facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

นอกจากจะต้องข้ามเวลามาอยู่ในยุคไดโนเสาร์ที่แสนกันดารแล้ว ยังต้องได้สามีสุดหล่อที่เกลียดร่างนี้เข้ากระดูกดำพ่วงติดมาด้วยอีก ชีวิตเธอจะมีอะไรที่ซวยกว่านี้อีกมั้ย

ตอนที่ 22 เข้าเมือง

ชื่อตอน : ตอนที่ 22 เข้าเมือง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.3k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ธ.ค. 2563 12:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 22 เข้าเมือง
แบบอักษร

 

หลัวต้าอวี่ให้เนี่ยเสียวอวี่นอนในห้องตน ส่วนตนก็รีบอาบน้ำแล้วกลับค่าย 

นี่เป็นครั้งแรกในรอบสองเดือนกว่า ที่เขากินข้าวเย็นในบ้าน แต่ไม่ได้นอนในบ้าน จึงไม่ค่อยชินสักเท่าไหร่ หลัวต้าอวี่คิดๆ แล้วก็ขำ ตนใช้ชีวิตแบบนี้จนชินแล้วจริงๆ สัปดาห์หนึ่งกลับบ้านครั้งหนึ่ง เหมือนหยุดพักผ่อนอย่างไรอย่างนั้น 

รอจนหลัวต้าอวี่ไปแล้ว เนี่ยเสียวอวี่จึงค่อยๆ นั่งลงบนเตียงของเขา จริงๆ แล้วหน้าร้อนแบบนี้ ใครๆ ก็ต้องปูเสื่อนอน และก่อนนอนควรจะเช็ดเสื่อสักรอบ เวลานอนจะได้เย็นสบาย แต่เนี่ยเสียวอวี่ไม่เช็ด นอนลงอย่างนี้ล่ะ พลางคิดว่าวันก่อนพี่ต้าอวี่ก็นอนบนเตียงนี้ บนเตียงยังมีกลิ่นอายของพี่ต้าอวี่อยู่ ได้แต่รู้สึกว่าจะทำให้นอนหลับฝันดี อย่างไรตอนนี้ตนก็อยู่ข้างๆ พี่ต้าอวี่แล้ว จึงไม่คิดอะไรอีก ถ้าเป็นเช่นนี้ตลอดไปได้ ก็คงดี 

เฉินเสวี่ยนอนหลับสนิทจนถึงหกโมงเช้า แล้วจึงลุกตื่น บิดขี้เกียจไปมา ค่อยก้าวลงจากเตียง พอเดินออกนอกห้อง ก็เห็นเนี่ยเสียวอวี่ตื่นแล้วเหมือนกัน และกำลังยุ่งอยู่กับเตาแก็ส  

“เสียวอวี่ตื่นเช้าจัง” 

พอได้ยินเสียงของเฉินเสวี่ย เนี่ยเสียวอวี่ก็หันมอง พลางยิ้มหวาน 

“อรุณสวัสดิ์อาซ้อ ฉันกำลังต้มโจ๊กอยู่พอดี เตาแก็สแบบนี้ฉันใช้ไม่ค่อยเป็น เมื่อวานพี่ต้าอวี่สอนแล้ว แต่เมื่อเช้าฉันก็ยังเงอะงะอยู่ อย่างที่อาซ้อว่า ฉันนี่มันโง่จริง อิจฉาอาซ้อที่จบชั้นมัธยม แถมยังทำงานบ้านเป็นด้วย” 

เฉินเสวี่ยหัวเราะ “เตาแก็สแบบนี้ใช้ลำบาก งั้นวันนี้ก็รบกวนเธอแล้ว มีอะไรจะให้ฉันช่วยหรือเปล่า” 

“ไม่มีๆ อาซ้อไปพักผ่อนเถิด เดี๋ยวฉันก็ทำเสร็จแล้ว แล้วพี่ต้าอวี่จะกลับมาทานข้าวเมื่อไหร่หรือ” 

เฉินเสวี่ยคิดๆ “ปกติมื้อเช้าเขาไม่กลับมากินที่บ้านนะ แต่วันนี้ไม่แน่ เพราะมีเธออยู่...อีกสักพัก ฉันจะออกจากบ้าน เที่ยงก็ยังไม่กลับ ในบ้านมีของสดอยู่ มื้อกลางวัน ถ้าเธออยากทำก็เอามาทำได้ ถ้าไม่อยากก็ไปกินที่โรงอาหาร ฉันวางคูปองอาหารไว้ในลิ้นชัก” 

พอเนี่ยเสียวอวี่ได้ยินว่าหลัวต้าอวี่อาจไม่กลับบ้าน มือก็ชะงัก “จริงด้วย พี่ต้าอวี่ยุ่งขนาดนั้น คงไม่มีเวลากลับมากินข้าวที่บ้านหรอก” 

เฉินเสวี่ยมาทักทายเล็กๆ น้อยๆ ค่อยไปอาบน้ำ จากนั้นก็ดื่มน้ำอุ่นแก้วหนึ่ง แล้วจึงเล่นโยคะเช้า 

เนี่ยเสียวอวี่ต้มโจ๊กเสร็จ ก็เดินออกมา และเห็นเฉินเสวี่ยกำลังหงายตัวและดัดตัวเป็นรูปวงรีในท่าอูฐ 

“อาซ้อกำลังทำอะไรน่ะ”  

เนี่ยเสียวอวี่เกิดมายังไม่เคยเห็นใครทำอะไรแปลกๆ แบบนี้ จึงเบิ่งตากลมโตมอง 

เฉินเสวี่ยไม่ตอบในทันที หายใจยาวๆ แล้วนับจังหวะหายใจของตน พอทำท่านี้เสร็จ ค่อยคลายตัวลง 

“เล่นโยคะนิดหน่อย ถือเป็นการออกกำลังอย่างหนึ่ง ยืดเส้นยืดสาย” 

“อาซ้อเก่งมากเลย ท่าแบบนี้ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน แต่อาซ้อก็ยังทำได้”  

เนี่ยเสียวอวี่พูดพลางชื่นชม นึกอยากจะทำท่าประหลาดๆ แบบนี้บ้าง โดยไม่กลัวว่าใครเห็นแล้วจะตกใจ อย่างที่พูดกันว่า คนเมืองอยู่ว่างๆ จนเบื่อ ก็เห็นจะเป็นเรื่องจริง ไหนเลยจะเหมือนชนบท ที่มีเรื่องให้ทำไม่จบสิ้น จะหาเวลาที่ไหนไปออกกำลังกาย แต่สภาพแบบนี้ของเฉินเสวี่ย ออกกำลังกายไปจะได้ประโยชน์อะไร ก็เห็นอยู่ว่า ยังอ้วนเหมือนเดิม 

เฉินเสวี่ยหัวเราะแทนการตอบ เนื่องจากการเล่นโยคะ ต้องให้ความสำคัญกับลมหายใจ ถ้าเธอพูดคุยกับเสียวอวี่ ลมหายใจจะสับสน 

พอเล่นโยคะเสร็จ เฉินเสวี่ยก็ปาดเหงื่อ หลังจากทั้งสองกินมื้อเช้าด้วยกันจนอิ่ม หลัวต้าอวี่ก็ยังไม่กลับมา เนี่ยเสียวอวี่ไม่พูด แต่ในใจรู้สึกผิดหวังมาก ทว่าก็รู้ว่าพี่ต้าอวี่ต้องยุ่งกับงานที่กองแน่ วันๆ ไม่มีทางอยู่เป็นเพื่อนตนหรอก 

เฉินเสวี่ยทานเสร็จก็ต้องไป เธอกลับห้องไปหยิบกระเป๋า สมุดบัญชีกับอะไรต่อมิอะไรเธอได้เอาใส่ไว้ในกระเป๋าเรียบร้อย ยังพกปากกากับสมุดโน้ตไปด้วย พอคิดอะไรออกจะได้รีบจด ตอนนี้ในสมุดก็จดรายการอาหารที่เข้ากับหน้าร้อนเตรียมพร้อมไว้แล้ว พอไปถึงเลี่ยวจี้ ค่อยหารือกับคนในเลี่ยวหลินซาน 

เฉินเสวี่ยชี้กล่องเก็บคูปองอาหารในบ้านให้เนี่ยเสียวอวี่ดู แล้วให้เงินสิบหยวนไว้กับเธอ เดิมทีเนี่ยเสียวอวี่จะไม่เอา แต่ก็ถูกเฉินเสวี่ยยัดไว้กับมือ 

“ต้าอวี่บอกแล้วไงว่า เธอก็เหมือนน้องสาวเขา งั้นเธอก็เป็นน้องสาวฉันเหมือนกัน วันนี้ฉันไม่อยู่บ้าน อยู่เป็นเพื่อนเธอไม่ได้ ถ้าเธอจะออกไปไหน ก็ต้องมีเงินพกติดตัวไว้หน่อย รับไว้เถอะ ฉันต้องไปแล้วจริงๆ” ว่าแล้วก็ก้าวออกนอกประตูไป  

เนี่ยเสียวอวี่ม้วนแบงค์สิบหยวนของเฉินเสวี่ยในมือ ไม่รู้ในใจมีรสชาติอย่างไร ตอนตนมาถึง พวกพี่ต้าอวี่ควักเงินออกมาทีไร ก็ให้ตนมาสิบหยวน เมื่อกี้ตอนอยู่ในครัวตนก็เห็นว่า มีข้าวสารขาวๆ อยู่เต็มหม้อ และมีเนื้อหมูอีกสองชิ้น ชีวิตแบบนี้ตอนอยู่ที่บ้าน แค่คิดยังไม่กล้า เห็นการใช้ชีวิตเช่นนี้แล้ว เป็นไปได้อย่างไรที่ตนจะอยากกลับไปใช้ชีวิตในบ้านดิน กินน้ำข้าวโพดอยู่อีก 

เฉินเสวี่ยยังคงสวมเสื้อและกางเกงสีน้ำเงินแบบทหารตัวใหญ่ออกจากบ้านเหมือนเดิม ชุดนี้เดิมทีใส่แล้วจะดูสูงกำลังดี แต่ตอนนี้เธอผอมลงไปมาก ชุดจึงกวัดแกว่งไปมา ทว่าเฉินเสวี่ยกลับรู้สึกว่าแบบนี้เย็นสบายดี  

แต่เฉินอ้ายหวาดูแล้ว กลับยิ่งรู้สึกว่าเฉินเสวี่ยผอมลง กระทั่งเสื้อผ้าก็ยังหลวมโพรก ยังนึกต่ออีกว่า ครึ่งปีแล้วที่ไม่เคยเห็นเฉินเสวี่ยสวมเสื้อผ้าใหม่ๆ ยังคงสวมเสื้อผ้าที่ซื้อมาจากบ้านแต่แรก แล้วนึกถึงเมื่อวาน ที่เฉินเสวี่ยบอกตนอย่างปิติยินดีว่าทำงานหาเงินได้แล้ว แต่กระทั่งเสื้อผ้าก็ยังเสียดายตังค์ ไม่ยอมซื้อ ยิ่งคิดก็ยิ่งเอ็นดูน้องสาวของตนเอง 

คนเราหลังจากเกิดความประทับใจครั้งแรกกับอะไรก็จะคิดตามความคิดของตัวเองอยู่เรื่อยไป เรื่องที่เฉินเสวี่ยรู้สึกว่าไม่เป็นไร ในสายตาของเฉินอ้ายหวากลับเห็นว่าเธอในตอนนี้มีชีวิตที่ไม่ดีนัก แต่ก็ยังยืนหยัดอย่างเข้มแข็ง ไม่ยอมบอกอะไรกับเขา ย่อมเป็นเพราะในใจยังคิดถึงหลัวต้าอวี่ กลัวว่าพี่ใหญ่อย่างตนจะเล่นงานหลัวต้าอวี่  

ตอนนี้น้องสาวก็เป็นแบบนี้แล้ว ความไม่สบายใจเล็กน้อยที่เขาก่อเรื่องขึ้น ก่อนวันแต่งงานของน้องสาวมลายหายไปนานแล้ว เหลือเพียงความรักและเอ็นดู ส่วนเรื่องระหว่างสามีภรรยาคู่นี้ ในฐานะลูกผู้ชาย เขาไม่มีปัญญาจะไปยุ่งเกี่ยวอะไรมาก ทำได้เพียงดีกับน้องสาวให้มากหน่อย ถือว่าชดเชยให้  

“พี่ใหญ่ รอนานแล้วสิ”  

เฉินเสวี่ยเห็นเฉินอ้ายหวาออกมายืนอยู่หน้าที่พัก ก็รีบวิ่งเข้าไปยืนอยู่ตรงหน้าเขา 

“เปล่า ฉันก็เพิ่งลงมา เธอกินข้าวรึยัง” 

“กินแล้ว เนี่ยเสียวอวี่เป็นคนทำ พี่ใหญ่กินรึยัง”  

พอเฉินเสวี่ยวิ่งเข้าไปยืนอยู่กับเฉินอ้ายหวา ก็เงยหน้ามองพี่ใหญ่ ต้องบอกว่าเฉินเสวี่ยไม่ใช่คนตัวเตี้ย เธอสูงราวหนึ่งร้อยหกสิบห้าเซนติเมตร สำหรับหญิงสาวในยุคนี้แล้ว ถือว่าสูงทีเดียว แต่เฉินอ้ายหวาสูงหนึ่งร้อยแปดสิบแปดเซนติเมตร ยืนอยู่ตรงไหนก็เหมือนภูเขาลูกหนึ่ง เวลาเฉินเสวี่ยจะคุยกับเขาจึงต้องเงยหน้าขึ้น 

พอเฉินอ้ายหวาได้ยินว่าเนี่ยเสียวอวี่เป็นคนทำอาหาร ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เมื่อวานตอนที่เขาพบเจอสาวน้อยคนนี้ ก็รู้สึกไม่ชอบแล้ว วันนี้ยังอาสาทำมื้อเช้าอีก ซึ่งเขารู้สึกว่าแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก แต่พอเห็นท่าทางการพูดจาที่เป็นธรรมชาติของเฉินเสวี่ย เห็นชัดว่าไม่เก็บมาคิด เขาจึงวางใจลง ไม่เชื่อว่าหลัวต้าอวี่จะกล้าชักสีหน้าใส่น้องสาวเขา เพียงเพราะสาวในหมู่บ้านเดียวกันทำอาหารให้กิน 

“ฉันก็กินแล้ว กินที่โรงอาหารน่ะ ยังซื้อมาฝากเธอด้วย งั้นก็เอาไว้ก่อน” 

เมื่อก่อนตอนอยู่บ้าน เฉินเสวี่ยชอบนอนตื่นสาย แม้เมื่อวานเธอบอกว่า ตอนนี้เธอตื่นหกโมงเช้าทุกวัน เฉินอ้ายหวาก็ยังไม่อยากจะเชื่อ กลัวว่าเธอรีบตื่นรีบมาโดยไม่กินมื้อเช้า จึงซื้อซาลาเปาสองลูกที่โรงอาหาร เตรียมไว้ให้เธอกินระหว่างทาง คิดไม่ถึงว่าเฉินเสวี่ยกลับตื่นเช้าได้จริงๆ แถมยังกินมื้อเช้าเรียบร้อย และมีท่าทางสดใสร่าเริง 

“งั้นเราไปกันเถอะ นี่เป็นเรื่องส่วนตัว ฉันเลยไม่ได้ให้ที่กองจัดรถมา เรานั่งรถประจำทางไปกัน” 

“ได้ จริงๆ ก็ไม่ควรใช้รถของกองทัพหรอก ฉันคุ้นกับรถประจำทางจากที่นี่เข้าเมืองแล้ว พี่ใหญ่ตามฉันมา” เฉินเสวี่ยดีใจมากที่ได้พาเฉินอ้ายหวาออกมาข้างนอก 

เมื่อไปถึง เฉินอ้ายหวาก็ตรงไปยังที่พักของเหมียวเฉิงหย่ง หลังจากเซ็นชื่อเรียบร้อย เขาก็เดินขึ้นไปบนชั้นสอง เคาะประตูห้อง เหมียวเฉิงหย่งออกมาเปิดประตู เชิญเฉินอ้ายหวาเข้าห้อง 

“เฉิงหย่ง นี่คือน้องสาวฉัน วันนี้พาเธอเข้าเมืองมาด้วย” พอก้าวเข้าห้อง เฉินอ้ายหวาก็แนะนำทันที 

เหมียวเฉิงหย่งหันมองผู้ที่ตัวใหญ่พอๆ กับเฉินอ้ายหวา เนื่องจากเฉินอ้ายหวาเป็นทหาร และเป็นผู้บังคับกองพัน ย่อมมีสง่าราศีแบบทหาร แม้เวลานั่งลงคุยกัน ก็ยังนั่งหลังตรงแบบทหาร เขาจึงต้องแสดงท่าทีสำรวมต่อหน้าเพื่อนกับน้องสาวเพื่อน 

แต่เหมียวเฉิงหย่งกลับมีลักษณะแบบนักวิชาการทั่วไป ใบหน้าขาวๆ สวมแว่นขอบทอง และรอยยิ้มน้อยๆ ของเขาดูสูงส่งแบบหนอนหนังสือ บุคลิกเช่นนี้ทำให้เฉินเสวี่ยแปลกใจอยู่บ้าง เธอยังนึกว่า ตอนนี้ถ้าใครกล้ามาเปิดโรงงานทางใต้ ก็น่าจะมีบุคลิกแบบผู้นำ แต่ลักษณะเช่นนี้ของเหมียวเฉิงหย่ง บอกว่าเป็นครูใน 

โรงเรียน คนยังจะเชื่อมากกว่า 

ซึ่งเฉินอ้ายหวาก็มองความฉงนสนเท่ห์ของเฉินเสวี่ยออกจึงบอกเธอว่า 

“หลังจากเรียนจบและแยกย้ายกันไป เฉิงหย่งก็ไปเป็นครูที่เซี่ยงไฮ้อยู่หลายปี แต่เขาน่ะ เป็นคนอยู่ไม่สุก เลยลาออกเสียโดยปิดบังที่บ้านไว้ แล้วก็ถ่อมาหาฉันที่ปักกิ่งก่อน ฉันถึงได้รู้ว่า หมอนี่จับงานช้างขนาดนี้แล้ว” 

พูดแบบนี้ เฉินเสวี่ยก็เป็นอันตะลึงงัน  

นี่กระมังที่บอกว่าคนเราดูแต่ภายนอกไม่ได้ ตอนนี้คนส่วนใหญ่ล้วนอยากมีชีวิตที่มั่นคง ผู้ที่มีงานมั่นคงทำแต่กลับลาออกอย่างเหมียวเฉิงหย่งนั้น พบเห็นได้น้อยจริงๆ  

พอได้ยิน เหมียวเฉิงหย่งก็หัวเราะ  

“เรื่องเล็กน้อยแบบนั้น นายก็ยังเสียเวลาพูดถึงอีก ที่ฉันลาออก ครึ่งหนึ่งเพราะอยากทำธุรกิจเล็กๆ อีกครึ่งหนึ่งเพราะไม่คุ้นกับเรื่องแบบนั้นในโรงเรียน แบบแต่ละคนใช้สารพัดวิธี แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน อะไรก็ทำออกมาได้ เพียงเพราะผลประโยชน์แค่หยิบมือเดียว อยู่ร่วมกับคนพรรณนั้น ทำให้รู้สึกขยะแขยง มิสู้ออกมาค่อยๆ ทำธุรกิจของตัวเอง ต่อให้ต้องแข่งขันกัน ก็ทำกันอย่างเปิดเผย” 

ความคิดเช่นนี้บังเอิญเหมือนกับความคิดของเฉินเสวี่ย ประเทศในตอนนี้กำลังซึมซับสิ่งแปลกใหม่ เป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยความไม่รู้และความเปลี่ยนแปลง ตลาดเพิ่งเปิดกว้าง ตรงหน้าล้วนเป็นทะเลสีน้ำเงินที่กว้างใหญ่ไพศาล ส่วนคนที่เอาแต่อยู่ในเขตปลอดภัย ก็ไม่มีทางคิดได้หรอกว่า ผืนดินแรกเริ่มด้านนอกมีความมั่งคั่งมากน้อยแค่ไหนที่รอให้เข้าไปพัฒนา แสงสว่างส่องได้ไกลเพียงใด ปาฏิหาริย์สร้างได้กี่ครั้ง  

เสียดายที่คนชาญฉลาดเหล่านั้นล้วนจำกัดวิสัยทัศน์ของตนให้อยู่ในวงแคบๆ ตรงหน้า อย่างที่เหมียวเฉิงหย่งว่า เพียงเพราะผลประโยชน์แค่หยิบมือเดียว แต่ละคนล้วนทำได้ทุกอย่าง ไม่แคร์แม้ใช้วิธีสกปรก แต่ถ้ามองให้ลึก จะพบว่า ล้วนมีสาเหตุจากการมองโลกแคบ 

พอได้ยินเหมียวเฉิงหย่งพูดเช่นนี้ เฉินอ้ายหวาก็พยักหน้าหงึกๆ  

“พูดได้ดี ไม่ต้องร่วมเสวนากับคนเหล่านั้นหรอก ปล่อยให้พวกเขาตบตีกันเองในพื้นที่แคบๆ ของพวกเขาไป เราออกมาบุกเบิกพื้นที่ใหม่ เปิดโลกอันกว้างใหญ่ของเราดีกว่า วันนี้นายจะออกไปดูโรงงานนี่ ออกกี่โมงดี” 

เฉินอ้ายหวาคิดจะไปเป็นเพื่อนเหมียวเฉิงหย่งสักตั้ง จากนั้นตอนบ่ายค่อยไปเดินเล่นเป็นเพื่อนเฉินเสวี่ย ซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ ให้น้องสาวสักสองสามตัว  

เหมียวเฉิงหย่งว่า “รอคนอีกคนสักประเดี๋ยว เป็นเพื่อนที่รู้จักกันมาก่อนเหมือนกัน เขากล้ากว่าฉันมาก มาทำการค้าที่นี่ตั้งแต่เมื่อสองปีก่อน ตอนนี้จึงรู้จักคนไปทั่ว ฉันเคยบอกเขาว่าอยากเปิดโรงงานที่นี่ ที่ผ่านมาเขาก็เลยช่วยฉันหาข้อมูล” 

ทั้งสามนั่งรอไม่นาน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น 

พอประตูเปิดออก เฉินเสวี่ยก็ตะลึงงัน เมื่อนึกไม่ถึงว่า คนที่ก้าวเข้ามาจะเป็นคนคุ้นเคย 

“อ้าว อู่ชิงหวา ที่แท้คนที่พี่เหมียวรอ ก็คือนายนี่เอง”  

เมื่อครู่ตอนที่เหมียวเฉิงหย่งพูด เฉินเสวี่ยไม่ได้คิดถึงจุดๆ นี้เลย แน่นอนว่าอู่ชิงหวามาทำการค้าที่นี่ แม้ 

ต่อมาเธอได้เจอเขาอีกหลายครั้ง และรู้ว่า ตอนนั้นที่เขาตั้งแผงลอยขายของเพราะนึกสนุก แต่การค้าของเขาก็ไม่ใช่เล็กๆ ทว่าเฉินเสวี่ยไม่คาดคิดจริงๆ ว่าจะบังเอิญขนาดนี้ คนที่เหมียวเฉิงหย่งพูดถึงก็คือคนที่ตนเจอข้างถนนเมื่อไม่นานมานี้ เป็นอันว่า แวดวงนี้ก็เล็กอยู่เหมือนกัน 

แต่คิดๆ ดูก็ใช่ ตอนนี้ผู้คนไม่คิดออกไปไหนต่อไหน คนปักกิ่งที่ทำการค้าอยู่ที่นี่ จึงมีกันอยู่ไม่กี่คน เป็นไปได้มากที่จะพบเจอกัน 

“เฮ้ เฉินเสวี่ย เธออยู่นี่ได้ไง”  

อู่ชิงหวาก้าวเข้ามาทักทายเหมียวเฉิงหย่ง แล้วจึงหันมาถามเธออย่างประหลาดใจ 

เฉินเสวี่ยจึงเล่าเรื่องที่ตนรู้จักกับอู่ชิงหวาได้อย่างไรให้พี่ๆ ทั้งสองฟัง แล้วบอกอู่ชิงหวาว่าตนมาเป็นเพื่อนพี่ใหญ่ไปดูโรงงานกับเหมียวเฉิงหย่ง พอพูดจบ ทุกคนก็หัวเราะ พลางบอกว่าช่างเป็นเรื่องบังเอิญเสียนี่กระไร 

ทั้งหมดคุยกันพลางหัวเราะกันไปสักพัก ก็เตรียมออกเดินทาง  

เฉินเสวี่ยนำขนมที่เตรียมมาให้เหมียวเฉิงหย่ง “นี่เป็นขนมที่ฉันทำเอง ไม่เลิศเลออะไร พี่เหมียวลองกินดูตอนท้องร้องในยามดึกก็แล้วกัน” 

เหมียวเฉิงหย่งก็ไม่เกรงใจ รับไว้พลางขอบใจ “ดูน่ากินดี ขอบใจน้องเสียวเสวี่ยนะ” 

ความคิดเห็น