facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

นอกจากจะต้องข้ามเวลามาอยู่ในยุคไดโนเสาร์ที่แสนกันดารแล้ว ยังต้องได้สามีสุดหล่อที่เกลียดร่างนี้เข้ากระดูกดำพ่วงติดมาด้วยอีก ชีวิตเธอจะมีอะไรที่ซวยกว่านี้อีกมั้ย

ตอนที่ 17 เพื่อนวัยเด็ก

ชื่อตอน : ตอนที่ 17 เพื่อนวัยเด็ก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.1k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ธ.ค. 2563 12:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 17 เพื่อนวัยเด็ก
แบบอักษร

หลัวต้าอวี่คิดอย่างไม่แน่ใจ ทั้งยังนึกถึงคำพูดที่ลือกันไปทั่วทั้งลานชุมชนเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาว่าเฉินเสวี่ยทำขนมได้ดีมาก เข้าเมืองไปทางตอนใต้บังเอิญเจอกับเพื่อนที่เคยรู้จักกันเมื่อก่อนบอกว่าสั่งขนมกับเธอไว้ ตอนนี้ทุกวันเธอต้องยุ่งอยู่กับการทำขนม ในหนึ่งสัปดาห์ต้องจัดส่งสินค้ากล่องขนาดใหญ่หลายกล่อง ขนมพวกนั้นแค่เงินค่าวัตถุดิบก็ปาไปกว่ากี่สิบหยวนแล้ว นอกจากทำอาหารแล้วทุกวันเธอยังไปว่ายน้ำออกกำลังกายอย่างแน่วแน่ ได้ยินสหายของเขาพูดกันว่าเธอยังว่ายน้ำได้ดีมากอีกด้วย ว่ายไปว่ายมาในน้ำอย่างกับปลาเลย แถมยังมีสหายบางคนเคยมาถามตนอย่างเกรงอกเกรงใจว่าเขาเป็นคนสอนเฉินเสวี่ยว่ายน้ำหรือเปล่า พอจะสอนเขาว่ายน้ำบ้างได้ไหม แม้ว่าภายในกองทัพของพวกเขาจะกำหนดเงื่อนไขไว้ว่าจะต้องว่ายน้ำเป็น แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำได้ก็มีแค่ท่าหมาเท่านั้น ท่าว่ายน้ำที่ทั้งสง่าทั้งเป็นอิสระอย่างของเฉินเสวี่ยนั้นพวกเขาไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนเลย 

เมื่อนึกถึงว่าตอนนี้ทุกครั้งที่กลับมาจะได้ทานอาหารที่ทั้งหอมอร่อย ได้เห็นห้องที่สะอาดเรียบร้อยแบบนี้ หลัวต้าอวี่ค้นพบว่าตัวเขาเองไม่รู้จักเข้าใจภรรยาของเขาเลยสักนิด ยิ่งกว่านั้นก็ยังไม่เคยลองพยายามเข้าใจเธอเลยด้วย แต่ตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคนต่างอึดอัดแบบนี้มาโดยตลอด เขาไม่รู้ว่าควรจะเริ่มต้นยังไงแล้ว เพียงแต่เขาค้นพบบางอย่างด้วยความกังวลเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เฉินเสวี่ยไม่ได้สนใจในตัวเขาอีกต่อไปแล้ว ไม่อยากรู้จักเขา เกี่ยวข้องกับชีวิตของเขา ไม่ว่าเขากำลังทำอะไรก็ไม่มีความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นเลยแม้แต่นิดเดียว  

ความรู้สึกนี้ทำให้เขารู้สึกเป็นกังวลและทำให้เขารู้สึกแปลกหน้าขึ้นมาเล็กน้อย แท้จริงแล้วในความคิดของเขา ภรรยามีไว้ทำอาหาร ซักเสื้อผ้า ทำความสะอาดบ้านให้สะอาดเรียบร้อย ให้ผู้ชายกลับมาแล้วอยู่ได้อย่างสะดวกสบายขึ้น ครอบครัวที่เขาเคยเห็นคนเหล่านั้นต่างก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้น เหมือนระหว่างพ่อแม่ของเขาก็ไม่ได้มีคำพูดอะไรมาก พ่อของเขากลับจากท้องนาก็มีแต่กินข้าวนอนหลับ เวลาที่แม่ของเขาไม่ว่างก็ต้องตามลงท้องนาไปด้วยกัน ยามเธอว่างก็จะอยู่บ้านทำงานบ้าน เย็บเสื้อผ้า เย็บพื้นรองเท้า แต่ทำไมตอนนี้เขาถึงอยากจะถามเฉินเสวี่ยว่าขนมพวกนั้นเธอทำยังไง วันๆ ยุ่งมากขนาดนี้ลำบากไหม เหนื่อยหรือเปล่า ทั้งยังคาดหวังอยากให้เฉินเสวี่ยถามเขาบ้างว่าทุกวันอยู่ที่กองทัพใช้ชีวิตเป็นยังไงบ้าง ฝึกฝนอะไรไปบ้าง มีเอกสารใหม่ที่ต้องเรียนรู้อีกไหม คำถามเหล่านี้เมื่อก่อนเฉินเสวี่ยก็เคยถามเขาด้วยความระแวดระวัง ด้วยความเคารพนับถือ ตอนนั้นเขาก็ตอบแบบขอไปทีคิดเพียงแค่ว่ารีบๆ ตอบให้เสร็จๆ แล้วรีบกลับไปทำงาน ตอนนี้ทำไมเขาถึงได้นึกถึงภาพความทรงจำในตอนนั้นขึ้นมาอีกแล้วล่ะ 

ในขณะที่หลัวต้าอวี่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ประตูบ้านก็ถูกเคาะเสียงดังขึ้น 

 

เมื่อเขาเป็นประตูออก ที่แท้ก็เป็นว่านฉงซานเจ้าหน้าที่จากในค่ายของเขานั่นเอง ว่านฉงซานอายุยังน้อยกว่าหลัวต้าอวี่อยู่สามปี ตอนนี้เพิ่งจะอายุยี่สิบสองปี แต่เป็นคนฉลาดหลักแหลมมาก หลังจากเข้ามาเป็นทหารในกองทัพแล้วก็ยังอดทนเรียนรู้อยู่ตลอด ถูกหัวหน้าส่งให้ไปเรียนเป็นเวลาสองปีกลับมาก็เลื่อนขั้นทันทีเลย ดังนั้นแม้ว่าเขาจะอายุยังน้อยแต่ระดับขั้นตำแหน่งเป็นถึงผู้บัญชาการกองร้อยแล้ว เลื่อนตำแหน่งเร็วกว่าหลัวต้าอวี่เสียอีก ถ้าหากไม่ใช่เพราะเส้นสายของตระกูลเฉินช่วยตอนนี้หลัวต้าอวี่ก็ยังคงอยู่ในตำแหน่งผู้บัญชาการกองร้อยเหมือนกัน 

หลัวต้าอวี่ก็ชอบความเฉลียวฉลาดของว่านฉงซานมากเป็นพิเศษเช่นกัน ฉลาด กระตือรือร้น เรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ด้านฝึกฝนการรบก็ยังเป็นฝีมือดีคนหนึ่งอีกด้วย 

“เสี่ยวว่านรีบเข้าเร็ว พอดีเลยวันนี้พี่สะใภ้นายทำเนื้อพอดีอยู่กินข้าวที่นี่เลย เรียกน้องสะใภ้มาด้วยสิ” 

ว่านฉงซานก็ตัวสูงมากเช่นกัน ดวงตาสองข้างสว่างสดใส ทันทีที่ยิ้มแก้มด้านขวายังมีลักยิ้มเล็กๆ ด้วย “ขอบคุณมากครับพี่หลัว ถ้าอย่างนั้นผมไม่เกรงใจแล้วนะครับ เมื่อกี้อยู่ข้างนอกเพิ่งจะได้กลิ่นอาหารหอมๆ แบบนี้เลย ผมยังคิดอยู่เลยว่าเป็นบ้านใคร มิน่าล่ะคนในเขตลานชุมชนต่างว่ากันว่าพี่สะใภ้ทำอาหารอร่อย ครั้งนี้นับว่าเป็นลาภปากของผมแล้ว” 

“บ้านของซานซานมีเรื่องนิดหน่อย ช่วงนี้ผมก็กินที่โรงอาหารตลอด วันนี้มาได้ทันเวลาจริงๆ เลย” 

ว่านฉงซานเห็นเฉินเสวี่ยเดินออกมาจากห้องครัวใบหน้าปรากฏรอยยิ้มกว้างออกมา “สวัสดีครับพี่สะใภ้” ทำเอาเฉินเสวี่ยผงะตกอกตกใจจนเหลือบมองไปทางหลัวต้าอวี่อย่างไม่ได้ตั้งใจ 

แววตาที่เป็นธรรมชาติเช่นนี้ได้รักษาหลัวต้าอวี่ที่ยังคงตกอยู่ในอารมณ์ยุ่งเหยิงสับสนเมื่อครู่นี้ 

“นี่คือเจ้าหน้าที่ว่าน เป็นนักเรียนที่มีความสามารถในค่ายของพวกเราเลยนะ” 

หลังจากได้ฟังหลัวต้าอวี่แนะนำ เฉินเสวี่ยก็พยักหน้าให้ว่านฉงซาน “สวัสดีค่ะเจ้าหน้าที่ว่าน พวกคุณสองคนนั่งลงก่อนนะคะ อีกเดี๋ยวอาหารก็เสร็จแล้ว” จากนั้นก็หันมาทางหลัวต้าอวี่ “แล้วพวกคุณจะดื่มเหล้ากันหน่อยหรือเปล่า ฉันจะได้ทำอาหารแกล้มเหล้าอีกหน่อย” 

ทุกครั้งที่หลัวต้าอวี่กลับมาต่างก็จะมีเพื่อนพ้องมาหาเขาแทบทุกครั้ง เฉินเสวี่ยรู้ว่าเมื่อพวกเขาเหล่านี้รวมตัวกันทีไรต่างคุ้นเคยกับการดื่มเหล้าบ้างเล็กๆ น้อยๆ 

หลัวต้าอวี่ครุ่นคิด “ได้ ดื่มสักหน่อยก็แล้วกัน” 

“ได้ค่ะ พวกคุณนั่งรอก่อนอีกเดี๋ยวเดียวก็เสร็จแล้ว” เฉินเสวี่ยเดินเข้ามาในห้องครัว หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ยกถั่วลิสงทอดออกมาหนึ่งจานพร้อมกับหมูสามชั้นกลับกระทะที่เพิ่งจะทำเสร็จไปเมื่อครู่นี้ แล้วก็หยิบเอาเหล้ากับแก้วเหล้าออกมาจากในตู้เก็บของ 

“ฝีมือของพี่สะใภ้นี่อร่อยสุดยอดเลยจริงๆ” หลังจากว่านฉงซานกินหมูกลับกระทะเข้าไปหนึ่งคำก็รีบเอ่ยชื่นชมขึ้นมาทันที 

“อีกเดี๋ยวยังมีเนื้อตุ๋นด้วย ถ้ารู้สึกว่ามันอร่อย งั้นก็ต้องกินเยอะๆ หน่อยนะ” ถึงแม้ว่าตำแหน่งของหลัวต้าอวี่จะไม่ต่ำแต่เพราะเขายังหนุ่ม คนส่วนใหญ่ในลานชุมชนที่บังเอิญเจอเฉินเสวี่ยต่างเรียกเธอว่าน้องสะใภ้กันหมด ยากที่จะได้เจอใครสักคนที่เรียกเธอว่าพี่สะใภ้ เขาหน้าตาท่าทางดูกำยำน่ารักน่าเอ็นดูเป็นที่ดึงดูดให้คนชื่นชอบ เฉินเสวี่ยก็มีความสุขเช่นกัน 

ว่านฉงซานพยักหน้าอย่างต่อเนื่อง “จริงสิ ผมมาที่นี่มีโทรเลขมาให้พี่สะใภ้อีกหนึ่งฉบับด้วยครับ มันถูกส่งเข้ามาในห้องจดหมายตอนค่ำๆ พอดี ผมอยากจะมาคุยธุระกับผู้บังคับการกองพันสักหน่อยก็เลยเอามาให้ด้วยเลยครับ” 

“ให้ฉัน?” เฉินเสวี่ยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เหลือบมองกระดาษโน้ตที่ว่านฉงซานยื่นมาให้อย่างอยากรู้อยากเห็น แล้วอ่านดูอย่างละเอียด วิธีการสื่อสารประเภทนี้เธอยังไม่เคยพบเจอมาก่อนเลยจริงๆ ทุกคนต่างใช้โทรศัพท์มือถือส่งวีแชทให้กัน ปิ้ว ปิ้ว ตอนนี้ได้รับเป็นโทรเลขมาแบบนี้มันเป็นความรู้สึกที่ค่อนข้างจะแปลกใหม่มาก 

“อ่า พี่ชายของฉันจะมาประชุมที่เขตทหารทางภาคใต้ แล้วก็ยังมีพี่เฉิงหย่งเพื่อนสนิทของพี่ชายมาด้วยกันอีกคนด้วย คาดว่าจะมาถึงภายในสองวันนี้แหละ” เฉินเสวี่ยอ่านโทรเลขหนึ่งรอบก่อนจะหันไปพูดกับหลัวต้าอวี่ 

“ดีจังเลยฉันจะได้เตรียมตัวสักหน่อย ขอบคุณเธอมากเลยนะเจ้าหน้าที่ว่าน” 

ว่านฉงซานโบกปัดมือไปมาหลายครั้ง “มันก็เป็นแค่เรื่องถือโอกาสทำให้เท่านั้นเองครับ พี่สะใภ้เกรงใจเกินไปแล้ว” 

พี่เมียกำลังจะมาแล้ว? ภายในใจของหลัวต้าอวี่รู้สึกประหลาดใจครึ่งทั้งกังวลใจครึ่ง ที่ประหลาดใจเพราะเฉินอ้ายหวาพี่ชายของเฉินเสวี่ยมีคุณภาพทั้งด้านหน้าที่การงานและความสามารถเฉพาะตัวที่แข็งแกร่งมาก ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับผู้บังคับการกองพันเฉินก็ดีมาโดยตลอด ครั้งนี้ออกจากเมืองหลวงมาไม่น้อยกว่าครึ่งปีแล้ว การได้เจอกับผู้บังคับการกองพันเฉินเขาเองก็ตั้งหน้าตั้งตาคอยมากเช่นกัน สิ่งที่เป็นกังวลคือความสัมพันธ์ของเฉินอ้ายหวากับน้องสาวของเขานั้นดีมาก เฉินอ้ายหวาอายุมากกว่าเฉินเสวี่ยแปดปี เขารักทะนุถนอมน้องสาวคนนี้มากมาโดยตลอด ตอนนั้นพวกเขาทั้งสองคนแต่งงานกัน เฉินอ้ายหวาก็พูดกับตนเองไว้เยอะมาก แม้ว่าเขาจะเข้าอกเข้าใจว่าตนนั้นไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่เขาก็กำชับกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าให้ดูแลน้องสาวของเขาให้ดี เขามักจะพูดเสมอว่าน้องสาวของเขาอายุยังน้อย แถมยังถูกตามอกตามใจตั้งแต่เล็กจนโตอีก เลี่ยงไม่ได้ที่อารมณ์จะรีบร้อนเกินไปหน่อย ขอตนโปรดยอมๆ เธอให้มากหน่อย ตอนนั้นหลัวต้าอวี่ก็รับปากอย่างดิบดีแต่ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมานี้ความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองกลับกลายเป็นแบบนี้ไปแล้ว ตอนนี้พี่ชายกำลังจะมาแล้ว หลัวต้าอวี่อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดขึ้นมา 

กระทั่งว่านฉงซานคุยกับเขาต่อว่าช่วงระยะเวลาต่อจากนี้ทางกองทัพจะต้องทำการฝึกซ้อมอย่างหนัก เพื่อเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันประลองยุทธครั้งใหญ่ประจำปีถึงได้ช่วยดึงสติความคิดของเขากลับมา 

เฉินเสวี่ยที่กำลังทำอาหารอยู่ในห้องครัวก็กระวนกระวายเป็นกังวลไม่แพ้กัน มีคนจากที่บ้านมาหาแน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ควรจะดีใจมีความสุข ปัญหาคือนั่นเป็นพี่ชายของร่างเดิม ไม่ใช่พี่ชายของเธอนี่นา เมื่อย้อนดูในความทรงจำของร่างเดิมแล้วพี่ชายคนนี้ยังรักและทะนุถนอมเธออย่างมากด้วย ไม่ว่าตอนเด็กจะคอยหาของเล่นสนุกๆ ทุกรูปแบบมาให้เอย กระทั่งทำงานแล้วก็เอาเงินเดือนที่ได้ไปซื้อของกินอร่อยๆ มาให้เธอเอย หลังจากเธอสร้างเรื่องวุ่นวายก็ช่วยเธอปกปิดเอย สุดท้ายเธอสร้างเรื่องโกหกไร้สาระแบบนี้ขึ้นมาจนได้แต่งงานก็ยังเป็นพี่ชายที่ช่วยจัดการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นให้ตามหลังอย่างดี อะไรทำนองนี้มันก็คืออาการบ้าน้องสาวนั่นเอง ใช่ ยังมีจุดที่สำคัญมากอีกอย่าง พี่ชายหล่อมากแถมยังไม่แต่งงานด้วย 

เฉินเสวี่ยนึกถึงใบหน้าของพี่ชายเฉินอ้ายหวาจากในความทรงจำของเธอ ครุ่นคิดถึงตัวเองที่แม้ว่าตอนนี้จะผอมลงแล้วเล็กน้อย แต่ใบหน้ายังคงเป็นรูปขนมเปี๊ยะก้อนใหญ่อยู่ดี อืม นี่อธิบายได้อย่างชัดเจนเลยว่าศักยภาพแฝงของตัวเองยังยอดเยี่ยมอยู่ เป็นอย่างที่ว่ากันว่าคนอ้วนทุกคนต่างเป็นหุ้นที่มีศักยภาพ 

นอกประเด็นแล้ว กลับมาๆ พี่ชายยังเป็นทหารด้วย เก่งในด้านการโจมตีแบบฉับพลัน ไม่รู้ว่าสินค้าปลอมๆ อย่างเธอจะเผลอเปิดเผยความลับภายใต้สายตาที่สามารถมองเห็นร่างปีศาจของพี่ชายหรือเปล่า แม้ว่าตอนนี้ผู้คนต่างอยู่ในลัทธิยึดวัตถุนิยมกันหมด นิยายออนไลน์ต่างๆ เหล่านั้นก็ยังไม่ได้รับความนิยมขึ้นมาเลย เดาว่าคงจะไม่มีใครจะเชื่อในเรื่องข้ามกาลเวลามาเกิดใหม่อะไรประเภทนี้แน่นอน แต่ทำไม่ดีเขาอาจจะรู้สึกว่านิสัยใจคอของน้องสาวตัวเองเปลี่ยนแปลงไปมาก มีอะไรบางอย่างผิดปกติไป 

หลังจากเธอข้ามกาลเวลามาก็ได้ผ่อนคลายความระแวดระวังตัวลงเพียงเพราะความสัมพันธ์กับสามีราคาถูกคนนี้มันไม่ดี เขาไม่คุ้นเคยกับตนเองนัก ไม่ต้องคอยรักษาความสัมพันธ์ใดๆ จึงไม่ได้สนใจเลย ไม่มีความรู้สึกแบบว่าต้องทำการป้องกันก่อนภัยร้ายจะเกิดใดๆ เลย ในตอนนี้คาดว่าพี่ชายน่าจะอยู่ระหว่างเดินทางแล้ว ตนเองก็เพิ่งจะได้รู้ข่าว ไม่ได้เตรียมการป้องกันอะไรสักนิดเลยจริงๆ 

แต่ว่าเมื่อถึงตอนนี้แล้วก็ทำได้เพียงแค่รักษาม้าตายประหนึ่งม้าเป็น [1] เท่านั้นแล้ว เอาความทรงจำทั้งหมดระหว่างร่างเดิมกับพี่ชายออกมาดูอย่างละเอียดทั้งหมด จากนั้นนึกย้อนกลับไปดู โชคดีที่ตนเองยังเก็บความทรงจำของร่างเดิมไว้ แม้ว่าเลื่อนดูแล้วจะไม่ค่อยเชี่ยวชาญมากนัก แต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องแกล้งทำเป็นความจำเสื่อม ส่วนเรื่องทำอาหาร ทำของว่างอะไรพวกนั้น เอ่อ ถึงตอนนั้นก็หวังว่าให้มันเหมือนกับที่เขียนไว้ในนิยายข้ามกาลเวลาว่า พ่อแม่ที่ไหน ‘ใช่ สไตล์ของพี่ชายของเธอก็เหมือนกับพวกพ่อแม่เป็นห่วงลูก’ ไม่หวังให้ลูกดีบ้างล่ะ ย่อมคิดว่าหลังจากลูกของตัวเองแต่งงานแล้วก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่ getถึงทักษะในการทำอาหารในชั่วพริบตาเลย ‘บ้าสิ’ 

เอาเถอะ เอาเถอะ เรื่องนี้ไม่ต้องไปสนใจมันแล้ว หวังว่าผู้ชายคงจะไม่คิดละเอียดรอบคอบขนาดนั้น ไม่เจอหรอก ถึงจะเจอก็ไม่มีทางถาม ถึงถามก็ไม่มีทางเจาะลึก เจาะลึกแล้ว…เจาะลึกแล้วก็บอกว่าเป็นเพราะแต่งงานแล้ว เพื่อให้สามีได้อยู่ดีกินดีขึ้นก็เลยเรียนรู้เอง อืม แบบนี้แหละ 

ในอารมณ์ที่สองสามีภรรยาต่างกระวนกระวายจิตใจไม่สงบใจแบบนี้ได้ผ่านไปกว่าสองวันแล้ว บ่ายวันนี้เฉินเสวี่ยเพิ่งจะออกกำลังกายเรียกเหงื่อเสร็จก็ได้ยินประตูดังขึ้น ทันทีที่เปิดประตูออกก็มีนายทหารตัวน้อยคนหนึ่งมาบอกว่ามีคนจากบ้านของเธอมา 

ทันทีที่เฉินเสวี่ยได้ฟัง ต้องเป็นพี่ชายแน่นอนเลย คงจะยังไม่ได้เข้าไปในกองทัพแต่จะมาพักผ่อนที่นี่ก่อน เฉินเสวี่ยกล่าวขอบคุณทหารตัวน้อยคนนั้นก่อนจะซับๆ เหงื่อแล้วเดินออกจากประตูบ้านไป สภาพอากาศในตอนนี้กำลังร้อนมากพอดี พี่ชายตากแดดอยู่ข้างนอกคงจะรู้สึกไม่สบายตัวแน่นอน 

เธอรีบวิ่งไปอย่างรีบร้อนแต่สิ่งที่เห็นอยู่หน้าประตูใหญ่กลับไม่ใช่พี่ชายในความทรงจำของเธอ แต่ทว่าเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง 

เฉินเสวี่ยเอียงศีรษะเล็กน้อยอย่างประหลาดใจ “คุณเป็นใครคะ” 

หญิงสาวตรงหน้านี้คิ้วเรียวดั่งใบหลิว ปากเชอร์รี่ คางเล็กแหลม ผมถักเปียลากยาวมาจนถึงเอว สวมเสื้อลายดอกไม้ตัวเล็กด้านล่างสวมกระโปรงผ้าสีฟ้า ดูแล้วท่าทางอ่อนแอน่าสงสารทำให้คนเอ็นดู 

“คุณคือ คุณคือพี่สะใภ้ใช่ไหม ฉัน ฉันชื่อเสี่ยวอวี่ เป็นคนจากหมู่บ้านเดียวกันกับพี่ต้าอวี่” น้ำเสียงของหญิงสาวฟังดูค่อนข้างขี้อาย เมื่อเงยหน้ามองเธอก็รีบก้มหน้างุดกลับไปทันที มือทั้งสองข้างยังคงขยี้อยู่ตรงชายเสื้ออย่างกระวนกระวายใจ แต่ในมุมที่ไม่มีใครมองเห็นใบหน้าของเธอชัดๆ สีหน้าของเธอที่แสดงออกมากลับเปลี่ยนไป นี่คือภรรยาของพี่ต้าอวี่ เห็นว่าเป็นคนจากเมืองหลวง อ้วนซะขนาดนี้คงจะต้องขี้เกียจมากแน่นอนเลย แถมเธอยังเป็นคนเมืองคงจะต้องทำอะไรไม่เป็นแน่ ถือสิทธิ์อะไร พี่ต้าอวี่ดีมากขนาดนั้น ทำไมถึงต้องแต่งงานกับภรรยาแบบนี้ล่ะ ทั้งๆ ที่คุณลุงหลัวกับคุณป้าหลัวต่างก็ชื่นชอบฉันมากแท้ๆ ถึงแม้ว่าทั้งสองคนจะได้ทำการหมั้นหมายจับจองอย่างเป็นทางการแต่ทั้งหมดก็หมายความแบบนั้นอยู่แล้ว ตอนที่ได้ยินว่าพี่ต้าอวี่ได้รับเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นผู้บังคับการกองพันเธอก็ดีอกดีใจมากๆ ต่อไปฉันก็จะตามเข้าเมืองไปเป็นคนเมืองได้แล้ว ภายใต้บังคับบัญชาของผู้บังคับการกองกองพันคงต้องดูแลคนเป็นจำนวนมากใช่ไหม พี่ต้าอวี่ช่างสง่าผ่าเผยมากเลย ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ครอบครัวของพี่ต้าอวี่จะมาสู่ขอแต่งงานสักที แต่พอเธอรอ รอ หนึ่งปีสองปีผ่านไปแล้วยังไม่ทันรอให้ครอบครัวของพี่ต้าอวี่มาสู่ขอเลย เธอกลับได้ข่าวการแต่งงานของพี่ต้าอวี่แทน เธอไม่พอใจ เธอแค่อยากจะมาดูว่าคนแบบไหนที่แย่งพี่ต้าอวี่ของเธอไป 

 

------ 

[1] รักษาม้าตายประหนึ่งม้าเป็น ‘死马当活马医’ เป็นสำนวนสุภาษิตจีน มีความหมายว่าทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางรักษาได้อย่างแน่นอนแต่ยังคงมีความหวัง แม้ว่าจะน้อยนิดก็ตาม ช่วยเหลืออย่างกระตือรือร้น โดยปกติจะยังหมายถึงการพยายามครั้งสุดท้ายด้วย 

ความคิดเห็น