facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

นอกจากจะต้องข้ามเวลามาอยู่ในยุคไดโนเสาร์ที่แสนกันดารแล้ว ยังต้องได้สามีสุดหล่อที่เกลียดร่างนี้เข้ากระดูกดำพ่วงติดมาด้วยอีก ชีวิตเธอจะมีอะไรที่ซวยกว่านี้อีกมั้ย

ตอนที่ 19 พี่ชาย

ชื่อตอน : ตอนที่ 19 พี่ชาย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.4k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ธ.ค. 2563 12:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 19 พี่ชาย
แบบอักษร

เฉินอ้ายหวาโกรธแทนน้องสาวของตัวเองที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ในใจของหลัวต้าอวี่ก็รู้สึกผิดแต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกว่าระหว่างเขากับเสี่ยวอวี่ไม่มีอะไรที่ต้องกลัว ภายในใจของเนี่ยเสียวอวี่ค่อนข้างสับสนยุ่งเหยิงมาก ตอนเธอเห็นหลัวต้าอวี่ ภายในใจก็เหมือนกับมองเห็นตัวละครเอกของตัวเองยังไงอย่างนั้น ตอนนั้นหัวใจก็พุ่งเข้าไปหาพี่ต้าอวี่แล้ว ไม่ได้สังเกตเลยว่าด้านหลังยังมีผู้ชายสวมชุดทหารยืนอยู่ด้วย กระทั่งเธอรู้ว่าผู้ชายรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าเย็นชาคนนั้นเป็นพี่ชายของภรรยาพี่ต้าอวี่มันก็สายเกินไปแล้ว เมื่อนึกถึงการกระทำของตัวเองเมื่อครู่นี้แล้วเธอก็รู้สึกกลัวขึ้นมาเล็กน้อย ตอนนี้ภายในห้องนั่งเล่นนั่งอยู่ด้วยกันสามคน เมื่อเธอเห็นว่าเฉินเสวี่ยเดินเข้าไปทำอาหารอยู่ในครัวแล้ว ไหนจะยังนั่งนิ่งต่อไปได้อีก จึงเดินอึกๆ อักๆ ไปที่หน้าประตูห้องครัว “พี่สะใภ้ให้ฉันช่วยด้วยดีกว่าค่ะ” 

เฉินเสวี่ยกำลังหั่นผักฉับๆๆ อยู่ตรงนั้นพอดี เมื่อได้ยินคำพูดของเนี่ยเสียวอวี่ เธอก็หันไปมองเห็นเขากำลังยืนพิงประตูอย่างอ่อนแรง “หือ? ไม่ต้องๆ ฉันทำคนเดียวจนเคยชินแล้ว เร็วมากเลยด้วย จริงสิ” เฉินเสวี่ยเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่าเสี่ยวอวี่บอกว่าเธอไม่ได้กินข้าวมาสองวันแล้ว 

“ฉันก็รีบทำอาหารจนลืมไปเลย เธอรอเดี๋ยวนะ” 

หลังจากพูดจบเฉินเสวี่ยก็หยิบเอาขนมออกมาจากข้างในตู้วางลงบนจาน ยกเดินไปที่หน้าประตูแล้วก็ลากเนี่ยเสียวอวี่ให้กลับมานั่งที่โซฟา “เธอหิวมาหลายวันแล้ว ทานขนมรองท้องไปก่อนนะ อีกเดี๋ยวค่อยทานข้าว เดี๋ยวฉันไปรินน้ำมาให้” 

จากนั้นก็หันไปพูดกับพี่ชายด้วยว่า “พี่ชายก็ลองชิมดูสิคะ ขนมนี่ฉันทำเองนะ แบบกลมจะหวาน แบบเหลี่ยมจะเป็นไส้เค็มค่ะ แล้วแต่ว่าพี่ชอบทานแบบไหน” 

ในขณะที่เฉินเสวี่ยพูดเธอก็เอาแก้วน้ำวางลงสามแก้ว พลางกดไหล่ของเนี่ยเสียวอวี่ไว้ “นั่งอยู่เฉยๆ นั่งอยู่เฉยๆ ทำเธอหิวขึ้นมาเดี๋ยวพี่ต้าอวี่ของเธอได้มาโทษฉันอีก” 

เมื่อหลัวต้าอวี่เห็นว่าเฉินเสวี่ยทำแบบนี้ก็พลอยเกลี้ยกล่อมเนี่ยเสียวอวี่ไปด้วย “ไม่เป็นไรหรอก พี่สะใภ้ของเธอทำอาหารเร็วจะตาย เธอไม่ได้กินอะไรมาหลายวันแล้ว กินอะไรก่อนสักหน่อยเถอะ” 

เฉินเสวี่ยรู้สึกเป็นสุขใจ เธอไม่ต้องการให้เนี่ยเสียวอวี่เข้าไปด้วยจริงๆ ถึงแม้ว่าเธอจะไม่สนใจผู้ชายคนนี้ แต่เมื่อมีคนลุกขึ้นมาอยากจะแย่งกันอย่างโจ่งแจ้งแบบนี้มันก็มักจะทำให้รู้สึกขยะแขยงขึ้นมา ถ้าสามารถไม่อยู่ด้วยกันได้ก็อย่าอยู่ด้วยกันเลยจะดีกว่า อีกอย่างอาหารที่เธอจะทำก็ไม่ต้องการความช่วยเหลือใดๆ ด้วย แต่หลัวต้าอวี่พูดแบบนี้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเป็นห่วงน้องสาวตัวเองหรือพูดตามคำพูดของเธอกันนะ ตัวเธอนั้นไม่ได้สนใจอะไรแต่ไม่รู้ว่าพี่ชายจะไปคิดเชื่อมโยงยังไง 

“จริงด้วย พี่ชายเองก็ลองชิมดูด้วยนะคะ อันนี้ฉันทำตามสูตรของแครกเกอร์โซดา พี่ลองชิมดูสิว่ารสชาติเหมือนกับที่พี่ชอบหรือเปล่า” 

เฉินเสวี่ยยื่นไปให้เฉินอ้ายหวาหนึ่งชิ้น 

เฉินอ้ายหวารับไปแล้วกัดกินหนึ่งคำ “อืม อร่อยจังเลย ตอนนี้ฉันหิวแล้วจริงๆ นั่นแหละ น้องสาวมีฝีมือเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่” 

“เรียนสิคะ เมื่อก่อนกินมาเยอะแล้วก็เลยคิดทำออกมาเองเลย” เฉินเสวี่ยพยายามข้ามปัญหาสำคัญไป “ในหม้อฉันกำลังผัดเนื้อไว้อยู่ พี่ชายอีกเดี๋ยวเราค่อยคุยกันนะคะ” 

อาหารมื้อนี้ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์มากทีเดียว เฉินเสวี่ยทำเนื้อตุ๋นน้ำแดง ไก่ผัดมันฝรั่ง มะเขืออบน้ำมัน ผัดผัก แล้วก็ยังมีแกงจืดฟักสาหร่ายใส่กุ้งอีกหนึ่งอย่าง อาหารสี่อย่างกับซุปหนึ่งอย่าง ปริมาณเพียงพอทั้งหมด 

สุดท้ายยังคลุกบะหมี่เย็นเสิร์ฟพร้อมกับแตงกวาหั่นเป็นเส้นกับถั่วงอก ใส่น้ำมันพริกหอมๆ ลงไปคลุกให้เข้ากัน ทานแล้วสดชื่นมาก เหมาะสำหรับทานในช่วงหน้าร้อนพอดี 

“ฉันจำได้ว่าตอนอยู่บ้านพี่ชายชอบกินบะหมี่เย็นแบบนี้ที่สุด ตอนนี้ก็เป็นหน้าร้อนพอดีกินแล้วก็เย็นสดชื่น เดี๋ยวฉันตักให้พี่อีกชามนะคะ” เมื่อเฉินเสวี่ยเห็นว่าพี่ชายว่ากินเสมือนว่าทั้งหมดสลายหายไปในปุยเมฆก็ไม่ปานก็แอบมีความสุขอยู่ในใจ สามารถทำอาหารให้คนอื่นเจริญอาหารได้แบบนี้ก็ถือเป็นรางวัลอย่างหนึ่งสำหรับคนเป็นเชฟเช่นกัน 

“อืม รสชาติดีกว่าที่พี่กินอยู่ที่บ้านซะอีก รสชาติของซอสนี้ดีมากเลย” เฉินอ้ายหวายื่นชามส่งให้เฉินเสวี่ย 

“ถ้าชอบก็เอากลับไปด้วยสักขวดสิคะ ซอสนี้ฉันทำบ่อย เอากลับไปให้พ่อกับแม่ชิมดูด้วย พวกเขายังไม่เคยกินอาหารที่ฉันทำเลย” เฉินเสวี่ยเติมบะหมี่เย็นส่งให้พี่ชายของเธออีกหนึ่งชาม 

“ครึ่งปีมานี้น้องสาวเรียนรู้งานบ้านไปไม่น้อยเลยนะ” เฉินอ้ายหวาพลางคลุกบะหมี่พลางทอดถอนใจไปด้วย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะชื่นชมหรือว่าปวดใจแทน 

หลัวต้าอวี่เองก็รีบพูดขึ้นอย่างรวดเร็ว “ผมมักจะไม่อยู่บ้านบ่อยๆ งานที่บ้านนี้ต่างต้องอาศัยเสี่ยวเสวี่ยทำทั้งหมด ลำบากเธอมากเลยจริงๆ” 

เฉินอ้ายหวาเงยหน้าขึ้นมองหลัวต้าอวี่ยิ้มๆ แต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ 

แค่คำว่าเสี่ยวเสวี่ยคำเดียวทำเอาเฉินเสวี่ยที่ได้ยินถึงกับตัวสั่นไปหมด เธอไม่เคยได้ยินหลัวต้าอวี่เรียกเธอแบบนี้มาก่อนเลย น้ำเน่าแปลกๆ ตอนนี้คิดอยากจะกู้สถานการณ์มันสายเกินไปหน่อยแล้ว แต่เฉินเสวี่ยก็ไม่วางแผนคิดจะเหยียบเขาซ้ำในตอนนี้ ถึงแม้ว่าที่บ้านจะตามใจเธอตลอด แต่เธอก็รู้ว่าเมื่อแต่งงานแล้วเรื่องทำงานบ้านก็เป็นเรื่องที่สมควร เธอพูดต่ออยู่อีกด้านหนึ่งว่า “ยังไงคนเราก็ต้องโตขึ้น หรือว่าในความทรงจำของพี่ชายฉันเป็นแค่คนที่ข้าวมาค่อยอ้าปาก เสื้อมาค่อยอ้าแขน [1] ตลอดเลยคะ” 

“ทำไมจะไม่ใช่ ตอนอยู่ที่บ้านมีครั้งไหนบ้างที่ไม่ใช่ยกอาหารมาเสิร์ฟถึงโต๊ะให้เธอกิน รอเธอกินเสร็จแล้วค่อยมาเก็บทำความสะอาดเอาไปล้างน่ะ” เฉินอ้ายหวาเหลือบมองเฉินเสวี่ยอย่างนึกตลก ตอนนั้นที่เฉินเสวี่ยเพิ่งจะแต่งงานเขาเองก็ยังเคยว่าเฉินเสวี่ยว่าต่อไปให้เธอทำให้มีท่าทีเหมือนเป็นภรรยาของทหาร อยู่บ้านไม่สามารถทำเหมือนตอนยังไม่แต่งงานที่แม้แต่ขวดซอสถั่วเหลืองล้มยังไม่หยิบตั้งขึ้นเลยแบบนี้ แต่ตอนนี้หลังจากเห็นเฉินเสวี่ยทำอาหารออกมาสี่ห้าอย่างอย่างชำนาญแบบนี้แล้ว ภายในใจของเขากลับรู้สึกปวดใจอยู่เล็กน้อย น้องสาวเพิ่งจะอายุแค่สิบแปดปี ถ้าไม่ใช่เพราะแต่งงานแล้วคงจะยังเป็นช่วงเวลาซึมซับความสุขอยู่เลย 

“นั่นมันเมื่อก่อนไม่ใช่หรือไงล่ะ ปฏิทินย้อนกลับมาไม่ได้รู้หรือเปล่าคะ” เฉินเสวี่ยย่นคิ้วย่นจมูกใส่พี่ชายของเธอ 

เมื่อพวกเขาสองพี่น้องต่อปากต่อคำกันขึ้นมา เนี่ยเสียวอวี่ที่นั่งอยู่ข้างๆ ยิ่งอึดอัดมากเข้าไปใหญ่ เธอก็คิดว่าอาหารที่ทำวันนี้อร่อยมากและอดไม่ได้ที่จะกินให้มากขึ้นกว่าเดิมอีกสองสามคำ เดิมทีที่เธอบอกว่าหิวอยู่ระหว่างทางมาสองวันแล้วนั้นเป็นเรื่องโกหก กินไม่อิ่มนั้นเป็นเรื่องจริง แต่อาหารที่เอามาด้วยกับเงิน ต้องกินอย่างประหยัด ค่อยๆ กินอย่างประหยัดยังพอได้กินอะไรบ้าง ตอนที่เพิ่งมาถึงขนมนั้นหอมหวานมาก เธอกินเข้าไปหนึ่งชิ้นแล้วก็อยากจะกินอีก หลังจากนั้นอาหารที่ยกมามีทั้งเนื้อมีทั้งไก่ อยู่ที่บ้านตอนปีใหม่ยังไม่ได้กินดีขนาดนี้เลย ผู้ชายสองคนข้างๆ ขยับตะเกียบค่อนข้างบ่อย เมื่อเธอกินมากขึ้นอีกสองสามคำจึงไม่ได้โจ่งแจ้งมากนัก ตอนนี้เธอกินจนเริ่มแน่นขึ้นมาแล้ว 

เนี่ยเสียวอวี่ปิดปากระงับเสียงเรอเมื่อทานอิ่มของตัวเองอย่างเงียบๆ และวางตะเกียบลง 

“น้องเสี่ยวอวี่กินอิ่มหรือเปล่า เอาเพิ่มอีกสักหน่อยไหม” 

“ไม่ต้องแล้วค่ะๆ กินอิ่มแล้วค่ะพี่สะใภ้ อาหารที่พี่สะใภ้ทำอร่อยมากจริงๆ ค่ะ อร่อยมาก” เนี่ยเสียวอวี่โบกมือไปมาซ้ำๆ นี่เธอกินอิ่มจนแทบจะเรอออกมาแล้ว ปัจจัยทางนี้ของพี่ต้าอวี่ดีจริงๆ ไม่รู้ว่าอาหารแต่ละมื้อจะได้กินเนื้อสัตว์ทุกวันเลยหรือเปล่า พี่ต้าอวี่เป็นเจ้าหน้าที่ทหารไม่แปลกที่จะมีรายได้มาก บ้านก็สวย อาหารการกินก็ดี พี่สะใภ้แต่งงานกับพี่ต้าอวี่เหมือนได้เสพสุขเลยจริงๆ เนี่ยเสียวอวี่คิดถึงบ้านอิฐดินของตัวเอง นอกจากฤดูกาลทำนา โดยปกติแล้วจะได้กินข้าวเพียงแค่สองมื้อต่อวันเท่านั้น เมื่อมองดูอาหารสามสี่จานใหญ่ตรงหน้านี้แล้ว แสงแห่งความอิจฉาไหลผ่านดวงตาออกมา 

ถ้าเฉินเสวี่ยได้ยินความคิดที่อยู่ในใจของเนี่ยเสียวอวี่คาดว่าเธอคงจะหัวเราะออกมา ที่บ้านนี้ได้กินเนื้อสัตว์ทุกๆ มื้อเป็นเรื่องจริง แต่ไม่ใช่เพราะเงินเบี้ยเลี้ยงที่หลัวต้าอวี่หามาได้ อาศัยแค่เงินสามสิบหยวนนั้นของเขากินแบบนี้ไม่ได้หรอก ถ้าไม่ใช่เพราะเธอหาวิธีการหาเงินได้ล่ะก็ชีวิตก็คงต้องวางแผนคิดคำนวณเหมือนกัน 

ทุกคนหยุดตะเกียบกันหมดแล้ว เนี่ยเสียวอวี่ลุกขึ้นยืนเก็บชามเก็บตะเกียบ เฉินเสวี่ยเองก็เกรงอกเกรงใจอยู่ไม่กี่คราเมื่อเห็นเธอยืนกรานจึงปล่อยให้เธอทำเลย อย่างไรเสียตัวเธอเองก็ไม่ค่อยชอบชามที่มันๆ เยิ้มๆ อยู่แล้ว แต่หลัวต้าอวี่กลับเดินตามเนี่ยเสียวอวี่เอาถ้วยชามยกเข้าไปในห้องครัว แล้วหยิบเอาเศษผ้าออกมาเช็ดโต๊ะ หลังจากนั้นก็ยื่นพวกน้ำยาล้างจานอะไรให้เนี่ยเสียวอวี่ ทั้งสองคนให้ความร่วมมือกันเป็นอย่างดี 

เฉินเสวี่ยเองก็ไม่ได้สนใจพวกเขาสองคน เธอพาพี่ชายเดินเข้ามาในห้องของตัวเองแล้วนั่งคุยกัน 

ทันทีที่เฉินอ้ายหวาเข้ามาให้ห้องของเฉินเสวี่ย เมื่อเห็นว่าภายในห้องของเธอเป็นเตียงนอนเตียงเดี่ยวหนึ่งเตียงคิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันอีกครั้ง นี่เพิ่งจะแต่งงานกันแค่ไม่กี่เดือนเอง พวกเขาสองสามีภรรยาก็แยกกันนอนแล้ว? ถ้าเป็นแบบนี้จะยังให้เธออยู่ติดตามกองทัพไปทำไม ไม่สู้กลับไปพร้อมกันกับตัวเองยังจะดีกว่าด้วยซ้ำ 

“ปกติเธอนอนที่นี่?” 

“อืม ใช่ค่ะ” เฉินเสวี่ยพยักหน้า ยังไม่เข้าใจเลยด้วยซ้ำว่าทำไมเสียงของเฉินอ้ายหวาถึงต่ำลงอีกแล้ว 

“หลัวต้าอวี่ล่ะ” 

“หือ? อ๋อปกติเขาจะอยู่ในกองทัพค่ะ กลับมาก็นอนอยู่ห้องข้างๆ” 

เมื่อได้ฟังคำตอบของเฉินเสวี่ยใบหน้าของเฉินอ้ายหวายิ่งเข้มขึ้นมากกว่าเดิม หลัวต้าอวี่นี่ยังไง แต่งงานกับน้องสาวฉันแล้ว แถมน้องสาวยังติดตามเขามากองทัพด้วยแล้ว นี่ให้น้องสาวฉันมารอเป็นม่ายหรือยังไง เดิมทีอารมณ์ของเฉินอ้ายหวาก็เป็นคนใจร้อนมากอยู่แล้ว บ่ายวันนี้นับตั้งแต่ได้เจอกับน้องสาวของเขา เรื่องทั้งหมดยังไม่มีเรื่องไหนที่ทำให้เขาสบายใจได้เลย เดิมทีเมื่อตอนเช้าวันนี้มาเจอน้องเขย ได้เห็นว่าทางนี้ของเขาพัฒนาได้ไม่เลว เพียงแค่ครึ่งปีก็มั่นคงขึ้นมากแล้ว ภายในใจของเขายังรู้สึกปลื้มปิติอยู่บ้างเล็กน้อย ยังคิดว่าสายตาของตัวเองมองคนได้ไม่เลว หลัวต้าอวี่คนนี้เป็นต้นกล้าที่ดี ถึงแม้ว่าตอนที่แต่งงานกับน้องสาวจะมีเรื่องที่มันออกจะวุ่นวายไม่ค่อยดีนัก แต่นั่นล้วนเป็นอดีตที่มันผ่านไปแล้ว ทั้งสองคนแต่งงานกันแล้วที่เหลือก็คือต้องใช้ชีวิตในแต่ละวันให้ดีๆ ไหนจะคิดว่าเจ้าเด็กคนนี้ออกจากสายตาของคนตระกูลเฉินแล้วจะทำแบบนี้กับน้องสาวของตัวเอง น้องสาวที่ครอบครัวฉันเลี้ยงดูมาจนอายุสิบแปดปี มาที่นี่เพื่อซักผ้าทำอาหารให้เขา แถมเขายังมีหน้าไม่กลับบ้านอีก!  

เฉินอ้ายหวาแทบอยากจะลากน้องเขยคนนี้ออกไปข้างนอกแล้วต่อยกันสักยก 

เขามองไปที่น้องสาวของตัวเองอีกครั้ง นี่ยังไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น แถมยังรู้สึกว่าแบบนี้มันดีแล้ว มันปกติดีแล้ว? เจ้าแซ่หลัวคนนี้เอาซุปยาเสน่ห์อะไรให้น้องสาวของฉันกินกันนะ ขนาดนี้แล้วยังทำให้น้องสาวของฉันยอมอย่างสุดจิตสุดใจอีก?  

เฉินอ้ายหวาโกรธมากจนแทบจะอยู่ในห้องนี้ต่อไปไม่ได้อีกแม้แต่ครู่เดียวแล้ว เขาต้องถามน้องสาวของเขาดีๆ ว่าในใจคิดอะไรอยู่กันแน่ 

“พี่ต้องกลับไปที่พักรับรองแล้ว เธอไปส่งพี่หน่อย” 

“อ้อ ได้ค่ะ หลัวต้าอวี่ฉันไปส่งพี่ชายที่บ้านพักก่อนนะ” เฉินเสวี่ยร้องเสียงดังบอกไปทางห้องครัวประโยคหนึ่ง 

“เอ๋ พี่ใหญ่จะไปเดี๋ยวนี้เลยเหรอครับ นั่งคุยกันที่นี่สักพักก่อนสิครับ” หลัวต้าอวี่เดินออกมาด้วยมือที่เปียกชุ่ม อยู่ที่บ้านเนี่ยเสียวอวี่ก็ใช้แต่น้ำร้อนล้างจานใช้น้ำยาล้างจานแบบนี้ไม่เป็น หลัวต้าอวี่จึงไม่ให้เธอสัมผัสและตัดสินใจล้างด้วยตัวเอง 

“ไม่ล่ะ กลับไปยังมีธุระบางอย่างอีก จริงสิพรุ่งนี้ฉันไม่มาที่นี่แล้วนะ จะมารายงานตัววันมะรืน ฉันมีเพื่อนคนหนึ่งมีธุระที่นี่และมาพร้อมกันกับฉัน พรุ่งนี้ฉันต้องเข้าเมืองไปทำธุระเป็นเพื่อนเขา” แม้ว่าภายในใจของเฉินอ้ายหวาจะโกรธมากแต่บนใบหน้ายังคงข่มมันเอาไว้ ให้ดูเหมือนเยือกเย็นขึ้นมาเล็กน้อย 

“โอ้ ดีๆ ถ้าอย่างนั้นเฉินเสวี่ยไปส่งพี่ใหญ่ดีๆ ล่ะ” หลัวต้าอวี่พยักหน้าซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง 

เฉินเสวี่ยกับพี่ชายเดินออกจากประตูไป เดินไปตามทางจนถึงบ้านพัก อันที่จริงเฉินอ้ายหวาไม่จำเป็นต้องให้เฉินเสวี่ยมาส่ง ที่เรียกเธอออกมาก็เพราะอยากจะถามอะไรบางอย่างตามลำพังเท่านั้น ทั้งสองคนเดินเข้าไปในบ้านพัก ระดับตำแหน่งของเฉินอ้ายหวาถึงระดับที่สามารถอยู่ห้องพักเดี่ยวได้แล้ว เฉินเสวี่ยเดินตามเข้ามานั่งด้วยกัน 

 

------ 

[1] ข้าวมาค่อยอ้าปาก เสื้อมาค่อยอ้าแขน 饭来张口,衣来伸手 เป็นสำนวนสุภาษิตจีนมีความหมายว่า คนที่ไม่ทำอะไรเลย คอยให้คนอื่นประเคนให้อย่างเดียว 

ความคิดเห็น