facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

นอกจากจะต้องข้ามเวลามาอยู่ในยุคไดโนเสาร์ที่แสนกันดารแล้ว ยังต้องได้สามีสุดหล่อที่เกลียดร่างนี้เข้ากระดูกดำพ่วงติดมาด้วยอีก ชีวิตเธอจะมีอะไรที่ซวยกว่านี้อีกมั้ย

ตอนที่ 13 ของว่าง

ชื่อตอน : ตอนที่ 13 ของว่าง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.6k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ธ.ค. 2563 12:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 13 ของว่าง
แบบอักษร

พรุ่งนี้เธอจะทำของว่าง วันนี้ต้องเอาถั่วหลากชนิดเหล่านี้แช่เอาไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นจะทำไส้ถั่วยาก 

เฉินเสวี่ยเปิดถุงถั่วหลากชนิดออกทั้งหมด แบ่งแช่ไว้เป็นสามหม้อ ในขณะที่แช่ถั่วก็สามารถเลือกเอาถั่วที่ด้านในเสีย มีรอยแมลงออกได้ด้วย ถั่วพวกนี้แช่ทิ้งไว้หนึ่งคืน พรุ่งนี้เช้าตื่นมาก็สามารถทำได้พอดี 

นอกจากนี้ดูเหมือนว่าวันนี้หลัวต้าอวี่จะพักอยู่ที่บ้านเลย ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้คงต้องยังทำอาหารเช้าตามปกติ เฉินเสวี่ยคิดว่าจากความสัมพันธ์ของสามีภรรยาของพวกนี้ในตอนนี้ ความสัมพันธ์อันแสนเย็นชาก่อนหน้านี้ เธอจะไม่สนใจดูแลเรื่องอาหารเช้าของหลัวต้าอวี่ก็ได้ แต่จากเหตุการณ์ในวันนี้เธอสามารถรู้สึกได้ว่าผู้ชายคนนี้มีความคิดในเรื่องลัทธิผู้ชายเป็นใหญ่อยู่เล็กน้อย ชอบจัดการควบคุมคนอื่น ถ้าเธอไม่ทำอาหารเช้าให้เขา แล้วยึดตามแผนการรับประทานอาหารเช้าของตัวเองก่อนหน้านี้ ไม่แน่ว่าคนๆ นี้อาจจะพูดอะไรขึ้นมาอีกก็ได้ อย่างน้อยพวกเขายังต้องใช้เวลาอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกันไปอีกช่วงเวลาหนึ่ง เฉินเสวี่ยคิดว่าตัวเองคงต้องพยายามอดทนให้ได้มากที่สุด คิดเสียว่าคนน่ารักที่อุทิศทานเพื่อสังคมเล็กๆ น้อยๆ ก็แล้วกัน เธอวางแผนสำหรับอาหารเช้าในวันพรุ่งนี้ไว้ในใจ ไม่มีอะไรที่ต้องจัดเตรียมล่วงหน้า ทางนี้ก็วางใจแล้วจึงกลับไปที่ห้องเตรียมข้าวของออกมาอาบน้ำก่อน 

จนกระทั่งเฉินเสวี่ยเดินเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำหลัวต้าอวี่ถึงได้รู้สึกโล่งอกโล่งใจขึ้น เขาไม่รู้ว่าวันนี้เป็นอะไรไป ทั้งๆ ที่บ้านก็ถูกทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว อาหารเย็นมื้อนี้ก็ถูกปากถูกคอเจริญอาหารมากเช่นกัน แต่เขาทำไมถึงยังรู้สึกแปลกๆ หลังจากส่งแขกกลับไปหมดแล้วเห็นเฉินเสวี่ยยังคงยุ่งโน่นยุ่งนี่อยู่ด้านนอก เขาก็คิดว่าตัวเองควรจะออกไปช่วย แต่ก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นงานที่เธอสมควรทำตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เมื่อก่อนกลับเป็นตัวเองที่ต้องทำมันทั้งหมดจึงนั่งนิ่งไม่ขยับไปไหน แต่นั่งอยู่ตรงนี้ หนังสือที่อยู่ตรงหน้ากลับอ่านไม่เข้าหัวเลยสักคำ ข้างในหูเอาแต่คอยฟังการเคลื่อนไหวของเฉินเสวี่ยที่อยู่ด้านนอก ตอนนี้เขาเริ่มไม่รู้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับเฉินเสวี่ยยังไงแล้ว 

ทีแรกวันนี้ตอนกลางวันเขากะว่าจะกลับมาทำความสะอาด เมื่อรอเฉินเสวี่ยกลับมาแล้วต้องพูดคุยกับเธอดีๆ ฉันมักจะอยู่แต่ในกองทัพ ไม่สามารถดูแลบ้านได้มากนัก ในเมื่อเธอแต่งงานกับทหารแล้วก็ต้องดูแลบ้านนี้ให้ดี เรื่องก่อนหน้านี้มันผ่านไปแล้ว จากนี้ไปเราสองคนยังต้องใช้ชีวิตไปด้วยกันอีก เมื่อกลับมาถึงเห็นว่าบ้านทำความสะอาดได้ดีมากแล้ว เฉินเสวี่ยเองก็เปลี่ยนไปมากจริงๆ ทั้งยังพยายามทำอาหารอย่างขยันขันแข็ง ทั้งวันนี้ยังทำให้เขามีหน้ามีตาต่อหน้าเพื่อนร่วมงานอีก แต่คำพูดที่เขาคิดมาก่อนหน้านี้กลับไม่สามารถพูดออกมาได้ 

ตอนนี้หลัวต้าอวี่ฟังเสียงน้ำจากในห้องน้ำ ทั้งยังครุ่นคิดว่าให้เฉินเสวี่ยเข้ามานอนในห้องนี้ดีไหม เพราะเฉินเสวี่ยเองก็ทำความสะอาดบ้านเรียบร้อยแล้ว ทั้งยังลุกขึ้นมาทำอาหารอีก นี่หมายความว่ายอมแพ้แล้ว? อยากจะสานความสัมพันธ์กับฉันให้ดีๆ และกลายเป็นสามีภรรยากันจริงๆ หรือเปล่านะ 

คนสองคนแต่งงานกันภายใต้สถานการณ์แบบนั้น เขาไม่มีความคิดที่จะอยู่ด้วยกันกับเฉินเสวี่ยเลย แต่สามีภรรยายังไงก็ต้องอยู่ด้วยกัน บอกตามตรงว่าหลัวต้าอวี่ไม่ใช่ไม่ยอมร่วมเตียงเดียวกันกับเฉินเสวี่ยเพราะรู้สึกว่าเธออ้วนและไม่สวยเลยจริงๆ ถึงแม้ว่าการรักสวยรักงามนั้นทุกคนต่างก็มี แต่ว่าเมียน่ะ ไม่ใช่แต่งมาไว้ซักผ้าทำกับข้าวเลี้ยงลูกหรอ อ้วนหน่อยจะเป็นไรไป 

เพียงแต่คนสองคนแต่งงานกันภายใต้สถานการณ์แบบนั้น ข้างในใจของเขายังคงรู้สึกอึดอัดใจอยู่ เขาหายใจไม่ออกไม่อยากอยู่ด้วยกันกับเฉินเสวี่ย บวกกับที่เฉินเสวี่ยเป็นคนที่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับสุขอนามัยเลยด้วยมันทำให้เขาทุกข์ใจ 

แรกเริ่มเฉินเสวี่ยมักจะชอบเข้ามาอยู่รอบๆ ตัวเขา ต่อมาเมื่อเธอเห็นท่าทางไม่เต็มอกเต็มใจแบบนั้นของเขาแล้ว ไม่ว่าเฉินเสวี่ยจะกล้าหาญมากขนาดไหนเธอก็เป็นแค่เด็กสาวอายุสิบแปดเท่านั้น เมื่อก่อนที่เธอทำเรื่องแบบนั้นออกมานับเป็นขีดจำกัดของเธอแล้ว ไหนจะรู้ว่าหลัวต้าอวี่จะยังคงปฏิบัติกับเธออย่างเย็นชาถึงขนาดนี้ ครั้งสองครั้งยังพอไหว แต่เป็นแบบนี้ตลอดเธอก็ทนไม่ไหวเช่นกัน อีกทั้งเรื่องนี้ยังไม่สามารถพูดคุยกับคนในครอบครัวได้อีกด้วย เนื่องจากที่บ้านกดดันให้หลัวต้าอวี่แต่งงานกับเธอนับว่าได้ใช้ความพยายามอย่างหนักแล้ว ยังไม่มีบ้านไหนครอบครัวไหนที่ถูกบ้านแม่ยายบีบบังคับให้ร่วมเตียงเดียวกันเพียงเพราะสามีภรรยาไม่นอนร่วมเตียงกันเลย ท้ายที่สุดเธอก็ไม่สนใจอีกแล้ว ด้วยเหตุนี้หลังจากแต่งงานทั้งสองคนจึงแยกจากกันและเล่นสงครามเย็นกันมาโดยตลอด 

ตอนนี้เฉินเสวี่ยเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำโดยไม่รู้เลยว่าหลัวต้าอวี่กำลังสับสนกับเรื่องพวกนี้อยู่ ถ้าหากเธอรู้ก็คงทำได้แค่ยักไหล่ ให้เธอนอนร่วมเตียงกับผู้ชายที่ไม่ได้มีความรู้สึกอะไรต่อกันเลย ทั้งอีกฝ่ายยังไม่ได้เต็มใจอีก มันจะเป็นไปได้ยังไง เธอไม่เคยได้รับความไม่เป็นธรรมขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต  

หลังจากอาบน้ำดีๆ ก็ถือว่าความร้อนจากแสงแดดด้านนอกในวันนี้และความร้อนระอุจากการทำอาหารในห้องครัวได้ถูกชะล้างออกไปหมดแล้ว เหลือไว้เพียงแค่ความรู้สึกเย็นสบาย เฉินเสวี่ยเดินเช็ดผมออกมาจากห้องน้ำแล้วเดินตรงกลับเข้าห้องของตัวเองไปเลย สายตาแค่เพียงปราดเดียวยังไม่แลมองหลัวต้าอวี่เลย 

ทางหลัวต้าอวี่ที่ทำสงครามทางจิตใจโดยเปล่าประโยชน์อยู่นาน เมื่อเห็นเฉินเสวี่ยเดินตรงเข้าห้องอีกห้องไปภายในใจก็รู้สึกโล่งอก ในขณะเดียวกันกลับมีความรู้สึกว่างเปล่าอยู่ด้วยเล็กน้อย เขาหยิบเอาเสื้อผ้าเดินเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำ แม้ว่าตอนนี้ภายในบ้านจะทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว แต่เขายังคงรู้สึกว่าที่ไหนๆ ต่างยังคงอึดอัดไปเสียหมด เอาเป็นว่าพรุ่งนี้กลับไปอยู่ที่กองทัพดีกว่า 

วันนี้เหนื่อยยุ่งมาตลอดทั้งวัน การออกกำลังกายตามปกติก็ไม่ได้ทำ แต่เฉินเสวี่ยไม่ได้เป็นกังวลนัก การออกกำลังกายเป็นโครงการระยะยาว หยุดพักหนึ่งวันเป็นครั้งคราวไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร อีกอย่างแม้ว่าวันนี้ตนเองจะไม่ได้ออกกำลังกายแต่ปริมาณการเคลื่อนไหวร่างกายนับว่าไม่น้อยอย่างแน่นอน หลายวันนี้เธอค่อยๆ ปรับเปลี่ยนถึงแม้ว่าความอยากอาหารจะยังไม่ได้ถูกระงับโดยสิ้นเชิง บางครั้งตอนกลางคืนยังมีรู้สึกหิวอยู่บ้างแต่ร่างกายก็คล่องตัวขึ้นไม่น้อย เป็นเพราะหลายวันนี้ทานพวกผักไปค่อนข้างมาก หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้วก็นั่งยืดกล้ามเนื้ออยู่บนเตียง ตอนนี้ดึกพอสมควรแล้ว เฉินเสวี่ยจึงรีบเข้านอนอย่างรวดเร็ว 

กระทั่งหลัวต้าอวี่อาบน้ำเสร็จเดินออกมาก็เห็นว่าประตูห้องของเฉินเสวี่ยถูกปิดลงแล้ว ภายในใจเขารู้สึกหายใจไม่ออกอีกครั้ง แต่งงานกันมาหลายเดือนนี่เป็นครั้งแรกที่ประตูห้องของเฉินเสวี่ยปิดลง ที่ผ่านมาเป็นตัวเขาเองที่ตอนกลางคืนจะปิดประตูห้องตัวเองอย่างมิดชิด ครั้งนี้ความสัมพันธ์กลับพลิกผันแล้ว แต่หลัวต้าอวี่คิดว่าเฉินเสวี่ยหลงตัวเองเกินไปแล้ว ฉันเป็นใคร เธอไม่เชิญฉัน แล้วฉันจะเข้าห้องของเธอหรือยังไง หลัวต้าอวี่เดินเข้าห้องของงตัวเองพลางปิดประตูลงอย่างแรง ล้มตัวลงบนเตียงแล้วหลับตานอนหลับไป 

เช้าวันรุ่งขึ้นเฉินเสวี่ยสะลึมสะลือได้ยินเสียงของประตู รอกระทั่งเธอตื่นเต็มที่เดินออกมาจากห้องก็พบว่าภายในห้องไม่มีใครอยู่แล้ว ดูเหมือนว่าหลัวต้าอวี่จะออกไปตั้งแต่เช้าๆ แล้ว เธอเข้ามาดูในห้องครัวข้าวของทุกอย่างไม่ขยับเลย นี่คงจะไปกินข้าวที่โรงอาหารแล้ว พอดีวันนี้ตัวเองจะได้ไม่ต้องกังวลใจว่าทำกับข้าวสองอย่างยังไงไม่ให้ถูกเขาว่า 

ดื่มน้ำตอนท้องว่าง ทำโยคะ ทานอาหารเช้า กระบวนการทั้งชุดนี้เสร็จสิ้นลงเวลาก็ยังไม่ถึงแปดโมงเลย เฉินเสวี่ยเริ่มยุ่งกับการทำของว่างขึ้นมา แต่เดิมการใช้ถั่วแดงกับถั่วเขียวมาทำของหวานมีวิธีการทำอยู่สองแบบ แบบแรกคือเหมือนกับโก๋ถั่วเขียวที่ใส่แป้งถั่วเขียวเอาไว้ในแม่พิมพ์แล้วกดออกมาเป็นรูปร่าง ทำแบบนั้นจะง่ายและไม่เปลืองแรง แต่ตอนนี้เฉินเสวี่ยไม่มีแม่พิมพ์อยู่ในมือเลย อีกอย่างของว่างที่ทำออกมาแบบนั้นมักจะแตกหักง่าย ภายใต้เงื่อนไขการขนส่งในตอนนี้กว่าเธอจะเอาเข้าไปถึงในเมืองได้รูปร่างคงจะไม่สวยแล้ว อีกแบบคือการเอาถั่วมาทำเป็นไส้ ห่อทำเป็นขนมเปี๊ยะแล้วค่อยอบหรือไม่ก็ทอด ตอนนี้เฉินเสวี่ยเตรียมจะทำตามวิธีนี้ 

เธอเอาแป้งออกมาเติมน้ำลงไป ใส่น้ำมันกับน้ำตาลรวมกันให้กลายเป็นก้อนแป้ง เพื่อให้ขนมนี้อร่อยทั้งน้ำมันและน้ำตาลจะใส่น้อยไม่ได้อย่างเด็ดขาด เฉินเสวี่ยพลางเอาใส่พลางประมาณจำนวนปริมาณ จากนั้นคำนวณต้นทุนอยู่ครู่หนึ่ง 

เมื่อรวมแป้งเป็นก้อนแล้วเอาวางพักไว้ด้านข้าง เฉินเสวี่ยเริ่มจัดการกับเมล็ดถั่วแล้ว ถั่วหลากชนิดหลังจากแช่น้ำเอาไว้ข้ามคืนก็เริ่มพองตัวขึ้นมาแล้ว เธอเปิดหัวเตาไฟทั้งสองฝั่งจากนั้นต้มถั่วแดงและถั่วเขียวไปพร้อมกัน ตอนนี้ไม่ต้องต้มนานมากนัก น้ำก็ใส่มากไม่ได้ ไม่อย่างนั้นมันจะกลายเป็นซุปถั่วแดง ต้มจนน้ำถูกเมล็ดถั่วดูดจนพร่องลงไป เปลือกถั่วเริ่มแตกออกเล็กน้อยเท่านี้ก็โอเคแล้ว 

เมื่อเปิดหัวเตาทั้งสองพร้อมกันแบบนี้ทำเอาอุณหภูมิในห้องเพิ่มสูงขึ้นจนเฉินเสวี่ยหลั่งเหงื่อออกมาเต็มหน้าผากไปหมด 

เธอเติมน้ำตาลลงในถั่วเล็กน้อย จากนั้นเอาถั่วที่ต้มเสร็จเรียบร้อยแล้วมาบดให้เละ เพราะถั่วถูกแช่มาตลอดทั้งคืนแล้ว หลังจากต้มก็เปลี่ยนเป็นอ่อนนุ่มในทันที ใช้ช้อนบดก็สามารถบดให้แตกได้อย่างง่ายดาย เฉินเสวี่ยไม่ได้กดแรงจนเกินไปปล่อยไว้ให้เหลือเป็นเม็ดอยู่ด้านในบ้างเพราะแบบนี้สามารถทำให้รสชาติเข้มข้นมากยิ่งขึ้น 

ในขณะที่ทิ้งไส้ถั่วเอาไว้รอให้เย็น ก่อนอื่นเฉินเสวี่ยนวดคลึงก้อนแป้งให้กลายเป็นแป้งหุ้มชั้นนอกเป็นแผ่นๆ จากนั้นใช้ผ้าขนหนูเปียกวางเอาไว้ด้านบนเพื่อป้องกันไม่ให้แป้งถูกพัดจนแห้ง 

เอาไส้ถั่วแดงและแป้งยกมาที่ห้องนั่งเล่น เธอนั่งบนโซฟาและเริ่มห่อไส้ถั่ว หลังจากห่อเสร็จแล้วยังต้องนวดๆ อีกเล็กน้อย เฉินเสวี่ยนวดขนมไส้ถั่วแดงให้เป็นรูปทรงกลม ถั่วเขียวนวดให้เป็นรูปวงรี สำหรับถั่วจะโรยงาดำใส่เอาไว้ด้านบนเล็กน้อย แบบนี้ก็จะแยกแยะออกได้ง่าย 

ต่อไปเวลาเฉินเสวี่ยทำจะทำเพียงแค่เตาเดียว ค่อยๆ นวดทีละอัน นวดเสร็จแล้วก็ห่อ ตอนนี้ทำเยอะในคราวเดียวต้องทำเป็นกระบวนการผลิตแล้ว ตอนนี้ยิ่งไม่มีเตาอบอีกด้วย เธอจึงเปิดไฟบนเตาอ่อนๆ จากนั้นเอาขนมวางใส่ในกระทะแล้วทอด หลังจากหม้อแรกทำเสร็จเรียบร้อยเฉินเสวี่ยลองชิมรสชาติก่อนซึ่งรสชาติถือว่าใช้ได้ คล้ายๆ กับที่เธอทำเมื่อก่อน ตั้งแต่หม้อที่สองเป็นต้นไปเพื่อเพิ่มสีสันขนม เธอจึงตอกไข่แดงออกมาอีกสองฟองแล้วตีให้เป็นเนื้อเหลวเอามาทาด้านบนขนม แบบนี้เวลาอบออกมาแล้วจะมีสีเหลืองทองออกมาด้วยเล็กน้อยดูแล้วเพิ่มความน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น 

หนึ่งหม้ออบได้เพียงแค่สิบห้าชิ้น ช้ากว่าการห่อของเฉินเสวี่ยมาก ภายหลังเธอทำได้เพียงแค่ลดความเร็วลง ระหว่างนั้นยังแทรกเวลาออกมาออกกำลังกายตอนเช้าไปด้วย อย่างไรเสียต่างต้องรอเหมือนกัน ทั้งยังเป็นการป้องกันด้วยเพราะหากทำเสร็จในครั้งเดียวเอาขนมวางไว้ทำให้ผิวขนมแห้งเกินไปเมื่ออบออกมารูปร่างจะไม่ค่อยดีนัก 

สุดท้ายตลอดช่วงเช้าทำไปได้ทั้งหมดหนึ่งร้อยยี่สิบกว่าชิ้น ทำเอาเฉินเสวี่ยหมดแรงไปเลย เมื่อก่อนทำขนมทำเพียงแค่เพราะความบันเทิง ทำเพื่อเวลาเพื่อนๆ มาพบปะกันจะได้ลองชิมของสดใหม่ด้วยกัน ตอนนี้ต้องมาทำเพื่อปัญหาการดำรงชีวิตของตัวเอง ความรู้สึกมันไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบได้เลยจริงๆ 

หนึ่งร้อยยี่สิบกว่าชิ้นนี้แค่ห้ากิโลกว่าเท่านั้น ต้องทำให้ได้ปริมาณสำหรับหนึ่งสัปดาห์มันไม่ง่ายเลยจริงๆ เฉินเสวี่ยครุ่นคิดว่าถ้าหากในอนาคตจำนวนสั่งเพิ่มมากขึ้นจริงๆ เธอคงจะต้องจ้างคนมาทำงานนี้ช่วยแล้ว ถ้าต้องทำเองทั้งหมดเธอคงได้เหนื่อยตายแน่นอนเลย แม้ว่าเธอจะไม่เกรงกลัวความยากลำบาก แต่การที่ต้องมานั่งนวดแป้งแบบนี้ทุกวันๆ มันน่าเบื่อเกินไป 

ตลอดทั้งบ่ายต่อเนื่องมาจนถึงตอนเย็นเฉินเสวี่ยทำไปอีกมากกว่าสามร้อยกว่าชิ้นแล้ว บวกกับที่ทำเมื่อตอนเช้ารวมเข้าด้วยกันทั้งหมดก็เกือบจะห้าร้อยชิ้นแล้ว นับว่าทำออกมาได้จำนวนเกินกว่าครึ่งแล้ว 

เฉินเสวี่ยบิดขี้เกียจเล็กน้อย พรุ่งนี้เช้าค่อยมาทำส่วนที่เหลือต่อ เสร็จก็สามารถส่งเข้าในเมืองได้แล้ว ครั้งนี้มีของจำนวนมาก ทั้งยังกลัวจะกดทับกันเธอจึงเลือกที่จะไม่ขึ้นรถบัสไปในช่วงเช้า ไม่อย่างนั้นขนมที่ทำมามากมายขนาดนี้เมื่อไปถึงที่นั่นคงจะกลายเป็นเศษขนมไปแล้ว 

เมื่อวานตอนที่ซื้อของกลับมาเธอได้วางแผนไว้แล้วว่าจะบรรจุของยังไง ตอนนั้นเฉินเสวี่ยขอให้เลี่ยวหลินซานช่วยหาหล่องกระดาษสะอาดๆ ให้สองกล่อง ใส่กระดาษสีขาวปูรองลงไปก่อนแล้วค่อยวางขนมเข้าไป จากนั้นปูกระดาษขาวอีกหนึ่งชั้นแล้วจัดวางใส่เป็นชั้นๆ ขึ้นไป สุดท้ายจัดการปิดกล่องจากนั้นมัดให้ดีให้สามารถหิ้วถือได้ ป้องกันเวลาเอากล่องกระดาษสองกล่องวางซ้อนกันแล้วมันกดทับทำให้ขนมด้านในแตก แต่เมื่อถึงตอนบรรจุจริงๆ เฉินเสวี่ยถึงได้พบว่ามันไม่ง่ายอย่างที่เธอคิดเลย อย่างแรกขนมอยู่ในกล่องกระดาษอาจจะไหลเคลื่อนได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ขนมไหลไปกองกันระหว่างทางเธอจึงพับกระดาษวางลงในแนวนอนแล้วเอาขนมวางลงเป็นแถวๆ แต่ก็ยังไม่ได้อยู่ดี ในที่สุดก็มีความคิดผุดขึ้นอย่างฉับพลัน นึกขึ้นได้ว่าเมื่อก่อนเคยเห็นกล่องแอปเปิ้ลขนาดใหญ่จำได้ว่าทำอย่างไรจึงทำตามวิธีการนั้นพับส่วนที่เอาไว้หนุนขนมให้ไขว้กันไปมาแล้วเริ่มวางขนมเข้าไป แบบนี้ถึงทำได้ แต่เมื่อทำกลับไปกลับมาแบบนี้เวลาก็ดึกมากแล้ว ทำจนถึงสี่ทุ่มแล้วแต่ก็ยังบรรจุไม่เต็มกล่องเลย เฉินเสวี่ยเองก็ไม่ยุ่งแล้วเช่นกัน วันรุ่งขึ้นค่อยเริ่มบรรจุต่อ 

ความคิดเห็น