facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

นอกจากจะต้องข้ามเวลามาอยู่ในยุคไดโนเสาร์ที่แสนกันดารแล้ว ยังต้องได้สามีสุดหล่อที่เกลียดร่างนี้เข้ากระดูกดำพ่วงติดมาด้วยอีก ชีวิตเธอจะมีอะไรที่ซวยกว่านี้อีกมั้ย

ตอนที่ 15 แวะมาเยี่ยมเยือน

ชื่อตอน : ตอนที่ 15 แวะมาเยี่ยมเยือน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.6k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ธ.ค. 2563 12:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 15 แวะมาเยี่ยมเยือน
แบบอักษร

เช้าวันรุ่งขึ้น ประตูบ้านหลัวถูกเคาะเสียงดัง 

ทันทีที่เฉินเสวี่ยเปิดประตู ด้านนอกก็มีผู้หญิงรูปร่างผอมบางตัวเล็กคนหนึ่งยืนอยู่ด้านนอก ท่าทางอายุจะราวๆ สามสิบต้นๆ ดวงตาสองข้างเรียวยาว โหนกแก้มสูงเล็กน้อยมันทำให้ตัวคนดูเหมือนค่อนข้างจะใจดำเล็กน้อย เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีครามที่ทำมาจากผ้าเนื้อหยาบ เนื้อผ้าแบบนี้ในยุคนี้ไม่ค่อยเห็นคนใส่กันแล้ว มือข้างหนึ่งถือของจำพวกเข็มกับด้าย ส่วนมืออีกข้างจูงเด็กผู้ชายที่ตัวเล็กๆ ผอมๆ เหมือนกันอีกหนึ่งคน 

เมื่อเห็นเฉินเสวี่ยเปิดประตูก็รีบยกริมฝีปากยิ้มขึ้นทันที “น้องสะใภ้ ฉันพักอยู่ห้องชั้นล่างของเธอ ฉันชื่อโจวเสี่ยวเย่ว์เป็นคนรักของหลินหวา เป็นนายทหารฝ่ายเสนาธิการในสังกัดของผู้บังคับการหลัว ส่วนนี่ลูกชายของเราชื่อหลินอ้ายเสวีย เร็ว เรียกคุณน้าเร็ว” 

เด็กชายตัวผอมบางดูเหมือนจะขี้อายเล็กน้อย เอ่ยปากเรียกขึ้นมาเสียงเบาๆ “คุณน้า” ตายังไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมามองเฉินเสวี่ยเลย 

โดนคนเรียกว่าคุณน้าไปซะแล้ว เฉินเสวี่ยถอนหายใจออกมาด้วยความปวดร้าว ทั้งๆ ที่ร่างกายนี้อายุเพิ่งจะสิบแปดปีเองแท้ๆ  

คนมาเคาะถึงประตูบ้านแล้ว แม้ว่าเฉินเสวี่ยจะมึนงงไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรแต่ก็ต้องเชิญต้อนรับพวกเขาเข้ามาก่อนจึงตอบรับตกลงในทันที “โอ๋ เป็นเด็กดีจริงๆ เลย ถ้าอย่างนั้นพี่สะใภ้รีบเข้ามานั่งก่อนเถอะค่ะ ฉันเองก็เพิ่งจะมาถึงที่นี่ไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไหร่ ยังไม่รู้จักใครเลยด้วยค่ะ” 

โจวเสี่ยวเย่ว์เดินเข้ามาด้านในพลางมองเข้าไปด้านในห้อง ทั้งยังทำเสียงจิ๊จ๊ะอย่างชื่นชมออกมาอีกสองสามครั้ง ทำเอาเฉินเสวี่ยที่เห็นแบบนั้นรู้สึกมึนงงเล็กน้อย ทำไมบรรยากาศการมาเยี่ยมบ้านมันถึงได้แปลกประหลาดขนาดนี้ 

โจวเสี่ยวเย่ว์มองดูอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าเฉินเสวี่ยกำลังมองเธอด้วยใบหน้าสงสัยเธอจึงหัวเราะพลางพูดว่า “ฉันแค่คิดว่าบ้านของผู้บังคับกองหลัวนี่ตกแต่งได้ดีมากจริงๆ ดูพวกเฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งพวกนี้สิ ดีเสียยิ่งกว่าหัวหน้าหมู่บ้านในหมู่บ้านของพวกเราเสียอีก” 

“พี่สะใภ้ล้อเล่นแล้วค่ะ ของพวกนี้ทั้งหมดทางกองทัพเป็นฝ่ายจัดการให้ แล้วก็เป็นของชาติทั้งหมดด้วย พวกเรามาจากที่ห่างไกล ของอะไรก็ไม่สะดวกจะพกมาด้วย โชคดีที่ทางกองทัพช่วยเหลือจัดการให้เรียบร้อยเลย ไม่อย่างนั้นคงไม่รู้ว่าต้องทำยังไงเลยจริงๆ ค่ะ” 

นี่มาอาศัยอยู่ที่นี่สองเดือนแล้ว เข้ามาพูดชมของตกแต่งในบ้านของคนอื่นแบบนี้มันเหมาะสมแล้วเหรอ อีกอย่างสมัยนี้ทุกๆ ครัวเรือนไม่ได้ตกแต่งแบบนี้กันหมดเหรอ เฉินเสวี่ยจำได้ว่าเมื่อก่อนเคยได้ยินคนบอกว่าในกองทัพทหารให้ความสำคัญกับเรื่องระดับขั้นเป็นที่สุด ระดับขั้นไหนห้องใหญ่แค่ไหน เฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งบ้านเป็นยังไงล้วนแล้วแต่มีกฎระเบียบกำหนด มันมีอะไรน่าอวด?  

เมื่อโจวเสี่ยวเย่ว์ได้ยินแบบนี้สีหน้าเปลี่ยนไปดูไม่เป็นธรรมชาติขึ้นมา “ใช่ๆ ทางกองทัพเอาใจใส่ดีมากจริงๆ ทุกอย่างสามารถจัดเตรียมเอาไว้ให้เรียบร้อยหมด พวกเราอยู่ที่นี่ถึงสามารถดูแลสามีได้ดีขึ้นหน่อย ตอนที่พวกเราจะมาที่นี่แม้แต่ตั๋วรถสำหรับสองแม่ลูกอย่างเราทางกองทัพก็ช่วยเหลือจัดการให้หมด ไม่งั้นคงจะมาไม่ได้แล้ว” 

เธอแอบคิดในใจ ความหมายของเฉินเสวี่ยคือทางนี้ช่วยจัดการตกแต่งเอาไว้ให้อย่างดีเพราะผู้ชายของเธอยศสูงกว่าผู้ชายของฉัน? เป็นอย่างที่คิดเลยคนที่มาจากเมืองใหญ่มีแต่ความหยิ่งยโส แต่วันนี้ฉันจะมาสืบข่าว จับจุดอ่อนของเธอให้ได้ 

ในกองทัพหลินหวาถือว่าเป็นข้าราชการที่มียศกลางๆ คนหนึ่ง แต่สองสามีภรรยาต่างมาจากชนบทกันทั้งคู่ เงินเบี้ยเลี้ยงของหลินหวาส่วนใหญ่จะถูกส่งกลับไปเลี้ยงดูผู้สูงอายุทั้งสองฝ่าย ชีวิตของคนในครอบครัวจึงค่อนข้างจะชักหน้าไม่ถึงหลัง ดังนั้นโดยปกติโจวเสี่ยวเย่ว์จึงมักจะชอบไปบ้านใครก็กินดื่มอยู่ที่บ้านนั้น โชคดีที่เธอชอบสอดแนมข่าวคราวก็ไม่รู้ว่าเธอทำได้ยังไง แต่ความลับของแต่ละครอบครัวในบริเวณลานชุมชนนี้เธอต่างรู้มาในระดับหนึ่ง ด้วยเหตุนี้เธอจึงชอบพาหลินอ้ายเสวียไปบ้านคนโน้นคนนี้กินดื่มของบ้านคนอื่น แต่เวลาเธอพูดคุยกับคนอื่นๆ ก็จะเอาข่าวคราวที่คนอื่นไม่รู้มาบอกกล่าวด้วย จึงไม่ได้ถึงกับทำให้คนอื่นไม่ยินดีอยากต้อนรับเธอเป็นแขก ดังนั้นเมื่อวานนี้ได้ยินข่าวใหญ่ขนาดนั้น วันนี้เธอจึงร้อนอกร้อนใจมาที่บ้านของเฉินเสวี่ยเพื่อมาสืบหาความเป็นจริง ไม่อย่างนั้นผ่านไปอีกวันสองวันมีคนมาถามแล้วเธอตอบไม่ได้ แบบนั้นจะไม่ทำลายชื่อเสียงของเธอหมดเหรอ  

เฉินเสวี่ยรินน้ำให้โจวเสี่ยวเย่ว์หนึ่งแก้ว เมื่อเห็นว่าหลินอ้ายเสวียตัวผอมมากขนาดนั้นจึงหยิบเอาขนมเปี๊ยะถั่วแดงจากในห้องครัววางใส่จานแล้วยื่นให้หลินอ้ายเสวีย 

“นี่เป็นขนมที่คุณน้าทำ หนูลองชิมดูสิว่าอร่อยไหม” 

เมื่อหลินอ้ายเสวียเห็นว่าบนจานกระเบื้องสีขาวมีขนมเปี๊ยะถั่วแดงวางอยู่ ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้น ขนมเปี๊ยะกลมๆ แบนๆ หนึ่งก้อน ด้านบนยังมีสีเหลืองทองอยู่ด้วยเล็กน้อย กระจายกลิ่นหอมหวานจางๆ อบอวลออกมา เขาไม่สนใจสิ่งอื่นใดแล้วรีบรับจานมาทันที หยิบเอาขนมเปี๊ยะขึ้นมากัดเข้าไปหนึ่งคำใหญ่ ฮู้ อร่อยมากจริงๆ เปลือกด้านนอกกรอบๆ หอมๆ ด้านในหวานๆ เป็น… 

หลินอ้ายเสวียหยิบเอาขนมเปี๊ยะที่กัดไปแล้วหนึ่งคำเข้ามามองใกล้ๆ ด้านในเป็นไส้ถั่วแดง! ไส้ถั่วแดงหวานๆ! เมื่อไม่กี่ปีก่อนตอนที่แม่พามาอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตากับพ่อปีนั้น พ่อไปรับที่สถานีรถและเคยให้เขากินซาลาเปาไส้ถั่วแดงหนึ่งก้อน รสชาติหอมหวานนั้นยังคงจดจำอยู่ภายในใจมาโดยตลอด ตอนนี้ได้กินมันอีกครั้งแล้ว ขนมนี้มันอร่อยมากจริงๆ  

หลินอ้ายเสวียกัดขนมเปี๊ยะต่ออีกสองสามคำก่อนยัดขนมเข้าไปทั้งชิ้นแล้วเคี้ยวคำโต กินอย่างเอร็ดอร่อย 

ทางด้านโจวเสวี่ยเย่ว์ที่มองอยู่ก็แอบกลืนน้ำลายตาม คนมาจากปักกิ่งช่างแตกต่างจริงๆ ขนมนี้มองแวบแรกก็ดูแปลกตามาก กลับเอามาให้เด็กเล็กกินได้อย่างสบายๆ แบบนี้ 

“น้องสะใภ้ก็สุภาพเกินไปแล้ว เขาเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ เอาของดีๆ แบบนี้มาให้เขากินไม่เท่ากับสิ้นเปลืองหรอกเหรอ แล้วนี่ยังไม่รีบขอบคุณคุณน้าเฉินเสวี่ยอีก รู้จักแต่กินๆๆ รับของจากคนอื่นต้องพูดขอบคุณก่อน แม่ไม่เคยสอนแกหรือยังไง” 

โจวเสี่ยวเย่ว์พูดกับเฉินเสวี่ยอย่างเกรงอกเกรงใจสองประโยคก็หันไปสั่งสอนหลินอ้ายเสวียอีก ดุจนหลินอ้ายเสวียหดตัวลงไปอีกแล้ว ทั่วทั้งตัวหดตัวอยู่บนโซฟา 

เฉินเสวี่ยเห็นว่าหลินอ้ายเสวียรีบร้อนกินจนเกินไปแถมยังไม่ได้ดื่มน้ำจึงรีบรินน้ำให้เขาอีกหนึ่งแก้ว “ดื่มน้ำลงไปหน่อย เดี๋ยวติดคอเอา ขนมอร่อยแต่จะกินมากก็ไม่ได้นะ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะทานข้าวไม่ได้กันพอดี” 

เมื่อโจวเสี่ยวเย่ว์ได้ฟังคำพูดนี้ของเฉินเสวี่ยก็ระงับความตะกละของตัวเองลงไป ขนมนี้แพงมากขนาดนี้ดูเหมือนว่าลูกสะใภ้หลัวคนนี้คงไม่มีทางเอาออกมาอีกชิ้นอย่างแน่นอน ไอ้เจ้าเด็กนี่สองคำสามคำก็กินลงไปหมดแล้ว ฉันยังไม่ได้ชิมเลยสักนิด ครั้งที่แล้วแม่เด็กสาวหลิวรั่วซีคนนั้นมีของดีของอร่อยอะไรจะเอามาให้แม่กินก่อน ส่วนเจ้าคนนี้ก็ต้องดูแลตัวเองไป 

แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดเรื่องนี้กับลูก โจวเสี่ยวเย่ว์ยังคงนึกคิดเกี่ยวกับธุระสำคัญที่เธอมาที่นี่ เพียงแต่ว่าธุระนี้ต้องค่อยๆ สอบถามไปเรื่อยๆ เธอนั่งลงแล้วเอ่ยขึ้นว่า “หลายวันมานี้ฉันก็ทำเสื้อผ้าให้ลูกอยู่ที่บ้าน ในบ้านก็มีแต่เจ้าเด็กคนนี้ไม่มีคนพูดคุยด้วย คิดว่าน้องสะใภ้เองก็อยู่บ้านคนเดียว เลยอยากจะมาอยู่เป็นเพื่อนหน่อย วันนี้เธอไม่มีธุระอะไรใช่ไหม” 

คนมาถึงที่นี่แล้ว ต่อให้มีธุระอะไรเฉินเสวี่ยก็คงไม่สามารถไล่คนออกไปได้ในทันทีหรอก 

“ก็ไม่ได้มีธุระอะไรเป็นพิเศษหรอกค่ะ” เฉินเสวี่ยเพิ่งเริ่มเอ่ยปากโจวเสี่ยวเย่ว์ก็พูดแทรกคำพูดของเฉินเสวี่ยทันที “ถ้าอย่างนั้นก็ดี ฉันขออยู่ที่นี่รบกวนน้องสะใภ้สักเดี๋ยวแล้วกันนะ เธอไม่รู้หรอก คนเป็นภรรยาทหารอย่างพวกเรา ผู้ชายไม่อยู่บ้านวันๆ อยู่เฝ้าบ้านแบบนี้จิตใจก็ว้าวุ้นกระวนกระวายใจ ฉันได้ยินมาว่าน้องสะใภ้เป็นคนปักกิ่ง มาอยู่ที่นี่มีคนรู้จักคุ้นเคยช่วยดูแลบ้างไหม ไม่อย่างนั้นเวลามีเรื่องอะไรขึ้นมาไม่แน่ว่าอาจจะตามหาสามีของตัวเองไม่เจอก็ได้ ถึงตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าต้องทำยังไงแล้ว จริงสิเมื่อวานได้ยินคนในชุมชนบอกว่ามีคนช่วยเธอเอาธัญพืชมาส่งเยอะแยะเลย เป็นคนมาจากที่บ้านเหรอ” 

เผยธาตุแท้ออกมาแล้ว ต่อให้เฉินเสวี่ยจะทึ่มทื่อมากแค่ไหนแต่ก็ฟังออกว่าโจวเสี่ยวเย่ว์กำลังสอบถามเกี่ยวกับข้าวของที่เข้าบ้านมาเมื่อวานนี้ แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าอาจจะเป็นเลี่ยวหลินซานที่ตามมาช่วยส่งของให้เธอด้วย ไม่ว่าอย่างไรเลี่ยวหลินซานก็เป็นเถ้าแก่คนหนึ่งแล้ว รัศมีบนตัวก็ไม่เหมือนกับคนเป็นทหาร แต่ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นคนส่งของ ดูเหมือนระหว่างทางที่เดินผ่านมา พวกเขาไม่คิดว่าจะมีสายตาจำนวนไม่น้อยกำลังจับจ้องอยู่ 

คนสมัยนี้เขาว่างมากหรือไงนะ แต่ในเมื่อเขาเอ่ยถามแล้วก็ต้องอธิบายให้กระจ่าง นี่เป็นครั้งแรกที่เฉินเสวี่ยได้สัมผัสถึงความแตกต่างอย่างมากของยุคสมัยนี้ แค่คิดก็รู้แล้ว ถ้าหากตัวเองพูดคลุมเครือไม่ชัดเจน ดีไม่ดีอาจจะมีข่าวลือบางอย่างว่าเธอมีความสัมพันธ์คลุมเครือกับผู้ชายคนอื่นแพร่กระจายออกมาก็เป็นได้ แม้ว่าเธอจะไม่ค่อยสนใจความสัมพันธ์สามีภรรยากับหลัวต้าอวี่มากนัก แต่ก็ไม่อยากจะทำให้เกิดข่าวลือใดๆ มากระทบต่อการใช้ชีวิตปกติของตัวเอง ยุคสมัยนี้ยังเป็นยุคที่โทษของการเล่นชู้ต้องโดนยิงเป้าในตำนานอีกด้วย 

อย่างไรเสียเรื่องนี้เธอก็ไม่ได้คิดที่จะปิดบังอยู่แล้ว ต่อไปเมื่อลู่ทางการจำหน่ายขนมของเธอเปิดกว้าง เลี่ยวหลินซานยังต้องได้กลับมาอีกอย่างแน่นอน ยิ่งกว่านั้นหลังจากรายได้ของเธอมากเพิ่มขึ้นแล้วจะต้องทำให้ชีวิตในบ้านดีขึ้นแน่นอน ตอนนี้ดูเหมือนว่าในเขตลานชุมชนส่วนรวมแบบนี้ก็ไม่ได้มีความลับอะไรอยู่แล้ว ไม่สู้กระจายเรื่องออกไปให้ชัดเจนเลยจะดีกว่า เลี่ยงไม่ให้พวกเขาต้องไปคาดเดามั่วจนทำให้เกิดปัญหาตามมา ดูเหมือนโจวเสี่ยวเย่ว์คนที่อยู่ตรงหน้าตอนนี้จะเป็นคนประเภทสันทัดกรณีหูไวตาไว ใช้เธอช่วยกระจายข่าวนี้ได้ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องมีคนมาเข้าบ้านเพื่อค้นหาความจริงกันทีละคน 

“อ้อ พี่สะใภ้พูดถึงเถ้าแก่เลี่ยวเหรอคะ พอดีฉันทำพวกขนมอะไรพวกนี้เป็นค่ะ ที่บ้านของเถ้าแก่เลี่ยวเปิดร้านชาสมุนไพรอยู่แล้วอยากจะได้ขนมไปขายคู่กัน ฉันก็เหมือนทำงานให้กับเถ้าแก่เขาน่ะค่ะ ทำพวกขนมของว่างเอาไปส่ง ก็เป็นขนมเปี๊ยะถั่วแดงแบบที่อ้ายเสวียกินไปเมื่อครู่นี้แหละค่ะ วัตถุดิบพวกนี้ซื้อมาจากในตัวเมืองทั้งหมดให้ฉันแบกกลับมาก็ไม่ค่อยสะดวก เถ้าแก่เลี่ยวเลยเรียกรถให้ลากของกลับมาส่งให้ค่ะ ทุกอย่างกองอยู่ในห้องครัวโน่นแน่ะค่ะ วันนี้ฉันก็แอบหยุดพักผ่อน อีกไม่กี่วันเถ้าแก่เลี่ยวคงจะให้ฉันเอาของไปส่งให้แล้ว อีกเดี๋ยวก็ต้องเริ่มทำแล้วค่ะ” 

โจวเสี่ยวเย่ว์ได้ยินก็ตกตะลึงไป “ขายขนมแถมยังเป็นเถ้าแก่ นี่เป็นนายทุนเลยไม่ใช่เหรอ” 

เฉินเสวี่ยหัวเราะ “นี่นับว่าเป็นนายทุนอะไรกันคะ ก็แค่ทำธุรกิจขนาดเล็กเท่านั้น พวกเราก็แค่เคยชินกับการเรียกเขาแบบติดตลกว่าเถ้าแก่เลี่ยว จริงๆ แล้วที่บ้านเขาแค่ชงชาสมุนไพรขายให้กับคนที่สัญจรผ่านไปผ่านมา พี่สะใภ้อยู่ที่นี่มาหลายปีแล้วก็น่าจะรู้ว่าอากาศที่นี่ร้อนมากแถมยังมีความชื้นสูง ผู้คนก็ชอบดื่มน้ำชาสมุนไพรกัน เมื่อก่อนหน้านี้ยังไม่อนุญาตให้ขาย แต่หลังจากการประชุมเต็มวาระของคณะกรรมการกลางที่สิบเอ็ด ครั้งที่สาม ทางหน่วยงานกลางก็ได้ให้คำชี้แนะแล้วไม่ใช่เหรอคะว่าจะทยอยเปิดเสรีทางการตลาด ส่งเสริมให้ทุกคนดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจแบบนี้ นี่ก็เป็นการส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจด้วยไงคะ พี่สะใภ้ลองเข้าเมืองไปดูสิคะ ร้านค้าเล็กๆ แบบนี้มีเต็มไปหมดเลย เหมือนอย่างครอบครัวของเถ้าแก่เลี่ยวที่เป็นประเภทค่อนข้างกล้าหาญ ตอนที่ทางรัฐบาลกลางเพิ่งจะออกนโยบายบ้านของพวกเขาก็เปิดร้านค้าแล้ว ดังนั้นเลยเริ่มต้นเร็วกว่าคนอื่น พื้นเพครอบครัวก็หนาแน่นขึ้น พี่ก็รู้ว่าคนติดตามกองทัพอย่างพวกเราก็เป็นแบบนี้ หางานก็ไม่ใช่ง่ายๆ ฉันเองก็พอดีพอเป็นงานฝีมืออยู่บ้างเล็กน้อยเลยทำแบบนี้หาเงินไปก่อน พอจะสามารถเกื้อหนุนครอบครัวได้ก็ยังดี” 

เฉินเสวี่ยพูดพล่ามเหลวไหลไปเป็นกอง โจวเสี่ยวเย่ว์ก็ฟังจนเหม่อลอยไปแล้ว แต่ก็ยังดีที่ไม่ได้คัดค้านอะไรเฉินเสวี่ย สร้างหางของทุนนิยมออกมาแบบนี้ภายในใจก็ปล่อยวางไม่ค่อยลง อย่างไรก็ตามไม่ว่าตัวเองจะพูดอะไรก็ยังมีรัศมีจากการเป็นคนจากปักกิ่ง เรื่องความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายทางการเมืองเหล่านี้คนปักกิ่งย่อมแข็งแกร่งกว่าคนทางนี้อยู่แล้ว โชคดีที่เรื่องราวเกี่ยวกับการประชุมเต็มวาระของคณะกรรมการกลางที่สิบเอ็ด ครั้งที่สามอะไรเหล่านี้เคยได้เรียนรู้ในชั้นเรียนประวัติศาสตร์มาก่อนแล้ว ขอบคุณอาจารย์วิชาประวัติศาสตร์ค่ะ ค่าเล่าเรียนพวกนั้นท่านไม่ต้องคืนให้หนูแล้ว  

“ยังมีแบบนี้ด้วย รัฐบาลกลางพูดแบบนี้จริงๆ เหรอ” ผ่านไปกว่าพักใหญ่ๆ โจวเสี่ยวเย่ว์ถึงได้เรียกสติของตัวเองกลับมาได้ 

ความคิดเห็น