำรานี้ ให้คนหมู่มากฝึกได้มากที่สุดปลอดภัยที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นปราณที่ร้ายกาจที่สุด แต่สามารถทำให้แพร่หลายได้มากที่สุด”

ไล่ตงจิ้นทบทวนคำแพร่หลายมากที่สุด จากนั้นก็ยิ้มออกมา

“ข้าเข้าใจแล้ว นายน้อยมองการณ์ลึกล้ำกว้างไกล ข้ากลับคิดได้เพียงต้องการมีปราณให้แข็งแกร่งที่สุด แต่หากเราเดินหนทางอื่น ก็ได้เช่นกัน ไยเราต้องเดินตามคนอื่นเล่า ข้าจะคิดค้นคว้าให้พวกเราทุกคนสามารถฝึกลมปราณได้อย่างที่นายน้อยคาดหวัง”

“ดีมากข้าจะถ่ายทอดลมปราณจากตำราเล่มนี้ให้เจ้าฝึกฝน ยอดคนที่มอบให้คงคิดว่าร่างกายของเจ้าเหมาะกับวิชานี้พอสมควร แต่ข้าจะมอบลมปราณพื้นฐานของข้าให้เจ้าปรับร่างกายและจิตใจให้สงบด้วย จดจำไว้ แนวทางของพวกเรา คือฝึกง่าย ปลอดภัยและให้คนฝึกได้ด้วยจำนวนมากที่สุด และนี่คือการตั้งสมาธิใช้เหตุผลสามารถเพิ่มพูนการคิดวิเคราะห์ของเจ้าได้ หากเจ้าพบว่าใครมีปัญหาประการใดในการฝึก ให้จดไว้ว่าแต่ละคนมีปัญหาแบบใดและต้องใช้วิธีแก้ไขปัญหาแบบใด

จดจำไว้เสมอว่า ปัญหาแต่ละอย่างที่พบเจอมีค่ากว่าทองคำ รักษามันไว้ให้ดีเพราะนั่นคือเป้าหมายของเราในการแก้ปัญหา”

“รับทราบของรับนายน้อย”

ไล่ตงจิ้นทบทวนตำว่าปัญหามีค่ากว่าทองคำซ้ำทวนไปมา

นั่นคือแนววิชาของดุษฎีบัณฑิต ที่แม้แต่บัณฑิตอัจฉริยะ ที่ผ่านคณิตศาสตร์โอลิมปิค ก็บอกว่าต้องคิดใหม่ๆ หาทางตั้งคำถามให้ได้ ไม่อย่างนั้นก็หาหัวข้อวิจัยในปริญญาเอกไม่ได้

ผมมอบงานให้ตั้งคำถามและปรับปรุงแนวคิดพื้นฐานของวิชาลมปราณ

“ที่ทุกคนกล่าวว่าปราชญ์บัณฑิตหนอนตำรา ไม่มีแม้เรี่ยวแรงฆ่าไก่เป็นเรื่องที่ผิด ท่านปราชญ์เมธีขงจื้อสูงกว่าสองเมตร กำลังแขนแข็งแรงง้างธนู สังหารพยัคฆ์ ยิงวิหคตกจากฟากฟ้าได้ ท่านขับรถม้าไปไหนก็สามารถกระทำได้ แสดงว่าท่านปราชญ์เมธีมอบแนวทางให้เราว่า สติปัญญาที่เลอเลิศ ต้องได้รับการบ่มเพาะจากร่างกายที่แข็งแรงด้วย ข้าจะมอบวิชาปราณนี้แพร่หลายไปที่พวกยากไร้ทุกคนหรือแม้แต่ปราชญ์บัณฑิตที่ทำงานไว้ให้แก่เรา

ท่านปราชญ์เมธีชี้ทางให้แก่เราไว้แล้ว และข้าจะทดลองดูในการเป็นช่างฝีมือของสังคม

ท่านปราชญ์เมธีเอาคนออกจากคุกและสอนหลักศีลธรรมจรรยาให้กับคนผู้โง่เขลา ข้าก็จะให้อาหารที่อยู่ความรู้แก่เหล่าคนยากไร้ สร้างให้พวกเขาร่างกายแข็งแรงมีสติปัญญาที่ดี มีคุณธรรม เท่านี้ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของพวกเราแล้ว”

หรือที่เรียกว่า ลงทุนให้กับตนเอง

การที่เศรษฐี ให้เงินลูกหลานไปเรียนพิเศษ ภาษา ทักษะต่างๆ พวกเขาไม่ได้ลงทุนไปอย่างเหลวไหล วิชาความรู้ต่างๆนั้นมีคุณค่าจริงๆ

การเล่นดนตรีเพิ่มทักษะต่างๆ ก็มีส่วนเกี่ยวกับการเพิ่มไอคิวของคนเราด้วย

ขงจื้อไม่ใช่คนโง่แน่ๆ ต่อให้เราเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับเขาก็ตาม

...

ณ บ้านสกุลหวัง

“ฮิ ฮิ ต่อให้ข้าเจอการขัดขวางจากเหล่าตัวร้ายมากเท่าใด แต่อัจฉริยะอย่างข้าต้องเป็นตัวประกอบที่ร่ำรวยให้ได้ ไปสนพวกซื่อบื้ออย่างพระเอกทำไม ตัวร้ายเท่หล่อกว่าน่ากินกว่าตั้งเยอะ”

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว