ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่เก้าสิบ Tried and true method วิธีการที่แน่นอนเชื่อถือได้

ชื่อตอน : ตอนที่เก้าสิบ Tried and true method วิธีการที่แน่นอนเชื่อถือได้

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 432

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ธ.ค. 2563 09:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่เก้าสิบ Tried and true method วิธีการที่แน่นอนเชื่อถือได้
แบบอักษร

ตอนที่เก้าสิบ Tried and true method วิธีการที่แน่นอนเชื่อถือได้

“เรื่องของเงินและอำนาจเป็นของที่คนปรารถนาข้าเข้าใจดี แต่เรียกว่าคนที่ข้าสนใจที่สุดในที่นี้คือเจ้าไล่ตงจิ้น”

ผมชี้ไปที่ ไล่ตงจิ้นทำให้เขาแตกตื่นลนราน

“ข้าทำผิดแล้วขออภัย นายท่านโปรดอภัย”

ผมใช้กำลังปราณบังคับเขาที่นั่งอยู่ในแถวให้ลุกขึ้นนังแบบเดิมเพราะเดินไปพยุงจะรู้สึกเขินๆที่ต้องเดินกลับมาหน้าห้อง

“ข้าจะเล่านิทานให้ฟังอีกเรื่อง พวกเจ้าคงเคยได้ยินพ่อค้าหลี่ปู้เหว่ยในยุคของจิ๋นซีฮ่องเต้กันสินะ”

ทั้งห้องพยักหน้า

โลกนี้ก็แปลกๆเหมือนกับจะมีธรรมเนียมและตำนานต่างๆเหมือนกัน แต่กลับมาแปลกแยกกันในช่วงหลังๆ

แต่ก็ทำให้ผมไม่ต้องดัดแปลงอะไรขึ้นมาเอง เพราะยังมีขงจื้อและธรรมเนียมประเพณีที่เหมือนกันแบบเป๊ะๆอยู่

 

“หลี่ปู้เหว่ยถามบิดาว่า หากเอาเงินไปทำไร่ไถนาจะได้รับผลผลิตเท่าใด ? บิดาของเขาตอบว่าหากฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาลจะได้กำไรสิบเท่า หากเอาไปซื้ออัญมณีจะได้กำไรเท่าไร บิดาตอบว่าหากดูออกว่าเป็นอัญมณีชั้นดีจะได้กำไรร้อยเท่า หากเอาไปสนับสนุนคนให้เป็นจ้าวแห่งรัฐเล่า ? บิดาของเขาตอบว่าอย่างนั้นผลประโยชน์ก็เท่ากับประเมินไม่ได้แล้ว”

ผมหันไปดูปฏิกิริยาในห้องแต่พวกเขากลับเงียบฉี่

ผมกระแอม

“อะ แฮ่ม ซึ่งบทความนี้ก็แล้วแต่คนจะตีความ หลี่ปู้เหว่ยเขียนหนังสือรวบรวมความรู้ที่เป็นประโยชน์ ต่อให้นิสัยเขาเป็นอย่างไร ข้าขอชื่นชมในจุดนั้น ซึ่งข้าก็กำลังหาทางเขียนมหาสารานุกรม ที่ต้องให้พวกเจ้าช่วยในภายหลัง แต่ตอนนี้เอาเรื่องของไล่ตงจิ้นก่อน นั่นคือแนวคิดของสุดยอดพ่อค้าแห่งยุค นิสัยของเขาเป็นอย่างไรเดี๋ยวค่อยกลับมากล่าวภายหลัง แต่การคิดถึงเบื้องหลังของสรรพสิ่งและหลักการค้าตอบว่า

ไม่มีการลงทุนใดที่ได้กำไรมากไปกว่าการลงทุนที่เกี่ยวกับอำนาจแห่งรัฐ

และหากข้าขอกล่าวขยาย การลงทุนมีความเสี่ยงที่มองไม่เห็นหากพวกท่านไม่พิจารณาให้ดี

ประโยคท่อนแรก เงื่อนไขความเสี่ยงของการได้กำไรจากการปลูกค้าข้าวคือฝนฟ้าต้องตกต้องตามฤดูกาล อย่างงที่สองการค้าอัญมณีต้องดูออกว่าเป็นอัญมณีที่ดี

สองอย่างแรก มีความเสียงพอควรกับกำไร แต่หากเขาล้มเหลวในการค้าขาวหรืออัญมณี เขาก็แค่ลงทุนใหม่อีกครั้ง

อย่างที่สามลงทุนกับอำนาจแห่งรัฐ เขาสำเร็จได้เป็นคนรวยอันดับหนึ่งในแผ่นดิน แต่หากล้มเหลวก็กลับกลายเป็นเสียชีวิตบ้านช่องผู้คนล้มตาย

คนฉลาดที่มองเบื้องหลังแห่งเต๋าออกก็อาจพลาดพลั้งได้ แต่ข้าคิดว่าบทเรียนที่มีคุณค่ามากที่สุด คือบทเรียนที่อาจต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อชีวิตของคนฉลาดให้เราศึกษาพวกเขาไว้เป็นบทเรียน

และข้าคิดถึงนิทานเรื่องหนึ่งที่เคียงคู่กับไล่ตงจิ้น”

ไล่ตงจิ้นสะดุ้งอีกครั้ง

“ขอนายท่านโปรดประทานบอก”

ผมมองเขาอย่างแฝงความหมาย

“เจ้าดูเป็นคนฉลาดและน่าจะฝ่าฟันอุปสรรคไปได้หากให้เวลาเจ้าสักระยะหนึ่ง แต่ข้าไม่ต้องการให้เจ้าเดินทางที่ยากลำบากสายนั้นและได้กลายเป็นบุคคลอีกคนหนึ่งที่ข้าต้องการกลัวว่าจะเห็นเกิดขึ้น

คนคนนั้นได้รับการขนานนามว่ารวยที่สุด เป็นเทพแห่งโชคลาภ เมื่อตอนที่บิดาเขาตาย บิดาเขาไม่มอบทรัพย์สมบัติให้แม้แต่อย่างเดียวเพราะคิดว่าเขาจะเอาตัวรอดเองได้ ซึ่งเขาก็เอาตัวรอดได้จริงๆและกลายเป็นคนที่รวยที่สุดแห่งยุค”

คนรอบห้องทำสีหน้าประทับใจ

“แต่น่าเสียดายพราะการแสวงหาความร่ำรวยของเขา ทำให้ชาติรัฐอ่อนแอ ข้าศึกบุกประชิด ทรัพย์สินและชีวิตสาบสูญ ..บทเรียนที่แรกมาด้วยชีวิตของอัจฉริยะในประวัติศาสตร์ ว่าอย่าได้เห็นแก่ทรัพย์มากเกินไปจนละเลยซึ่งชาติรัฐ เพราะชาติรัฐสร้างความปลอดภัยให้กับท่านจึงสามารถค้าขายกันอย่างปรกติสุขได้ ที่ข้ามองไล่ตงจิ้นก็เพราะเชื่อว่าเขามีหนทางที่ไปเช่นนั้นได้ แต่ข้าไม่ต้องการให้เขาเน้นทรัพย์สมบัติจนเข้าเส้นทางด้านมืดของผลประโยชน์นั้นไป

คุณค่าของสิ่งของอยู่ที่ช่วงเวลาและโอกาส ดุจดั่ง กาละฟ้า ชัยภูมิดิน ประชาหนุน

ในตอนนี้พวกท่านอาจรู้สึกว่าทองคำมีคุณค่ามาก แต่หากติดอยู่ในห้องลับและโดนยาพิษ ท่านอาจจะคิดว่าไม่มีอะไรมีคุณค่ามากไปกว่ายาแก้พิษและคบไฟที่ช่วยหาทางออกอีกแล้ว มองเห็นคุณค่าของมัน มองเห็นวิธีการหามันได้ แต่อย่าให้มันครอบงำพวกท่านทั้งหลายได้”

ไล่ตงจิ้นยกมือคารวะอีกครั้ง

“ข้าน้อยละอายนัก จะเก็บคำสอนของนายน้อยฟังให้ขึ้นใจ”

ผมผงกศีรษะและกล่าวว่า

“จากการคำนวณของข้าเจ้าสามารถทำอย่างนี้สักสิบปีและน่าจะลงทุนค้าขายและร่ำรวยได้ในอีกสิบปี ข้าถือว่าชดเชยเวลาสิบปีของเจ้าเอามาทำประโยชน์เพื่อราษฎรทั้งแผ่นดินเถอะ” 

“ราษฎรทั้งแผ่นดิน ข้าไม่คิดจะมีความสามารถขนาดนั้น ขะข้า..” 

ไล่ตงจิ้นอ้ำอึ้งแต่ผมรู้ว่านี่เป็นขั้นตอนสำคัญ ตามสถิติผมก็ไม่คิดว่าเขาจะทำสำเร็จเช่นกันแต่การตั้งเป้าหมายวิสัยทัศน์ของกลุ่มต้องตั้งสูงๆไว้ก่อน 

“ถ้าหากพวกเราจะผิดพลาด ทำการใหญ่ๆไปเลยจะไม่ดีกว่าหรือ? ในเมื่อฟ้าให้กำเนิดเราต้องมีประโยชน์? ไยไม่ทำประโยชน์ให้กับประชาราษฎรทั้งแผ่นดิน?” 

ผมเดินไปตบบ่าไล่ตงจิ้น 

“ถ้าหากพวกเจ้ายังสงสัยว่าข้าต้องการอะไร ข้าก็ขอกล่าวว่าให้ท่านไล่ตงจิ้นนี่ ไม่ลำบาก จนต้องใจแข็งเดินหนทางด้านมืด ที่ข้าลงทุนทำไปในวันนี้ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว ข้าแค่ต้องการจะทำให้พวกท่านเห็นว่า คนเราสามารถช่วยเหลือกันได้ เพราะข้าได้อธิบายหลักแนวคิดของข้าให้พวกท่านฟังแล้วว่าข้าต้องการดำเนินการอย่างไร หรือพวกท่านมีอะไรที่คิดว่าข้ายังปิดบังอยู่อีก” 

ทุกคนคุกเข่าคารวะอีกครั้ง 

“ไม่มีแล้ว แนวทางของท่านอาจารย์เด่นชัดดั่งดวงตะวันที่กลางฟ้า พวกเราจะดำเนินรอยตามคำสอนของท่านอาจารย์ แม้ข้างหน้ามีขวากหนามก็ไม่บ่ายเบี่ยง” 

อืมคำพูดเหมือนพวกเราจะไปยกพวกตีกับคนอื่นเลยแต่ก็พอใช้ได้ 

“ดังนั้นข้าคิดว่าจะลองเริ่มสอนการคำนวณและอ่านหนังสือต่างๆให้กับพวกเจ้า แยกแยะกลุ่มคนที่สามารถอ่านหนังสืออกแล้วให้ช่วยเหลือคนที่ยังอ่านไม่ออกและ..” 

ผมพล่ามไปสารพัดของแนวทางที่จะยักย้ายเอาเงินของสำนักไท่ซานมาสร้างสำนักบูชาเทพเสินหนง สำนักก่อสร้าง และสำนักหลูปัน บวกกับโครงการมหาสานานุกรมของผมที่ผมสามารถใช้เคล็ดวิชาผลประโยชน์ทับซ้อน โยกงบมาจ้างงานบัณฑิตว่างงานนักเกาะกินที่อยู่ในตระกูลหวังให้ทำงานกับผมได้ น่าเสียดายที่โลกของความเป็นจริงซับซ้อนกว่าที่เราคิดกัน 

... 

โดยเนื้อหาสาระแล้วผมค่อนข้างกังวลว่าจะมีพวกบัณฑิตที่ไม่อยากทำงานมหาสารานุกรม แต่ก็มีคนที่ต้องการมีผลงานมากกว่าที่คิด 

แต่แนวคิดของพวกเขาคงทำงานรวมกันยากกว่าด้วยเหตุผลประมาณว่า 

“เจ้านั่นเป็นศิษย์สำนักหุบเขาปีศาจของกุยกู่จื๋อ ส่วนข้าสำนักคันฉ่องวารี สองสำนักของเราไม่ถูกกัน” 

ทำให้ในการจัดการให้พวกเขาทำงานนั้นชวนให้ผมปวดหัวเป็นอย่างยิ่ง 

หากเล่นเป็นเกมส์วางแผนสร้างเมือง การวางยูนิทสองสำนักต่างกันจะทำให้ติดดีบัฟแต่นี่คือโลกของความเป็นจริงที่มันต้องมีอะไรที่ซับซ้อนกว่านั้นนั่นล่ะ 

ช่วงสองสามเดือนมานี่ผมให้พวกเขาพยายามรวบรวมตำราเอกสารเก่าๆต่างๆ 

ตำราหลายอย่างที่ผมได้อ่านก็เพราฝีมือพวกนี้และหวังม่อที่ทำหน้าที่ติดต่อกับพวกนักเกาะกินบัณฑิตของหมู่ตึก 

แนวคิดตำรามหาสารานุกรมนี่ได้รับการสนับสนุนจากพวกบัณฑิตพอสมควร 

แต่พอจะให้ทำงานร่วมกันกับพวกกลุ่มอื่นนี่ก็ก่อให้เกิดปัญหาขึ้น 

พวกเขามีแนวคิดค่อนข้างดูถูกคนชั้นต่ำยากไร้ที่ไม่มีวิชาความรู้ 

ก็อาจจะจริง บัณฑิตหากได้ขึ้นชื่อกับราชสำนักนั้นจะได้อภิสิทธิ์หลายๆอย่างเช่น สิทธิในการว่าความในศาล 

สิทธิในการนั่งเก้าอี้โดยไม่ต้องคุกเข่า การเขียนหนังสือร้องเรียน และหากได้ตำแหน่งที่หนึ่งในการสอบแข่งขันก็จะได้ขี่ม้าจัดขบวนฉลองรอบเมืองหลวง 

นี่คล้ายกับแนวความคิด triumph ของแคว้นต้าฉิน(โรมัน)ที่จะให้คนสรรเสริญชื่นชมบัณฑิตไปทั้งเมือง 

หากชาวยุทธต้องการมีชื่อเสียงจากการประลองยุทธ บัณฑิตก็ต้องการมีชื่อเสียงทางด้านวิชาความรู้ให้คนชื่นชม 

โชคดีที่ผมพอจะช่วยให้พวกนี้มีความรู้สึกมีชื่อเสียงได้บ้างโดยการพิมพ์หนังสือเล่มเล็กๆออกไปก่อนให้ชาวบ้านได้อ่าน เป็นหนังสือพจนานุกรม สารานุกกรมฉบับย่อ 

หน้าที่พลเมือง แนวความคิดขบวนการบุตรพยัคฆ์ที่ผมเขียนเองและอื่นๆที่เป็นความรู้ทั่วไป 

แต่ความขัดแย้งก็มีมาอีกครั้งเมื่อผมพยายามจะทำให้หลายๆหน่วยร่วมมือกัน 

  

แต่เรื่องดีที่พอจะเห็นได้คือ พอมีความขัดแย้งจากนอกชนชั้น นอกหน่วยงาน ปัญหาความขัดแย้งภายในก็ดูจะหายไป หรือว่าแนวคิดที่ผมวางแผนจะทำนั้นถูกแล้วแนวคิด warmongerer และ nationalism ทีได้ผลดีมาตลอดเวลา

เมื่อมีปัญหาความขัดแย้งทุกข์ใจของปวงประชา ผู้นำก็ต้องสร้างศัตรูภายนอกขึ้นมาให้ชาวประชาภายในรู้สึกรักสามัคคี มีความรู้สึกเป็นคนในชาติเดียวกัน เป็นอย่างนี้ตลอดมาและตลอดไป

เราเรียกกันว่า tried and true method วิธีการทีได้รับการพิสูจน์ทดลองทำและได้ผลมาแล้วสามารถเชื่อถือได้

ผมสร้างองค์กรได้ แต่มันต้องมีเป้าหมายขององค์กรที่พอจะทำให้องค์กรต่างๆพวกนี้ร่วมมือกันได้ด้วย

และผมมีศัตรูอยู่แล้ว พวกสำนักมารกับท่านข่านนั่นเอง

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว