facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

นอกจากจะต้องข้ามเวลามาอยู่ในยุคไดโนเสาร์ที่แสนกันดารแล้ว ยังต้องได้สามีสุดหล่อที่เกลียดร่างนี้เข้ากระดูกดำพ่วงติดมาด้วยอีก ชีวิตเธอจะมีอะไรที่ซวยกว่านี้อีกมั้ย

ตอนที่ 23 ที่ทำขนม

ชื่อตอน : ตอนที่ 23 ที่ทำขนม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.9k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ธ.ค. 2563 11:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 23 ที่ทำขนม
แบบอักษร

 

แล้วเฉินเสวี่ยก็หันมาพูดกับอู่ชิงหวา 

“วันนี้ไม่มีส่วนของนาย เพราะนายเป็นเถ้าแก่ใหญ่ ไปอุดหนุนร้านฉันที่เลี่ยวจี้บ่อยๆ ก็แล้วกัน” 

อู่ชิงหวาทำหน้าเศร้า “ตอนนี้ขนมที่เลี่ยวจี้ขายดีมาก ไหนเลยยังต้องให้ฉันไปอุดหนุนอีก เธอจำกัดการซื้อ เอาออกนอกบ้านมาแค่กิโลเดียว ฉันอยากอุดหนุนก็มีให้ไม่พอ” 

เฉินเสวี่ยยักไหล่ “ตอนนี้ฉันต้องทำขนมราวร้อยยี่สิบกว่ากิโลในหนึ่งสัปดาห์ และต้องทำสามวัน เล่นเอาฉันปวดเอวไปหมด ขืนทำมากกว่านี้ ต้องตายแน่ๆ อีกอย่างนั่นเป็นกลยุทธ์ที่ลุงเลี่ยวคิด ในโรงอาหารยังขายคู่กับจับเลี้ยงและขายแพงกว่าด้วย” 

“ขนมแบบนี้ เธอไม่ควรทำคนเดียว ต้องมีที่ทำขนม แล้วเธอก็แค่ควบคุมให้เป็นไปตามสูตรก็พอ” 

“ฉันก็กำลังคิดเรื่องนี้อยู่ กะว่ากลับมาแล้วค่อยปรึกษานาย แต่ถ้าพูดถึงเรื่องทำตามสูตรได้หรือไม่นั้น บอกตามตรง ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ต้องทำของใหม่ออกมาอย่างสม่ำเสมอได้ถึงจะดี”  

อู่ชิงหวาพยักหน้า “ดี งั้นตอนขากลับเราค่อยคุยกัน” 

เหมียวเฉิงหย่งกับเฉินอ้ายหวาเดินอยู่ด้านหน้า อู่ชิงหวากับเฉินเสวี่ยเดินคุยกันอยู่ด้านหลัง พอเฉินอ้ายหวาได้ยินคำพูดของน้องสาว ก็ยกมุมปากขึ้นอย่างอดไม่ได้ ตอนนี้น้องสาวพูดออกมาแต่ละคำล้วนมีเหตุมีผล ยังเหมือนไม่ใช่เรื่องหนักหนาอะไรอีก นึกถึงเมื่อวาน ที่น้องสาวมาบอกตนอย่างหน้าชื่นตาบานว่า หาเงินได้แล้ว ดูจากลักษณะที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นของเธอในตอนนี้ เห็นทีชีวิตครอบครัวไม่มีผลกระทบต่อเธอแล้วจริงๆ 

อู่ชิงหวาขับรถเก๋งคันเล็กมา ทำให้เฉินเสวี่ยประทับใจในตัวเขามากขึ้นไปอีกขั้น ก่อนหน้านี้ตอนพบเจออู่ชิงหวา เขาขับรถตู้คันเล็ก เหมือนใช้บรรทุกของตามปกติ นึกไม่ถึงว่ายังมีรถเก๋งคันเล็กอีกคัน มองไปอีกทีก็เห็นว่า วันนี้เขาสวมเสื้อเชิ้ตรีดเรียบสีขาว กางเกงพอดีกับช่วงขา ดูแล้วนี่คงเป็นชุดปกติที่เขาสวมใส่เวลาไปเจรจาธุรกิจ ราวกับธุรกิจที่อู่ชิงหวาทำ ใหญ่กว่าที่เธอเคยคิดไว้มาก ธุรกิจมาตรฐานของกลุ่มคนที่จะรวยก่อนทำนองนั้น 

อู่ชิงหวาสนิทกับเหมียวเฉิงหย่งมาก พอติดต่อสื่อสารกับเหมียวเฉินหยงจนเข้าใจ เขาก็ดำเนินการทันที ตอนนี้นโยบายของรัฐในภาคใต้คลายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งรัฐเองก็ฉลาด มีสิ่งจูงใจให้คนมาลงทุนอีก เขาพาดูโรงงานในบริเวณนี้สามแห่ง การมีรถทำให้เร็วขึ้น ช่วงเช้าคนทั้งสี่ก็ขับวนรอบเมืองไปหนึ่งรอบแล้ว 

โรงงานแห่งแรกค่อนข้างใหญ่ การคมนาคมสะดวก เดิมเป็นโรงงานทำลูกกวาดเล็กๆ หลายปีก่อนทำต่อไม่ไหว จึงหยุดกิจการไป หลังจากนั้นก็ร้างมาตลอด ตัวโรงงานไม่ได้รับการดูแลรักษา จึงเห็นส่วนแตกหักเสียหายอยู่พอควร ราคาที่เสนอมาก็สูง แต่ถ้าคิดต่อตารางเมตรแล้วถือว่าถูก เพียงแต่ต้องซ่อมแซมมากหน่อย ก็เท่ากับเช่าที่เปล่านั่นล่ะ 

แห่งที่สองเล็กลงมาหน่อย เจ้าของคิดสร้างโรงงาน เพราะได้ยินว่ารัฐผ่อนคลายนโยบายเช่นเดียวกัน แต่ก็เกี่ยวกับการที่มีบ้านอยู่ในบริเวณนี้ด้วย จึงแบ่งที่ดินมาผืนหนึ่ง และสร้างโรงงานไปส่วนหนึ่ง ต่อมาพอคนที่บ้านรู้ ก็มาเอาเรื่องอยู่หลายครั้ง ไม่อนุญาตให้เขาเป็นนักลงทุน เขาจึงจนปัญญา ได้แต่ทิ้งเอาไว้แบบนี้ คนๆ นี้อู่ชิงหวาก็รู้จัก สุดท้ายแม้เขาลงทุนไปไม่น้อยในช่วงแรก ก็ต้องทิ้งไป เพราะไม่มีทางเลือก เปลี่ยนความคิดคนที่บ้านไม่ได้ แต่เขาก็ไม่อยากทิ้งไปทั้งหมดโดยไม่ได้อะไรกลับคืนมาเลย เขารู้ว่าอู่ชิงหวาทำธุรกิจอยู่ที่นี่มาตลอด รู้จักคนมาก เลยวานให้ช่วยดูหน่อยว่า มีใครพอจะรับช่วงต่อได้บ้าง ที่นี่แม้ยังสร้างไม่เสร็จ แต่มีการวางแผนไว้อย่างดี พื้นที่ไม่ใหญ่ แต่ตัวโรงงาน ที่พักคนงาน โรงอาหาร สำนักงาน โกดัง อะไรต่อมิอะไรก็ล้วนมีครบครัน 

แห่งที่สามเป็นโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าเก่า หลังจากเจ้าของย้ายโรงงานไป ก็ไม่มีใครมาเปลี่ยนแปลงหรือใช้งานต่อ พื้นที่มีอยู่ไม่น้อย และองค์ประกอบต่างๆ ก็เป็นไปตามลักษณะของโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า แต่ราคาที่ตั้งไว้เป็นราคาที่สูงที่สุดในบรรดาโรงงานทั้งสามแห่ง 

ซึ่งดูไปแล้ว ทั้งสามแห่งต่างก็มีจุดเด่นจุดด้อยของตัวเอง พูดไม่ได้ว่าแห่งไหนดีมาก เหมียวเฉิงหย่งดูมาหลายรอบแล้ว ก็ยังไม่ตัดสินใจ ทั้งสี่จึงเข้าไปในร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่ง กินมื้อกลางวันพลางหารือกัน 

อู่ชิงหวามองออกว่าเหมียวเฉิงหย่งยังลังเลใจอยู่บ้าง จึงไม่พูดโน้มน้าว การทำธุรกิจในตอนนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เงินลงทุนโดยทั่วไปแล้วก็คือน้ำพักน้ำแรงทั้งหมดของผู้ลงทุน จึงต้องให้เหมียวเฉิงหย่งตัดสินใจด้วยตัวเอง ซึ่งเฉินอ้ายหวากับเฉินเสวี่ยก็ยิ่งพูดอะไรไม่ได้มาก 

อู่ชิงหวาพูดกับเหมียวเฉิงหย่ง “นายไม่ต้องรีบตัดสินใจ ที่ตั้งโรงงานเป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่ง ฉันก็แนะนำอะไรนายไม่ได้ในที่นี้ เพราะฉันเป็นตัวแทนขายต่อ ไม่รู้เรื่องการหาโรงงาน รู้แค่ว่าควรเช่าที่เก็บของที่มีทางคมนาคมสะดวกหน่อยก็พอ โรงงานที่ดูมา นายก็ค่อยๆ คิดไป มีอะไรอยากถามและดูอีก ก็บอกฉันได้ทุกเมื่อ แล้วเราค่อยไปหาคนกัน” 

เหมียวเฉิงหย่งพยักหน้า เขารู้ว่าเรื่องนี้เขาต้องเป็นคนตัดสินใจเอง อย่างไรการนี้ก็ต้องลงทุนราวหมื่นสองหมื่นหยวน สำหรับคนธรรมดาที่มีรายได้ไม่กี่ร้อยหยวนต่อปีนั้น ไม่ใช่จำนวนเงินน้อยๆ เลย 

ระหว่างกินข้าว เฉินเสวี่ยก็อยากหาจังหวะหารือกับอู่ชิงหวาเรื่องที่ๆ พอจะใช้ทำขนมในเมืองได้ อย่างไรทุกครั้งก็ต้องนำวัตถุดิบกลับที่พัก ยุ่งยากน่ะไม่เท่าไหร่ แต่นานไปคนเห็นแล้วจะไม่ค่อยดี อย่างหมู่นี้ก็มีเพื่อนบ้านหลายคนมาถามไถ่ถึงที่บ้าน นั่งคุยกันเรื่องทั่วไปสักพัก ก็วกเข้ามาถามเฉินเสวี่ยว่าขนมทำอย่างไร ซื้อที่ไหน ได้กำไรขั้นต่ำเท่าไหร่ การถามแบบนี้ เมื่อก่อนเฉินเสวี่ยไม่เคยเจอจริงๆ แต่ไหนแต่ไหรมาในแวดวงสังคมของเธอ ไม่ค่อยมีใครคุยเรื่องเงินอย่างตรงไปตรงมาแบบนี้ ชนิดมาถึงก็ถามว่าเดือนหนึ่งๆ ได้เงินเท่าไหร่ 

เฉินเสวี่ยคิดๆ สมัยพ่อแม่ยังหนุ่มสาว ทุกคนน่าจะปฏิบัติกันแบบนี้ เนื่องจากยังไม่มีแนวคิดเรื่องความเป็นส่วนตัว กินข้าวหม้อเดียวกันมาตลอด บ้านไหนเป็นอย่างไร ทุกคนล้วนรู้ดี เห็นได้จากการที่เธออาศัยอยู่ในที่พักทหารมาได้ระยะหนึ่ง แล้วได้ยินคนในตึกตะโกนคุยข้ามห้องกันบ่อยๆ ว่าใครฝากฝังใครให้ทำงานอะไร เดือนหนึ่งได้เงินเท่าไหร่ บ้านไหนยืมเงินใครหลายสิบหยวนไปซื้อจักรยานคันใหม่บ้าง 

ทว่าสรุปแล้ว คนเหล่านี้มีรายรับไม่น้อย สามีภรรยาล้วนมีงานทำอย่างเป็นทางการ เพียงแต่มีเงินเหลือเก็บนิดหน่อยเท่านั้น ซึ่งถ้ามีผู้สูงอายุต้องเลี้ยงดู บวกกับลูกอีกคน อาศัยเพียงเบี้ยเลี้ยงในกรมกองของผู้ชาย ก็ชักหน้าไม่ถึงหลังแล้ว อย่างน้อยเฉินเสวี่ยก็ไม่อยากเป็นอย่างบ้านสกุลหลิน ที่พึ่งพาแต่เบี้ยเลี้ยงของหลินหวา แถมยังต้องจ่ายเงินครึ่งหนึ่งเพื่อเลี้ยงดูผู้สูงอายุกับเด็กเล็กๆ อีก โจวเสี่ยวเย่ว์ก็ไม่ได้ทำงาน แล้วคนบ้านนี้ใช้ชีวิต 

อยู่กันได้อย่างไร มิน่าเล่าถึงเลี้ยงเด็กได้ผอมกะหร่องแบบนั้น 

อย่างถ้าเฉินเสวี่ยค้าขายส่วนตัว แล้วเดือนหนึ่งมีรายได้เท่ากับคนที่ทำงานมาหลายปี ก็จะดูเกินหน้าเกินตาไป ตอนนี้เธอจึงได้แต่บอกพวกเขาว่าทำงานให้คนอื่น ทำขนมให้เถ้าแก่ แล้วได้ค่าจ้างมานิดหน่อย พวกเขาจะได้ไม่อิจฉาตาร้อน แต่แน่นอนว่า จะเป็นเช่นนี้ตลอดไปไม่ได้  

อย่างการที่เฉินเสวี่ยต้องทำงานหาเงิน เพราะรู้สึกชื่นใจทุกครั้งเวลาเห็นตัวเลขในสมุดบัญชีเพิ่มขึ้น พูดง่ายๆ ก็คือ เครื่องใช้ในบ้าน อาทิเครื่องซักผ้า เธอต้องรีบซื้อมาใช้ และต่อไประดับชีวิตความเป็นอยู่ก็จะทิ้งห่างคนในตึกไปอีกขั้น แล้วสถานการณ์เช่นนี้ ทุกคนจะสามารถสงบเสงี่ยมอยู่ได้หรือ เฉินเสวี่ยข้องใจยิ่ง 

ในยุคเธอ ตอนที่เธอเริ่มทำธุรกิจส่วนตัวอย่างอิสระนั้น ก็เคยเจอสถานการณ์เช่นนี้มา เพื่อนที่เดิมสนิทกัน พอได้ยินว่าเธอลาออกไปรับงานออกแบบเอง ก็กระแนะกระแหนโดยถามเธอบนโซเชียลมีเดียว่า ตอนนี้กิจการส่วนตัวทำเงินได้มากกว่างานประจำแล้วใช่ไหม ซ้ำยังชื่นชมเธอว่า เงินก็ได้มาก อิสระก็มี ยังไงช่วยออกแบบตกแต่งบ้านให้หน่อยได้หรือเปล่า 

แรกเริ่มเธอก็เห็นแก่ความเป็นเพื่อน วาดแบบคร่าวๆ ให้ดู โดยเกรงใจไม่กล้าพูดเรื่องเงิน สุดท้ายเพื่อนคนนี้ก็หลุดออกมาว่า เพื่อนตนคนหนึ่งกำลังหาคนออกแบบบ้านอยู่เหมือนกัน จะแนะนำให้ แบบอยากให้เฉินเสวี่ยออกแบบให้ฟรี ในที่สุดพอเฉินเสวี่ยขอเก็บเงินค่าแบบก็ไม่พอใจ รู้สึกว่าแค่รูปวาดไม่กี่ใบเอง ไม่เห็นลงทุนอะไร อีกทั้งเป็นเพื่อนกันมานมนาน ยังจะคิดตังค์กันอีก แบบนี้ไม่เห็นแก่หน้ากันนี่ จากนั้นความเป็นเพื่อนของทั้งสองคนก็หยุดอยู่แค่นั้น 

หลายปีผ่านไป เฉินเสวี่ยก็เริ่มมีชื่อเสียง และเงินที่หาได้ก็มากกว่าตอนทำงานประจำแล้วจริงๆ หล่อนก็มาผูกมิตรอีก เหมือนเมื่อก่อนไม่เคยเกิดอะไรขึ้นอย่างไรอย่างนั้น ทำเป็นชมว่าเฉินเสวี่ยออกแบบได้ดีอย่างโน้นอย่างนี้ บอกว่านางน่ะเห็นพรสวรรค์ของเพื่อนตั้งแต่แรกแล้ว ความสามารถในการเปลี่ยนเป็นคนละคนได้เช่นนี้ ทำให้เฉินเสวี่ยหัวเราะไม่ออก ร้องไห้ไม่ได้จริงๆ 

จากกรณีดังกล่าว ตอนนี้พอเห็นสีหน้าเพื่อนบ้านแต่ละคน จึงมิสู้ทิ้งระยะห่างไว้หน่อยในการคบกันเสียแต่แรกดีกว่า อย่างน้อยก็ย้ายงานที่มีความเคลื่อนไหวชัดเจนออกมาข้างนอก ตัดความกังวลของคนอื่นไป ถึงตอนนั้นถ้ามีคนถาม ก็บอกว่าเถ้าแก่เปิดโรงงานในเมือง ตนจึงไปทำงานให้ก็สิ้นเรื่อง ใช่ว่าเฉินเสวี่ยมองคนในแง่ร้าย แต่หมู่นี้เพื่อนบ้านเหล่านี้สร้างความรำคาญใจให้เธอจริงๆ ทำให้เธอต้องตัดสินใจทำเช่นนี้ 

“ชิงหวา ฉันอยากหาห้องเล็กๆ ในเมืองสักห้อง เอาไว้ทำขนมน่ะ นายพอจะรู้จักคนกลางที่สามารถช่วยฉันหามั้ย”  

ตอนนี้ยังไม่มีห้องเช่าเชิงพาณิชย์อะไร เฉินเสวี่ยจึงคิดเช่าห้องว่างสักห้องนึงไปก่อน เนื่องจากยุคนี้ไม่ใช่ยุคอนาคต ที่มีคนของบริษัทเอเจนซี่นั่งโฆษณาเรียงรายอยู่ข้างทาง ชนิดเดินงงๆ เข้าไปในบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ก็จะมีพนักงานนำห้องเช่าหลายสิบห้องมานำเสนอ ส่วนเธอในตอนนี้ที่ปกติไม่ค่อยได้เข้าเมือง จึงไม่รู้จริงๆ ว่าจะเริ่มต้นหาจากไหนดี 

อู่ชิงหวาขบคิด “คนกลาง? ไม่มีนะ แต่ตอนนี้ถ้าใครต้องการห้องเช่า โดยทั่วไปแล้วคนแถวนี้รู้ทั้งนั้น 

เธอเลือกย่านก่อน จากนั้นก็ไปถามเอาแถวนั่น ก็ได้แล้ว เธออยากได้ห้องที่แยกออกมาเดี่ยวๆ สิ” 

เฉินเสวี่ยพยักหน้า “อืม ดีที่สุดเป็นห้องที่มีลาน ไม่ต้องกว้างมาก ที่สำคัญคือเป็นที่ๆ วัตถุดิบส่งถึง พอทำขนมเสร็จ ก็ต้องขนขนมออกมาได้ เพราะขนมบางชนิดผิวบางกรอบ กระแทกมากไม่ได้ ขนออกมาจะมากจะน้อยก็ต้องมีบรรจุภัณฑ์ที่ดี พอทำเป็นจำนวนมาก เดือนหนึ่งๆ ค่าขนส่งก็ไม่น้อย ไม่สู้เช่าห้องๆ หนึ่งในเมือง ทำกันในเมืองนี่ล่ะ” 

อู่ชิงหวาคิดๆ แล้วก็พยักหน้า “ก็จริง การขนของห่อใหญ่ๆ เข้าออกบ่อยๆ จะรบกวนผู้อยู่อาศัยในตึกชั้นเดียวกันกับเธอ”  

เขาออกมาทำการค้าหลายปีแล้ว พบเห็นผู้คนมามากมายหลายรูปแบบ เมื่อพูดเช่นนี้ก็ย่อมคิดว่า พอคนในอาคารที่พักเห็นเฉินเสวี่ยทำอะไรเช่นนี้ในห้อง ก็ต้องตาร้อน แต่ตอนนี้มีเฉินอ้ายหวานั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วย เขาจึงไม่สามารถพูดออกมาหมดต่อหน้าว่า ครอบครัวของคนในกองทัพนี่ล่ะตัวดี 

เฉินเสวี่ยหัวเราะ “ก็ใช่น่ะสิ อีกอย่างบอกตามตรง ฉันทำคนเดียวก็มีเหนื่อยบ้าง ดีที่สุดต้องจ้างคนมาช่วยอีกสองคน แบบนี้ช่วงกลางวัน ฉันก็เข้ามาดูๆ หน่อย สอนพวกเขาทำ ปรุงรสในจุดที่สำคัญเป็นใช้ได้ อย่างการต้มและบดถั่วแดงทุกๆ สัปดาห์ ทำเอาฉันปวดมือไปหมด” 

“งั้นบ่ายนี้ก็ดูที่ไปก่อนแล้วกัน ตอนนี้หาที่ต้องเสี่ยงโชคเอา ไว้สายๆ ฉันค่อยพาเธอไป” 

“ไม่ต้องหรอก ในเมืองแค่นี้เอง ฉันเดินเองได้ ขืนขับรถ แล้วมีเถ้าแก่ใหญ่อย่างนายพาไป คนเขาจะคิดค่าเช่าฉันแพงสิไม่ว่า” เฉินเสวี่ยยิ้มตาหยีพลางปฏิเสธอย่างละมุนละม่อม  

ตรงไหนทำเองได้ เธอก็จะทำเอง พยายามเป็นหนี้บุญคุณคนให้น้อยที่สุด อู่ชิงหวาเป็นเพื่อนที่ดีของเหมียวเฉิงหย่ง จึงมาแต่เช้า แต่ละแห่งที่ดูกันมา เขาก็ช่วยติดต่อให้ เรื่องของเธอจึงเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เธอจัดการเองได้ โดยตั้งแต่รู้จักกันมา ระหว่างเธอกับอู่ชิงหวา แม้นับว่าสนิทกัน แต่ทั้งสองก็ไม่เคยเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากอีกฝ่ายจริงจัง คบกันแบบนี้แหละดี 

อู่ชิงหวาก็ไม่เกรงใจอะไรเธอมากอีก เขาคบเพื่อนมามาก แต่ยังคงรู้สึกว่าเฉินเสวี่ยเข้ากับเขาได้ดี แม้เธออายุยังน้อย แต่คิดอ่านและทำอะไรแบบคนมีประสบการณ์ คล่องแคล่วว่องไวแบบคนทางเหนือ ไม่มีอะไรมาก เพื่อนแบบนี้ เวลาอยู่ด้วยกัน คุยกันแล้วรู้สึกสบายใจ 

อีกอย่างเขาก็นับเป็นคนที่เฉินเสวี่ยรู้จักตอนเพิ่งมาถึงที่นี่ สองเดือนกว่าที่ผ่านมา เขาดูออกว่าชีวิตของเฉินเสวี่ยดีวันดีคืน ซึ่งเขาเชื่อความสามารถในการดูคนของตัวเองพอควร คนอย่างเฉินเสวี่ย เขาดูออกว่า สามารถทำอะไรบางอย่างในอนาคตได้ ครั้งนี้ได้เจอพี่ชายเธอ ได้ฟังเหมียวเฉิงหย่งพูดถึงครอบครัวเธอ อู่ชิงหวาจึงไม่รู้สึกแปลกใจ ก็ครอบครัวเช่นนี้ล่ะ ที่สามารถอบรมเลี้ยงดูลูกสาวให้มีวิสัยทัศน์แบบนี้ได้ เพียงแต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้แต่งงานเร็วนัก ทว่าความคิดนี้วาบเข้ามาในสมองของเขาแล้วผ่านไป ถูกปล่อยวางลง 

พอทั้งสี่กินข้าวอิ่ม ก็แยกย้ายกันไป เหมียวเฉิงหย่งกลับไปคิดพิจารณาเรื่องโรงงาน แม้อู่ชิงหวาบอกให้เขาคิดให้รอบคอบ แต่เขาอยากตัดสินใจให้เร็วหน่อย จะได้รีบเตรียมงานและเปิดกิจการแต่เนิ่นๆ เฉินอ้ายหวาจึงไปเดินดูห้องเป็นเพื่อนเฉินเสวี่ย 

เฉินเสวี่ยไม่ได้เลือกห้องที่อยู่ใกล้เลี่ยวจี้จนเกินไป ตรงนั้นถือเป็นเขตการค้า มีคนทำการค้าเล็กๆ น้อยๆ มากมาย ค่าเช่าห้องย่อมแพงกว่าที่อื่น ที่ทำขนมของเธอ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในที่ๆ มีคนพลุกพล่านแบบนั้น 

ความคิดเห็น