facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

นอกจากจะต้องข้ามเวลามาอยู่ในยุคไดโนเสาร์ที่แสนกันดารแล้ว ยังต้องได้สามีสุดหล่อที่เกลียดร่างนี้เข้ากระดูกดำพ่วงติดมาด้วยอีก ชีวิตเธอจะมีอะไรที่ซวยกว่านี้อีกมั้ย

ตอนที่ 16 หาเงิน

ชื่อตอน : ตอนที่ 16 หาเงิน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.6k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ธ.ค. 2563 12:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 16 หาเงิน
แบบอักษร

“ก็ใช่สิค่ะ คนรักของคุณก็เป็นคนในกองทัพแถมยังเป็นฝ่ายเสนาธิการอีก ต้องรู้มากแน่เลย คุณกลับไปก็ลองถามๆ ดูสิคะ ยิ่งกว่านั้นฉันยังได้ยินมาว่าฝ่ายผลิตในชนบทก็แยกย้ายกันไปแล้ว ทุกครอบครัวแบ่งที่นากัน กำลังทำอะไรเหมารวมสมบัติภายในครัวเรือน [1] อะไรสักอย่าง ทางบ้านของคุณไม่ได้ส่งข่าวมาบอกเหรอคะ” 

“เรื่องนี้ก็มีส่งข่าวมาแล้วบอกว่าตอนนี้จ่ายให้ประเทศชาติไปพอแล้ว ส่วนที่เหลือเป็นของตัวเองทั้งหมด พูดแบบนี้การทำธุรกิจขนาดเล็กไม่ผิดกฎหมายแล้วสิ” 

“ไม่ผิดแน่นอนอยู่แล้ว แถมประเทศยังส่งเสริมด้วยซ้ำค่ะ แต่ถ้าจะพูดถึงการทำธุรกิจจริงๆ ตอนนี้พวกเราก็ไม่มีเงินทุนแถมยังไม่มีลู่ทางอีก แต่ว่าทำงานอยู่เบื้องหลังให้กับคนที่ทำธุรกิจอยู่แล้วยังพอได้ บอกตามตรงข้อมูลพวกนี้ฉันเองก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอกค่ะ ความคิดธุรกิจนี้ก็เป็นเถ้าแก่เลี่ยวช่วยออกความคิดให้ เขาก็บอกว่าการเป็นภรรยาทหารอย่างพวกเรานั้นไม่ง่าย พอจะสามารถช่วยพวกเราได้เล็กๆ น้อยๆ ก็ถือว่าเป็นการสนับสนุนทหารและให้สิทธิพิเศษแก่ครอบครัวทหาร ไม่อย่างนั้นใช่ว่าจะจ้างฉันด้วยซ้ำค่ะ ใครจะไปคิดว่าของที่เคยทำเพื่อความสนุก ตอนนี้จะสามารถทำประโยชน์ได้จริงๆ” 

ประโยคสุดท้ายเป็นความรู้สึกของเฉินเสวี่ยจริงๆ อาวุธวิเศษสองอย่างใหญ่ๆ ที่สามารถสร้างความรวยเมื่อข้ามกาลเวลามาคือหนึ่งฝีมือการทำอาหาร สองคือฝีมือทางการแพทย์ จะดีหรือเลวยังไงเธอก็ยังมีอยู่ตั้งหนึ่งข้อ 

แต่เมื่อได้ฟังเข้าไปในหูของโจวเสี่ยวเย่ว์ เธอย่อมเข้าใจโดยธรรมชาติว่าพื้นเพครอบครัวของเฉินเสวี่ยนั้นเหนือกว่าเธอ เมื่อก่อนตอนอยู่ที่บ้านเคยทำขนมพวกนี้ให้คนที่บ้านทานเล่นๆ ตอนนี้แต่งงานแล้วต้องหาเงินด้วยตัวเอง งานฝีมือนี้ยังสามารถเอามาสร้างรายได้ได้อีก จุดนี้ฉันเทียบไม่ได้อยู่แล้ว ฉันมีฝีมือความสามารถอะไรล่ะ ทำนา? เย็บเสื้อผ้า? ไม่ว่าจะอย่างไหนเถ้าแก่เขาก็ไม่ต้องการนี่นา ไม่เหมือนงานฝีมือที่เฉินเสวี่ยมีอยู่ในมือที่เถ้าแก่ถึงกับมาเชื้อเชิญเอง แม้กระทั่งวัตถุดิบซื้อเสร็จแล้วยังเอามาส่งถึงหน้าประตูเลย ถุงใบใหญ่หลายใบขนาดนั้นมันจะเป็นเงินเท่าไหร่กัน  

เธอคิดถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลอยู่ในใจทำให้ภายหลังโจวเสี่ยวเย่ว์พูดคุยอะไรก็จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว ทั้งสองคนพูดคุยกันต่ออีกไม่กี่ประโยค โจวเสี่ยวเย่ว์ก็พาลูกชายบอกลากลับไปแล้ว เธอจะรีบกลับไปคิดทบทวนดูดีๆ ว่ามีรายการไหนที่ตัวเองสามารถทำเงินได้บ้าง พอจะทำให้ชีวิตของคนในครอบครัวดีขึ้นสักหน่อยก็ยังดี 

เมื่อส่งโจวเสี่ยวเย่ว์ไปแล้ว เฉินเสวี่ยก็มีความรู้ใหม่เกี่ยวกับระดับความรวดเร็วของการแพร่กระจายของข่าวซุบซิบนินทาภายในเขตชุมชนนี้แล้ว ตอนนี้ถึงแม้ว่าผู้สันทัดข่าวสารคนนั้นจะนำผลลัพธ์ที่เธอพึงพอใจกลับไปแล้ว แต่การนั่งรอให้คนอื่นมาชี้แจ้งให้ตัวเองแบบนี้มันไม่ใช่สไตล์ของเฉินเสวี่ยเลย เธอยังต้องเป็นฝ่ายออกโจมตีก่อนสักหน่อย 

ขนมที่ส่งไปก่อนหน้านี้รวมกันทั้งหมดเป็นจำนวนกว่าสี่สิบห้ากิโล มีเหลืออยู่ในมือตอนนี้อีกยี่สิบกว่าชิ้น ในคืนนั้นเฉินเสวี่ยเอาขนมเปี๊ยะถั่วแดงที่เหลือจากก่อนหน้านี้ออกมาสองชิ้นแบ่งออกเป็นสองส่วนแล้วห่อด้วยกระดาษ ถือไว้ในมือแล้วเดินออกจากประตูไป การพักอาศัยอยู่ในเขตเรือนพักญาติเดียวกันแบบนี้ก็มีข้อดีเหมือนกัน เพียงแค่ดึงใครสักคนมาสอบถามเล็กน้อยเฉินเสวี่ยก็สามารถหาบ้านของอู๋เหมยกับเฉินเย่ว์พบแล้ว 

เฉินเสวี่ยเลือกไปเวลาหลังอาหารมื้อเย็น เมื่อไปถึงที่บ้านก็ไม่ได้พูดอะไรมาก บอกแค่ว่าตัวเองบังเอิญเจอกับเพื่อนคนหนึ่งที่นี่ที่เปิดร้านชาสมุนไพร ออกเงินจ่ายค่าจ้างให้ตัวเองช่วยทำขนมเล็กๆ น้อยๆ ไปขายที่ร้าน เมื่อวันก่อนเพิ่งจะเอาวัตถุดิบมาส่งให้ นี่เป็นขนมที่เธอทำให้เพื่อนคนนี้ลองทาน ทำมากเกินไปก็เลยเอาบางส่วนมาให้พี่สะใภ้ลองชิมๆ ดูด้วย ฝีมืออาจจะไม่ได้ดีอะไรมาก ขอพี่สะใภ้ทั้งสองอย่าได้หัวเราะกัน 

เพียงไม่กี่คำก็สามารถอธิบายว่ารถแทรกเตอร์ที่ขับเอาของมาส่งและคนที่มาด้วยมีความสัมพันธ์กันได้อย่างชัดเจน กระบวนการทั้งสิ้นบอกไปอย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ต้องการปิดบังอะไร 

ทั้งอู๋เหมยและเฉินเย่ว์ต่างเป็นคนมีการศึกษา สามีของทั้งสองคนก็ค่อนข้างเข้าใจนโยบายของรัฐบาลเป็นอย่างดี ส่วนตัวก็ทำงานอยู่ในตัวเมืองได้เห็นว่าตอนนี้ในตัวเมืองธุรกิจร้านค้าเล็กๆ ต่างกำลังค่อยๆ พัฒนาขึ้นแล้ว ตอนนี้การทำธุรกิจขนาดเล็กเหล่านี้กำลังได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ไม่ได้ขัดแย้งกับนโยบายใดๆ เพียงแต่ว่าโลกทัศน์ยังคงจำกัด พวกเขายังมองไม่ออกว่าในอนาคตเศรษฐกิจการตลาดแบบยืดหยุ่นแบบนี้ถึงเป็นทิศทางที่ถูก ส่วนพวกร้านค้าของรัฐที่ยืนอยู่เหนือมวลชนเหล่านั้นจะถูกแทนที่ด้วยเศรษฐกิจเฉพาะส่วนบุคคลที่ยืดหยุ่นคล่องตัวกว่า ทั้งยังตระหนักถึงการให้บริการมากกว่าในไม่ช้านี้แล้ว 

นอกจากนี้ขนมที่เฉินเสวี่ยนำมาส่งให้นั้นทำให้สะดุดตามากจริงๆ เมื่อทานเข้าไปแล้วนิ่มนวล หอมหวานอยู่ในปาก ขนาดเฉินเย่ว์ที่กินลูกอมระดับไฮเอนด์ที่ซื้อจากศูนย์รวมสินค้าไปจำนวนไม่น้อยแล้วยังรู้สึกว่าไม่มีอะไรเทียบได้เลย ทั้งสองคนก็รู้ว่าที่เฉินเสวี่ยส่งของมาให้พวกเขาแบบนี้ หนึ่งก็เพื่อกระชับความสัมพันธ์ สองเป็นส่วนที่สำคัญยิ่งกว่าคืออยากให้พวกเขาช่วยชี้แจงข้อเท็จจริง ป้องกันไม่ให้ข่าวแบบนี้แพร่กระจายไปทั่ว 

แบบนี้ทั้งเป็นประโยชน์ ทั้งไม่ใช่เรื่องน่าเสียหน้า ให้ประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยที่ตนเองไม่ต้องสูญเสียอะไร ทั้งสองคนก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะบอกปัด 

ในไม่ช้า การคาดเดาต่างๆ นาๆ เกี่ยวกับผู้ชายที่เอาของมาส่งให้เฉินเสวี่ยถึงที่บ้านเมื่อเย็นวันนั้นก็ได้สลายหายไปจนหมด นอกจากนี้หลังจากผ่านงานยุ่งเหยิงในสัปดาห์แรกไปแล้ว ชีวิตของเฉินเสวี่ยก็ค่อยๆ ดำเนินไปในทิศทางที่ถูกที่ควรมากขึ้น 

หลังจากผ่านครึ่งของสัปดาห์แรกไป เลี่ยวหลินซานก็มาหาเธออีกครั้งมาบอกว่าขนมของเธอขายดีมาก ตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไปสามารถเพิ่มจำนวนขนมให้มากขึ้นเป็นสองเท่าได้เลย พร้อมทั้งยังเอารายรับในสัปดาห์แรกมาให้เธอด้วย ในมือถือเงินจำนวนหนึ่งร้อยยี่สิบหยวนใหม่เอี่ยม ความรู้สึกของเฉินเสวี่ยรู้สึกตื่นเต้นมากจริงๆ ประชาชนคนธรรมดาทุกคน ฉันรักพวกคุณที่สุดเลย โอ้นี่ไม่ใช่กลุ่มคนธรรมดาทั่วไปแต่เป็นตัวแทนของประชาชน ฉันรักพวกคุณ รักทั้งหมดเลย พวกเราต้องมาพบกันบ่อยๆ นะ อย่ามาเล่นหายตัวสาบสูญกับฉันอย่างเด็ดขาดเลยนะคะ แม้ว่าฉันจะชอบกลุ่มคนที่กินบะหมี่ห้าหยวนหนึ่งหยวนเหล่านั้นมากเหมือนกัน แต่พวกคุณอย่าได้วิ่งออกไปเองแล้วหายหมดกันเกลี้ยงล่ะ ต้องวิ่งกลับมาเล่นเป็นเพื่อนฉันด้วยนะ (ให้คนหนุ่มสาวที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกศตวรรษใหม่ได้ทำความเข้าใจสักหน่อยว่าเงินหยวนที่ใหญ่ที่สุดในอดีตมูลค่าตราไว้ที่สิบหยวน ไม่มีหนึ่งร้อยหยวน จะได้รับรู้ว่าเงินสิบหยวนในสมัยนั้นมีคุณค่ามากแค่ไหน หนึ่งร้อยหยวนเพิ่งจะมีจำหน่วยออกไปเมื่อปี 1987 เท่านั้น ในเวลานี้เฉินเสวี่ยได้มาหนึ่งร้อยกว่าหยวน มันเป็นกองเล็กๆ ที่มีคุณค่ามากจริงๆ) 

เฉินเสวี่ยปรึกษากับเลี่ยวหลินซานว่าจะเพิ่มขนมแบบรสเค็มอีกสามรสชาติ แบบนี้จะได้มีตัวเลือกเพิ่มมากขึ้น แล้วยังสามารถช่วยกระตุ้นให้คนซื้อไปชิมดูได้ด้วย ในตอนนี้อยากจะทำเตาอบเป็นเรื่องค่อนข้างยาก เฉินเสวี่ยไปหาช่างตีเหล็กขอให้เขาช่วยตีถาดเหล็กย่างให้หนาขึ้น แบบนี้สามารถใช้วางบนเตาแก๊สได้เลย หนึ่งครั้งสามารถอบขนมเพิ่มขึ้นได้จำนวนมาก เพิ่มความหนาก็เพื่อหลีกเลี่ยงความร้อนไม่เสมอกันทำให้ขนมที่อยู่ตรงกลางไหม้แต่ขนมที่อยู่ด้านข้างยังไม่สุก เมื่อมีถาดอบแล้วเฉินเสวี่ยก็สามารถเริ่มอบคุกกี้ได้แล้วด้วย อันที่จริงแล้วของสิ่งนี้มีวิธีการคล้ายคลึงกันกับขนมเปี๊ยะ เพียงแต่ว่าจะมีขนาดเล็กกว่า รูปร่างดูปกติกว่า ดูดีกว่าและราคาค่อนข้างแพงกว่าเล็กน้อย แน่นอนว่าสำหรับเฉินเสวี่ยแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดคือหนึ่งครั้งสามารถทำได้หลายชิ้น เพียงแค่ใช้แม่พิมพ์กดเป็นลวดลายออกมาก็เรียบร้อยแล้ว แบบนี้ประสิทธิภาพในการผลิตก็สูงขึ้นมากด้วย แม้ว่าตอนนี้จำนวนผลผลิตจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า แต่ระยะเวลาในการทำเฉินเสวี่ยยังคงใช้เวลาสองวันเหมือนเดิม บวกกับมีเงินอยู่ในมือแล้ว เธอจึงตัดสินใจไปหาช่างไม้ขอให้ช่วยตีกล่องไม้ขนาดใหญ่สำหรับบรรจุขนมโดยเฉพาะ ด้านในทำเป็นช่องตารางเอาไว้เรียบร้อย แม้ว่าการทำถาดอบ ทำกล่องไม้จะใช้จ่ายเงินไปกว่าสามสิบหยวน แต่ว่างานจะออกมาดีต้องมีเครื่องมือที่ดีก่อน ช่วยแก้ไขปัญหาให้ตัวเองไปได้มาก เฉินเสวี่ยคิดว่าเงินนี้จ่ายไปมูลค่ามากแต่ก็คุ้มค่าเหมือนกัน 

ทั้งยังบอกกับคนขับรถแทรกเตอร์แล้วว่าในหนึ่งสัปดาห์ให้มาขนของหนึ่งครั้งและส่งสินค้าหนึ่งครั้ง แม้แต่การต้องวิ่งวุ่นบนท้องถนนก็ประหยัดไปได้มาก 

เธอยังใช้เวลาเข้าไปทำสมุดรับฝากเงินในตัวเมืองไว้ด้วย เอาเงินเก็บของตัวเองที่มีอยู่แล้วก่อนหน้านี้บวกกับเงินที่หาได้ในระยะนี้ฝากเอาไว้เกือบทั้งหมด เหลือเงินติดตัวไว้แค่สองร้อยหยวนสำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ผ่านมาช่วงระยะหนึ่งเธอเริ่มคุ้นชินกับระดับราคาสินค้าในตอนนี้แล้ว เงินสดสองร้อยหยวนแทนกำลังการซื้อมากกว่าสองพันหยวนในยุครุ่นหลัง นอกจากนี้ปกติก็ซื้อแต่พวกผัก อาหาร ไม่มีที่ไหนให้ใช้จ่ายเงินสักเท่าไหร่ ทางด้านเลี่ยวหลินซานเธอก็ให้หมายเลขบัญชีเงินฝากทิ้งเอาไว้ แล้วในทุกๆ สัปดาห์ให้เขาฝากเงินเข้าไปโดยตรงเลย ไม่ต้องวิ่งเอาเงินมาให้ด้วยตัวเอง 

ดังนั้นความจริงแล้วเฉินเสวี่ยยังมีคุณลักษณะประจำตัวบางอย่างซ่อนอยู่คือชอบทำเรื่องให้มีข้อกำหนดกฎเกณฑ์ ทำให้เรื่องง่ายขึ้น ทางที่ดีที่สุดคือเธอไม่ต้องออกไปข้างนอก อยู่บ้านสวยๆ ทำในสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบ และเพลิดเพลินไปกับการใช้ชีวิตในยุคสมัยนี้ก็พอแล้ว เพียงแต่น่าเสียดายที่ระยะหลังหนทางนี้ยังอีกยาวไกล 

เฉินเสวี่ยดูแลทุกสิ่งทุกอย่างของที่นี่โดยทั่วไปแทบทั้งหมด หลัวต้าอวี่ยังคงไม่ค่อยได้กลับบ้านเหมือนเดิม หลังจากได้พูดคุยกับกรรมาธิการการเมืองจ้าวไปเมื่อครั้งก่อนภายหลังเขาก็รักษาความถี่โดยหนึ่งสัปดาห์กลับบ้านหนึ่งครั้ง เมื่อเขากลับมาเฉินเสวี่ยก็แค่ทำอาหารเพิ่มขึ้น อืม ยังต้องซักผ้าเพิ่มมากขึ้นด้วย ครั้งแรกที่เห็นหลัวต้าอวี่หอบเอากระเป๋าเสื้อผ้าขนาดใหญ่กลับมาสีหน้าของเฉินเสวี่ยดูบิดเบี้ยวไปเล็กน้อย นายเองก็ไม่ใช่นักเรียนมัธยมปลายโรงเรียนประจำที่จะต้องกลับบ้านมาส่งเสื้อผ้าสกปรกกับเปลี่ยนรสชาติอาหารสัปดาห์ละครั้งสักหน่อย จากที่ไม่ชอบภรรยาตัวเองว่าใช้ชีวิตสกปรกเลอะเทอะ เสื้อผ้าไม่ซัก บ้านไม่เก็บกวาด จนต้องกลับมาทำความสะอาดทุกอย่างด้วยตัวเอง มาตอนนี้กลับปรับเปลี่ยนเป็นเก็บเอาเสื้อผ้าทั้งหมดกลับบ้านเอามาไว้ให้ภรรยาซักแบบนี้แล้ว? นี่ยังเป็นคุณสมบัติของทหารเพื่อประชาขนอยู่เหรอ ดูเหมือนว่าผู้ชายคนนี้จะไม่สนใจเลยว่าเมื่อก่อนเป็นยังไง แอบซ่อนนิสัยเกียจคร้านของผู้ชายเอาไว้ แค่ให้ดินเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถงอกโผล่ออกมาให้เห็นแล้ว  

แต่ว่าภายหลังเฉินเสวี่ยก็เริ่มชินแล้ว ดูเหมือนว่าตอนนี้ทุกๆ ครัวเรือนต่างก็เป็นแบบนี้กันหมด อาจเป็นเพราะหลัวต้าอวี่เห็นว่าตอนนี้ตัวเองเก็บกวาดทำความสะอาดบ้านแล้ว รู้สึกว่าเฉินเสวี่ยมีลักษณะของการใช้ชีวิตขึ้นมาบ้างแล้ว ดังนั้นงานบ้านเหล่านั้นทั้งหมดที่เขาเคยทำเองเมื่อก่อนจึงโยนกลับมาให้เฉินเสวี่ยแล้ว โชคดีที่ตอนนี้ยังเป็นฤดูร้อนอยู่ ซักเสื้อผ้าไม่ได้ถือว่าสิ้นเปลืองแรงมากเกินไป เพียงแค่ขัดๆ ถูๆ ก็เรียบร้อยแล้ว รอถึงฤดูหนาว…เฉินเสวี่ยคิดว่าต้องไปดูว่าพอจะมีเครื่องซักผ้าบ้างไหม ไม่อย่างนั้นคงจะเหนื่อยมาก 

ถือโอกาสตอนที่หลัวต้าอวี่กลับมา เฉินเสวี่ยก็เอาเรื่องที่ตัวเองทำขนมไปขายที่ร้านชาสมุนไพรบอกเล่าให้เขาฟังด้วย หลัวต้าอวี่ชะงักไปชั่วขณะและพยักหน้ารับ แล้วก็ไม่ได้ถามเฉินเสวี่ยด้วยว่าสามารถทำเงินได้เท่าไหร่ เมื่อถึงเวลาแจกจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยง เงินเบี้ยเลี้ยงของเขาก็ยังคงส่งให้ถึงมือของเฉินเสวี่ยเหมือนเดิม จุดนี้นับว่าทำให้เฉินเสวี่ยค่อนข้างพอใจมาก ไม่อย่างนั้นเป็นผู้ชายที่วันๆ เอาแต่จับจ้องเงินที่ภรรยาหามาได้ตลอดทั้งวันก็คงจะใจแคบเกินไปหน่อย เงินเบี้ยเลี้ยงเดือนละสามสิบหยวนนั้นของเขาเมื่อเทียบกับรายได้เกือบหนึ่งพันต่อเดือนของเฉินเสวี่ยแล้วมันดูไม่ได้เลยจริงๆ แต่นี่เป็นเรื่องของทัศนคติ เมื่อเขาเอาเงินมาให้เฉินเสวี่ยก็รับไว้ก่อนครึ่งหนึ่งแล้วเอากลับคืนให้เขาไปครึ่งหนึ่ง 

“ผู้ชายต้องมีเงินติดตัวบ้าง ไม่อย่างนั้นทำอะไรก็ไม่สะดวก เงินนี้ปกติฉันจะเอาวางไว้ในกล่องในลิ้นชัก ถ้าหากว่าคุณจะใช้เมื่อไหร่ก็มาหยิบเอาเองแล้วก็จดใส่ไว้ในสมุดบันทึกนั่นก็พอ” 

หลัวต้าอวี่รับเงินที่เฉินเสวี่ยยื่นมาให้ แต่กลับไม่ตอบสนองกลับอยู่นานสองนาน เจอกันสัปดาห์ละครั้ง ต่อให้อยู่บ้านหลังเดียวกันแต่ก็พูดอะไรไม่ค่อยออก ยังไม่เคยได้มองภรรยาของตัวเองดีๆ สักครั้งเลยจริงๆ เมื่อครู่นี้เธอยัดเงินใส่ในมือของตนอย่างเป็นธรรมชาติ รู้สึกแค่เพียงว่าได้สัมผัสกับมือเล็กๆ นุ่มนวลเรียบเนียนมือหนึ่ง แต่เพียงแค่เสี้ยววินาทีก็ดึงกลับไปแล้ว ในขณะนี้เขายังคงระลึกถึงความรู้สึกในมือของเขาอยู่ จนกระทั่งได้ยินเสียงคำพูดสุดท้ายของเฉินเสวี่ยเขาถึงได้ร้อง 'อ้อๆ ' ออกมา แม้แต่ตัวเองยังไม่รู้เลยว่ากำลังตอบรับอะไรอยู่ 

เฉินเสวี่ยเองก็ไม่ได้สนใจว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ หลังจากได้รู้จักกันมาสองสามสัปดาห์ แน่นอนว่าถ้าพูดให้ถูกต้องก็แค่ไม่กี่วันเท่านั้น เฉินเสวี่ยก็พอจะเข้าใจถึงกฎการอยู่ร่วมกันโดยพื้นฐานกับหลัวต้าอวี่แล้ว มีเรื่องอะไรก็พูดคุยกัน ถ้าไม่มีอะไรก็กลับไปอยู่ที่ใครที่มัน ทำงานของใครของมัน แม้ว่าหลัวต้าอวี่จะเป็นคนชนบทคนหนึ่ง แต่ว่าตัวเขาก็ไม่ได้มีกลิ่นอายของการยึดถือเรื่องผู้ชายเป็นใหญ่ชัดเจนนัก เงินก็มอบให้ภรรยาเป็นคนดูแล โดยปกติแล้วไม่ว่าเธอจะทำเรื่องอะไรก็ไม่ได้เข้ามายุ่งมากจนเกินไป 

“เอาล่ะ วันนี้คุณได้เงินเดือนงั้นพวกเรามากินอาหารมื้อใหญ่ให้รางวัลคุณสักหน่อยแล้วกัน” เฉินเสวี่ยพูดเสร็จก็เดินเข้าห้องครัวไป เมื่อเช้าเธอหมักเนื้อเอาไว้หนึ่งก้อน ตอนนี้ก็น่าจะเข้าเนื้อดีแล้ว สามารถทำสตูว์เนื้อได้พอดี แล้วก็ทำหมูสามชั้นกลับกระทะ อบมะเขือยาว แล้วก็ผัดผักอีกหนึ่งอย่างก็เรียบร้อยแล้ว 

ครั้งนี้หลังจากพูดจบแล้วหลัวต้าอวี่ไม่ได้เข้าห้องของตัวเองไป เขานั่งรออยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น ข้างหูสามารถได้ยินเสียงเฉินเสวี่ยผัดเนื้อดังออกมาจากในครัว ตรงหน้ายังสามารถมองผ่านประตูห้องครัวทะลุเข้าไปเห็นเฉินเสวี่ยเดินผ่านแวบไปแวบมาเป็นครั้งคราว ในมือถือหัวหอมหรือไม่ก็กระเทียมอยู่หนึ่งกำ 

เฉินเสวี่ยเขา…ดูเหมือนจะผอมลงแล้ว?  

 

------ 

[1] เหมารวมสมบัติภายในครัวเรือน เป็นนโยบายทางการเกษตรที่ประกาศใช้ในปี 1981 เป็นก้าวสำคัญหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน เปลี่ยนมาใช้การเหมาผลิตของแต่ละครัวเรือน ผลจากการกลับลำนี้ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรของจีนกระเตื้องขึ้น 

ความคิดเห็น