facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

นอกจากจะต้องข้ามเวลามาอยู่ในยุคไดโนเสาร์ที่แสนกันดารแล้ว ยังต้องได้สามีสุดหล่อที่เกลียดร่างนี้เข้ากระดูกดำพ่วงติดมาด้วยอีก ชีวิตเธอจะมีอะไรที่ซวยกว่านี้อีกมั้ย

ตอนที่ 11 เชิญแขก

ชื่อตอน : ตอนที่ 11 เชิญแขก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.6k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ธ.ค. 2563 12:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 11 เชิญแขก
แบบอักษร

เฉินเสวี่ยหยิบเอาหม้อขึ้นมาหุงข้าวก่อนเป็นอันดับแรก ถือโอกาสตอนที่กำลังหุงข้าวเตรียมผักอีกสามสี่อย่าง เตามีหัวเตาแค่สองหัว แบบนี้ตอนที่ทำอาหารจึงไม่ถึงกับเร่งรีบจนมือไม้พันกันไปหมด 

เธอล้างทำความสะอาดเนื้อวัวก่อนแล้วหั่นเป็นชิ้นบางๆ เอาแป้งใส่เล็กน้อยแล้วคลุก ใส่ผงชูรสเล็กน้อย ในสมัยนี้ยังไม่มีผงปรุงรสไก่แต่ใช้ผงชูรสก็เหมือนกัน 

ล้างแตงกวาเสร็จเรียบร้อย หั่นแตงกวาแบบซัวอี [1] วิธีการหั่นแบบนี้จะทำให้เข้าถึงรสชาติได้แบบยอดเยี่ยม ตอนจัดวางลงบนจานก็สวยมาก หั่นแตงกวาทั้งสองด้านโดยหั่นแบบถี่ๆ แต่ไม่ให้แตงกวาขาดออก เมื่อดึงยืดออกจะกลายเป็นเหมือนเสื้อกันฝน เมื่อวางลงบนจานจะกลายเป็นดอกไม้ เฉินเสวี่ยหยิบชามหนึ่งใบขึ้นมาเพื่อปรุงน้ำซอส หลังจากปรุงเสร็จเรียบร้อยก็เทราดลงบนแตงกวา อาหารจานนี้เอาออกไปวางไว้บนตู้ลิ้นชักด้านนอกก่อน บ้านสมัยนี้มีขนาดเล็กมากๆ ภายในห้องครัวเป็นสถานที่สำหรับหมุนตัวที่หนึ่งเท่านั้น ไม่มีเคาน์เตอร์สำหรับวางอาหารอะไรเลย 

เมื่อทำแตงกวาเสร็จแล้ว เฉินเสวี่ยก็ทอดถั่วลิงสงต่อ อาหารจานนี้ทำได้รวดเร็วที่สุด เมื่อทำเสร็จเรียบร้อยกระทะก็สามารถทำอาหารจานต่อไปได้โดยไม่ต้องล้างซึ่งค่อนข้างสะดวก ถั่วลิสงถูกเทลงบนจานเพื่อรอให้เย็น เฉินเสวี่ยเอาอาหารสองจานนี้ไปจัดวางบนโต๊ะก่อน จากนั้นเอาขวดเหล้าและแก้วเหล้าที่มีภายในบ้านออกมา ไม่รู้ว่ามีกันกี่คน เธอจึงหยิบแก้วออกมาก่อนสี่ใบ แบบนี้แม้ว่าคนจะมาเร็วก็สามารถดื่มและทานอาหารก่อนได้เลย ไม่ต้องให้คนอื่นมานั่งรอโดยเปล่าประโยชน์ 

หลัวต้าอวี่มองออกมาจากในห้องเห็นเฉินเสวี่ยกำลังจัดวางจาน เมื่อมองอีกครั้งเห็นเป็นแตงกวาทุบกับถั่วลิสงทอด ก็ส่งเสียงเหอะออกมา บอกว่าทำเองๆ ทำอย่างกับว่าตัวเองทำอาหารเป็นมากอย่างนั้นแหละ ทำแค่อาหารสองจานนี้มาหลอก วันนี้เขาจะไม่ทำอาหารอย่างเด็ดขาด อย่างไรเสียอาหารสองจานนี้ก็สามารถดื่มเหล้ากันได้แล้ว ถ้าไม่ได้จริงๆ ในบ้านยังมีบะหมี่แห้งค่อยทำบะหมี่สักหน่อยก็ได้ 

เฉินเสวี่ยไม่รู้เลยว่าหลัวต้าอวี่กำลังคิดเรื่องพวกนี้เผื่อไว้อยู่ในใจด้วย หลังจากจัดวางตรงนี้เสร็จเรียบร้อยเธอก็กลับไปทำอาหารต่อ 

ซุปเต้าหู้สามารถเอาไว้ทำตอนท้ายได้ เธอเอาผักสดและผักกาดหอมทั้งหมดมาล้างแล้วหั่น ใบผักกาดหอมหั่นเสร็จแล้วใช้เกลือหมักเอาไว้ เตรียมไว้สักพักแล้วค่อยบีบเอาน้ำที่ออกมาจากเกลือออก แบบนี้ใบผักกาดหอมก็จะไม่มีรสเหม็นเขียว เวลาทานก็จะยังคงกรอบอยู่ 

หั่นเต้าหู้ออกมาครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลืออีกครึ่งยังคงแช่ไว้ในน้ำก่อน เต้าหู้ครึ่งส่วนนี้เฉินเสวี่ยหั่นออกเป็นแผ่นใหญ่ชิ้นบาง ภายในหม้อที่เพิ่งจะทอดถั่วลิสงไปเมื่อครู่นี้ยังมีน้ำมันอยู่ การทอดถั่วลิสงต้องใช้น้ำมันมากในการทอดถึงจะอร่อย แต่อันที่จริงแล้วมันไม่ได้ดูดซับน้ำมันมากนัก ดังนั้นหลังจากทอดเสร็จแล้วภายในหม้อจึงมีน้ำมันเหลืออยู่มากพอสมควร เฉินเสวี่ยเอาน้ำมันนี้มาเริ่มทอดเต้าหู้ ทอดให้เต้าหู้ทั้งสองด้านเป็นสีเหลืองทองทั้งสองด้านก่อน อีกเดี๋ยวเฉินเสวี่ยกำลังจะปรุงรสชาติให้เต้าหู้อีก หลังจากทอดเต้าหู้ส่วนนี้เสร็จเรียบร้อยน้ำมันก็ถูกใช้ไปอีกส่วนหนึ่งแล้ว ส่วนที่เหลือก็เอาไปทำเนื้อวัวต้ม แม้ว่าอาหารจานนี้จะไม่ได้ทำให้ตัวเองทานแต่เฉินเสวี่ยก็ยังไม่ชอบทำแบบน้ำมันเยอะๆ เลี่ยนๆ จนเกินไป 

ตอนนี้หม้ออีกใบที่หุงข้าวเอาไว้ก็หุงสุกแล้ว จึงเอาหม้อข้าวลงแล้วตั้งหม้อใส่น้ำอีกใบขึ้น 

กระทะน้ำมันทางด้านนี้ใส่ฮวาเจียวกับกระเทียมลงไปผัดให้หอม เฉินเสวี่ยใส่ซอสพริกที่เพิ่งจะซื้อมาวันนี้ลงไป พอดีที่วันนี้มีซอสพริกนี้ถ้าไม่อย่างนั้นคงจะทำเนื้อวัวต้มนี้ออกมาไม่ได้อย่างแน่นอน หลังจากผัดซอสจนสุกแล้วเฉินเสวี่ยก็เทน้ำลงไป รอกระทั่งให้น้ำต้มจนเดือดแล้วค่อยใส่เนื้อวัวลงไป ในตอนนี้เองน้ำในหม้ออีกหนึ่งใบก็กำลังเดือดแล้วพอดีจึงเอาผักกาดหอมที่เพิ่งหั่นไปเมื่อครู่นี้ลงไปลวก เสียดายที่วันนี้มีแค่ผักกาดหอม ถ้าหากมีขึ้นช่ายเห็ดเข็มทองอะไรพวกนี้ด้วยล่ะก็ แบบนั้นรสชาติคงจะเข้มข้นสมบูรณ์มากกว่านี้ ผักกาดหอมไม่สามารถต้มนานจนเกินไป เพียงแค่เอาลงไปในน้ำเดือดตัดความดิบเล็กน้อยสักพักก็ตักขึ้นมาแล้ว เฉินเสวี่ยหยิบชามใบใหญ่มาหนึ่งชามแล้ววางผักกาดหอมที่ตักออกมาลงไปไว้ตรงก้นชาม หม้อทางฝั่งนี้ก็ปิดไฟไปก่อน น้ำของหม้ออีกฝั่งก็เดือดแล้ว เฉินเสวี่ยถือชามเนื้อวัวที่หมักไว้เมื่อครู่นี้มาไว้ในมือ ใส่ลงไปในหม้อทีละแผ่นๆ เนื้อวัวหั่นได้บางมาก เมื่อวางลงในหม้อแล้วต้องเขย่าเล็กน้อยเพื่อป้องกันไม่ให้หลายชิ้นติดเข้าด้วยกัน ขั้นตอนนี้ต้องรวดเร็วมาก หลังจากใส่เนื้อวัวลงไปจดหมดแล้วต้องคอยจับจ้องให้ดีๆ รอให้สีของเนื้อเปลี่ยนก็รีบปิดไฟทันที เอาเนื้อวัวกับน้ำซอสเทลงไปในชามที่ใส่ผักกาดหอมเอาไว้เมื่อครู่นี้ เมนูเนื้อวัวต้มนี้ก็ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว 

หลังจากทำอาหารจานนี้เสร็จเฉินเสวี่ยซับๆ เหงื่อบนศีรษะของตัวเองออกเล็กน้อย ตอนที่ทำเนื้อวัวต้มนั้นต้องใช้ความรวดเร็ว วันนี้เธอก็ต้องวนใช้หม้อสองใบเกรงว่าจะไม่ทันคนอื่นๆ มาทานอาหารที่บ้าน ในขณะที่ทำนั้นยังต้องใช้การสอดประสานซึ่งกันและกันเหมือนกับกำลังทำสงครามอยู่เลย อาหารจานนี้ทำเสร็จ หน้าตาดูแล้วดูดีใช้ได้เธอก็รู้สึกโล่งใจแล้ว เฉินเสวี่ยใช้ตะเกียบคีบออกมาชิมหนึ่งชิ้น รสชาติไม่เลวเลย ซอสพริกที่ซื้อมาครั้งนี้รสชาติถูกปากดีทีเดียว อาหารจานใหญ่ทำเสร็จแล้วก็เอาไปวางไว้ตรงโต๊ะน้ำชา เฉินเสวี่ยรู้สึกโล่งใจเพียงเท่านี้ไม่ว่าจะทานอาหารดื่มเหล้าก็ทำได้ทั้งหมดแล้ว มองดูเวลาก็เพิ่งจะห้าโมงน่าจะทันเวลาคนอื่นๆ มาทานอาหาร เธอรีบทำอาหารที่เหลืออยู่อย่างรวดเร็ว 

ตอนที่เฉินเสวี่ยกำลังทำเนื้อวัวต้มอยู่ในครัวหลัวต้าอวี่ก็ได้กลิ่นหอมคลุ้งแล้ว ทันทีที่กลิ่นหอมของฮวาเจียวกับกระเทียมระเบิดออกมา ดมกลิ่นแล้วดูน่ารับประทานมาก หลัวต้าอวี่ยังแอบคิดในใจ คิดไม่ถึงเลยว่าเฉินเสวี่ยจะทำอาหารแบบนี้เป็นด้วย กลิ่นหอมน่าดูเลย กระทั่งตอนที่เฉินเสวี่ยยกออกมาเขาเหลือบมองจากภายในห้องเห็นเป็นสีแดงๆ แค่มองก็ทำให้ความอยากอาหารเพิ่มพูนขึ้นมาแล้ว แต่หลัวต้าอวี่แอบรู้สึกเก้อเขินอยู่เล็กน้อย เพราะตอนที่เฉินเสวี่ยเพิ่งจะยกออกมาเมื่อครู่เขาก็รีบโน้มตัวเข้าไปดูแสดงออกเหมือนว่าอยากกินอาหารจานนี้มากยังไงอย่างนั้น 

รอกระทั่งเฉินเสวี่ยเข้าไปในห้องครัวอีกครั้ง ในใจของเขาไม่สามารถอดทนกลั้นไว้ต่อไปได้อีกแล้ว อยากจะไปดูว่ามันคืออาหารอะไรถึงได้หอมขนาดนี้ ในตอนนั้นเองมีคนมาเคาะประตูพอดีซึ่งเขาหาข้อแก้ตัวได้พอดี ในเมื่อแขกมาถึงประตูขนาดนี้แล้ว ตนเองต้องออกไปต้อนรับแน่นอนอยู่แล้ว 

ทันทีที่เปิดประตูจ้าวเสวี่ยซงกับภรรยาและหยางว่านหลี่กับภรรยามาถึงพร้อมกันพอดี 

เมื่อจ้าวเสวี่ยซงเห็นหลัวต้าอวี่เปิดประตูก็ยิ้มร่าขึ้นก่อนทันที “เมื่อกี้ฉันนั่งอยู่ที่บ้านก็ได้กลิ่นหอมกับข้าวแล้ว ฉันยังว่าอยู่เลยว่าบ้านใครทำอาหารถึงได้หอมขนาดนี้ที่แท้ก็เป็นบ้านของพวกเสี่ยวหลัวจริงๆ ด้วย คราวนี้คงจะได้ลาภปากของพวกเราแน่ๆ กลิ่นหอมเผ็ดแบบนี้ได้กลิ่นแล้วมันกระปรี้กระเปร่า” 

หลัวต้าอวี่พูดยิ้มๆ “กรรมาธิการจ้าว เหล่าหยางรีบเข้ามาเร็วๆ พี่สะใภ้ก็เข้ามานั่งกันเลยครับ” 

เมื่อหลายคนเข้ามาถึงในบ้าน จ้าวเสวี่ยซงเห็นเฉินเสวี่ยถือจานอาหารออกมาพอดี “ลำบากน้องสะใภ้แล้วนะ ให้ทำอาหารทั้งโต๊ะขนาดนี้” 

เมื่อเห็นว่าภายในบ้านก็ถูกจัดเก็บทำความสะอาดอย่างเป็นระเบียบแล้ว แถมเฉินเสวี่ยยังทำอาหารอยู่ในครัวแบบนี้จ้าวเสวี่ยซงแอบพยักหน้าอย่างเงียบๆ ดูเหมือนว่าสามีภรรยาคู่นี้จะจัดการความสัมพันธ์กันเรียบร้อยแล้ว น้องสะใภ้คนนี้ดูแล้วก็เพียบพร้อมเหมือนกันนี่นา แถมยังทำอาหารเป็นด้วย ไม่รู้ว่าครั้งที่แล้วเกิดอะไรขึ้น แต่ว่าเรื่องของสามีภรรยาที่มันผ่านไปแล้วก็ไม่ต้องไปลงรายละเอียดอะไรแล้ว ใช้ชีวิตหลังจากนี้ให้ดีมันก็เพียงพอแล้วไม่ใช่เหรอ  

เฉินเสวี่ยก็ตอบรับด้วยรอยยิ้ม “ไม่เป็นไรค่ะ ฝีมือของฉันก็ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงบ้าง อาหารพวกนี้ไม่รู้ว่าพวกคุณจะทานกันชินหรือเปล่า เนื้อนี้จะเป็นรสเผ็ด ส่วนเต้าหู้ฉันไม่ได้ทำเผ็ดค่ะ แบบนี้ทั้งคนทานเผ็ดได้ทานเผ็ดไม่ได้จะได้ทานได้ทุกคน พวกคุณนั่งลงก่อนค่ะยังมีอาหารอีกสองสามอย่างเดี๋ยวฉันยกออกมาให้” 

หยางว่านหลี่ก็พูดขึ้นว่า “น้องสะใภ้ไม่ต้องยุ่งต่อแล้วล่ะแค่นี้ก็อุดมสมบูรณ์มากแล้ว รีบๆ พักแล้วมาดื่มด้วยกันสักหน่อย” 

เฉินเสวี่ยยิ้มพลางกล่าวว่า “ทางนั้นอาหารอยู่ในหม้อแล้วอีกเดี๋ยวก็เสร็จแล้วค่ะ พวกคุณทานกันก่อนเลยค่ะ” 

หลังจากพูดจบก็หมุนตัวเดินกลับห้องครัวไปเลย แม้ว่าจะดูเหมือนว่าต้อนรับแขกอย่างสุภาพเกรงใจมากแต่ทุกประโยคเธอไม่แม้แต่จะมองหลัวต้าอวี่เลย หากว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองสามีภรรยาผ่อนคลายความตึงเครียดลงแล้ว อย่างน้อยเฉินเสวี่ยก็ควรจะบอกหลัวต้าอวี่สักประโยคว่าให้ดูแลแขกให้ดีๆ หลัวต้าอวี่ก็ควรจะบอกให้เธอรีบทำให้เสร็จ ทำเสร็จแล้วให้มาทานอาหารด้วยกัน แต่สองคนนี้แทบไม่พูดคุยสื่อสารกันเลยแม้แต่นิดเดียว อู๋เหมยคนรักของจ้าวเสวี่ยซงทำงานเกี่ยวกับด้านการศึกษา เป็นคนคิดละเอียดรอบคอบจึงสามารถมองออกว่าสามีภรรยาคู่นี้กำลังอยู่ในสงครามเย็น เพียงแค่ไม่แสดงออกต่อหน้าแขกเท่านั้น 

ในตอนนี้เธอก็เดินตามเข้ามาในห้องครัวและพูดกับเฉินเสวี่ยว่า “น้องสะใภ้ยังมีอะไรให้ช่วยไหม ฉันก็มาช่วยทำอะไรนิดๆ หน่อยๆ” 

เมื่อเฉินเสว่ยเห็นอู๋เหมยเดินเข้ามาก็รู้ว่าเธอเป็นคนที่เข้ามาแล้วพูดเอ่ยขึ้นมาก่อนคนนั้นที่อายุค่อนข้างมากนิดหน่อย ที่ถูกหลัวต้าอวี่เรียกว่าคนรักของกรรมาธิการจ้าว ดูเหมือนอายุราวๆ สามสิบปี หน้าตาดูค่อนข้างใจดี ดวงตาเรียวยาว บนใบหน้าดูอมทุกข์เล็กน้อย 

“พี่สะใภ้ไม่ต้องค่ะ ทางฉันแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว พี่รีบออกไปพักผ่อนด้านนอกเถอะ จริงสิข้าวก็หุงเสร็จแล้ว พวกผู้ชายก็ดื่มกันอยู่ พี่สะใภ้ทั้งสองคนไม่ดื่มก็ทานข้าวกันก่อนเถอะค่ะ ทางฉันเหลืออาหารอีกสองอย่างก็เสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ” 

ในขณะที่พูดเฉินเสวี่ยพลางเอาหม้อข้าวกับชามข้าวออกมาวางไว้บนตู้ลิ้นชัก “ถ้าพี่สะใภ้อยากช่วย ถ้าอย่างนั้นอีกเดี๋ยวช่วยฉันตักข้าวหน่อยนะคะ ฉันอยู่ในครัววางมือไม่ได้เลย” 

เธอบอกกับอู๋เหมยก่อนแล้วถึงพยักหน้าให้เฉินเย่ว์ที่เดินตามมาทางด้านหลัง เฉินเสวี่ยยังคงพอมีความทรงจำกับเฉินเย่ว์อยู่บ้างว่าครั้งที่แล้วเคยพูดคุยกับเธอตอนเอาถุงขยะลงไปทิ้งด้านล่าง เมื่อครู่เฉินเย่ว์เห็นอู๋เหมยเดินเข้ามาก็รู้สึกละอายใจจึงเดินตามเข้ามาจากด้านนอกด้วย แต่ยังคงไม่พูดไม่จาตลอด วันนี้เธอยุ่งมาตลอดทั้งวันแถมยังหิวนานแล้วด้วย และขี้เกียจทำอาหารเองถึงได้ตามมาที่นี่ ถ้ามาแล้วยังต้องทำอาหารอีกมันก็ไม่ต่างกันไม่ใช่เหรอ เมื่อเห็นว่าเฉินเสวี่ยเองก็เกรงใจที่จะให้พวกเธอทำอาหาร ภายในใจถึงได้รู้สึกว่า แบบนี้ว่าไปอย่าง ตอนนี้จึงรีบรับหม้อข้าวในทันที “ถ้าอย่างนั้นลำบากน้องสะใภ้แล้วนะ งั้นพวกเราไปกินอาหารที่มีอยู่เลยนะ วันนี้ทำงานมาตลอดทั้งวันเหนื่อยมากเลยจริงๆ ได้มาทานอาหารทำสำเร็จที่บ้านน้องสะใภ้แบบนี้วันนี้พวกเราคงได้เสวยสุขกันแล้ว” 

เฉินเสวี่ยก็ไม่ได้พูดอะไรกับพวกเขามาก ในหม้อนั้นเธอกำลังต้มเนื้ออกไก่ไว้ กลัวว่าจะต้มนานจนเกินไป “ถ้าอย่างนั้นรบกวนพี่สะใภ้ด้วยนะคะ ฉันเข้าไปห้องครัวก่อน พวกคุณค่อยๆ ทานนะคะ” 

ฝั่งผู้ชายสามคนนี้เริ่มดื่มกันแล้ว ตะเกียบแรกของผู้ชายสามคนคือคีบเนื้อวัวต้มก่อน อาหารจานนี้มองดูแล้วสีแดงสวยงดงาม เมื่อทานเข้าไปในปากมีรสเผ็ดชาหอมอร่อย บวกกับความนุ่มของเนื้อวัว รสชาตินี้อร่อยมากจนทำให้คนแทบอยากจะกลืนลิ้นลงไปด้วยเลย 

จ้าวเสวี่ยซงเอาตะเกียบคีบกินครั้งแล้วครั้งเล่า “รสนี้อร่อยมาก เนื้อก็หอมมาก เสี่ยวหลัวฝีมือการทำอาหารของน้องสะใภ้ใช้ได้เลยนะ” 

หลัวต้าอวี่ก็คาดไม่ถึงว่าฝีมือการทำอาหารของเฉินเสวี่ยจะดีขนาดนี้ รสชาติของอาหารจานนี้บอกตามตรงว่าเขายังทำออกมาไม่ได้เลย แม้ว่าเขาจะเป็นทหารมานานแล้วแต่อยู่ในกองทัพก็กินอาหารโรงอาหาร เมื่อก่อนอยู่ที่บ้านตอนทำอาหารเขาก็ไม่ได้ทำ เขาเองก็พอทำเนื้อตุ๋นได้ แต่ไม่สามารถทำอาหารที่ทั้งนุ่มนิ่มทั้งหอมหวนแบบนี้ได้ แต่ในเมื่อเธอทำอาหารเก่งขนาดนี้ทำไมเมื่อก่อนถึงไม่เคยแสดงฝีมือเลยล่ะ กลับไปกินที่โรงอาหารทุกวันๆ บ้านก็ปล่อยให้สกปรกเลอะเทอะแบบนั้น ดูเหมือนว่าคงต้องทะเลาะกันสักตั้งให้ผู้หญิงรู้ถึงความร้ายกาจเหรอ เธอถึงจะลุกมาทำการทำงาน หลัวต้าอวี่ครุ่นคิดอยู่แบบนี้ครู่หนึ่งรู้สึกว่าตัวเองหาสาเหตุของปัญหาพบแล้ว ในทางตรงกันข้ามมันทำให้เขารู้สึกมั่นใจเกี่ยวกับเรื่องที่ทะเลาะกับเฉินเสวี่ยเมื่อก่อนหน้านี้มากยิ่งขึ้น 

หยางว่านหลี่กินเผ็ดไม่เก่งขนาดนั้น หลังจากกัดเข้าไปหนึ่งคำก็เผ็ดมากแล้ว จึงรีบกินแตงกวาเพื่อช่วยลดความเผ็ด ทันทีที่ลงตะเกียบก็พบว่าแตงกวานี้หั่นไม่เหมือนกับปกติทั่วไป 

“เอ๊ะ? แตงกวาก็หั่นแบบนี้ได้ด้วยเหรอ” หยางว่านหลี่คีบขึ้นมาหนึ่งชิ้นใส่เข้าไปในปาก น้ำซอสราดแตงกวานี้ปรุงรสชาติได้ดีมาก กินเข้าไปแล้วมีรสหวานอมเปรี้ยวสามารถแก้ความเผ็ดร้อนของเนื้อวัวต้มได้พอดี เดิมทีแตงกวาก็กรุบกรอบอยู่แล้ว ยิ่งมาหั่นแบบซัวอีอีกเมื่อกินเข้าไปแล้วทำให้เข้าถึงรสชาติได้ดีมากเป็นพิเศษ ยิ่งกินก็ยิ่งแตกต่างจากแตงกวาทุบโดยทั่วไป 

“จานนี้ก็ปรุงรสชาติได้ดีเหมือนกัน ต้าอวี่ ฝีมือน้องสะใภ้นี่สุดยอดจริงๆ” 

ครึ่งหนึ่งเป็นเพราะหยางว่านหลี่รู้สึกว่าเฉินเสวี่ยทำอาหารอร่อย อีกครึ่งหนึ่งก็เพราะมากินข้าวบ้านคนอื่นจึงควรจะต้องชื่นชมสักสองสามประโยค แต่เมื่อคำพูดไม่กี่ประโยคนี้ได้ยินถึงหูของเฉินเย่ว์เข้า เธอกลับไม่ชอบใจแล้ว ปกติอยู่ที่บ้านเธอก็ทำอาหารทุกวัน ทำงานมาเหนื่อยมากแค่ไหน กลับมาก็คิดว่าต้องทำอาหารสักอย่างสองอย่าง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงที่มักจะเอาเงินเดือนของตัวเองเป็นเงินอุดหนุนไปซื้อเนื้อเพิ่มเลย แต่กลับไม่เคยได้ยินหยางว่านหลี่ชื่นชมมาก่อนเลย พอนี่มากินข้าวบ้านคนอื่นแค่กินแตงกวาทุบอันเดียวกลับปากหวานขึ้นมาถึงกับชื่นชมออกมา 

สิ่งนี้เฉินเย่ว์คิดมากเกินไป สามีภรรยาในตอนนี้นอกเสียจากพวกหลี่หงปินที่รักกันเหนียวแน่นกันขนาดนั้น คนทั่วไปต่างไม่มีทางยกย่องคนในครอบครัวของตัวเอง กลับต้องเกรงอกเกรงใจคนภายนอก ตอนที่หยางว่านหลี่พูดแบบนี้ออกมาไม่คิดเลยแม้แต่นิดว่าจะทำให้เฉินเย่ว์ไม่ชอบใจ อีกทั้งเฉินเย่ว์ยังทานเผ็ดไม่ได้ ดื่มเหล้าก็ไม่ได้ ทานอาหารยังทานพวกอาหารเรียกน้ำย่อยพวกนี้ไม่ได้อีกจึงได้แต่ขยับตะเกียบอยู่กับจานเต้าหู้ทอด หลังจากได้ยินคำพูดนี้ของหยางว่านหลี่แล้ว แม้ว่าเต้าหู้ที่อยู่ในปากจะอร่อยมากแค่ไหนมันก็ไม่ใช่รสชาตินั้นอีกแล้ว ภายในใจก็อดบ่นเรื่องที่มากินข้าววันนี้ไม่ได้ ทำให้ต้องกินอาหารรสไม่ถูกปากไม่พอยังมาทำให้โกรธขึ้นมาอีก นี่ไม่สู้ต้มซุปทานเองอยู่บ้านด้วยซ้ำ ทั้งบำรุงร่างกายทั้งอร่อย มาที่นี่แม้แต่เนื้อยังไม่ได้กินสักชิ้นเลย  

 

------ 

[1] หั่นแบบซัวอี เป็นศิลปะการใช้มีดขึ้นสูง เป็นวิธีการหั่นแบบพิเศษอย่างหนึ่งโดยจะหั่นทั้งสองข้างของแตงกวาให้เหลือเอาไว้เล็กน้อยแต่จะไม่ให้ขาดออกจากกัน กระทั่งหั่นได้ทั้งลูก เมื่อหั่นเรียบร้อยแตงกวาจะสามารถยืดได้ จับหัวท้ายเข้าด้วยกันจะดูเป็นรูปดอกไม้สวยงาม ซึ่งคำว่าซัวอี หมายถึงชุดกันฝนแบบจีนนิยมใช้กันฝนและหิมะ ถักทอจากฝางข้าวหรือหวาย และหวงกวา หมายถึงแตงกวา 

ความคิดเห็น