facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

นอกจากจะต้องข้ามเวลามาอยู่ในยุคไดโนเสาร์ที่แสนกันดารแล้ว ยังต้องได้สามีสุดหล่อที่เกลียดร่างนี้เข้ากระดูกดำพ่วงติดมาด้วยอีก ชีวิตเธอจะมีอะไรที่ซวยกว่านี้อีกมั้ย

ตอนที่ 14 ข่าวลือ

ชื่อตอน : ตอนที่ 14 ข่าวลือ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.7k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ธ.ค. 2563 12:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 14 ข่าวลือ
แบบอักษร

เมื่อถึงวันพุธตอนเที่ยง เฉินเสวี่ยทำขนมเสร็จสิ้นทั้งหมดเจ็ดร้อยชิ้นแล้ว ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วขาวอย่างละหนึ่งในสามส่วน เธอคิดคำนวณตามราคาต้นทุนของวัตถุดิบที่จ่ายไป โดยทั่วไปต้นทุนจะอยู่ที่แปดเหมาต่อของว่างครึ่งกิโล นี่ก็เป็นเพราะตอนซื้อเมล็ดถั่วไม่ได้ใช้คูปองอาหาร เพียงแค่คำนวณเงินธรรมดาก็พอแล้ว ขนมครึ่งกิโลจะมีประมาณสิบชิ้น ถ้าอย่างนั้นขนมหนึ่งชิ้นจะมีต้นทุนอยู่ที่แปดเฟิน เฉินเสวี่ยคิดว่าจะลองขายโดยยึดราคาขนมหนึ่งชิ้นสี่เหมาก่อน หากซื้อสามชิ้นรวมกันขายหนึ่งหยวน นี่เป็นราคาขายในร้าน ถ้าหากนำกลับไปด้านนอกครึ่งกิโลก็จะเป็นสี่หยวน แต่ซื้อครึ่งกิโลแถมฟรีหนึ่งขีด ถ้าคำนวณเงินตามราคานี้ ขนมครึ่งกิโลของเธอจะต้องแบ่งเงินให้เลี่ยวจี้โดยประมาณสองหยวน เลี่ยวจี้ได้รับหนึ่งหยวนสองเหมา สี่สิบห้ากิโลนี้ถ้าถูกขายออกไปก็จะทำเงินได้ถึงหนึ่งร้อยสี่หยวน ถ้าส่วนหนึ่งถูกนำกลับไปด้วยก็สามารถทำรายได้ได้มากกว่าหนึ่งร้อย ถ้าหนึ่งสัปดาห์สามารถทำรายได้ได้ถึงหนึ่งร้อยสี่จริงๆ นั่นคือเงินเดือนของคนอื่นครึ่งปีเลยเชียว เมื่อคำนวณแบบนี้แล้ว การทำงานหนักในหลายวันนี้มันคุ้มค่าจริงๆ 

เมื่อคำนวณเงินนี้ออกมาแล้วเฉินเสวี่ยเริ่มจะลังเลเล็กน้อย ไม่รู้ว่าราคานี้ ตัวเองต้องการสูงเกินไปไหม ในตอนนี้ซาลาเปาเนื้อก้อนใหญ่หนึ่งก้อนก็แค่ห้าเหมา ของว่างหนึ่งชิ้นสี่เหมา ต่อให้มันจะอร่อยมากแค่ไหนก็อาจจะไม่มีคนกินหรอกมั้ง แต่ราคาของขนมถ้าได้กำหนดแล้วก็จะไม่สามารถเปลี่ยนได้ง่ายๆ แล้ว เธอไม่มีแนวคิดเกี่ยวกับระดับการยอมรับต่อราคาสินค้าของผู้คนในยุคนี้เลยจริงๆ ในเมื่อตอนนี้มันไม่เหมือนกับโลกก่อนหน้านี้ของเธอที่ซาลาเปาเนื้อก้อนละสองหยวน แต่ขนมเปี๊ยะถั่วแดงหนึ่งกล่องสิบหยวนก็ยังมีคนซื้อเยอะเหมือนกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าถ้าทานที่ร้านเลย สองก้อนจะเอาราคาสิบแปด ยี่สิบแปดก็ยังได้  

เมื่อเลี่ยวหลินซานฟังคำถามของเฉินเสวี่ยแล้วกลับไม่คิดเห็นเช่นนั้น “ราคานี้ไม่มีปัญหา คนที่ไม่มีเงินซื้อต่อให้เธอขายชิ้นละสองเหมาเขาก็ไม่มีทางซื้อ คนที่มาร้านนี้ต่างเป็นคนที่กระหายน้ำแบบทนไม่ไหวแล้วจริงๆ ถึงมาดื่มชาสักถ้วย ต้องการอยากจะพักผ่อนจริงๆ คงไม่ได้สนใจที่จะต้องจ่ายเงินหนึ่งหยวนซื้อขนมหนึ่งจานหรอก อีกอย่างรูปร่างก็ดูดีและอร่อย ทั้งยังสามารถกินไปด้วยพูดคุยกันไปด้วยได้” 

เมื่อพูดแบบนี้ดวงตาของเฉินเสวี่ยเป็นประกายขึ้นมา จริงด้วย แบบนี้ร้านชาสมุนไพรนี้จะไม่เหมือนกับพวกร้านกาแฟในยุคหลังๆ เหรอ ทุกคนเข้ามานั่งพักผ่อน สั่งเครื่องดื่มสักแก้ว สั่งเค้กสักชิ้นและสามารถพูดคุยสนทนากันได้ อันที่จริงจะกินอะไรมันไม่ได้สำคัญขนาดนั้น แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นสไตล์การตกแต่งก็จะไม่ค่อยเข้ากับรูปลักษณ์ของร้านค้าในตอนนี้สักเท่าไหร่นัก 

เฉินเสวี่ยอธิบายแนวความคิดของเธอออกมา ดวงตาของเลี่ยวหลินซานก็เป็นประกายขึ้นมา “เธอบอกรายละเอียดกับฉันมากกว่านี้หน่อยได้ไหม” 

เฉินเสวี่ยยิ้มแล้วพูดว่า “อันที่จริงส่วนใหญ่ฉันก็เคยได้ยินมาว่าในต่างประเทศมีสถานที่แบบนี้อยู่ค่อนข้างมาก ที่ปักกิ่งฉันก็เคยเห็นอยู่ไม่กี่ร้าน ส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติทั้งหมดแล้วก็จะมีคู่รักวัยหนุ่มสาวที่ไป” 

“พูดอย่างกับว่าเธออายุมากอย่างนั้นแหละ” เลี่ยวหลินซานหัวเราะอย่างมีความสุข 

เมื่อเฉินเสวี่ยได้ยินเลี่ยวหลินซานพูดแบบนี้ตนเองก็หัวเราะตามอย่างเก้อเขินเหมือนกัน เมื่อก่อนเคยพูดแบบนี้จนเคยชินไปแล้ว 

“ฉันเองก็เป็นคนที่แต่งงานแล้วไงคะ เรื่องอายุก็ไม่ได้สำคัญแล้ว อันที่จริงคนที่ไปร้านกาแฟส่วนใหญ่ไม่ได้ไปเพื่อดื่มกาแฟพวกนั้น แต่เพราะต้องการบรรยากาศนั้น คุณลองนึกภาพดูว่าในวันที่อากาศร้อนแบบนี้ ผู้คนต้องการหาสถานที่ด้านนอกพูดคุยธุระกันจะไปที่ไหนได้ ตอนนี้คงทำได้แค่ไปร้านอาหารทานไปด้วยคุยไปด้วย แต่เรื่องบางอย่างก็ไม่เหมาะกับโต๊ะอาหารแบบนั้น ถ้าเป็นสองสามคน มีสถานที่เงียบสงบสภาพแวดล้อมดีแบบนี้ สามารถเข้ามานั่งพูดคุยกันได้ ถือโอกาสทานโน่นทานนี่ ดื่มเครื่องดื่มได้ด้วย ไม่เพียงแต่สามารถพูดคุยสนทนากันได้ ทั้งค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกับร้านอาหารแล้วยังได้จ่ายน้อยกว่าอีกด้วย ทั้งยังไม่จำเป็นต้องใช้คูปองอีก ก็เป็นตัวเลือกแบบหนึ่งไม่ใช่เหรอ สภาพแวดล้อมต้องทำให้เป็นส่วนตัวขึ้นอีกนิด ไม่เหมือนกับพวกร้านอาหารในตอนนี้ที่ทันทีที่เข้าประตูไปก็มีแต่แสงส่องไปทั่วทุกที่ ทันทีที่มองก็เห็นไปถึงด้านในสุด เหล่าคู่รักหนุ่มสาวต้องการหาที่นั่งสังสรรค์ด้วยกันก็เป็นตัวเลือกอีกอย่างหนึ่ง อีกอย่างราคาก็แพงกว่าไปดูหนังอยู่ไม่มาก แถมยังทันสมัยด้วย” 

คู่รักหนุ่มสาวออกเดทในสมัยนี้ถ้าไม่ไปเที่ยวสวนสาธารณะก็จะไปดูหนัง เมื่ออากาศร้อนขึ้นมาการไปเดินเล่นในสวนสาธารณะใต้ดวงอาทิตย์ย่อมเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน ไปดูภาพยนตร์ไม่กินไม่ดื่มก็อึดอัดแปลกๆ แบบนั้นร้านเครื่องดื่มจึงเป็นตัวเลือกประเภทหนึ่ง แต่ว่าถ้าทำแบบนี้ เครื่องดื่มจะมีแค่ชาสมุนไพรอย่างเดียวไม่ได้แล้ว ทางที่ดีที่สุดจะต้องมีของที่แปลกใหม่และเป็นเครื่องดื่มที่มีรสชาติดี อร่อย 

“แต่พวกเรายังไม่ต้องรีบร้อน การเปิดร้านขายเครื่องดื่มนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างไรก็ตามการลงทุนก็สูง ผลกำไรภายหลังก็ยังพูดยาก” เมื่อก่อนเฉินเสวี่ยมีเพื่อนที่เปิดร้านกาแฟมาก่อน รู้ว่าของสิ่งนี้ฟังดูเป็นชนชั้นกระฎุมพี [1] อันที่จริงเมื่อเปิดจริงๆ แล้วผลกำไรไม่ได้มากมายอย่างที่คิด แน่นอนว่าเป็นเพราะตอนนี้ค่าเช่าค่อนข้างถูก ย่อมไม่เหมือนยุคหลังของพวกเขาที่เปิดร้านมากว่าครึ่งก็เหมือนทำงานให้เจ้าของตึก เพียงแค่เพื่อให้ตัวเองมีสถานที่เงียบสงบไว้พบปะกันก็นับว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่งแล้ว 

“อืม งั้นลองขายอยู่ที่นี่ดูก่อน ฉันก็จะดูอยู่ที่นี่ด้วย บางทีอาจจะเป็นอย่างที่เธอบอกว่ามีคนบางคนเห็นร้านชาเป็นตัวเลือกสถานที่พบปะกันที่หนึ่ง ถึงตอนนั้นพวกเราค่อยดูเรื่องเปิดร้านใหม่กันอีกครั้ง” แม้ว่าเลี่ยวหลินซานจะทำธุรกิจแบบไม่กลัวความเสี่ยงแต่ในขณะเดียวกันก็จะรวบรวมกำลังพลและใช้ยุทธศาสตร์ที่มั่นคงในการต่อสู้ ไม่ใช่ว่ามีความคิดไอเดียใหม่เกิดขึ้นก็จะเปิดร้านทันที นอกจากนี้ในการเปิดร้านใหม่แบบนี้เงินลงทุนก็ไม่ใช่น้อยเลย 

“ได้ ถ้าถึงตอนนั้นผลลัพธ์ออกมาดีพวกเราค่อยมาเจรจากันอีกครั้ง ฉันยังพอรู้วิธีการตกแต่งอยู่บ้างสามารถออกความคิดได้ค่ะ” 

“ถึงตอนนั้นเชิญเธอมาเข้าหุ้นด้วยเลย” 

“ได้สิค่ะ ถ้าอย่างนั้นฉันคงต้องคาดหวังว่าให้ขนมของฉันขายได้เงินออกมามากๆ ไม่งั้นฉันคงจะมีเงินทุนไม่มากนัก” เฉินเสวี่ยก็หัวเราะตาม 

ทั้งสองคนยังพูดคุยกันเกี่ยวกับตัวของว่างอีกเล็กน้อย เฉินเสวี่ยแนะนำกับเลี่ยวหลินซานไปอีกว่าสามารถหั่นขนมออกเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วมอบให้คนที่มาดื่มชาสมุนไพรลองชิมฟรีดูก่อน เมื่อคนอื่นได้ลองลิ้มรสมันแล้วอาจจะเกิดความสนใจที่จะซื้อขนมนี้มากขึ้นก็ได้ เลี่ยวหลินซานฟังแล้วก็พยักหน้าอย่างต่อเนื่อง และแนะนำให้เฉินเสวี่ยทำขนมรสเค็มมาด้วย มีบางคนไม่ชอบทานขนมหวาน ถ้ามีรสเค็มเอาไว้เปลี่ยนรสชาติบ้างก็จะดี ก่อนจะจากกันเฉินเสวี่ยได้ทิ้งที่อยู่ของตัวเองเอาไว้ด้วย แบบนี้ถ้าหากต่อไปเลี่ยวจี้มีเรื่องอะไรที่ต้องการจะหาเธอก็จะได้รู้สถานที่ 

หลังจากเลี่ยวหลินซานได้ยินว่าเฉินเสวี่ยอาศัยอยู่ในลานชุมชนในกองทัพก็พูดชื่นชมซ้ำไปซ้ำมา “ที่แท้เธอก็เป็นภรรยาทหารนี่เอง มิน่าถึงได้คล่องแคล่วชาญฉลาดขนาดนี้ แถมยังทำขนมได้หลายชนิดอีกด้วย ลานชุมชนทหารค่อนข้างไกลมาก วัตถุดิบพวกนี้เธอซื้อไปจากในเมืองทั้งหมดเลยใช่ไหม ขนของไปสะดวกหรือเปล่า แล้วยังต้องใช้ตั๋วอีกยุ่งยากไหม ทางกองทัพคงจะควบคุมเรื่องตั๋วค่อนข้างเข้มงวดเลยใช่ไหม” 

ผู้คนในเวลานี้ต่างให้ความเคารพทหารอย่างมาก ต่อเนื่องมาถึงภรรยาของทหารก็ให้ความเคารพมากเช่นกัน เมื่อได้ยินว่าเฉินเสวี่ยเป็นภรรยาทหาร นอกจากจะเริ่มชื่นชมคู่ค้ารายนี้แล้ว เลี่ยวหลินซานยังมีความรู้สึกสนับสนุนทหารและให้สิทธิพิเศษแก่ครอบครัวทหารเพิ่มขึ้นมาด้วย เขามีความคิดที่จะดูแลภรรยาทหารให้มากขึ้นเป็นพิเศษ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนแก่อย่างคุณยายเฉินเลย เมื่อได้ยินว่าเฉินเสวี่ยเป็นภรรยาทหารก็จับไม้จับมือเธอครั้งแล้วครั้งเล่า บอกว่าเด็กสาวแบบเธอได้แต่งงานกับทหารนั้นถือว่ายอดเยี่ยมมาก มีจิตใจในการอุทิศเสียสละ ทั้งยังบอกกับเลี่ยวหลินซานด้วยว่าต้องช่วยดูแลสมาชิกครอบครัวทหารให้ดี เรื่องส่วนแบ่งพวกนั้นก็ไม่ต้องพูดถึงอีกแล้ว 

เฉินเสวี่ยโบกมือไปมาซ้ำๆ “คุณยายเฉินคะ ธุรกิจคือธุรกิจค่ะ พวกเราได้ลงนามข้อตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ถ้าคุณยายต้องการอยากจะดูแลหนูจริงๆ ก็ช่วยเหลือเรื่องงานของหนู ช่วยขายขนมให้หนูมากๆ หนูเพิ่งจะมาที่นี่ไม่ได้รู้จักใครที่ไหนเลย ที่บ้านก็อาศัยเงินเดือนเล็กน้อยของสามีเท่านั้น ทั้งต้องใช้ดำรงชีวิตทั้งยังต้องแสดงความกตัญญูต่อผู้อาวุโสที่บ้านซึ่งมันก็ไม่เพียงพอเลยค่ะ” 

“ไม่มีปัญหาๆ ตอนยายยังเด็กก็ออกไปตั้งแผงลอยกับที่บ้านอยู่บ่อยๆ ต้องขายขนมของหนูได้ดีอย่างแน่นอน ถ้าหนูไม่มีธุระอะไรก็เข้ามาเล่นที่นี่ได้ หรือไม่เย็นนี้อยู่กินข้าวที่นี่เลยเถอะ” คุณยายดึงเฉินเสวี่ยไว้ ยิ่งมองก็ยิ่งชอบ ทั้งยังนามสกุลเดียวกันกับตัวเองอีก รู้สึกเหมือนมีหลานสาวแท้ๆ เพิ่มอีกคนเลย แม้ว่าเฉินเสวี่ยจะอ้วนไปหน่อยแต่ในสายตาของคนแก่แล้วอ้วนแบบนี้คือมีวาสนาดียิ่งมองเธอจึงยิ่งชอบมากขึ้น 

“วันนี้ไม่ได้หรอกค่ะ ทางกองทัพมีกฎระเบียบกลับไปดึกก็ไม่ดีเท่าไหร่” เฉินเสวี่ยบอกปัดไป “เอาไว้คราวหน้าคุณยายไปเที่ยวที่บ้านหนู หนูจะทำอาหารให้คุณยายทาน หนูทำอาหารเก่งมากเลยนะคะ” 

“งั้นก็ดีๆ ใช่ๆ สามีภรรยาหนุ่มสาวแบบนี้ต้องอยู่ด้วยกันให้มากๆ” คุณยายมองเฉินเสวี่ยยิ้มๆ เมื่อนึกได้ว่าลูกชายตัวเองตอนนี้กลับยังไม่ยอมหาแฟน วันๆ เอาแต่ทำธุรกิจๆ จึงเหลือบไปถลึงตาใส่ปราดหนึ่ง 

เลี่ยวหลินซานแตะๆ จมูกของตัวเอง นี่คงถูกโกรธแล้วจริงๆ “เฉินเสวี่ยคราวหน้าถ้าเธอต้องการซื้อวัตถุดิบอะไรล่ะก็แค่ส่งจดหมายมาบอกฉันก็ได้ ปกติแล้วฉันซื้อสินค้าเข้ามามาก มีรถขนส่งที่คุ้นเคยกันอยู่บ้างให้เขาช่วยเอาไปส่งให้ก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไร เธอจะได้ไม่ต้องแบกกลับไปมา ถ้าหากทางเธอซื้อวัตถุดิบต้องการตั๋วอะไรที่หาไม่ได้ก็บอกฉัน เดี๋ยวฉันจะช่วยคิดหาวิธีให้” 

เฉินเสวี่ยรู้ว่าคนทำธุรกิจอย่างพวกเลี่ยวหลินซาน ทั้งยังเป็นคนท้องถิ่นอีกจึงมีลู่ทางค่อนข้างกว้างขวาง ซึ่งก็สามารถช่วยแก้ไขความกังวลของตัวเธอไปได้พอดี จึงไม่ได้พิธีรีตองอะไรกับเขามากเกินไปแล้วกล่าวขอบคุณอย่างตรงไปตรงมา วันนี้เธอมาที่นี่เพื่อซื้อวัตถุดิบบางส่วนไปเพิ่มเติมอีก วัตถุดิบที่มีอยู่ที่บ้านโดยส่วนใหญ่ก็ใช้ไปจนหมดแล้ว เผื่อคราวหน้าได้รับจดหมายจากทางนี้จะได้ไม่ต้องกลับเข้ามาซื้ออีก วิ่งกลับไปกลับมา 

เลี่ยวหลินซานเดินมาที่ร้านขายธัญพืชเป็นเพื่อนเธอเพราะในละแวกนี้ทุกคนต่างเป็นเพื่อนบ้านกันทั้งหมด เมื่อเห็นว่าคนจากตระกูลเลี่ยวพาคนรู้จักมาเจ้าของร้านขายธัญพืชยังช่วยตัดเศษทิ้งให้ด้วย เฉินเสวี่ยบอกอย่างดีอกดีใจว่าครั้งที่แล้วน่าจะพาเลี่ยวหลินซานมาด้วยเพราะช่วยประหยัดเงินได้ด้วย 

เมื่อซื้อของเสร็จแล้ว เลี่ยวหลินซานก็เรียกตาจางคนช่วยส่งสินค้ามาให้ขับรถแทรกเตอร์แบบมือหมุนช่วยเฉินเสวี่ยเอาของมาส่งจนถึงที่กองทัพทหาร ความรู้สึกในการนั่งรถแทรกเตอร์มาตลอดทางมันค่อนข้างเกินจินตนาการมากทีเดียว ถ้าจะให้เฉินเสวี่ยบรรยายมันเป็นความรู้สึกเหมือนบินได้ไม่มีผิดเลย เพียงแต่ระบบกันกระแทกค่อนข้างแข็งเกินไปหน่อย แต่เมื่อเทียบกับการที่ตัวเองต้องแบกของมากมายขนาดนี้กลับบ้านเองแล้วมันดีกว่ามากเลย เธอมองถุงขนาดใหญ่หลายถุงพวกนั้นอีกครั้ง กลับนึกไม่ออกเลยว่าเมื่อสองสามวันก่อนเธอเอาข้าวของทั้งหมดนี้ลากไปถึงป้ายรถเมล์ได้ยังไง หรือเดิมทีตัวเองจะมีลักษณะพิเศษของบาร์บี้คิงคอง [2] ซ่อนอยู่ด้วย 

ภรรยาของผู้บังคับกองหลัวที่มาจากปักกิ่งคนนั้นผ่านไปสองวันก็วิ่งเข้าเมืองอีกแล้ว ซื้อของกลับมามากมายเป็นกองๆ เลย แถมยังมีผู้ชายคนหนึ่งช่วยกลับมาส่งด้วย ข่าวนี้ราวกับติดปีกก็ไม่ปาน เพียงไม่นานก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งลานชุมชนแล้ว เฉินเสวี่ยไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเธอถูกคนจับตามองขนาดนี้ ในความทรงจำของร่างเดิม ถึงแม้ว่าจะมาอยู่ที่นี่ได้สองเดือนกว่าแล้วแต่กลับไม่เคยคบค้าสมาคมกับเพื่อนบ้านรอบๆ ข้างมาก่อนเลย 

อันที่จริงแล้วนับตั้งแต่คำสั่งย้ายของหลัวต้าอวี่ ผู้บังคับกองพันหนุ่มเพิ่งจะออกมา ตั้งแต่ตอนที่ตัวคนยังไม่มาที่นี่ ข่าวทุกประเภทที่เกี่ยวกับเขาก็บินว่อนไปทั่วแล้ว กระทั่งสองสามีภรรยามาถึงที่นี่ ทุกคนที่นี่ต่างพร้อมที่จะเข้าไปเป็นเพื่อนคบค้าสมาคมด้วย พวกผู้ชายย่อมต้องการคบค้าสมาคมกับหลัวต้าอวี่ ส่วนสายตาของเหล่าสมาชิกเครือญาติทหารก็ย่อมมาตกอยู่ที่ตัวของเฉินเสวี่ย ยิ่งกว่านั้นบนตัวของเธอยังมีกลิ่นอายของคนที่มาจากเมืองหลวงติดมาด้วย 

เพียงแต่เดิมทีเฉินเสวี่ยไม่รู้สึกพอใจกับการต้องย้ายมาอยู่ในสถานที่ห่างไกลแบบนี้อยู่แล้ว อีกทั้งความสัมพันธ์สามีภรรยากับหลัวต้าอวี่ยังเฉยเมยเย็นชาไปอีก ไหนเล่าจะมีกะจิตกะใจไปคบค้าสมาคมกับเพื่อนบ้านรอบๆ ภายในใจของเธอยังปล่อยวางความเจริญรุ่งเรืองของเมืองปักกิ่งไม่ได้ ภายหลังสองสามีภรรยายังทะเลาะกันแบบนั้นอีก ชื่อเสียงของภรรยาของหลัวต้าอวี่ที่ทั้งอ้วน ทั้งโลภ ทั้งขี้เกียจได้แพร่กระจายขจรไปไกลแล้ว 

เรื่องนี้พวกผู้ชายในกองทัพอาจจะไม่ได้คิดจริงจังอะไร พวกเขาต่างมีงานมีการของตัวเองต้องทำ ในยุคนี้ก็ไม่ใส่ใจเรื่องที่ว่าสามีภรรยาต้องสื่อสารพูดคุยกัน หรือจิตวิญญาณคู่ชีวิตอะไรพวกนั้นสักเท่าไหร่ คนส่วนใหญ่แต่งภรรยามาก็เพื่อให้มาดูแลบ้าน ให้กำเนิดลูก กลับมามีอาหารร้อนปากให้ได้ทาน แต่พวกผู้หญิงว่างงานที่อยู่แต่บ้านเหล่านี้ นอกจากทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ เมื่อมีเวลาที่ว่างขึ้นมาจะทำอะไรกันล่ะ ในตอนนี้ก็ไม่มีโทรทัศน์เอาไว้ให้หาความบันเทิง เล่นไพ่ในกองทัพผลกระทบก็ไม่ดีนัก ถ้าอย่างนั้นก็ทำได้เพียงแค่หาเรื่องมากระทบฟันด้วยกันเท่านั้นแล้ว 

แม้ว่าเมื่อวันก่อนหลัวต้าอวี่จะเชิญพวกครอบครัวจ้าวกับครอบครัวหยางมาทานข้าว เฉินเสวี่ยก็เข้าครัวทำอาหารมาจำนวนไม่น้อย ในใจของอู๋เหมยกับเฉินเย่ว์นั้นได้ฟื้นคืนภาพแห่งความเกียจคร้านนั้นของเฉินเสวี่ยแล้วเล็กน้อย แต่สองคนนี้ต่างก็ทำงานกันหมด ไม่ค่อยได้ใกล้ชิดกับแม่บ้านคนอื่นๆ ภายในเขตชุมชนนี้มากนัก เรื่องที่ว่าเฉินเสวี่ยทำอาหารอร่อยก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ ทั้งวันนี้เสียงรถแทรกเตอร์ก็ออกจะดังก้อง ทั้งยังเป็นผู้ชายใบหน้าไม่คุ้ยหน้าคุ้นตามาส่งอีก ทุกคนในลานชุมชนที่มีตาต่างก็เห็นกันหมด 

ทันใดนั้นข้อมูลการคาดเดาเกี่ยวกับภรรยาของหลัวต้าอวี่ก็บินว่อนไปทั่ว 

เฉินเสวี่ยยังไม่รู้เรื่องพวกนี้เลย เธอเอาวัตถุดิบที่ซื้อกลับมาทั้งหมดจัดเก็บไว้อย่างดีแล้วรอทางเลี่ยวหลินซานส่งจดหมายมาอีกครั้ง โดยปกติแล้วขนมสามารถเก็บไว้ในที่เย็นๆ ได้ถึงสองสัปดาห์ เธอไม่ได้วางแผนที่จะทำตอนนี้ ตอนนี้ล็อตแรกเพิ่งจะถูกส่งออกไป ไม่ว่าอย่างไรการที่ต้องจัดเตรียมส่งอีกครั้งก็เป็นเรื่องของอีกหนึ่งสัปดาห์หลังจากนี้ เพียงแค่เธอเริ่มเตรียมการล่วงหน้าสองวันไม่ให้ทางเลี่ยวจี้ขาดสินค้าก็พอแล้ว 

เนื่องจากครั้งนี้ทางเลี่ยวหลินซานช่วยจัดหารถแทรกเตอร์ให้มาส่ง เธอจึงถือโอกาสซื้อให้มากขึ้นหน่อย ถั่วหลากชนิดต่างซื้อมาถึงห้าสิบกิโล ต้องขึ้นๆ ลงๆ ขนย้ายของอยู่หลายครั้งหลายคราถึงเสร็จเรียบร้อย ยัดเก็บเสียจนห้องครัวก็ดูแน่นเต็มไปหมด เอาไว้รอให้ยอดขายเป็นไปตามเป้าหมายเธอจะเช่าห้องเวิร์คช็อปเล็กๆ อยู่ข้างนอกสักที่ จะได้ไม่ต้องกลับไปกลับมาทรมานแบบนี้อีก เฉินเสวี่ยรู้ดีว่าการขนข้าวของกลับมามากมายขนาดนี้เป็นการเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างใหญ่โต แต่ว่าในแนวความคิดของเธอคือแต่ละครอบครัวต่างใช้ชีวิตของใครของมัน ไหนจะมีคนที่เอาแต่จับจ้องมองครอบครัวคนอื่น ทำไมคนอื่นต้องสนใจว่าเธอซื้อของมากขนาดนี้กลับมาทำอะไรด้วยล่ะ จากนั้นเฉินเสวี่ยก็ได้รับบทเรียนในไม่ช้า 

 

------ 

[1] ชนชั้นกระฎุมพี (อ่านว่า กระดุมพี) หมายถึง ชนชั้นของนายทุนสมัยใหม่ ผู้เป็นเจ้าของ ปัจจัยการผลิตของสังคมและเป็นนายจ้าง 

[2] บาร์บี้คิงคอง เป็นคำที่ใช้เรียกผู้หญิงที่มีกล้ามขนาดใหญ่ กล้ามเป็นมัดๆ 

ความคิดเห็น