facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

นอกจากจะต้องข้ามเวลามาอยู่ในยุคไดโนเสาร์ที่แสนกันดารแล้ว ยังต้องได้สามีสุดหล่อที่เกลียดร่างนี้เข้ากระดูกดำพ่วงติดมาด้วยอีก ชีวิตเธอจะมีอะไรที่ซวยกว่านี้อีกมั้ย

ตอนที่ 21 อยู่ต่อ

ชื่อตอน : ตอนที่ 21 อยู่ต่อ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.8k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ธ.ค. 2563 14:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 21 อยู่ต่อ
แบบอักษร

 

“ไม่ล่ะมั้ง” หลัวต้าอวี่พูดพลางรู้สึกไม่มั่นใจ  

เมื่อก่อนกับอีแค่เรื่องหยุมหยิม เฉินเสวี่ยก็ยังเข้ามาตีโพยตีพายร้องห่มร้องได้ ดังนั้น ต่อให้ไม่พูดถึงเรื่องที่เนี่ยเสียวอวี่กอดตนในวันนี้ก็ต้องได้ยินว่า เธอไม่ยอมให้เสียวอวี่เข้ามาเห็นตนมองเธอด้วยสายตาตำหนิแบบนั้นแน่ ถ้าเป็นเมื่อก่อน เธอฟาดงวงฟาดงาอยู่ตรงนั้นแล้ว แต่หมู่นี้ เวลาอยู่กับเฉินเสวี่ย ตนกลับรู้สึกไม่เหมือนเดิมอย่างสิ้นเชิง กระทั่งรู้สึกว่าเฉินเสวี่ยไม่มีความหึงหวงแม้แต่น้อย ตอนเห็นเสียวอวี่วิ่งเข้ามาหาตน  

แต่เนี่ยเสียวอวี่กลับดูเหมือนผ่อนคลายลง เมื่อได้ฟังคำปลอบประโลมจากหลัวต้าอวี่ 

“อืม อาซ้อใจดีเป็นที่สุดอยู่แล้ว พอได้ยินพี่ต้าอวี่พูดแบบนี้ ฉันค่อยเบาใจลง เป็นฉันเองที่คิดมากไป ปล่อยวางเรื่องนี้ไม่ได้สักที งั้นฉันขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะ หลายวันมานี้อยู่แต่บนถนน เนื้อตัวเต็มไปด้วยเหงื่อไคลกับดินโคลน” 

หลัวต้าอวี่พยักหน้า “ได้ เธอไปอาบน้ำในห้องอาบน้ำส่วนตัวดีกว่า ตรงนี้เป็นห้องน้ำสำหรับแขก” 

ว่าแล้วก็พาเนี่ยเสียวอวี่เข้าไปในห้องน้ำส่วนตัว สอนวิธีใช้ฝักบัว ชี้ให้ดูที่วางเสื้อผ้า เนี่ยเสียวอวี่ฟังหลัวต้าอวี่อธิบายพลางหน้าแดง เดินออกมาเอาเสื้อผ้า ปิดประตูห้องน้ำ แล้วเริ่มอาบน้ำ 

อาบน้ำไปคิดไปว่า หลังจากนี้ ตนก็ไม่รู้แล้วว่าควรทำอย่างไรดี 

เธอชอบหลัวต้าอวี่มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ในหมู่บ้านมีหนุ่มๆ หลายคนก็จริง แต่หลัวต้าอวี่หล่อสุด แถมยังเป็นทหารและมีอนาคตไกลสุด สาวๆ ในหมู่บ้าน ใครบ้างไม่คิดแต่งงาน บ้านเธอกับบ้านสกุลหลัวก็สนิทกันดี มีคนไม่น้อยที่อิจฉาเธอในเรื่องนี้ แต่เธอก็ไม่สนใจคนเหล่านี้ ขอเพียงได้แต่งกับพี่ต้าอวี่และมีชีวิตที่ดีในวันข้างหน้า ใครจะตาร้อนอย่างไร ก็ทำอะไรไม่ได้ แต่แล้วกลับผิดคาด พี่ต้าอวี่จู่ๆ ก็แต่งงาน มิหนำซ้ำยังแต่งกับคนในเมือง ได้ภรรยาเป็นสาวปักกิ่ง แล้วเธอจะเทียบติดได้ที่ไหน 

ทว่าเธอฝันที่จะแต่งงานกับพี่ต้าอวี่แต่เด็กแล้ว และใฝ่ฝันแบบนี้มาตลอด จะให้ไม่แยแสสนใจได้อย่างไรกัน ปล่อยวางไม่ได้จริงๆ พอคนที่บ้านเห็นเธอจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวทั้งวัน ก็กลัวว่าเธอจะทำอะไรบางอย่าง จึงอยากให้เธอแต่งงานไวขึ้น ซึ่งถ้าได้แต่งกับคนที่มีหน้าที่การงานมั่นคง เธอก็ไม่ขัด  

คิดไม่ถึงว่า พอช่างไม้แซ่หวังได้ยินว่าเธอคิดจะแต่งงาน ก็มาที่บ้าน บอกว่าให้สินสอดห้าร้อยหยวน ตอนนั้นชาวบ้านในหมู่บ้านไหนเลยจะมีเงินมากมายก่ายกอง สินสอดโดยทั่วไปก็อยู่ราวสองร้อยหยวน พอพ่อกับแม่ได้ยินจำนวนเงินก็ดีใจแล้ว ถ้าไม่คิดยืดเวลาออกไปอีกหน่อย จะได้ไม่เห็นชัดจนเกินไปว่า อยากขายลูกสาวออกไปไวๆ ก็รับปากตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว  

ไหนเลยจะรู้ว่า ที่แท้ช่างไม้หวังเป็นคนโง่ดักดานจริงๆ ทางหนึ่งสอบถามพ่อกับแม่เพื่อดูน้ำเสียง อีกทางหนึ่งก็จับมือเธอ แล้วยังบอกอีกว่าเธอจะเป็นคนของเขาในไม่ช้า ทำให้เนี่ยเสียวอวี่ตกใจ จึงคว้าเอาเงินที่เก็บหอมรอมริบไว้แล้ววิ่งหนีออกมา แต่พอออกมาแล้ว ก็ไม่มีที่ไป ได้แต่คิดว่าอยากเห็นหน้าพี่ต้าอวี่อีกสักครั้ง มีเพียงพี่ต้าอวี่เท่านั้นที่พึ่งได้ ช่วยชีวิตเธอได้ นี่เป็นความหวังเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตเธอ จึงต้องจับไว้ให้มั่น  

ตอนที่เฉินเสวี่ยกลับถึงบ้าน เนี่ยเสียวอวี่ยังอาบน้ำไม่เสร็จ พอเดินเข้ามา ก็ได้ยินเสียงซู่ซ่าในห้องน้ำ และพอเห็นหลัวต้าอวี่ยังคงนั่งอยู่ในห้องของตัวเอง ก็รู้ทันทีว่า เนี่ยเสียวอวี่กำลังอาบน้ำอยู่ 

แม้เหมือนกำลังนั่งอ่านหนังสือ แต่จริงๆ แล้วหลัวต้าอวี่อ่านไม่เข้าหัว เพราะกำลังคิดรอว่า เฉินเสวี่ยจะกลับมาเมื่อไหร่ พอได้ยินเสียงประตู ก็เงยหน้าขึ้น เห็นเฉินเสวี่ยก้าวเข้ามาในบ้านอย่างสงบนิ่ง และพอเห็นสายตาของเขา ยังพยักหน้าด้วย 

หลัวต้าอวี่เองก็ไม่รู้ว่าในใจคิดอย่างไร คือถ้าเฉินเสวี่ยกลับมาแล้วทำหน้าเย็นชา หรือโวยวายว่าจะกลับปักกิ่ง เขาจะรู้ว่าควรทำอย่างไร แต่การที่เฉินเสวี่ยไปส่งพี่ชายกลับมา แล้วมีท่าทีเหมือนไม่เป็นไร ทำให้เขารู้สึกว้าวุ่นใจ ในหัวมีแต่ความว่างเปล่า ไม่รู้จะทำอย่างไรดี 

คนเราพอสับสน คำพูดคำจาก็ค่อนข้างเงอะงะ 

“กลับมาแล้วหรอ เสียวอวี่ร้องไห้อยู่ตรงนี้มาครึ่งค่อนวัน กลัวว่าจะถูกเธอต่อว่า พอตกเย็น ก็ยังหวาดกลัวและวิตกกังวล ถึงได้ไปอาบน้ำ เธอก็อย่าถือสาหาความเลย ระหว่างฉันกับเขาไม่มีอะไรกัน”  

แค่นี้ก็ยังพูดตะกุกตะกัก เดิมทีหลัวต้าอวี่ไม่ได้รู้สึกว่าตนทำอะไรผิด แต่พอพูดถึงตอนท้าย กลับยิ่งพูดไม่ออก  

ความจริงเฉินเสวี่ยต้องพูดอะไรดีๆ ออกมา แต่กลับรู้สึกว่า ผู้ชายคนนี้ ไม่รู้ว่าสมองไม่ดี หรือหน้าหนาเป็นพิเศษกันแน่ เรื่องแบบนี้อธิบายไม่ได้อยู่แล้ว คนเขาอุตส่าห์ถ่อมาเสียตั้งไกล พอเห็นหน้าก็โร่เข้าซบอก แบบนี้เรียกว่าไม่มีอะไรกันหรือ  

เป็นเพราะตนไม่แคร์ผู้ชายคนนี้จริงๆ จึงรู้สึกว่าไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นร่างเดิม ก็ไม่รู้แล้วว่าจะโวยวายออกมาในรูปแบบไหน  

ตอนนี้เขาก็ยังอยู่ตรงนี้ และคิดจริงจังที่จะอธิบายเหตุผลให้ฝ่ายตรงข้ามฟัง เท่าที่ตนคบเพื่อนมา ก็ไม่เคยเห็นใครมีอีคิวต่ำแบบนี้ จึงคร้านที่จะแหย่เขาเล่นแล้ว 

อีกอย่างช่วงนี้ ตนไม่มีทางหย่าแน่ ต้องรอให้หน้าที่การงานที่นี่ของตนมีแนวโน้มที่ดีขึ้นก่อน ถึงตอนนั้น คนๆ นี้จะรักใครชอบใครก็ตามใจ ทางที่ดีที่สุดสามารถอยู่ด้วยกันกับสาวน้อยที่โตมาด้วยกันแบบต้าอวี่เสียวอวี่ มิฉะนั้นการจะหย่ากับทหารจะยุ่งยากมาก 

“อืม ฉันรู้” เฉินเสวี่ยพยักหน้า แล้วเดินเข้าไปในห้องตัวเอง  

เธอต้องเอาของเข้าไปเก็บ พรุ่งนี้จะตามพี่ใหญ่เข้าเมือง พอดีไปดูๆ ที่เลี่ยวจี้ด้วย และยังต้องเบิกเงินฝากพี่ใหญ่กลับบ้านอีก ก่อนหน้านี้ร่างเดิมไม่เคยทำงานหาเงิน และไม่เคยแสดงความกตัญญูกับที่บ้าน ตอนนี้เธอหาเงินได้ไม่น้อยแล้ว ก็ต้องคิดถึงจุดๆ นี้บ้าง 

พอหลัวต้าอวี่เห็นท่าทีเย็นชาของเฉินเสวี่ย ก็เดาไม่ออกว่าเธอไม่ใยดีจริงๆ หรือแสร้งไม่ไยดีกันแน่ พูดอย่างเป็นธรรม ใครเห็นเรื่องแบบนี้แล้ว จะเมินเฉย ไม่ไยดีแม้สักนิดได้หรือ  

ซึ่งในใจเขาคิดว่าเนี่ยเสียวอวี่เป็นน้องสาวจริงๆ หาไม่แล้วตอนแรกก็ไม่มีทางรับปากบ้านสกุลเฉินเรื่องแต่งงานหรอก ตอนนี้พอเห็นท่าทีของเฉินเสวี่ย กลับรู้สึกกระวนกระวายใจอยู่บ้าง 

หลัวต้าอวี่จึงลุกขึ้นยืน แล้วเดินเข้าไปในห้องเฉินเสวี่ย 

“ฉันพูดเรื่องจริง ฉันเห็นเสียวอวี่เป็นน้องสาวเสมอ เพราะที่บ้านของเสียวอวี่บังคับให้เธอแต่งกับตาแก่ 

บ้ากาม เธอจึงอับจนหนทาง ได้แต่หนีออกมา พอเธอมาที่นี่ ฉันจะไม่สนใจก็ไม่ได้” 

เฉินเสวี่ยกำลังหยิบสมุดบัญชีเงินฝากมาใส่ไว้ในกระเป๋าที่ใช้เป็นประจำ พอได้ยินคำพูดของหลัวต้าอวี่ ก็ถามกลับพร้อมความสงสัยบนใบหน้า  

“ฉันก็ไม่ได้ห้าม ไม่ให้คุณสนใจเธอนี่? ฉันรู้ว่าระหว่างคุณกับเขาไม่มีอะไรกัน คนในหมู่บ้านมาทั้งที ย่อมต้องดูแลกันหน่อย ฉันก็ไม่ได้ติดใจอะไรกับเรื่องในตอนบ่าย รู้ว่าสาวน้อยตัวคนเดียวอย่างเนี่ยเสียวอวี่จากบ้านมาไกลแสนไกลเพื่อมาหานาย ต้องมีเรื่องเดือดร้อนที่บ้านแน่ มิฉะนั้นก็ไม่มีทางบีบจนเด็กผู้หญิงคนหนึ่งไม่มีทางไปขนาดนี้หรอก เสียดายที่ฉันไม่รู้จักเธอ ถึงให้เธอตากแดดที่หน้าบ้านอยู่พักใหญ่ เธอจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกกังวลใจ ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้พบนาย ก็เหมือนได้พบที่พึ่งทางใจ คุณก็พูดเองนี่ว่า คิดกับเธอเหมือนน้องสาว แล้วน้องสาวกอดพี่ชายจะเป็นไรไป ฉันไม่ใช่คนคิดมาก เอาล่ะๆ ฉันกำลังยุ่ง พรุ่งนี้ยังต้องตามพี่ใหญ่เข้าเมือง ต้องจัดเตรียมสัมภาระอีก” 

สิ่งที่หลัวต้าอวี่อยากพูดแต่ไม่ได้พูด เฉินเสวี่ยได้พูดออกมาจนหมด ทำให้เขายืนนิ่งอยู่ตรงประตู จะไปก็ไม่ได้ จะไม่ไปก็ไม่ได้ 

ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกัน เป็นจังหวะที่เนี่ยเสียวอวี่อาบน้ำเสร็จแล้วเดินออกมาพอดี เมื่อได้ยินพี่ต้าอวี่กับเฉินเสวี่ยคุยกันถึงเรื่องของตนอยู่อีกห้องหนึ่งก็รีบวิ่งเข้ามา  

“อาซ้อ เรื่องในวันนี้เป็นเพราะฉัน ฉัน ฉันเคยชินกับตอนเด็กๆ ด้วย เพราะเมื่อก่อนฉันกับพี่ต้าอวี่ เอ่อ ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว อาซ้ออย่าทะเลาะกับพี่ต้าอวี่เลย ทั้งหมดนี้เป็นเพราะฉันไม่ดีเอง ถ้าไม่ใช่เพราะถูกที่บ้านบีบจนอับจนหนทาง ฉันก็ไม่หนีออกมาหรอก จริงๆ นะ ฉันอยู่ที่บ้านต่อไม่ได้แล้วจริงๆ”  

ว่าไปๆ เนี่ยเสียวอวี่ก็สะอึกสะอื้นเสียงเบาๆ ออกมา 

เฉินเสวี่ยเห็นหญิงสาวที่เอะอะก็ร้องไห้คนนี้แล้ว รู้สึกรำคาญใจจริงๆ แต่จะทำอย่างไรได้ล่ะ เพราะผู้ชายคนหนึ่งที่เธอไม่ชอบแต่ช่วงนี้ยังไม่สามารถสลัดทิ้งได้ ได้แต่ทนดูชาเขียว[1]แก้วนี้ไปก่อน  

ที่บอกว่าผู้หญิงเป็นน้ำ เฉินเสวี่ยรู้สึกว่าไม่ถูกต้องนัก ที่ผ่านมาเธอมีพี่น้องผองเพื่อนที่เป็นหญิงแกร่งอยู่หลายคน ต่อให้เรื่องใหญ่แค่ไหนก็ยืนหยัดรับมือได้อย่างไม่หลั่งน้ำตา แต่ชาเขียวนั้นเป็นน้ำจริงๆ แบบไม่มีเรื่องอะไรก็ร้องไห้ออกมาได้ ราวกับใช้การร้องไห้เป็นเครื่องมือจนเคยชินไปแล้ว  

พอเห็นเสียวอวี่ร้องแบบนี้ หลัวต้าอวี่ก็หน้าเปลี่ยนสี ทั้งปวดใจทั้งต้องระมัดระวัง  

เฉินเสวี่ยเกาคางไปมา ถ้าเป็นไปตามบท ผู้ชายควรก้าวเข้าไปกอดและปลอบว่า อาซ้อของเธอไม่ได้โกรธเธอจริงๆ นะ เราสองคนกำลังคุยถึงเรื่องอื่นอยู่ จากนั้นสาวน้อยก็ทำหน้าแปลกใจและเขินอาย ก่อนพูดขอบคุณพี่ชาย แล้วหันมาขอบคุณอาซ้ออย่างกล้าๆ กลัวๆ ก่อนเดินเข้ามาหาตนด้วยท่าทีระมัดระวัง ซึ่งตนกำลังข่มกลั้น 

อารมณ์อยู่มิใช่หรือ ตอนนั้นตนก็จะระเบิดอารมณ์โกรธออกมา แล้วสามีภรรยาก็ทะเลาะกัน 

ป๊าด...ธีมก่อนของบทละครเรื่องนี้มีอยู่ว่า ตนชอบผู้ชายคนนี้จริงๆ จึงไม่เห็นชาเขียวแก้วนี้อยู่ในสายตา 

แต่ตอนนี้บทถูกแก้ไขแล้ว 

“เอาล่ะๆ ไม่ร้องๆ ที่นี่ก็เหมือนบ้านของเธอ เธอไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น อยู่ที่นี่ให้สบายใจ คนที่บ้านเธอไม่กล้ามาเอาเรื่องหรอก ถึงมาก็มีพี่ชายเธอคอยปกป้อง”  

เฉินเสวี่ยพูดพลางจูงมือเนี่ยเสียวอวี่มานั่งบนโซฟา แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าให้ผืนหนึ่ง 

“มา เช็ดน้ำตาเสีย พรุ่งนี้อาซ้อยังมีธุระต้องทำ ตอนนี้ต้องรีบเก็บสัมภาระและเข้านอน ไม่พูดอ้อมค้อมละ เธอก็อย่าคิดมาก อยู่ที่นี่ให้เหมือนกับอยู่ที่บ้าน ให้พี่ต้าอวี่ของเธออยู่เป็นเพื่อนเธอบ่อยๆ” 

ว่าแล้วเฉินเสวี่ยก็หันมองหลัวต้าอวี่ “เสียวอวี่เพิ่งมาถึง ยังไม่คุ้นเคย ถ้างานในกองไม่ยุ่งมาก คุณก็หมั่นมาอยู่เป็นเพื่อนเธอ เด็กผู้หญิงใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวไม่ง่าย พวกคุณคุยกันไปก่อน ฉันขอตัวไปอาบน้ำ วันนี้ทำกับข้าวรมควันจนติดกลิ่นน้ำมันไปทั้งตัว ขืนไม่อาบน้ำจะรู้สึกไม่สบายตัว” 

พูดจบ เฉินเสวี่ยก็ทิ้งให้เนี่ยเสียวอวี่นั่งอยู่บนโซฟา แล้วเดินไปเอาเสื้อผ้าอีกห้อง  

นี่ฉันมอบหลัวต้าอวี่ให้เธอตรงหน้าแล้ว ขาดก็แต่โบว์เท่านั้น แบบนี้แล้วยังจับไว้ไม่ได้อีก ฉันก็จนปัญญาแล้วนะ 

เฉินเสวี่ยเข้าไปในห้องอาบน้ำส่วนตัว ถอดเสื้อผ้า แล้วแบมือกับกระจก ทำท่าช่วยไม่ได้ จากนั้นก็เปิดฝักบัวอาบน้ำ สองวันมานี้อากาศร้อน น้ำประปาจึงไม่เย็น เนื่องด้วยไหลลงมาจากถังเก็บน้ำบนดาดฟ้าที่ตากแดดมาทั้งวัน และวันนี้ตนก็ไม่อยากอยู่ด้านนอกต้มน้ำเดือดอะไร เลยเสแสร้งกับชาเขียวแก้วน้อยนี้ไปก่อน จะได้รีบอาบน้ำ รีบขึ้นเตียงซ่อนตัวเงียบๆ 

เฉินเสวี่ยอาบน้ำไปฮัมเพลงไป พออาบเสร็จก็มองรูปร่างตัวเองในกระจก การออกกำลังกายมาสองเดือนกว่านั้น ได้ผลดีมาก ตอนนี้หน้าท้องไม่มีไขมันส่วนเกิน อย่างน้อยก็ไม่มีห่วงยางเป็นชั้นๆ แบบมิชลินอีก จะมากจะน้อยก็เห็นเอวนิดหนึ่งแล้ว น่าจะผอมลงราวสิบกว่ากิโล เป็นเพราะเมื่อก่อนน้ำหนักเกินดัชนีความสมดุลของร่างกายมาก พอน้ำหนักลงจึงลงเร็ว  

อืม แต่หน้าอกเล็กลงกว่าเดิมไม่มาก ดูไปแล้วร่างเดิมน่าจะเป็นคนอวบอั๋น เรื่องที่เศร้าที่สุดของการลดความอ้วนก็คือ เวลาอ้วน หน้าท้องจะออก แต่เวลาผอม หน้าอกจะเล็ก เพราะโดยพื้นฐานแล้ว ส่วนหนึ่งของหน้าอกคนเรามีไขมันสะสมอยู่ เรื่องแบบนี้จึงขึ้นอยู่กับธรรมชาติของแต่ละคน 

ตามดัชนีมวลกายในตอนนี้ ถ้าลดลงได้อีกสิบสองกิโล แล้วนำความสูงของร่างเดิมมาคำนวณ ก็จะเป็นสัดส่วนที่สมบูรณ์แบบ แต่สิบสองกิโลหลังนี่ ใช่ว่าจะลดกันได้ง่ายๆ  

เฉินเสวี่ยครุ่นคิด วิธีฝึกพละกำลังเหล่านั้นยังต้องปรับเปลี่ยนอีก เพราะถ้าร่างกายคุ้นชินแล้ว ใช้วิธีเดิมจะไม่ค่อยได้ผล รอให้ตนผอมลงกว่านี้อีกสักห้าหกกิโลก็สามารถคิดพิจารณาที่จะซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ มาใส่ แม้ตอนนี้เสื้อผ้าไม่เหมาะกับรูปร่างแล้ว แต่เธอก็ยังไม่ซื้อ เพราะมั่นใจว่าตนยังผอมลงได้อีก อีกอย่าง ทุกวันนี้ ตอนสวมเสื้อผ้าแล้วรู้สึกว่าเสื้อผ้าไซส์ใหญ่กว่าตัวสองเบอร์ จะรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่สวยงามมาก การลดน้ำหนักแล้ว 

ประสบความสำเร็จ เป็นเรื่องที่ทำให้คนเรารู้สึกเกินกว่าคำว่าความสมปรารถนาได้จริงๆ 

เฉินเสวี่ยอาบน้ำเสร็จ ก็ซักเสื้อผ้าตัวเองแล้วเอาไปตากบนดาดฟ้า ส่วนเสื้อผ้าที่เนี่ยเสียวอวี่ถอดเปลี่ยน 

แล้ววางไว้ตรงนั้น เธอไม่ได้ซัก เดิมทีการซักผ้าเป็นงานบ้านอันดับแรกที่เธอไม่ชอบเป็นที่สุด อันดับสองก็คือการ 

ล้างจาน เธอจึงไม่คิดจะให้ผู้หญิงคนนี้ซักผ้าเธอ และเธอก็ไม่ซักผ้าให้ รวมทั้งของหลัวต้าอวี่ด้วย ให้โอกาสชาเขียวน้อยได้แสดงความเป็นแม่บ้านออกมา 

และตอนนี้เฉินเสวี่ยก็ได้ทำภารกิจทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยอย่างคล่องแคล่วจึงก้าวเข้าห้องนอน ก่อนปิดประตูห้องยังโผล่ศีรษะออกมา 

“โทษทีนะน้องเสียวอวี่ พี่ต้องเข้านอนก่อน มีเรื่องอะไร น้องก็บอกต้าอวี่แล้วกัน” 

ว่าแล้วก็ปิดประตูลง ส่วนคนทั้งสองจะนอนกันอย่างไรนั้น จะสนใจไปไย 

พอเนี่ยเสียวอวี่เห็นเฉินเสวี่ยปิดประตูห้องก็กัดริมฝีปาก แล้วมองหลัวต้าอวี่อย่างกังวลใจอยู่บ้าง  

“พี่ต้าอวี่ ทำไมฉันรู้สึกว่าอาซ้อยังโกรธอยู่ล่ะ ถ้ายังไงฉันไปดีกว่า อยู่ที่นี่ รังแต่จะทำให้พี่กับอาซ้อไม่มีความสุข” 

หลัวต้าอวี่ขมวดคิ้วแน่น กำลังคิดถึงท่าทีของเฉินเสวี่ยอยู่เหมือนกัน สองเดือนมานี้ ยิ่งมาเขาก็ยิ่งไม่รู้แล้วว่าเฉินเสวี่ยคิดอะไรอยู่ ดูจากท่าทางการพูดจาของเธอในวันนี้ ไม่มีความโกรธแม้แต่น้อยเลยจริงๆ ซึ่งล้วนไม่เหมือนเธอ แต่ถ้าบอกว่าเธอไม่โกรธ แล้วทำไมถึงต้องปิดประตูห้อง แล้วเข้านอนคนเดียวด้วย เขาไม่เข้าใจ ส่วนเรื่องที่จะบอกเสียวอวี่ให้กลับบ้าน เขาก็พูดไม่ออก 

“เธออย่าคิดมาก อาซ้อเธอก็นิสัยแบบนี้ล่ะ เป็นคนเถรตรง ในใจคิดอะไร ก็พูดออกมาแบบนั้น เขาก็บอกแล้วว่าไม่ถือสา ระหว่างเราสองคนเดิมทีก็ไม่มีอะไรกันอยู่แล้ว เธอก็พักอยู่ที่นี่ให้สบายใจ พรุ่งนี้ฉันค่อยส่งโทรเลขกลับบ้าน บอกพวกเขาสักหน่อย ตอนนี้ถึงเธอกลับไปจะทำอะไรได้ ยังคงต้องแต่งกับช่างไม้หวังอยู่ดี คืนนี้เธอนอนในห้องก็แล้วกัน อีกสักพักฉันจะกลับไปนอนในค่าย”  

       

 

[1] ชาเขียว เป็นคำอุปมาอุปไมย เปรียบผู้หญิงดุจชาเขียว ที่มีกลิ่นหอม แต่มีรสขม ภายนอกดูอ่อนหวาน แต่จริงๆ แล้วร้ายลึก 

ความคิดเห็น