facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

นอกจากจะต้องข้ามเวลามาอยู่ในยุคไดโนเสาร์ที่แสนกันดารแล้ว ยังต้องได้สามีสุดหล่อที่เกลียดร่างนี้เข้ากระดูกดำพ่วงติดมาด้วยอีก ชีวิตเธอจะมีอะไรที่ซวยกว่านี้อีกมั้ย

ตอนที่ 20 เกลี้ยกล่อม

ชื่อตอน : ตอนที่ 20 เกลี้ยกล่อม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 4k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ธ.ค. 2563 12:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 20 เกลี้ยกล่อม
แบบอักษร

เฉินอ้ายหวาถามขึ้นว่า “น้องสาวตลอดครึ่งปีที่ผ่านมาเรากับหลัวต้าอวี่มันเกิดอะไรขึ้น” 

“ก็ไม่มีอะไรนี่คะ ก็อย่างนั้นแหละค่ะ” เฉินเสวี่ยฟังออกว่าเฉินอ้ายหวากำลังรู้สึกไม่พอใจหลัวต้าอวี่ มันก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา พี่ชายแท้ๆ คนไหนเห็นสถานการณ์แบบนี้แล้วจะยังเฉยเมยได้อีก? อย่างไรเสียแผนระยะยาวของเธอก็ไม่ได้วางแผนที่จะผูกสัมพันธ์กับผู้ชายคนนี้ไปตลอดอยู่แล้ว ฉีดวัคซีนให้คนที่บ้านเอาไว้ก่อนล่วงหน้าก็ดีเหมือนกัน 

“อะไรคืออย่างนั้นแหละ เขาดีหรือไม่ดีกับน้อง? ตอนแต่งงานกันตอนนั้นเขาเป็นคนรับปากตกลงเองว่าจะทำดีกับน้อง” เมื่อเฉินอ้ายหวาได้ยินน้ำเสียงลังเลของเฉินเสวี่ยไฟโกรธของเขาก็ลุกโชนขึ้นมาอีก 

เฉินเสวี่ยเม้มๆ ปาก “ตอนนั้นเขาเองก็ไม่ได้เต็มใจนี่คะ รับปากน่ะรับปากแล้วแต่ว่าในใจคงจะไม่ได้มีความสุขมั้งค่ะ” เธอจำได้ว่าหลังจากเกิดเรื่องนั้นขึ้นมาแล้ว คนที่บ้านก็ได้เรียกหลัวต้าอวี่ไปพูดคุยกันอยู่ครั้งหนึ่ง พ่อของเธอ พี่ชายและหลัวต้าอวี่อยู่ด้วยกันในห้องหนังสือนานกว่าหลายชั่วโมง ตอนออกมาสีหน้าของหลัวต้าอวี่ก็ไม่น่าดูเอาเสียเลย 

หลังจากนั้นพี่ชายก็มาบอกกับเธอว่าให้เธอแต่งงานได้อย่างสบายใจ ตราบใดที่เธออยากจะแต่งหลัวต้าอวี่ก็จะมาขอ แต่สีหน้าของพ่อในตอนนั้นกลับดูนิ่งเรียบพร้อมกลับแฝงความกังวลเอาไว้ด้วยเล็กน้อย 

เมื่อเฉินอ้ายหวาได้ยินเฉินเสวี่ยพูดแบบนี้ก็เงียบขรึมตามไปด้วย สถานการณ์ในตอนนั้นตัวเขาเองก็รู้ว่าตระกูลเฉินใช้อำนาจกดขี่คนอื่น ไม่อย่างนั้นก็คงไม่มีทางเลื่อนหลัวต้าอวี่ขึ้นเป็นผู้บังคับการกองพันรวดเร็วขนาดนี้ ข้างในนี้ก็มีความหมายของการชดเชยแฝงเอาไว้ด้วย ตอนนั้นไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยเกลี้ยกล่อมน้องสาว เขาบอกกับเธอว่าแตงที่ฝืนเด็ดจากต้นย่อมไม่หวาน การทำอะไรโดยฝืนใจมักจะได้ผลลัพธ์ที่ไม่ดี แล้วเรื่องก็ยังไม่ได้แดงออกไปข้างนอก มันไม่มีทางส่งผลกระทบต่อการแต่งงานของเธอในอนาคตด้วย แต่ในตอนนั้นใจของน้องสาวก็มั่นใจเลือกหลัวต้าอวี่คนนี้แล้วแอบแฝงความหมายว่าถ้าไม่ใช่เขาก็จะไม่แต่งอะไรทำนองนั้น หลังจากอยู่ที่บ้านโวยวายก่อความวุ่นวายอยู่สองสามครั้งเขาจึงไปพูดกับพ่อว่าต้องเรียกหลัวต้าอวี่เข้ามาพูดคุยกัน ความหมายของพ่อในตอนนั้นคือเฉินเสวี่ยก่อเรื่องใหญ่ขนาดนี้ นี่ถือเป็นครั้งสุดท้ายที่ตระกูลเฉินจะช่วยเธอแล้ว ต่อไปหญิงสาวที่แต่งงานออกไปแล้ว นั่นก็คือน้ำที่สาดออกไปแล้ว 

แต่ตอนนี้เมื่อเห็นว่ามันกลายเป็นแบบนี้ไปแล้ว แล้วยังได้ยินเฉินเสวี่ยพูดแบบนี้อีก ภายในใจของเขาก็ยิ่งปวดใจมากเข้าไปใหญ่ ตอนนี้ในฐานะพี่ชายคนโตของเฉินเสวี่ย เขาจะพูดออกมาได้ยังไงว่า ถ้ารู้ว่าเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรก ทำไมตอนนั้นก็พูดแบบนั้นล่ะ เขาทำได้เพียงแค่ถอนหายใจตามไปด้วยเท่านั้น 

เฉินเสวี่ยชะงักไปชั่วขณะหนึ่งก่อนพูดต่อขึ้นมาว่า “อันที่จริงก็ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ตอนนี้ฉันอยู่ที่นี่ก็ดีอยู่แล้ว จริงๆ นะคะพี่ชาย ยังไงซะหลัวต้าอวี่ก็ไม่ค่อยได้กลับบ้าน แม้ว่าระหว่างเราสองคนจะไม่มีคำพูดอะไรมากนัก แต่ว่าเขาก็เอาเงินเบี้ยเลี้ยงให้ฉันตลอดทุกเดือน ปกติก็ไม่ได้สนใจว่าฉันจะทำอะไร ขนมที่ฉันให้พี่ชายกินวันนี้ ตอนนี้ฉันเป็นหุ้นส่วนกับร้านชาสมุนไพรในตัวเมืองขายขนมพวกนี้อยู่ค่ะ หนึ่งเดือนทำรายได้ได้ไม่น้อยเลยนะคะ” 

เมื่อเฉินเสวี่ยพูดถึงรายได้ปัจจุบันของตัวเองน้ำเสียงก็ดูกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาก 

เมื่อเฉินอ้ายหวาได้ฟังก็ยิ่งปวดใจมากขึ้นไปอีก น้องสาวของฉันเริ่มเป็นกังวลเรื่องเงินทองตั้งแต่เมื่อไหร่กัน แม้ว่าหลัวต้าอวี่จะส่งมอบเงินเบี้ยเลี้ยงของตัวเองให้เฉินเสวี่ยทั้งหมดตลอดทุกเดือน ส่วนนี้ยังพอทำให้พยักหน้ายอมรับได้ แต่น้องสาวของฉันได้แค่นี้ก็พึงพอใจแล้วเหรอ?  

“ถ้าเราไม่อยากอยู่ที่นี่แล้วก็ตามกลับไปปักกิ่งกับพี่ ยังไงซะหลัวต้าอวี่อยู่ที่นี่ก็มีข้าวโรงอาหารให้กิน พี่เห็นว่างานบ้านเขาก็ทำได้ไม่เลว ไม่จำเป็นต้องให้น้องอยู่คอยรับใช้เขาที่นี่” 

ทันทีที่เฉินเสวี่ยได้ฟังก็ส่ายหัวไปมา ตอนนี้เธอกำลังคิดอยากจะครอบครองพื้นที่มหาสมุทรสีน้ำเงิน [1] พื้นที่ทางการตลาดที่คึกคักมากของทางภาคใต้นี้อยู่เลย ถ้ากลับปักกิ่งไปไหนเลยจะมีปัจจัยแบบนี้ให้ 

แม้ว่าจากความทรงจำของร่างเดิมเธอจะเป็นที่โปรดปรานเอาอกเอาใจของคนในบ้านมาโดยตลอด มันเหมือนอย่างที่หลัวต้าอวี่ว่าจริงๆ ข้าวมาค่อยอ้าปาก เสื้อมาค่อยอ้าแขน งานบ้านงานเรือนไม่จำเป็นต้องให้เธอทำ แล้วก็ไม่ได้บีบบังคับเรื่องผลการเรียนของเธอ ไม่ได้ขอให้เธอออกไปทำงานหาเงิน แต่เธอข้ามกาลเวลามาที่นี่ไม่ใช่เพื่อมาเป็นแมลงข้าวที่มากินแค่รอความตายเสียหน่อย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าต้องพบปะกับคนในครอบครัวของร่างเดิมทุกวันๆ เธอยังต้องกังวลว่าจะถูกจับได้อีก 

“ได้ยังไงล่ะคะ พี่ชายพี่ไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอกค่ะ ฉันอยู่ที่นี่สบายดี อีกอย่างก่อนหน้านี้ฉันทำให้พ่อโกรธมากขนาดนั้นฉันก็รู้สึกกลัวอยู่เหมือนกันนะ” 

เฉินอ้ายหวาถอนหายใจออกมา “ตอนนั้นพ่อแม่โกรธอยู่นิดหน่อยก็จริงแต่ไหนจะมีเวลามาโกรธเธอได้ตลอดไปล่ะ ครึ่งปีมานี้พวกเขาเอาแต่บ่นคิดถึงเธอทุกวันเลยนะ ไม่รู้ว่าเธอจะเป็นยังไงบ้าง ไม่รู้ว่าเธอจะคุ้นชินกับอาหารทางตอนใต้บ้างไหม ถ้าให้คุณแม่เห็นว่าเธอผอมลงมากขนาดนี้คงได้ปวดใจตายเลย” 

“พี่อย่ามองแค่ว่าตอนนี้ฉันผอมลงสิคะ ฉันแข็งแรงแล้วนะคะ ดียิ่งกว่าร่างกายของฉันเมื่อก่อนอีก อีกอย่างอ้วนขนาดนั้นใส่เสื้อแล้วมันไม่สวยเลยนี่นา” เฉินเสวี่ยรีบอธิบายอย่างรวดเร็ว รสนิยมความสวยความงามของพ่อแม่กับลูกช่างแตกต่างกันมากแบบนี้ไม่เปลี่ยนแปลงเลยจริงๆ เนื้อไขมันทั่วทั้งตัวของร่างเดิมเป็นสิ่งที่ถูกแม่ของเธอป้อนให้เธอในช่วงวัยรุ่น ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมพ่อแม่ถึงคิดว่าอ้วนๆ แล้วจะดูดี อ้วนถึงเจ็ดสิบห้ากิโลแล้วมันยังจะดูดีอยู่ได้ยังไงล่ะ 

“ใช่ๆๆ แข็งแรงจริงๆ แต่จริงๆ แล้วเธออย่ากังวลเรื่องพ่อแม่ทางนั้นเลย พวกเขาคิดถึงเธอมากจริงๆ พ่อแม่ที่ไหนจะเกลียดชังลูกได้ข้ามวันข้ามคืนแบบนี้” 

“ฉันรู้ค่ะ ตลอดครึ่งปีมานี้ฉันก็ไม่ได้เขียนจดหมายถึงที่บ้านเลย จริงสิเดี๋ยวฉันจะกลับไปเขียนจดหมาย พี่ชายช่วยเอากลับไปให้ด้วยนะคะ แล้วก็เอาซอสกับขนมที่ฉันทำเองกลับไปให้พ่อกับแม่ลองชิมดูด้วย” เฉินเสี่ยวพลางหักนิ้วมือนับเลขไปด้วย 

เมื่อเฉินอ้ายหวาเห็นว่าเฉินเสวี่ยกำลังพยายามเลี่ยงไม่ให้กลับไปพูดถึงหัวข้อที่ว่าไม่ให้อยู่ติดตามกองทัพต่ออีกก็คิดว่าในใจของน้องสาวคงยังปล่อยวางหลัวต้าอวี่ไม่ได้ จึงทำได้เพียงแค่แอบถอนหายใจออกมา ดูเหมือนว่าตัวเองคงจะทำได้แค่เตือนหลัวต้าอวี่สักหน่อยเท่านั้น ใครใช้ให้หัวใจทั้งดวงของน้องสาวฉันไปอยู่กับเขาจนหมดเลยล่ะ ไม่ได้รับความเป็นธรรมมากขนาดนี้ยังไม่พูดอะไรสักคำ ยังจะบอกว่าตัวเองมีความสุขดีอีก 

“ได้ น้องกลับไปเขียนจดหมายมา ไม่ใช่แค่ครั้งนี้ที่ต้องเขียน ต่อจากนี้ไปต้องเขียนจดหมายกลับไปบ่อยๆ ด้วยรู้ไหม ช่วงปีใหม่ก็ให้กลับไปที่บ้าน ถ้าหลัวต้าอวี่ไม่มีวันหยุดน้องก็กลับไปเองเลย ส่งโทรเลขหาพี่เดี๋ยวพี่จะหาคนซื้อที่นั่งแบบเบาะนอนให้” 

“รู้แล้วค่ะ พี่ชายสบายใจเถอะค่ะ ตอนนี้น้องสาวของพี่เก่งกาจมากเลยนะคะ เมื่อกี้ยังพูดไม่จบเลยค่ะ พี่รู้ไหมว่าตอนนี้หนึ่งเดือนฉันทำเงินได้เท่าไหร่ เลขนี้” เฉินเสวี่ยทำมือเป็นเลขแปด 

“แปดสิบ? เก่งมากเลยนะเนี่ย เก่งกว่าพี่แล้วด้วย เงินเบี้ยเลี้ยงของพี่ยังไม่ได้มากขนาดนี้เลย” 

“แปดสิบอะไรกันคะ แปดร้อยต่างหาก เก่งไหมคะ” เฉินเสวี่ยเห็นท่าทางตกตะลึงนั้นของเฉินอ้ายหวาก็หัวเราะออกมาอย่างชอบอกชอบใจ 

“แปดร้อย? ดูไม่ออกเลยจริงๆ นะเนี่ยว่าน้องสาวจะมีความสามารถยอดเยี่ยมขนาดนี้ ขนมที่น้องเพิ่งจะพูดถึงเมื่อกี้นี้เหรอ” เฉินอ้ายหวายังดูเหมือนไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ 

“ใช่ค่ะ” เฉินเสวี่ยค่อยๆ เล่าว่าก่อนหน้านี้เธอทำขนมยังไง แล้วมาร่วมมือกับร้านเลี่ยวจี้ได้อย่างไรให้เฉินอ้ายหวาฟัง เฉินอ้ายหวาที่ฟังอยู่ก็พยักหน้ารับอย่างต่อเนื่อง 

“ดังนั้นพี่ชายดูสิคะ ตอนนี้ฉันอยู่ที่นี่มีรายได้ดีไม่เลวเลย อยู่คนเดียวก็สบายมาก พี่ชายไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะคะ” 

เมื่อเฉินอ้ายหวาได้ยินเฉินเสวี่ยพูดแบบนี้ก็ทำได้แค่พยักหน้ารับ “ได้ ไม่ว่าน้องจะมีเรื่องอะไรต้องบอกให้พี่รู้ทั้งหมดโอเคไหม ส่งโทรเลขไปหาพี่ จริงสิ ครั้งนี้มีเพื่อนร่วมชั้นของพี่มาที่นี่ด้วยกันกับพี่ เขาเป็นเพื่อนที่ดีของพี่คนหนึ่ง ครอบครัวของเขารู้จักกันกับครอบครัวของเราด้วย ต่อไปเขาอาจจะได้เดินทางมาทางใต้บ่อยๆ ถ้าน้องมีเรื่องอะไรไปหาเขาก็ได้” ตอนนี้เฉินอ้ายหวาปวดใจแทนน้องสาวจึงรับปากยอมให้เธออยู่ที่ทางใต้ต่อไปได้ น้องเขยคนนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ได้น่าเชื่อถืออะไรขนาดนั้น จึงคิดอยากจะแนะนำความสัมพันธ์ของตัวเองกับคนอื่นๆ ให้น้องสาวได้รู้จักเอาไว้ด้วย 

“อ้อ จริงเหรอคะ ใครเหรอคะ ฉันรู้จักหรือเปล่า” ทันทีที่เฉินเสวี่ยได้ฟังก็รู้สึกสนใจขึ้นมาในทันที ในเวลานี้คนที่มีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวจากเซี่ยงไฮ้มาที่ภาคใต้ นั่นมีแนวโน้มว่าต้องเป็นคนที่ทำพวกธุรกิจการตลาดแน่นอนเลยเธอจึงอยากจะรู้จักทำความคุ้นเคยเอาไว้ 

“น้องอาจจะเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน แต่น่าจะไม่เคยเจอ เหมียวเฉิงหย่ง ครอบครัวของเขาจากเซี่ยงไฮ้ ตามพ่อแม่มาอยู่ที่ปักกิ่ง ครั้งนี้ตามพี่มาก็เพราะอยากจะมาสร้างโรงงานที่นี่” 

เฉินเสวี่ยพยักหน้า เดิมทีเซี่ยงไฮ้ก็เป็นสถานที่ที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่คึกคักมากอยู่แล้ว คาดว่าคงจะเป็นเพราะเหตุนี้ที่เหมียวเฉิงหย่งคนนี้มีความคิดแบบนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ ยิ่งกว่านั้นพื้นฐานครอบครัวคงจะมั่นคงมากทีเดียว 

“ชื่อนี้เหมือนจะไม่มีในความทรงจำเลยจริงๆ ค่ะ” 

“ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ได้เจอเดี๋ยวก็ได้รู้จักกันแล้ว ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเขาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของพี่ น้องปฏิบัติกับเขาเหมือนอย่างที่ปฏิบัติกับพี่ได้เลย เอาล่ะวันนี้ถึงแค่นี้แล้วกัน น้องรีบกลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ วันพรุ่งนี้เช้าพี่จะไปเรียกน้องให้เข้าเมืองด้วยกัน แปดโมง?” 

“พี่คะ สายตาของพี่นั่นมันอะไรกัน แปดโมงไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ตอนนี้ฉันตื่นนอนตั้งแต่หกโมงเลยด้วยซ้ำ” เฉินเสวี่ยเห็นสายตาลังเลสงสัยนั้นของเฉินอ้ายหวาแล้วเธอจึงจงใจทำท่าทางโกรธๆ ออกมา ทำเอาเฉินอ้ายหวาหัวเราะชอบใจใหญ่ ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างหลัวต้าอวี่กับเฉินเสวี่ยวันนี้จะค่อนข้างเย็นชา แต่เมื่อเห็นน้องสาวยังมีชีวิตชีวาได้อย่างนี้เขาก็วางใจลงได้บ้างแล้ว 

สองพี่น้องทางนี้ยิ่งพูดคุยกันก็ยิ่งมีความสุข อีกด้านหนึ่งทางหลัวต้าอวี่กับเนี่ยเสียวอวี่กลับยิ่งคุยยิ่งเศร้าใจ 

หลัวต้าอวี่ทำความสะอาดเก็บชามตะเกียบเรียบร้อยหมดแล้ว เฉินเสวี่ยกับพี่ชายหายไปนานมากแล้ว เนี่ยเสียวอวี่มองหลัวตาอวี่เก็บกวาดทำความสะอาดอยู่ในห้องครัวตลอด เธอเริ่มคิดอยากจะทำความสะอาดเพียงแต่ว่าก่อนอื่นเธอใช้น้ำประปานั่นไม่เป็น จู่ๆ เปิดออกมาแรงเกินไป แถมแรงดันน้ำของเรือนพักญาติที่นี่ก็สูงมาก น้ำพวกนั้นพุ่งกระจายออกมาข้างนอกเต็มไปหมด สาดใส่เธอไปทั่วทั้งตัวจนเธอกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ หลัวต้าอวี่รีบช่วยเปิดหมุนก๊อกน้ำให้เบาลง จากนั้นน้ำยาล้างจานเธอก็ใช้ไม่เป็นอีก วันนี้เฉินเสวี่ยเอาใจรสนิยมอาหารของผู้ชายทั้งสองคนนี้จึงใส่น้ำมันค่อนข้างเยอะ พอเธอล้างเสร็จแต่ชามมันยังคงมันเยิ้มอยู่เลย สุดท้ายหลัวต้าอวี่ยังต้องล้างมันใหม่อีกรอบ 

รอกระทั่งหลัวต้าอวี่ล้างเสร็จแล้วเธอถึงรีบยื่นผ้าเช็ดหน้าให้หลัวต้าอวี่เช็ดมือ 

“ลำบากพี่ต้าอวี่แล้วค่ะ เช็ดมือหน่อยค่ะ” 

หลัวต้าอวี่รับมันมาเช็ดมือ “ไม่เป็นไรหรอก เธอใช้อันนี้ไม่เป็นก็เป็นเรื่องปกติ มานั่งพักก่อนเถอะ นี่นั่งรถมาตั้งหลายวันแล้วคงจะเหนื่อยแย่เลยสิ” หลัวต้าอวี่ยื่นผ้าเช็ดหน้าคืนให้เนี่ยเสียวอวี่ ไม่ทันได้สังเกตเห็นเลยว่าผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ไม่ใช่แบบที่เขาใช้ประจำแต่เป็นของที่เนี่ยเสียวอวี่ใช้และตั้งใจเอามาให้เขาเช็ดมือเป็นพิเศษ 

เนี่ยเสียวอวี่นั่งลงบนโซฟาตัวข้างๆ อย่างระมัดระวัง “พี่ต้าอวี่ วันนี้ฉันสร้างความเดือดร้อนอะไรให้พี่หรือเปล่า ฉันออกมาตั้งหลายวันก็เอาแต่หวาดกลัวมาตลอด พอถึงหน้าประตูเห็นพี่ต้าอวี่เข้าฉันก็อดไม่ได้จริงๆ พี่สะใภ้คงจะไม่พอใจแล้วใช่ไหมคะ” 

เรื่องที่พูดถึงอยู่นี้คือตอนที่เธอเห็นหลัวต้าอวี่ตรงหน้าประตูแล้วตื่นเต้นจนโผตัวเข้าไปกอด 

หลัวต้าอวี่หุมปากของเขาไปครู่หนึ่ง เรื่องนี้จะว่ายังไงดี มันก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่จริงๆ แถมยังถูกพี่เมียเห็นเข้าอีกต่างหาก แต่ตอนนี้เสี่ยวอวี่เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อนแบบนี้เขาเองก็ไม่สามารถพูดถึงมันได้อีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าจะยังไงเสี่ยวอวี่ก็เป็นเด็กผู้หญิงเหมือนกัน อีกอย่างเฉินเสวี่ยไม่พอใจจริงๆ เหรอ หลัวต้าอวี่พยายามนึกย้อนกลับไปดูการแสดงออกของเฉินเสวี่ยในตอนนั้นแต่กลับนึกไม่ออกเลยว่าตอนนั้นเฉินเสวี่ยมีปฏิกิริยายังไง 

“ตอนนั้นเธอเองก็ร้อนใจไง ไม่เป็นไรหรอก พี่สะใภ้คงจะเข้าใจ” 

“จริงเหรอคะ ฉัน...ฉันกลัวจริงๆ ว่าพี่สะใภ้จะโกรธ ถึงตอนนั้นพี่ต้าอวี่ก็ไม่อยู่บ้าน ฉันก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายกับพี่สะใภ้ยังไง” หลังจากเนี่ยเสียวอวี่ได้ยินหลัวต้าอวี่พูดแบบนี้บนใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา แต่ก็พูดอย่างเป็นกังวลใจต่อท้ายอีกว่า “ตอนนี้พี่สะใภ้ยังไม่กลับมาเลย ไม่รู้ว่าโกรธหรือเปล่า” 

 

------ 

[1] มหาสมุทรสีน้ำเงิน ที่กล่าวถึง ณ ที่นี้ หลายถึงการตลาดที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก ผู้ประกอบการสร้างอุปสงค์ใหม่ขึ้นมาให้เติบโตและมีสัดส่วนผลกำไรที่มากขึ้น ไม่มุ่งเน้นการแข่งขันกับคู่แข่ง สร้างตลาดใหม่ ซึ่งรวมไปถึงธุรกิจที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ผลิตภัณฑ์ใหม่ รูปแบบใหม่ในตลาดเก่า เป็นการพัฒนาธุรกิจใหม่เชิงกลยุทธ์ ตรงกันข้ามกับมหาสมุทรสีน้ำเงินก็คือมหาสมุทรสีแดงซึ่งหมายถึงพื้นที่ตลาดที่เป็นที่รู้จักแล้ว เป็นการตลาดแบบมีการแข่งขันสูง 

ความคิดเห็น