email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Episode 6 ใจกลางความสงสัย

ชื่อตอน : Episode 6 ใจกลางความสงสัย

คำค้น : เซฟแมงป่อง ตบหลุมรัก My heart November นิยายวาย ตบจูบ ฟิวกูดรักมหาลัย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 23k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ธ.ค. 2563 18:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Episode 6 ใจกลางความสงสัย
แบบอักษร

Episode 6 

ใจกลางความสงสัย 

[Playsave]  

 

 

 

หลังจากวันที่ไปถ่ายภาพนิ่งเพื่อโปรโมทดาวเดือนประจำคณะก็ผ่านมาหลายอาทิตย์แล้ว ไม่ว่าจะเดินผ่านจุดไหนในมหาวิทยาลัยก็จะได้เห็นบิลบอร์ดไวนิลขนาดใหญ่ทั่วไปหมด ซึ่งถ้าให้พูดกันตรง ๆ ผมรู้สึกไม่ค่อยชอบใจสักเท่าไหร่เลย 

 

...เดินไปทางไหนก็มีแต่คนชี้นิ้วคนจับตามอง 

 

ที่สำคัญคือคนที่พูดไม่เก่งอย่างผมต้องมาถูกคนจับจ้อง ถูกพวกบรรดารุ่นพี่ที่ไม่รู้จักมาถามมาทักทายอยู่เป็นระยะยิ่งทำให้ผมต้องรู้สึกอึดอัดมากขึ้นไปอีก ผิดกับไอ้เพลงที่ดูจะเฟรนลี่เข้าได้กับทุกคนใครลากไปไหนมันก็ไปโดยไม่มีเกี่ยงงอนแม้แต่น้อย อิจฉาไอ้หินเหมือนกันที่มีเพื่อนสนิทดีขนาดนี้ 

 

แล้วถ้าพูดถึงเพื่อนสนิทตั้งแต่เกิดมาผมเองก็แทบไม่เคยมีเพื่อนเลยด้วยซ้ำ เพิ่งจะมามีก็ตอนอยู่มหา’ลัยนี่แหละที่สนิทกับหิน คะน้า ข้าวจี่และเพลงมันเป็นพิเศษ พูดไปแล้วก็แปลกเกือบครึ่งชีวิตที่ผ่านมาผมมีแต่แมงป่องคอยอยู่เคียงข้างมาตลอด ใช้เวลาอยู่ด้วยกันเกือบทุกวันจนเคยคิดว่าคงขาดมันไม่ได้อีกแล้ว 

 

Rrrrrrr… 

 

เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นจนผมต้องล้วงขึ้นมาดูอย่างรวดเร็ว น้อยคนนักที่จะมีเบอร์โทรของผมเพราะไม่ชอบการคุยผ่านมือถือนาน ๆ มันแบบไม่รู้จะคุยอะไร ไม่มีเรื่องเล่าเหมือนคนอื่นที่สำคัญถ้าใครโทรมาเรื่องไร้สาระผมจะรู้สึกรำคาญมากถึงมากที่สุด...แต่สายนี้ถ้าไม่รับจะมีข้อความด่ารัวกลับมาแบบอันลิมิต 

 

“ฮัลโหลครับปู่...” 

 

[มัวทำอะไรอยู่วะไอ้เซฟ! เดี๋ยวนี้กว่าจะรับสายกูได้เนี่ยต้องรอให้ปู่รำแก้บนก่อนรึไง] ก็เพราะเป็นแบบนี้ไงเลยไม่ค่อยอยากรับ 

 

“อะไรล่ะปู่โทรมาก็ด่าก่อนเลยนะ ไม่ด่าสักวันจะนอนไม่หลับรึไง?” 

 

[เออดิ เนี่ยกูนอนหลับตาไม่สนิทเลยพอไม่ได้ด่ามึง...ว่าแต่อาทิตย์นี้พอจะช่วยกลับมาบ้านได้รึเปล่า?] น่าแปลกที่วันนี้น้ำเสียงของปู่ดูตึงเครียดกว่าปกติยังไงก็ไม่รู้ 

 

“มีอะไรด่วนรึเปล่าครับ?” คือที่ถามไม่ใช่ไม่อยากกลับบ้านไม่คิดถึงปู่คิดถึงหลานแต่มันติดตรงเรื่องซ้อมกิจกรรมดาวเดือนนี่แหละ 

 

[ก็ไม่มีอะไรมากหรอก...แต่ช่วงนี้กูปวดหลังน่ะแล้วก็ไม่มีคนอยู่ดูแลไอ้สกอร์มันด้วยมึงพอจะช่วยกลับมาอยู่เป็นเพื่อนมันหน่อยได้ไหม?] …! 

 

“อ้าว แล้วพี่แซนไปไหนล่ะทำไมถึงไม่อยู่ดูแลน้องสกอร์” 

 

[เฮ้อ พักนี้ยัยแซนมันไม่รู้เป็นบ้าอะไร บ้านช่องก็ไม่ค่อยยอมกลับแล้วยังหายหัวไปเป็นวัน ๆ จนกูต้องเอาสกอร์มันมาเลี้ยงที่ร้านด้วยตอนนี้กูก็พยายามหาเนิร์สเซอรีที่พอจะเลี้ยงแบบค้างคืนอยู่ จะหอบมันมาที่ร้านทุกวันก็ไม่ไหวเสียงเพลงมันดังเด็กมันนอนไม่หลับแล้วกูก็ไม่อยากให้มันโดนยุงกัดเดี๋ยวจะเป็นไข้เลือดออกไปอีกรอบ] 

 

“ได้ครับปู่ คืนนี้เลิกเรียนกับซ้อมกิจกรรมเสร็จแล้วเดี๋ยวผมจะตีรถทัวร์กลับไปเลย” 

 

[ขอบใจนะเซฟที่มึงไม่ทิ้งหลานมันไปอีกคน] ผมไม่เข้าใจเลยที่ปู่พูดแบบนี้มันหมายความว่าอะไร แล้วใครทิ้งหรือที่พูดถึงจะเป็นแมงป่อง? แต่น้ำเสียงของปู่มันทั้งดูเหนื่อยและก็ท้อแท้กับอะไรบางอย่างจนผมเองก็ไม่สบายใจเลย 

 

“ขอบใจอะไรกันล่ะปู่...ทีปู่ยังเลี้ยงยังให้ผมมาตั้งเยอะแค่หลานคนเดียวทำไมผมจะดูให้ไม่ได้” 

 

[เออ งั้นมึงก็เดินทางดี ๆ นะ] 

 

หลังจากที่วางสายของปู่ ผมก็รีบไล่หาเบอร์โทรของพี่แซนในทันที...ตู๊ด...ตู๊ด...โทรติดแต่ไม่ยอมรับสายจนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมพี่แซนถึงขาดความรับผิดชอบได้มากขนาดนี้คิ้วผมคงขมวดเป็นปมแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลยแม้แต่น้อยเดินขึ้นห้องเรียนมาก็เจอพวกไอ้หินมันนั่งคอยอยู่กันหมดแล้ว 

 

“เป็นอะไรแต่เช้าวะมึงขมวดคิ้วซะหน้าย่นเลยเดี๋ยวก็แก่ก่อนวัยหรอก” หินมันหาวออกมาเหมือนคนนอนไม่พอเอื้อมนิ้วมือมากดนวดข้างขมับคลึงวนไปมาอย่างเบามือได้แต่ส่ายหน้ายิ้มให้มันนิดหน่อย 

 

“ไม่มีอะไรหรอกแค่มีเรื่องที่บ้านให้คิดนิดหน่อยน่ะ” 

 

“เหรอ?” หินมันกะพริบตาออกมาเหมือนกำลังจับผิดอะไรของผมบางอย่าง “ถ้ามีอะไรให้พวกกูช่วยก็บอกได้เลยนะเซฟ” ทั้งคะน้ากับข้าวจี่ต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย 

 

“ขอบใจพวกมึงมากกูจัดการเองได้แล้วหินมึงแค่ไปทำงานพิเศษมาก็เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว” ผมรู้ว่าอาทิตย์ที่ผ่านมาไอ้หินมันเริ่มไปทำงานพิเศษที่ร้านนวดเป็นสัปดาห์แรกแล้วยังทำตั้งแต่วันอังคารถึงวันพฤหัสบดีเลิกร้านก็ดึกกว่าร้านจะปิดก็ปาไปสามทุ่มรวมเก็บร้านทำความสะอาดกว่าจะถึงห้องก็เกือบห้าทุ่มนู่นเลย 

 

“มันไม่เหมือนกันสักหน่อยกูทำงานเพราะกูเบื่อที่จะต้องอยู่ห้องเฉย ๆ ต่างหากอีกอย่างกูก็อยากเก็บตังเอาไว้ซื้อกล้องถ่ายรูปด้วยแต่ที่กูอยากช่วยมึงเพราะมึงเองก็เป็นเพื่อนรักของกูเหมือนกันไอ้เซฟ” คำพูดของไอ้หินมันเหมือนกับน้ำเย็นที่ทำให้จิตใจของผมชุ่มฉ่ำอยู่เสมอ 

 

“พวกมึงจะนั่งมองตากันอีกนานไหมคะ? เดี๋ยวก็ฟ้าผ่าตายห่ากันพอดี” คะน้ามันก้มหน้าลงมาแซว “วันนี้เลิกเรียนบ่ายสอง หินไปกินขนมพร้อมกูกับข้าวจี่ที่หน้ามอไหม?” 

 

“มะ...ไม่ได้สิวันนี้กูต้องกลับไปทำความสะอาดห้องอะ” หินมันหลบตาคะน้าแล้วพูดขึ้นต่อ “มึงชวนเซฟมันไปสิคะน้าช่วงนี้มันดูเครียด ๆ พอดีเลย” 

 

คะน้ามันโบกมือไปมาอย่างเร็วรี่ “ไม่ได้ ๆ ไอ้เซฟวันนี้มันมีซ้อมเดินบล็อกกิ้งบนเวทีมันไปไม่ได้เด็ดขาดว่าแต่ช่วงนี้มึงกลับไปทำความสะอาดห้องบ่อยเกินไปแล้วนะมีอะไรปิดบังกูรึเปล่าเนี่ย” 

 

“ไม่มี้มมมม” เสียงสูงเชียว! แต่ก็เอาเถอะถ้าให้ผมเดาจากที่ไอ้เพลงมันเคยเล่าให้ฟังก็คงหนีไม่พ้นเรื่องไอ้พี่พายุแน่เลยได้ข่าวว่าพี่มันอยู่ตึกเดียวกับไอ้หินด้วย 

 

“คะน้าวันนี้กูต้องซ้อมถึงกี่โมงวะ พอดีเย็นนี้ต้องรีบไปขึ้นรถทัวร์ที่หมอชิตกลับบ้านด้วยสิ” 

 

“กูก็ไม่แน่ใจว่ะเซฟมึงลองถามพี่ที่กองกิจกรรมดูละกัน ยังไงถ้าติดธุระก็คงขอกลับก่อนได้อยู่แล้วมั้ง” ก็ได้แต่พยักหน้ายอมรับชะตากรรมเท่านั้นในเมื่อมันเป็นเหตุสุดวิสัยนี่หว่า 

 

ช่วงเวลาระหว่างเรียนผมก็เอาแต่กดเบอร์โทรหาพี่แซนตลอดแต่ทุกอย่างก็ยังคงเหมือนเดิมคือไม่ยอมรับสายผมเลย จนพอเลิกเรียนคลาสสุดท้ายลองกดโทรไปอีกครั้งคราวนี้ถึงกับปิดเครื่องไปเรียบร้อยแล้ว...อันนี้คือเริ่มโกรธจริงจังแล้วนะเป็นแม่ภาษาอะไรวะปล่อยลูกเอาไว้ให้อยู่คนเดียว 

 

พวกเราทั้งหมดต่างแยกย้ายกันหลังจากเดินลงจากตึกคณะซึ่งผมเองก็ต้องรีบไปที่หอประชุมกลางในทันทีเพื่อนเตรียมตัวซ้อมเดินบนเวทีและยังต้องไปขออนุญาตพี่กองกิจกรรมเพื่อขอลากลับไปทำธุระที่บ้านอีก พอมาถึงก็เห็นพวกพี่เคน พี่เอ พี่ยูจิสวมชุดนักศึกษาผูกเนกไทมาเต็มยศนั่งรอกันอยู่ก่อนแล้วเลยต้องยกมือไหว้พวกพี่มันไปตามมารยาท 

 

หันซ้ายมองขวาก็ยังไม่เห็นไอ้เพลงกับพี่พายุและอีกคนที่ไม่รู้จะนึกถึงทำไมตอนนี้...ไอ้แมงป่อง 

 

ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้นตลอดปีที่ผ่านมาตั้งแต่น้องสกอร์เกิดแมงป่องมันไม่เคยกลับมาเยี่ยมมาดูแลลูกตัวเองเลยแม้แต่ครั้งเดียว มันจะรู้รึเปล่าว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกมันบ้าง 

 

“เป็นอะไรของเอ็งไอ้เซฟมองหน้าพวกพี่อย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ” เสียงพี่เคนเรียกผมอย่างงุนงง นี่ผมทำสีหน้าแย่ขนาดนั้นเลยเหรอวะเอาจริงไม่รู้ตัวเลยด้วย 

 

“เปล่าครับพี่พอดีมีเรื่องให้คิดนิดหน่อย เออว่าแต่พี่เคนเห็นพวกพี่กองกิจกรรมบ้างไหมผมมีธุระต้องกลับบ้านเย็นนี้เลยว่าจะไปบอกก่อน” 

 

“พี่ยังไม่เห็นใครมาเลยนะ มีเรื่องอะไรสำคัญรึเปล่าฝากพี่ไว้ก็ได้เดี๋ยวพี่บอกพวกนั้นให้” 

 

“พูดกับไอ้เซฟมันซะเพราะเชียวไอ้เคน คุยแบบปกติก็ได้มั้งน้องมันดูเกร็งไปหมดแล้ว” พี่เอหันไปบอกเพื่อนตรงหน้าแล้วหันกลับมาพูดกับผมต่อ “มึงก็เหมือนกันเซฟคุยกับพวกกูเหมือนที่ไอ้น้องหินมันชอบพูดก็ได้พวกกูไม่ถือหรอก” ก็อยากจะทำหรอกนะแต่พอดีหน้าผมมันไม่ได้น่ารักเฟรนลี่เหมือนไอ้หินมันด้วยสิ ขืนพูดแบบนั้นเดี๋ยวพวกพี่มันจะหาว่าผมไปหาเรื่องอีก 

 

“แล้วนี่ต้องรีบไปรึเปล่า เห็นไอ้เคนมันเล่าว่าบ้านมึงอยู่ระยองที่เดียวกับไอ้แมงป่องมันไม่ใช่เหรอ? วันนี้ซ้อมเดินบล็อกกิ้งแล้วก็ซ้อมคิวอำลาตำแหน่งเหมือนวันจริงด้วยน่าจะเลิกค่ำ ๆ เลยแล้วมึงจะกลับยังไงเซฟมึงเอารถมารึไง” พี่ยูจิเงยหน้าจากมือถือขึ้นมาถามผมอีกคน 

 

“ผมไม่ได้เอารถมาพี่ถ้าเลิกไม่เย็นมากผมน่าจะไปทันรถทัวร์เที่ยวสุดท้ายที่หมอชิตตอนทุ่มนึงแต่ถ้าไม่ทันจริง ๆ ก็ต้องรอคิวรถตู้จนกว่าจะเต็มหรือไม่ก็ต้องเหมารถไปพร้อมกับคนอื่นแต่พี่ไม่ต้องห่วงหรอกครับวันศุกร์แบบนี้มีคนเดินทางไปบ้านเพเกาะเสม็ดตลอดทั้งคืนอยู่แล้ว” พูดจบพวกพี่มันสามคนถึงกับมองหน้ากันเลย 

 

“เอาแบบนี้ไหม? เซฟก็อยู่ซ้อมไปจนกว่าจะเลิกนั่นล่ะพวกพี่เองก็นัดกับพายุไว้ว่าจะพาพวกเอ็งไปกินข้าวตอนซ้อมเสร็จหลังจากนั้นเดี๋ยวพี่หาคนไปส่งให้ก็ได้หรือถ้าไม่มีพี่ไปส่งเองขับรถไปสองสามชั่วโมงก็ถึงแล้วดีซะอีกพี่จะได้นอนค้างเที่ยวทะเลสักคืนด้วย” 

 

“แต่...” ใครจะไปคิดว่าพวกรุ่นพี่มันจะประเสริฐขนาดนี้วะเกิดมาเพิ่งเคยพบเคยเห็น 

 

“ไม่ต้องแต่แล้วมึงอะ ไปซ้อมให้สบายใจเถอะทำหน้าที่ของมึงให้เต็มที่ส่วนเรื่องไปส่งมึงก็ไม่ต้องเกรงใจเดี๋ยวพวกกูนั่งรถไปเป็นเพื่อนไอ้เคนเอง” พี่ยูจิเอ่ยปากบอกจนผมเองก็ได้แต่พยักหน้า 

 

“เข้าใจแล้วก็เลิกทำหน้าเหมือนหมาตายแล้วรีบไปซ้อมเลยมึงน่ะ นั่นบนเวทีเขาเรียกเช็กชื่อแล้ว” พี่เอชี้ไปที่เวทีในขณะเดียวกันไอ้เพลงมันก็วิ่งหอบมาแต่ไกลพอมันยกมือไหว้พวกพี่ ๆ ก็รีบคว้าแขนผมออกมาเลย 

 

พวกกองกิจกรรมก็วางคิวมาแน่นเอียดจนผมเองก็เกรงใจไม่กล้าเอ่ยปากบอกว่าจะขอกลับก่อนเหมือนกันอย่างน้องตอนนี้มันก็สบายใจขึ้นมากที่ไม่ต้องตกรถ 

 

“เอาละค่ะทุกคนมารวมตัวกันตรงนี้ก่อน พี่มีเรื่องที่จะต้องแจ้งให้ทราบเพื่อให้ทุกคนเตรียมตัวเอาไว้ให้พร้อมสำหรับในรอบการโชว์แสดงความสามารถพิเศษเนื่องจากปีนี้มีผู้เข้าประกวดค่อนข้างเยอะกว่าทุกปีและเวลาในการขึ้นโชว์นั้นมีจำกัด พี่เลยอยากให้น้องลองเอากลับไปคิดดูว่าจะแสดงความสามารถอะไรกัน เช่นถ้าใครเล่นดนตรีพี่จะได้จัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกันขึ้นพร้อมกันไปเลยหรือลองคุยกันเองก่อนก็ได้นะคะว่าใครถนัดอะไรพอจะโชว์พร้อมกันได้ก็มาบอกพี่...พี่ให้เวลาหนึ่งอาทิตย์ลองกลับไปปรึกษากันแล้วค่อยกลับมาบอกนะคะ พี่จะได้ช่วยหาสถานที่ฝึกซ้อมให้อีกแรง” 

 

“คร๊าบ/ค่า” เสียงตื่นเต้นจากหลายคนฮือฮาขึ้นในขณะที่ผมกับไอ้เพลงหันมามองหน้ากันกะพริบตาปริบ ๆ แบบต่างคนต่างรู้เลยว่าคิดไม่ออกว่าจะแสดงอะไรดี 

 

ในขณะที่กำลังครุ่นคิดอย่างหนักสายตาผมมันก็ไปปะกับแมงป่องที่มองขึ้นมาบนเวทีที่ผมพอดิบพอดีที่คอคล้องกล้องตัวใหญ่เอาไว้ ส่วนในมือก็มีกล้องอีกตัวหุ้มปลอกหนังสีน้ำตาลอ่อนถ้าผมจำไม่ผิดกล้องตัวนั้นน่าจะเป็นของพี่พายุที่ฝากไว้ให้ใครบางคน 

 

สักพักแมงป่องก็หันตัวกลับไปคุยกับพวกพี่เคนด้วยสีหน้าเคร่งเครียดอยู่พักใหญ่ก่อนจะปรายตามองผมมาอีกครั้งแล้วเดินหายเข้าไปที่ห้องควบคุมเสียงที่อยู่ด้านหลังเวลานี้พอเห็นหน้าเขาก็อยากตามลงไปคุยเรื่องน้องสกอร์เลยแต่ก่อนที่จะได้คิดทำอะไรไอ้หินมันก็เดินตามหลังพี่พายุมานั่งตีมึนก้มหน้าตาอยู่หลังพวกพี่มัน 

 

“เอาล่ะเบรกกันก่อนสักสิบนาทีนะคะ ใครอยากไปทำธุระส่วนตัวหรือพูดคุยกันเรื่องการแสดงก็ทำได้เต็มที่เลยค่ะ” เพลงมันรีบลากผมให้ไปหาไอ้หินเลยเอาจริงก็แปลกใจไม่น้อยเพราะมันไม่เคยมาเลยสักครั้ง 

 

“ไปไงมาไงวะ ปกติไม่เคยมาดูพวกกูซ้อมเลยนิ” เพลงมันถามขึ้นด้วยรอยยิ้มร้ายบนใบหน้าจนผมเองก็ได้แต่กลอกตาทั้งที่มันเองก็น่าจะรู้อยู่แล้วจะไปแกล้งหินมันทำไมวะ 

 

“ก็มาให้กำลังใจพวกมึงแหละ” 

 

“ตอแหลเก่ง...กูเห็นมึงมาพร้อมไอ้พี่พายุ” หึ เห็นไอ้หินมันนั่งเขี่ยนิ้วตัวเองไปมาก็อดแกล้งมันไม่ได้อะ...ขอโทษนะเพลงกูเพิ่งรู้ว่าการได้แกล้งไอ้หินมันจะสนุกขนาดนี้ 

 

“เอาดี ๆ ไอ้หินระหว่างมึงกับพี่พายุมันเกิดอะไรขึ้น” 

 

“อ้อ เรื่องที่มึงเล่าให้กูฟังน่ะเหรอ” ถ้าให้เดาน่าจะเรื่องที่พี่พายุจูบไอ้หินแน่เลย แถมยังเป็นวันเดียวกันกับที่ผมจูบแมงป่องด้วย สายตาผมตอนนี้มองข้ามเพื่อนตรงหน้าไปที่ยังห้องควบคุมเสียงแต่ก็ไม่มีวี่แววว่ามันจะเดินออกมา 

 

“กูก็ไม่รู้ว่ะ ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนี้” น้ำเสียงมันสั่นเครือจนผมเองยังรู้สึกได้ มันรับรู้ได้ถึงความไม่มั่นใจแววตาหินที่มองตรงไปยังแผ่นหลังพี่พายุมันเป็นอะไรที่มากกว่าคำว่ารุ่นพี่รุ่นน้องแล้ว 

 

“หินกูจะถามมึงตรง ๆ เลยนะก่อนหน้านี้ที่กูไม่ถามออกมาเพราะมึงดูยังไม่ได้รู้สึกอะไรกับพี่พายุแต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้วสายตามึงที่มองพี่รหัสกูมันเปลี่ยนไป มันเป็นสายตาของคนที่หวั่นไหวและไม่มั่นใจ” 

 

“...กูยังคงคิดถึงเรื่องพี่ยูอยู่เพลง ในขณะที่พี่พายุมันก็เข้ามาอยู่ในสายตากู...กูกลัว กลัวว่าตัวกูเองที่กำลังตัดใจจากพี่ยู กลัวว่าถ้ากูเผลอชอบพี่มันไปแล้วมันไม่ใช่กูจะเจ็บยิ่งกว่าเดิม” ไม่อยากเชื่อว่าไอ้หินมันกำลังยอมรับว่าชอบพี่พายุ ถึงผมจะไม่รู้เรื่องของคนที่ชื่อพี่ยูก็ตามแต่ผมเข้าใจดีว่าการไม่ได้เป็นคนที่ถูกรักมันเจ็บแค่ไหน 

 

“กูไม่อยากเชื่อเลยว่ะ ว่าคนร่าเริงแบบมึงจะเป็นไปได้ขนาดนี้” ผมเอื้อมมือไปลูบหัวมันเบา ๆ “มึงไม่ต้องรีบหาคำตอบหรอกปล่อยให้เวลามันค่อย ๆ ก่อความรู้สึกของมึงเองก่อน” ถ้าเป็นไอ้หินมันต้องทำได้แน่เพราะมันเข้มแข็งกว่าผมหลายร้อยเท่า 

 

“มึงดูนั่นนะไอ้หิน พวกพี่แต่ละคนที่เขามองมาที่มึงเขาเคยทำให้มึงลำบากใจรึเปล่า? เขาเคยก่อกวนมึงจนต้องรำคาญไหม อย่างน้อยกับพี่พวกนั้นกูต้องยอมรับอยู่อย่างนึงเลยว่ะ” เพลงมันชี้ไปที่พี่เคน พี่ยูจิ พี่เอ ที่กำลังส่งยิ้มมองมา 

 

“ยอมรับอะไรเหรอ?” 

 

“เออ...พวกพี่มันรอให้มึงเป็นคนตัดสินใจเองไงถ้าไม่ใช่เพราะชอบมึงจริง ๆ ไม่มีใครมารอแบบนี้หรอก แถมพวกพี่มันแม่งโคตรแฟร์เลย” 

 

“อืม” หินมันพยักหน้าแล้วยิ้ม 

 

“อย่าเพิ่งรีบร้อนสิมึงความรู้สึกน่ะมันไม่มีทางลัดหรอกนะโดยเฉพาะกับคนอย่างมึงที่ยังไม่เข้าใจตัวเองเลย” ที่พูดนี่ก็หมายถึงตัวเองด้วยอะนะเพราะผมเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันมันมีเส้นบาง ๆ ระหว่างรักและเกลียดและไม่รู้เลยว่าปลายทางสุดท้ายผมจะเลือกไปทางไหน 

 

“แล้วมึงล่ะเซฟถ้ามึงชอบใครสักคนจะทำยังไง” คำถามของไอ้เพลงทำให้ผมสะดุ้งตัวโยงในจังหวะเดียวกับที่แมงป่องเดินออกมาจากห้องตรงหน้ามาทางพวกเราพอดี 

 

“ก็ไม่ยังไง กูก็จะทำให้เขาชอบเขารักเขาหลงกูพาตัวเองไปอยู่ใน ๆ ที่เค้ามองเห็นแล้วถ้าสุดท้ายมันยังไม่แคร์กู กูก็จะข่มขืนพาไปขังไว้ถ้าคิดจะหนีก็ต้องลงไม้ลงมือข่มขืนซ้ำ ๆ จนกว่าจะขาดกูไม่ได้” เท้าของแมงป่องมันหยุดกึกเมื่อได้ยินสิ่งที่ผมพูดออกมา 

 

“เหี้ยว่ะ!! แต่กูชอบ...กูซื้อ” ดูไอ้เพลงมันจะตื่นเต้นชอบใจกับสิ่งที่ผมเพิ่งพูดออกไปแต่ทำไมผมกลับไม่รู้สึกสะใจเหมือนที่คิดไว้เลยล่ะ? 

 

เสียงของสตาฟรุ่นพี่ดังขึ้นให้เราทั้งคู่ต้องหมุนตัวกลับ “พวกน้องสองคนไปเตรียมตัวเลยค่ะ เดี๋ยวซ้อมอีกรอบนึงนะคะจะได้กลับบ้านเลย” 

 

“สู้ ๆ นะพวกมึง” 

 

พอเดินกลับมาที่เวทีได้สักพักพายุก็เดินไปคุยกับแมงป่องกันสองคนจากนั้นพี่พายุมันก็เดินหายไปข้างหลังเวทีเลย ยืนมองแมงป่องมันเดินเข้าไปคุยกับไอ้หินแล้วยื่นส่งกล้องในมือมัน จากนั้นมันก็ควักป้ายอะไรสักอย่างขึ้นมาสวมคอไอ้หินแล้วออกไปจากหอประชุมในทันที 

 

“น้องเซฟคะ ตั้งใจหน่อยค่ะถ้ายังไม่พร้อมก็ไม่ต้องกลับ!” 

 

“ครับ...” ก็ไม่ได้อยากซ้อมอยู่แล้วไหม? ถ้าไม่ถูกบังคับไม่มาหรอกวุ่นวาย! 

 

สุดท้ายก็เป็นจริงอย่างที่พี่เคนบอกเอาไว้ไม่มีผิดคือเลิกดึกจริงด้วย แล้วยังไอ้หินที่ถูกพวกดาวต่างคณะเขม่นเพราะพี่พายุอีก ส่วนที่คาดไม่ถึงมากที่สุดคงจะเป็นเรื่องที่พี่พายุมันปกป้องหินแบบสุดตัวเลยนี่แหละไม่รู้ว่ามันจะรู้ตัวรึเปล่า แต่ก็อย่างว่าแหละคนที่มองจากภายนอกมันมักจะเห็นภาพรวมได้ดีกว่าเสมอ 

 

ต่อจากนั้นยังถูกพวกพี่มันยังลากไปทานข้าวอีกจะปฏิเสธก็พูดไม่ออกเลยกลายเป็นลากยาวไปเกือบสามทุ่มนู่นเลยพอกินเสร็จพี่เคนบอกให้ผมรอแป๊บหนึ่งพี่มันขอกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเลยต้องจำใจตามไอ้หินกับเพลงมานั่งที่คาเฟ่หน้ามอ แต่ดันมีใครไม่รู้มันสั่งขนมให้หินด้วยเป็นแพนเค้กเนยถั่วพอมันเห็นถึงกับตาแดงวิ่งลุกออกไปจากโต๊ะเลย 

 

เพลงมันก็เลยเล่าให้ฟังว่าคนที่ส่งขนมมาน่าจะชื่อพี่ยูและเป็นรักแรกของไอ้หินที่ไม่ได้เจอกันมากกว่าหกปีแล้ว พอฟังเพลงเล่ามันก็อดเศร้าตามไม่ได้หินมันเป็นคนเปิดเผยและร่าเริงอยู่เสมอไม่คิดว่ามันจะเฝ้ารักใครได้นานมากขนาดนี้ 

 

บนจานขนมมีการ์ดใบหนึ่งคว่ำอยู่จนผมต้องเอื้อมหยิบขึ้นมาอ่าน “น้องเจ็บพี่ก็เจ็บอย่าร้องไห้เลยนะ...คนดี” ข้อความสั้น ๆ บนกระดาษชิ้นเล็กมันเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์จนแม้แต่ผมกับไอ้เพลงยังน้ำตาซึมตามแบบไม่รู้ตัว 

 

...เวลาที่ผมเจ็บปวดแมงป่องจะรู้สึกไปพร้อมกับผมบ้างรึเปล่า... 

 

หินกับเพลงมันขอแยกตัวกลับหอก่อนเพราะมีเวลาเคอร์ฟิวถ้ากลับหลังเที่ยงคืนจะเข้าหอไม่ได้ ผมยืนมองนาฬิกาข้อมือไปพลางสอดส่ายสายตามองหารถของพี่เคน กดมือถือโทรหาปู่ก็ไม่รับน่าจะยุ่งอยู่ที่ร้านจนไม่มีเวลา จิตใจตอนนี้มันกระสับกระส่ายกังวลไปหมดห่วงเจ้าสกอร์มันด้วย 

 

ปี้น...ปี้น! 

 

เสียงแตรรถแฮทช์แบ็ก 5 ประตูดังขึ้นพร้อมกับไฟสูงที่สาดมาที่ดวงตาอยู่สองครั้งก่อนจะมาหยุดอยู่ตรงจุดที่ผมยืน 

 

กระจกรถค่อย ๆ เลื่อนลงจนผมต้องก้มตัวลงมองคนที่อยู่ภายใน 

 

...แมงป่อง! 

 

“ขึ้นมาสิอยากรีบกลับไม่ใช่รึไง?” ชายคนขับพูดขึ้นโดยไม่หันมามองหน้าผมเลยด้วยซ้ำ ยืนนิ่งไว้อาลัยให้ตัวเองอยู่สักพักก็ต้องจำใจเปิดประตูเตรียมจะนั่ง “มานั่งข้างหน้า! พี่ไม่ใช่คนขับรถของเซฟนะ” สุดท้ายก็ต้องยอมจำนนแต่โดยดีเพราะดูท่างานนี้ผมจะโดนไอ้พี่เคนมันต้มซะเปื่อยไม่มีชิ้นดี 

 

พยายามจะไม่มองแมงป่องแต่ก็อดไม่ได้ต้องเหลือบปรายตามองมันเป็นระยะ ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมวิธีการขับรถแบบเดิมมือเขากุมจับไปอยู่ที่เกียร์ออโตนั้นตลอดเวลา 

 

“พวกไอ้เคนมันมาไม่ได้เพราะกองกิจกรรมมันบังคับให้รุ่นน้องมาซ้อมพรุ่งนี้ พายุมันเลยไปคุยให้ว่าเซฟติดธุระทางบ้านด่วนและต้องกลับไปเอาอุปกรณ์ในการโชว์แสดงความสามารถด้วย ส่วนเคนเลยต้องไปดูแลน้องในคณะนิเทศให้พี่แทน” 

 

“มึงไม่ต้องทำมาพูดดีกับกูแมงป่อง!” เสียงตวาดของผมมันหลุดออกมาทั้งที่ยังคงสับสนอยู่ภายในไม่หาย ไม่อยากจะทำไม่อยากจะพูดแบบนี้แต่พอเห็นหน้ามันผมก็เก็บอาการไว้ไม่ไหว “มึงรู้รึเปล่าว่าลูกมึงตอนนี้เป็นยังไงบ้าง!” 

 

“...” 

 

“มึงมันเห็นแก่ตัวไม่เคยสนใจความรู้สึกใครไม่รับผิดชอบแม้แต่ลูกของตัวเอง...เลวยิ่งกว่าสัตว์!” แรงโทสะของผมมันระเบิดออกมาหลายอย่างที่เก็บไว้มานานมันก็หลุดปากออกมาหมด แมงป่องไม่ได้หันมองผมมีเพียงหยดน้ำตาที่กำลังรินไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างจากนั้นเขาก็ใช้แขนตัวเองปาดมันออกอย่างรวดเร็ว 

 

สิ่งที่เคยอยากพูดก็พูดออกไปหมดแล้วแต่ก็ไม่ได้ทำให้จิตใจผมสงบลงเลยแม้แต่น้อยกลับกันมันเหมือนมีคมมีดกำลังกรีดแทงหัวใจของผมเองจนต้องหันหน้าหนีมองไปด้านนอกตัวรถที่กำลังแล่นผ่านบรรยากาศมืดครึ้มสองข้างทาง 

 

ความเงียบหวนคืนมาภายในรถกับเครื่องปรับอากาศที่เย็นฉ่ำพานให้นึกถึงเรื่องราวในอดีต 

 

หลังจากขึ้นม.5 ด้วยหน้าตาที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคนบวกกับรูปร่างและผิวพรรณที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดทำให้หลายคนต่างพยายามเข้าหาในขณะที่บางคนก็ยังตั้งแง่แอนตี้ถึงขนาดเอารูปเก่า ๆ มาล้อเลียนก็มีแต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมสนใจคนพวกนั้นเลยสักนิด เต็มที่พวกมันก็แค่พูดลอย ๆ ให้ได้ยินเนื่องจากผมโตเร็วกว่าคนปกติในระดับเดียวกันยิ่งออกกำลังกายกล้ามเนื้อก็ใหญ่ขึ้นจนไม่มีใครกล้ามาหาเรื่องกับผมตรง ๆ  

 

สุดท้ายผมก็เลือกที่จะไม่คบ ไม่พูดกับใครเหมือนเดิมเพราะผมได้เรียนรู้แล้วว่าคนพวกนี้ไม่เคยจริงใจเลย มีเพียงแมงป่องคนเดียวที่ยังคงมารับผมไปเล่นกีฬาทุกเย็นตามที่เคยสัญญา ชีวิตนี้ขอแค่มีเขาเพียงคนเดียวผมก็ไม่ต้องการคนอื่นอีกแล้ว 

 

บ่อยครั้งที่ผมมักจะไปนั่งดูแมงป่องฝึกคาราเต้ที่ศูนย์เยาวชนหรือไม่ก็ออกไปเตะตะกร้อรอเขาจนกว่าจะฝึกเสร็จพอเล่นนานไปก็เริ่มชอบท่วงท่ามันสวยดีแต่ดูเหมือนแมงป่องจะไม่อยากให้ผมเล่นสักเท่าไหร่คงกลัวว่าลูกตะกร้อจะซัดเข้าหน้าสักวันล่ะมั้ง 

 

ทุกช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันผมเริ่มกลัวว่าถ้าเขาไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยเราคงไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกในขณะที่ผมกำลังมีความสุขที่สุด คนใกล้ตัวอีกคนกลับเปลี่ยนไปอย่างน่าประหลาด 

 

พี่แซนพี่สาวแท้ ๆ ของผมเริ่มเป็นคนเก็บตัวมากขึ้นจากที่แทบจะไม่เคยคุยกันอยู่แล้วเธอก็ไม่คุยกับผมเลยหลายเดือนก่อนหน้านี้ก็อารมณ์เสียบ่อยขึ้นกลับบ้านดึกบ่อยขึ้น กลับมาก็พาลทะเลาะกับปู่เป็นประจำพอถามปู่ว่าเกิดอะไรขึ้นแกก็ไม่ยอมเล่าให้ฟังเอาแต่บอกว่าไม่ใช่เรื่องของเด็กจนในที่สุดความจริงทุกอย่างก็ปรากฏออกมาตามกาลเวลา 

 

เธอท้อง...แซนน่าจะเริ่มตั้งครรภ์ตั้งแต่ยังไม่ขึ้นมอหกด้วยซ้ำและยังเก็บเป็นความลับมานานตลอดหลายเดือนโดยที่ไม่มีใครรู้ แม้แต่ผมเองก็ยังดูไม่ออกช่วงเวลานั้นแมงป่องก็ดูเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเขาเริ่มคุยกับผมน้อยลง บางครั้งก็ไม่มาเรียนหลายวันจนผมเองก็อดเป็นห่วงไม่ได้จนกระทั่งพี่แซนคลอดน้องสกอร์ออกมาช่วงปิดเทอมกลางภาคมัธยมปลายปีสุดท้าย  

 

การที่เด็กสาวคนหนึ่งท้องตั้งแต่ยังไม่จบมอปลายกลายเป็นเรื่องที่โจษจันในหมู่นักเรียน ปู่ถูกเชิญเข้ามาพบที่ฝ่ายปกครองพร้อมกับกรมกิจการเด็กและเยาวชนเพื่อหาแนวทางในการช่วยเหลืออยู่บ่อยครั้งและที่เลวร้ายที่สุดคือปู่ถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีคุณสมบัติเพียงพอในการอุปการะดูแลเด็กแรกเกิดรึเปล่า ที่โชคดีอย่างหนึ่งคือแซนยังได้กลับมาเรียนตามปกติเพราะอีกเทอมก็จะจบมัธยมปลายอยู่แล้ว 

 

ช่วงเวลานั้นมันเป็นช่วงเวลาที่ยุ่งและแย่ที่สุดของผม 

 

...ปู่กับพี่แซนไม่คุยกัน 

 

...ผมกับแมงป่องก็ไม่ได้เจอไม่ได้คุยกัน 

 

รู้ตัวอีกทีก็ได้ข่าวว่าเขาสอบติดมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพแมงป่องเปลี่ยนเบอร์โทรและขาดการติดต่อไปอย่างไร้ร่องรอย หลังจากน้องสกอร์เกิดมาได้ไม่นานความสงสัยว่าใครเป็นพ่อเด็กก็ไม่เคยจางหายไปจากความคิดเลยแม้แต่ครั้งเดียวจนวันที่แซนพาน้องไปฉีดยาตามกำหนด เมื่อเห็นว่าทางสะดวกดีผมจึงแอบเข้าไปในห้องของแซนเพื่อค้นหาเอกสารภายในห้อง 

 

แซนเป็นคนที่มักจะเก็บซ่อนทุกอย่างเอาไว้ภายในลิ้นชักตู้เสื้อผ้าแล้วชอบวางกุญแจเอาไว้หลังตู้เสมอจนเป็นนิสัยตั้งแต่เด็ก ด้วยส่วนสูงของผมมันไม่ยากเลยที่จะควานหากุญแจที่อยู่ด้านบนนั้น 

 

แก๊ก! เสียงปลดล็อกแผ่วเบาของลิ้นชักที่ลงกลอนเอาไว้อย่างแน่นหนา นิ้วมือค่อย ๆ รูดเก๊ะออกมาและสิ่งที่เห็นมันทำให้หัวใจผมแทบร่วงหล่น 

 

ภาพถ่ายมากมายของแมงป่องในหลากหลายอิริยาบถกระจัดกระจายอยู่ภายใน แผ่นกระดาษโพสอิทที่เขียนแปะข้อความวันเวลาที่ถ่ายเอาไว้ รูปหัวใจเล็ก ๆ ถูกขีดเขียนอัดแน่นเต็มไปหมดผมหยิบสมุดบัญชีออมทรัพย์ที่ถูกมัดด้วยหนังยางขึ้นมาดูไม่แน่ใจว่าแซนเอาเงินมาจากไหนมากมาย ทุกเดือนจะมีเงินเข้าหลายหมื่นบาท แต่สิ่งที่สะดุดตาผมมากที่สุดคือซองสีน้ำตาลที่ถูกซุกซ่อนเอาไว้ด้านล่างสุด 

 

แผ่นสูติบัตรของน้องสกอร์และอีกแผ่นที่อยู่ด้านล่างคือหนังสือรับรองบุตรผมไล่สายตามองไปที่ชื่อของบิดาผู้ให้กำเนิด 

 

...นายพฤศจิกา กมลเลิศ! ... 

 

มันเหมือนทุกอย่างได้ถล่มลงมาตรงหน้า คนที่แอบรักมาตลอดคนที่เจอหน้ากันทุกวันคือบิดาผู้ให้กำเนิดหลานชายที่แสนน่ารัก 

 

...และเป็นคนที่ทรยศความไว้ใจทั้งหมดของผมด้วยมือของเขาเอง 

ความคิดเห็น