facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

นอกจากจะต้องข้ามเวลามาอยู่ในยุคไดโนเสาร์ที่แสนกันดารแล้ว ยังต้องได้สามีสุดหล่อที่เกลียดร่างนี้เข้ากระดูกดำพ่วงติดมาด้วยอีก ชีวิตเธอจะมีอะไรที่ซวยกว่านี้อีกมั้ย

ตอนที่ 12 ขัดแย้ง

ชื่อตอน : ตอนที่ 12 ขัดแย้ง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.6k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ธ.ค. 2563 12:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 12 ขัดแย้ง
แบบอักษร

เมื่อคิดแบบนี้เฉินเย่ว์ก็โมโหขึ้นมา เฉินเสวี่ยคงไม่ได้จงใจใช่ไหม รู้ว่าพวกผู้ชายชอบกินรสเผ็ดก็เลยเอาเนื้อมาทำแต่อาหารเผ็ดๆ จะไม่ให้พวกเรากินเนื้อเลยหรือยังไง ไม่มีเนื้อให้กินฉันก็จะกินเนื้อ ทันใดนั้นก็คีบเนื้อวัวต้มใส่ลงไปในปากหนึ่งชิ้น เคี้ยวๆ แล้วกลืนลงไป แต่เธอไม่เคยชินกับการกินเผ็ดตั้งแต่แรกอยู่แล้ว อาหารจานนี้เฉินเสวี่ยทำตามรสนิยมอาหารของตัวเอง ไม่เผ็ดถึงขั้นทนไม่ไหวแต่ถือว่าเผ็ดมากเป็นพิเศษ เมื่อเฉินเย่ว์ทานเข้าไป พอเคี้ยวอยู่ในปากเหมือนกับไฟลุกลามไปทั่ว หลังจากกลืนลงไปก็กระแอมกระไอออกมาอย่างต่อเนื่อง มันเผ็ดแสบเสียจนน้ำมูกน้ำตาไหลออกมาจนหมด 

เฉินเสวี่ยยกอาหารสองจานสุดท้ายออกมาพอดี เมื่อเห็นว่าเฉินเย่ว์เผ็ดจนสภาพกลายเป็นแบบนั้นก็ตกอกตกใจ เธอเอาจานอาหารวางไว้ข้างๆ แล้วรีบไปรินน้ำเย็นมาหนึ่งแก้ว “ตายแล้ว ทำไมถึงได้เผ็ดจนกลายเป็นแบบนี้ล่ะ เนื้อวัวต้มเนี่ยทำเผ็ดเกินไป คนที่เคยชินกับอาหารรสเผ็ดยังกินแทบไม่ได้เลย เร็ว ดื่มน้ำเย็นกดเอาไว้ก่อน” 

ตอนนี้เฉินเย่ว์รู้สึกเพียงว่าจากลำคอไปจนถึงท้องเหมือนมีไฟลุกอยู่อย่างไรอย่างนั้น รีบรับเอาแก้วน้ำมาดื่มทันที แต่รีบร้อนดื่มเกินไปจนสำลักน้ำอีก ทำให้ไอออกมาอีกสามสี่ที ตอนนี้บนใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำตา ดูย่ำแย่ถึงขีดสุด เธอพูดอะไรไม่ออก ทั้งอายทั้งโกรธ 

เมื่อหลัวต้าอวี่เห็นว่าอาหารทำเอาคนอื่นเผ็ดจนมีสภาพแบบนี้ก็เริ่มไม่พอใจขึ้นมาอีก “ให้เธอทำอาหารจะทำเผ็ดขนาดนี้ทำไม ดูสิทำพี่สะใภ้เผ็ดซะแบบนี้ ทำอาหารไม่เป็นยังอวดเก่งไม่เข้าเรื่อง” 

เฉินเสวี่ยไม่ได้เหลือบมองเขาเลยแม้แต่นิดเดียว ยกเอาอาหารสองจานที่วางอยู่บนตู้ข้างๆ มา “อันนี้มะเขือยัดไส้หมูสับ อันนี้ไม่เผ็ดค่ะ ฉันทำรสออกเค็มหอมนิดหน่อยทานกับข้าวพอดีค่ะ อันนี้เนื้อไก่ฉีกหม่าล่าค่ะเอาน้ำมันพริกมาคลุกเคล้าใส่ให้พวกคุณแกล้มเหล้าค่ะ ตรงโน้นยังมีซุปอยู่อีกเดี๋ยวก็เสร็จแล้วค่ะ” หลังจากพูดเสร็จก็กลับเข้าห้องครัวไป 

ผู้ชายคนนี้ประสาทหรือไง พูดดีๆ ไม่เป็นเหรอ เมื่อกี้ก็เห็นๆ อยู่ว่ากินเนื้อวัวต้มไปกว่าครึ่งจานแล้วแท้ๆ ตอนนี้เขากลับมาโทษว่าตัวเองทำเผ็ดไป สามีของคนอื่นยังไม่มีใครพูดอะไรเลย ตลกชะมัด  

เฉินเสวี่ยยิ่งรู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าการใช้ชีวิตอยู่กับคนที่ไม่มีเหตุผล อีกทั้งยังมีอคติต่อเธอแบบนี้เป็นหายนะชีวิตที่แท้จริง เรื่องนี้ทำให้เธอปวดหัวมาก ต่อไปเขาไม่ต้องกลับมาอีกเลยจะได้ไหม 

หลังจากหลัวต้าอวี่พูดประโยคตำหนินี้ออกไปเรียบร้อยก็รู้สึกว่าเหมือนจะพูดแรงเกินไป ทั้งๆ ที่เมื่อครู่นี้ยังรู้สึกว่าอาหารจานนี้อร่อยมากอยู่เลยแท้ๆ ตอนนี้ทำไมตัวเองถึงพูดคำพูดแบบนั้นออกไป เขาก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเฉินเสวี่ยมักจะทำให้เขารู้สึกโกรธมากขึ้นเสมอ แม้แต่เรื่องปกติธรรมดาก็ทำให้รู้สึกโกรธได้ เมื่อครู่นี้เฉินเสวี่ยไม่แม้แต่จะสนใจเขาก็เดินตรงกลับเข้าห้องครัวไปเลย มันยิ่งทำให้เขารู้สึกอับอายเข้าไปใหญ่ แต่ตอนนี้ไม่สามารถระบายความโกรธออกมาได้ อีกทั้งความโกรธนี้ถ้าระบายออกมาก็ดูจะไร้เหตุผลเกินไปหน่อย ตอนนี้ตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ภายในใจยิ่งรู้สึกแย่เข้าไปอีก 

เมื่อทางเขาเริ่มเอ่ยปากตำหนิออกไป อีกสองคู่สามีภรรยาก็เริ่มรู้สึกอึดอัดใจขึ้นมาเล็กน้อย หยางว่านหลี่ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ ภายในใจของเขากำลังบ่นเฉินเย่ว์ที่ตะกละไม่เข้าเรื่อง ทั้งๆ ที่กินเผ็ดไม่ได้แท้ๆ ยังจะกินอีก อยากจะว่าเธอสักประโยคสองประโยคแต่พอเห็นเธอไอจนมีสภาพแบบนั้นแล้วก็ลำบากใจเช่นกัน บรรยากาศการทานอาหารของคนสามสี่คนเย็นยะเยือกขึ้นในทันที 

แต่ความอึดอัดใจนี้ได้ถูกอาหารจานใหม่ทำให้คลายลงได้อย่างรวดเร็ว อู๋เหมยกินมะเขือยัดไส้หมูเข้าไปหนึ่งคำ รสชาติของอาหารจานนี้ดีมากจริงๆ กลิ่นหอมเค็มอร่อย มะเขือเดิมต้องใช้น้ำมันเผาจึงจะอร่อย ตรงกลางมีไส้เนื้ออยู่ มันดูดซับน้ำมันของเนื้อ เมื่อทานแล้วไม่ต้องเอ่ยถึงเลยว่าอร่อยมากแค่ไหน น้ำซุปของอาหารจานนี้เอามาคลุกเคล้ากับข้าวก็อร่อยมากเช่นกัน เธอกินมะเขือยาวหมดไปหนึ่งแถวโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว 

“มะเขือยาวยัดไส้นี่ดีมากจริงๆ เสี่ยวเฉินเธอลองกินอันนี้ไปกลบเผ็ดสิ อันนี้ไม่เผ็ดเลยสักนิดเดียว รสชาติกำลังพอดีเลย” ในขณะที่พูดอู๋เหมยก็ใช้ตะเกียบคีบไปวางไว้ในถ้วยของเฉินเย่ว์ด้วย 

เมื่อครู่นี้เฉินเย่ว์ทั้งสำลักทั้งไอจนน้ำมูกน้ำตาไหลออกมาหมดจึงค่อนข้างอายเล็กน้อย ตอนนี้ดื่มน้ำเย็นลงไปเพื่อระงับความเผ็ดให้ลดลง พลางหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดให้สะอาด ตอนนี้ถึงได้ยกถ้วยข้าวขึ้นแล้วเริ่มทานมะเขือ อย่าเอ็ดไปเพราะอาหารจานนี้ถูกปากเธอมากจริงๆ ถึงกับกินคำใหญ่เข้าไปติดกันสองสามคำ ความรู้สึกอึดอัดในลำคอเมื่อครู่นี้ได้สลายหายไปแล้ว แม้ว่าก่อนหน้านี้เฉินเย่ว์จะโกรธอยู่เล็กน้อย แต่ตอนนี้ก็อดยอมรับไม่ได้ว่าอาหารที่เฉินเสวี่ยทำนั้นอร่อยมากจริงๆ 

ตอนนี้พวกผู้ชายก็ดื่มกันได้พอสมควรแล้ว เฉินเสวี่ยเดินออกมาจากห้องครัว ยกซุปผักเขียวเต้าหู้ที่ปรุงเสร็จเรียบร้อยแล้วออกมา วันนี้เข้าเมืองบังเอิญซื้อกุ้งแห้งกลับมาด้วยพอดี อาจเป็นเพราะทางนี้อยู่ใกล้กับทะเล ราคาจึงไม่แพงและไม่จำเป็นต้องใช้ตั๋วด้วย เธอใส่กุ้งแห้งลงไปในน้ำซุปเล็กน้อยทำให้รสชาติของน้ำซุปยิ่งสดชื่นขึ้นไปอีก 

เมื่อเฉินเสวี่ยเห็นว่าผู้ชายสามคนนี้ดื่มจนเหล้าหนึ่งขวดจนตกไปอยู่ก้นขวดแล้วก็ตกใจจนพูดไม่ออก ผู้ชายในกองทัพพวกนี้ดื่มกันเก่งจริงๆ เธอวางซุปลงบนโต๊ะแล้วพูดขึ้นว่า “มา ดื่มน้ำซุปสักหน่อย กินข้าวเถอะ” 

หยางว่านหลี่ดื่มจนใบหน้าเริ่มแดงขึ้นมา “วันนี้ลำบากน้องสะใภ้แล้วจริงๆ ต้องทำอาหารมากมายขนาดนี้ รีบนั่งลงกินสักคำเถอะ เมื่อกี้ก็เอาแต่ยุ่งอยู่ในห้องครัวตลอด กลับเป็นพวกเราที่กินกันจนอิ่มแปล้ก่อน” 

เฉินเสวี่ยตักข้าวให้ผู้ชายทั้งสามคนแบบเต็มถ้วยก่อนจะยื่นไปวางตรงหน้าพวกเขา จากนั้นจึงตักข้าวให้ตัวเองแค่ครึ่งชามเล็กๆ แล้วหาที่นั่งเป็นเก้าอี้พับตัวเล็กๆ ด้านข้างนั่งลงไป ช่วยไม่ได้ด้านในนี้มีพื้นที่เล็กแค่นี้ถ้าหากว่าเป็นเก้าอี้ทั้งหมดคงจะนั่งได้แค่ไม่กี่คนเท่านั้น พอดีใช้เป็นเก้าอี้นั่งเล็กๆ ของโต๊ะน้ำชาก็ได้ ใช้เก้าอี้พับมานั่งทานข้าวได้พอดี 

รอบๆ โต๊ะนั่งกันเต็มจนไม่มีที่ว่างแล้ว เฉินเสวี่ยนั่งอยู่เยื้องจากด้านหลังทางซ้ายของหลัวต้าอวี่เล็กน้อย จากนั้นก็ตอบคำพูดของหยางว่านหลี่ “ลำบากอะไรกันล่ะคะ พวกคุณชอบอาหารที่ฉันทำ ฉันก็รู้สึกดีใจแล้ว นี่เป็นถือเป็นการยอมรับในตัวฉันเลยนะ เมื่อกี้ในห้องครัวฉันได้กินไปบ้างแล้ว พวกคุณทานกันต่อเลย ถ้าไม่พอเดี๋ยวฉันไปทำมาเพิ่มให้อีกสองอย่าง” 

ตอนนี้บนโต๊ะอาหารเนื้อวัวต้มจานนั้นว่างเปล่าไปแล้ว ส่วนอาหารอีกสามสี่อย่าง นอกจากมะเขือยาวยัดไส้ที่เพราะมีปริมาณค่อนข้างมาก ยิ่งกว่านั้นพวกผู้ชายก็ไม่ค่อยทานกันจึงมีเหลืออยู่มากกว่าครึ่ง อาหารอย่างอื่นก็เห็นก้นจานกันหมดแล้ว 

“ไม่ต้องๆ อาหารเยอะขนาดนี้แล้ว นี่ก็เหมือนวันปีใหม่แล้วเนี่ย” จ้าวเสวี่ยซงหัวเราะฮ่าๆ ยกถ้วยข้าวขึ้นกินเข้าไปคำใหญ่ 

เฉินเย่ว์เองก็ทานจนอิ่มเต็มที่แล้วและหยุดตะเกียบลงแล้ว มองดูเฉินเสวี่ยที่กำลังกินข้าวครึ่งถ้วยเล็กอย่างช้าๆ เอ่ยถามขึ้นอย่างแปลกๆ ว่า “ฉันเห็นเธอก็ไม่ได้กินเยอะนี่นา” 

ทันทีที่เฉินเสวี่ยได้ฟังก็รู้เลยว่าประโยคต่อไปคือ ‘ทำไมถึงได้อ้วนขนาดนี้’ เธอยิ้มน้อยๆ “อาจจะเพราะร่างกายไม่เหมือนคนอื่นน่ะค่ะ” แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรให้มากความอีกนั่งกินข้าวในถ้วยต่อไป เมื่อครู่นี้ตอนอยู่ในห้องครัวเธอกินซุปผักเต้าหู้ไปบ้างแล้ว ต้มเนื้ออกไก่สองชิ้น ชิ้นหนึ่งคลุกเป็นออเดิร์ฟเย็นเอาออกมาเสริฟให้พวกเขากินแกล้มเหล้า ส่วนอีกชิ้นเธอใส่ซีอิ๊วลงไปเล็กน้อยเติมน้ำมันพริกลงไปคลุกเคล้าและกินเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้กินข้าวอีกนิดหน่อยก็เพียงพอแล้ว แม้ว่าการเชิญคนอื่นมาทานข้าวจะขัดแผนการเดิมของเธอ แต่เฉินเสวี่ยก็ยังพยายามปฏิบัติตามแผนการรับประทานอาหารแบบเดิมของเธอให้มากที่สุด 

หลังจากพูดจบเธอก็ก้มหน้ากินข้าวของเธอต่อไป เดิมทีเฉินเสวี่ยก็ไม่ได้สนิทคุ้นเคยกับพวกอู๋เหมย เฉินเย่ว์อยู่แล้ว แค่นั่งด้วยกันก็ไม่รู้ว่าจะพูดคุยอะไร ไม่สู้ตัวเองกินข้าวไปเงียบๆ จะดีกว่า แต่ในมุมมองของเฉินเย่ว์กลับรู้สึกว่าเธอดูถูกพวกเขา ไม่อยากจะพูดคุยกับพวกเขา 

ตัวของเฉินเย่ว์เองก็เป็นครอบครัวคนเมืองเช่นกัน ภายในกองทัพนี้มากกว่าครึ่งต่างเป็นพวกที่ติดตามกองทัพออกมาจากชนบท โดยปกติแล้วเธอมักจะมีนิสัยเย่อหยิ่งเล็กน้อย ไม่ค่อยจะแลมองพวกที่ออกมาจากชนบทสักเท่าไหร่นัก มีเพียงแค่อู๋เหมยกับหลิวรั่วซีแค่ไม่กี่คนที่ออกมาจากตัวเมืองเท่านั้นที่เธอจะเข้าใกล้มากหน่อย ยิ่งกว่านั้นคนจากในเมืองอย่างพวกเธอระดับด้านวัฒนธรรมความรู้ก็จะค่อนข้างสูง ทุกคนต่างมีงานเป็นของตัวเอง ไม่เหมือนพวกที่ออกมาจากชนบทที่กระทั่งโรงเรียนประถมก็เรียนไม่จบ ตัวเธอแบ่งคนออกเป็นระดับชั้นต่างๆ มากมายหลากหลายระดับ มันเป็นเรื่องธรรมชาติแล้วเธอก็คิดว่าคนอื่นๆ ต่างมีมุมมองความคิดเดียวกัน 

เฉิยเสวี่ยมาจากปักกิ่ง เมืองไหนในทั่วประเทศนี้ที่จะสามารถเปรียบเทียบกับปักกิ่งได้ ยิ่งกว่านั้นยังได้ยินมาว่าครอบครัวของเฉินเสวี่ยยังมีอำนาจในกองทัพอีกด้วย ตำแหน่งของหลัวต้าอวี่สามีของเธอสูงกว่าสามีของเธอ อีกทั้งยังหนุ่มแน่น ศักยภาพในการพัฒนาในอนาคตก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน เมื่อเปรียบเทียบทุกๆ ด้านแล้ว ไม่ว่าด้านไหนเธอก็เทียบเฉินเสวี่ยไม่ติดเลย เฉินเย่ว์ย่อมรู้สึกอึดอัดใจเป็นธรรมดา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเธอยังรู้สึกอีกว่าเมื่อครู่เฉินเสวี่ยทำให้เธอต้องขายขี้หน้า เธอทำได้เพียงแค่นึกถึงว่าความสัมพันธ์พวกเขาสองสามีภรรยาไม่ค่อยดีนัก เฉินเสวี่ยอ้วนขนาดนี้ทั้งยังหน้าตาน่าเกลียดอีก หลัวต้าอวี่ดูดีทั้งยังมีความสามารถ คงจะต้องถูกครอบครัวของเฉินเสวี่ยใช้แรงกดดันทำให้เขายอมแต่งงานกับเธออย่างแน่นอน ต่อไปในอนาคตความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาก็ไม่มีทางดีอย่างแน่นอน มีเพียงแค่คิดแบบนี้ซ้ำๆ เท่านั้นถึงทำให้เธอรู้สึกสบายใจ ตอนนี้นั่งมองเฉินเสวี่ยอย่างพิจารณาตั้งแต่หัวจรดเท้า เห็นเธอนั่งแล้วหน้าท้องกองทับกันเป็นชั้นๆ แบบนั้นก็คิดอยู่ภายในใจว่า เนื้อไขมันพวกนี้น่ารังเกียจจริงๆ สภาพแบบนี้ถึงจะมาจากปักกิ่งแล้วยังไง ดูสิสามีของเธอก็ไม่สนใจเธอเลยแม้แต่นิดเดียว ทิ้งให้เธอนั่งกินข้าวเปล่าอยู่ข้างหลังคนเดียวแบบนั้น ทำอาหารตั้งครึ่งค่อนวันไปเพื่ออะไรก็ไม่ได้ทำให้สามีของตัวเองพอใจเลยสักนิด หลังจากแอบคิดแบบนี้อยู่นานความโกรธภายในใจของเธอถึงได้ค่อยๆ คลายงลง 

เฉินเสวี่ยกลับไม่รู้ว่าเลยว่ากิจกรรมทางความคิดของเฉินเย่ว์จะอุดมสมบูรณ์มากถึงขนาดนี้ แต่ว่าเธอก็รู้สึกได้ถึงสายตาที่กำลังจ้องมองเธออย่างพิจารณาอยู่ แต่เมื่อเธอครุ่นคิดดูแล้ว นี่มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้เธออ้วนล่ะ พื้นที่ตัวใหญ่มากขนาดนี้ เมื่อกวาดสายตามองมาส่วนใหญ่ก็ต้องมาตกอยู่ที่ตัวเธออยู่แล้ว มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ 

เฉินเสวี่ยค่อยๆ กินอย่างช้าๆ กระทั่งทุกคนหยุดตะเกียบลงเธอถึงได้ลุกขึ้นยืนแล้วเริ่มเก็บชามเก็บตะเกียบ 

อู๋เหมยกับเฉินเย่ว์มองแล้วก็รู้สึกละอายใจจึงรีบลุกขึ้นและพูดว่า “พวกเราทำเองๆ จะให้เธอทั้งทำอาหารทั้งทำความสะอาดได้ยังไง” 

“ไม่ต้องเกรงใจจริงๆ พวกคุณเป็นแขกนี่คะ ฉันเก็บทำความสะอาดรวดเร็วมากอยู่แล้วค่ะ” เฉินเสวี่ยยังอยากจะดึงดันแต่หลังจากถูกอู๋เหมยผลักดันให้ออกมาจากห้องครัวอย่างต่อเนื่องเธอก็ยอมแพ้ไปในที่สุด สามารถมองออกได้ว่าพี่สะใภ้ใหญ่อู๋คนนี้เป็นคนที่กระตือรือร้นขยันหมั่นเพียรมากจริงๆ ถือได้ว่าเป็นคนที่สามารถคบเป็นเพื่อนได้ในเขตชุมชนนี้ 

เฉินเสวี่ยชงชาไปให้ผู้ชายทั้งสามคน ทั้งยังเอาแตงหวานที่ซื้อมาวันนี้มาหั่นแล้ววางไว้ให้บนโต๊ะ แตงหวานพันธุ์แบบนี้ยังค่อนข้างหายากในตอนนี้เพราะทางภาคใต้ไม่มีการผลิตออกมาเลย ทั้งหมดต่างถูกส่งมาจากทางตะวันตกเฉียงเหนือ ราคาย่อมไม่ถูกอย่างแน่นอน เฉินเสวี่ยเห็นว่ายากที่จะได้พบเจอผลไม้แปลกใหม่แบบนี้ที่นี่จึงไม่ได้คิดมากและซื้อมันกลับมาเลย 

เมื่อหลัวต้าอวี่เห็นแตงหวานที่ถูกหั่นมาแล้วก็คิดว่าเฉินเสวี่ยไม่รู้จักประหยัดเลยจริงๆ ยังจะซื้อผลไม้ราคาแพงแบบนี้มาอีก แต่ผลไม้นี้ก็ถูกหั่นให้ตัวเองกับเพื่อนร่วมงานกินแล้วมันทำให้เขาพูดอะไรไม่ออกจึงหยิบแตงขึ้นมาหนึ่งชิ้นแล้วปล่อยให้มันผ่านไป สองสามคนนั้นเริ่มกินแตงพลางพูดคุยกันขึ้นมา 

เฉินเสวี่ยเห็นว่าทางด้านนี้ไม่มีอะไรแล้วจึงเดินเข้าห้องของตัวเองไป ซึ่งยังคงได้ยินเสียงพูดคุยกันจากด้านนอกและเสียงล้างจานจากในห้องครัวเบาๆ 

กระทั่งในห้องครัวทำความสะอาดเสร็จเรียบร้อยแล้ว อู๋เหมยกับเฉินเย่ว์ก็ออกมานั่งกินแตงหวาน จากนั้นพวกเขาก็ขอลากลับ ในตอนนี้เฉินเสวี่ยถึงได้เดินออกจากห้องเพื่อมาส่งแขกด้วยกันกับหลัวต้าอวี่ หลายคนต่างชื่นชมอาหารของเฉินเสวี่ยไม่ขาดปาก และต่างบอกว่าหากพวกเขามีเวลาว่างให้ไปทานข้าวที่บ้านของพวกเขาได้ คำพูดเกรงอกเกรงใจแบบนี้หลัวต้าอวี่และเฉินเสวี่ยย่อมตอบรับคำเป็นธรรมดา 

กระทั่งเมื่อส่งแขกออกไปแล้ว ทันทีที่ประตูปิดลงบรรยากาศภายในห้องก็เย็นยะเยือกขึ้นมาในทันที หลัวต้าอวี่ไม่ได้พูดอะไร เขาหมุนตัวแล้วเดินตรงกลับห้องของเขาไป เฉินเสวี่ยเองก็ไม่ได้สนใจ เก็บทำความสะอาดถ้วยน้ำชากับเปลือกแตงหวานบนโต๊ะก่อน จากนั้นแพ็กถุงขยะเรียบร้อยแล้วเอาขยะออกไปทิ้ง เมื่อกลับมาก็เข้าไปในห้องครัวอีก 

ความคิดเห็น