facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

นอกจากจะต้องข้ามเวลามาอยู่ในยุคไดโนเสาร์ที่แสนกันดารแล้ว ยังต้องได้สามีสุดหล่อที่เกลียดร่างนี้เข้ากระดูกดำพ่วงติดมาด้วยอีก ชีวิตเธอจะมีอะไรที่ซวยกว่านี้อีกมั้ย

ตอนที่ 10 พบกัน

ชื่อตอน : ตอนที่ 10 พบกัน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.7k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ธ.ค. 2563 12:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 10 พบกัน
แบบอักษร

เลี่ยวหลินซานกลับส่ายหน้าไปมา “พวกเรามีหน้าร้าน แล้วก็เป็นฝ่ายช่วยออกหน้าขาย อันที่จริงแล้วเป็นพวกเราที่เผชิญหน้ากับความเสี่ยง ดังนั้นตอนที่ทำการลงนามข้อตกลงพวกเราจะรับความเสี่ยงน้อยก็เป็นเรื่องปกติ ฉันคิดว่าแม้ว่าเฉินเสวี่ยจะอายุไม่มาก แต่ในด้านธุรกิจกลับเป็นคนฉลาดมากคนหนึ่ง นี่แค่คนที่บังเอิญเจอกันตามท้องถนนมาบอกว่าจะร่วมหุ้นทำธุรกิจร่วมกัน อันที่จริงแล้วพวกเราทั้งสองฝ่ายไม่ได้สร้างความไว้วางใจอะไรเลย ตอนนี้เธอเองก็มองออกว่าตัวเธอเป็นฝ่ายต้องการพวกเรามากกว่า ดังนั้นตอนที่เจรจาเมื่อกี้นี้เธอถึงไม่ได้เรียกร้องเงื่อนไขอะไรที่มันเกินกว่าเหตุเลย ตอนที่พูดถึงส่วนของการแบ่งปันผลกำไรก็ยังให้ผลกำไรกับพวกเราด้วย เรื่องพวกนี้ฉันรู้อยู่แก่ใจ ต่อไปถ้าร่วมมือกันเป็นไปได้ดีจริงๆ ข้อตกลงระหว่างพวกเราจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน แล้วฉันก็คิดว่าเฉินเสวี่ยคนนี้ค่อนข้างจะมั่นใจในฝีมือของตัวเอง ไม่มีทางทำออกมาได้ไม่ดีแน่ ถึงตอนนั้นพวกเราก็ช่วยขายให้มากๆ ให้เธอได้ผลกำไรมากขึ้นก็พอแล้ว” 

เขาไม่กังวลว่าเฉินเสวี่ยจะมีอคติอะไรต่อพวกเขาเพียงเพราะเหตุนี้ เดิมทีการทำธุรกิจก็เป็นเรื่องที่เธอเต็มอกฉันเต็มใจอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังเห็นได้ว่านิสัยในด้านการทำธุรกิจของเฉินเสวี่ยนั้นนิ่งสงบมาก กล้าหาญและละเอียดรอบคอบ ขนาดแค่ออกมาเดินเที่ยวซื้อของยังสามารถเจรจาได้พันธมิตรร่วมหุ้น และในขณะเดียวกันยังสามารถยื่นข้อเสนอให้มีการทดลองขายก่อนหนึ่งสัปดาห์ก่อนตั้งยอดปริมาณการขายอีกครั้ง นิสัยแบบนี้ผู้ที่ทำธุรกิจร่วมกับเธอในอนาคตคงไม่ต้องเป็นกังวลแล้ว ก่อนหน้านี้ตัวเขาเองก็ใช้ความกล้าหาญละเอียดรอบคอบแบบนี้ถึงสามารถเอาเคล็ดลับของชาสมุนไพรเลี่ยวจี้หยิบยกขึ้นมาได้อีกครั้ง ถ้าหากไม่ใช่เพราะทำเร็วทั้งยังยืนหยัดในวัตถุดิบ จับแบรนด์นี้เอาไว้ให้มั่น ตอนนี้จะสามารถอยู่ในถนนเก่าแก่ที่ธุรกิจดีขนาดนี้ได้เหรอ แถมยังได้แบ่งเปิดสาขาอื่นด้วย 

ทางด้านเฉินเสวี่ยเองเธอไม่มีทางที่จะมีอคติกับเลี่ยวหลินซานเพราะความไม่ยุติธรรมของข้อตกลง ในความคิดของเธอนี่ถือเป็นเรื่องธรรมดามาก ถ้าหากเลี่ยวหลินซานเอาผลประโยชน์ให้เธอ แบบนั้นเธอถึงจะรู้สึกแปลกมากกว่า หลังจากเดินออกจากเลี่ยวจี้ เฉินเสวี่ยไปที่ร้านขายธัญพืชเพื่อซื้อถั่วสองสามชนิดก่อน แล้วก็ไปซื้อแป้งเพิ่ม โชคดีที่ตอนนี้การซื้อของมีเพียงแค่แป้งเท่านั้นที่จำเป็นต้องใช้ตั๋ว ซื้อพวกธัญพืชเมล็ดถั่วพวกนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ตั๋ว เฉินเสวี่ยยังไม่คุ้นเคยกับการที่จะต้องถือทั้งตั๋วถือทั้งเงินติดตัว ตอนก่อนออกจากบ้านหยิบเอาเงินเห็นตั๋วหลายประเภทวางอยู่ด้วยกันถึงนึกขึ้นมาได้ โชคดีที่ตัวเองพกติดตัวมาด้วย แต่นี่ก็ทำให้เธอนึกปัญหาหนึ่งขึ้นมาได้ ถ้าหากว่าต่อไปของว่างต้องทำในปริมาณที่มากขึ้น เรื่องตั๋วพวกนี้คงจะไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเธอแน่นอน ถึงตอนนั้นค่อยลองไปหาเลี่ยวหลินซานดูว่าพอจะมีหนทางบ้างไหม  

หลังจากซื้อถั่วเสร็จเรียบร้อยแล้วเธอก็ไปซื้อน้ำตาลอีก เฉินเสวี่ยถือโอกาสซื้อเครื่องปรุงรสอื่นๆ ที่เห็นกลับไปด้วยเลย ถึงแม้ว่าเครื่องปรุงรสที่บ้านจะถือว่าค่อนข้างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว แต่สำหรับผู้เชี่ยวชาญในการทำอาหารตัวน้อยอย่างเธอแล้วมันยังไม่เพียงพอ หลังจากซื้อเครื่องปรุงรสเรียบร้อยแล้วก็ไปซื้อพวกพริกแห้ง โป๊ยกั๊ก เครื่องเทศจำพวกฮวาเจียว [1] เฉินเสวี่ยยังเข้าไปซื้อเนื้อหมูหนึ่งชิ้น มะเขือยาวอีกสองสามลูก ทั้งยังมีเนื้ออกไก่อีกสองสามชิ้นจากในตลาดมาด้วย เนื้ออกไก่นั้นเตรียมเอาไว้ทำเป็นอาหารเพื่อสุขภาพทานในไม่กี่วันข้างหน้า โดยเนื้อไก่มีปริมาณโปรตีนสูง ปริมาณไขมันต่ำ โดยเฉพาะเนื้อส่วนอกโดยพื้นฐานแล้วเป็นโปรตีนบริสุทธิ์ กลับไปปรุงรสเล็กน้อยเอาไปทอดนิดหน่อยก็สามารถทานได้แล้ว ทานกับยำมะเขือยาวอีกหนึ่งลูก การบริโภคผักก็ถือว่าเพียงพอแล้ว เฉินเสวี่ยยังอยากจะซื้อพวกมันฝรั่งเอาไว้ทานเป็นธัญพืช แต่เธอจำได้ว่าบริเวณใกล้ลานชุมชนก็มีตลาดผักเล็กๆ อยู่เหมือนกัน ในเมื่อผักเหล่านี้ไม่สามารถแบกกลับไปจากในเมืองได้แล้ว ตอนนี้ที่เธอถืออยู่ก็เป็นกองใหญ่แล้ว ทั้งยังมีถุงถั่วอีกสองสามถุงวางไว้ที่ร้านขายธัญพืชอีก การเอาของพวกนี้กลับไปก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว 

ตอนนี้เฉินเสวี่ยคิดถึงการช้อปปิ้งออนไลน์แบบสุดๆ เมื่อก่อนไม่ว่าจะเป็นพวกข้าว เส้น น้ำมันอะไรก็ตามเธอแค่แตะๆ ในโทรศัพท์มือถือก็มีคนมาส่งให้ถึงบ้านแล้ว นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้เหนื่อยขนาดนี้ 

ยังดีที่ร่างกายนี้ยังไม่ได้เกิดปัญหาอะไรขึ้นมากลางคัน เธอฮึมฮัมแบกของไปจนถึงสถานีขนส่งอย่างยากลำบาก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะก่อนนี้ตัวเธอมาเช้าเกินไปหรือเปล่า นี่เพิ่งจะสี่โมงกว่า รถขากลับก็ไม่ได้คนแน่นเบียดเท่ากับตอนขามาแล้ว เมื่อถึงที่หมายเธอย้ายข้าวของทั้งหมดลงจากรถแล้วแบกไปจนถึงหน้าประตูทางเข้าลานชุมชน เมื่อทหารตัวน้อยหน้าประตูเห็นเข้าเห็นว่าเป็นญาติที่อาศัยอยู่ในลานชุมชนจึงรีบเข้ามาช่วยแบ่งจากเธอไปมากเกินกว่าครึ่ง ตอนนี้เฉินเสวี่ยถึงพอจะหายใจหายคอได้บ้าง ดูเหมือนว่าจะไม่ควรซื้อๆๆ อย่างหุนหันพลันแล่นแบบนี้แล้ว การจ่ายเงินเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ตอนขนกลับมามันเหนื่อยจะตายเลยจริงๆ 

หลังจากผ่านการทรมานอยู่พักใหญ่เหงื่อก็ออกโชกไปทั่วทั้งตัว เฉินเสวี่ยยังคิดว่าวันนี้ถือว่ากลับมาเร็ว อีกเดี๋ยวยังสามารถทำเวลาไปว่ายน้ำได้อีกสักหน่อย พอดีจะได้สดชื่นขึ้นมาบ้าง ปรากฏว่าทันทีที่เดินเข้าประตูไปกลับต้องตกตะลึง ข้างในบ้านมีคนอยู่ 

บ่ายวันนี้หลัวต้าอวี่กำลังเตรียมทำอาหารอยู่ที่บ้าน ช่วงเช้าวันนี้เขาเก็บทำความสะอาดเรียบร้อย ตอนบ่ายก็คิดว่าจะไม่เข้าไปที่กองทัพแล้ว หลังจากอยู่บ้านอ่านหนังสือสักพักก็ออกไปตลาดซื้อผักและเนื้อกลับมา คิดว่าตอนเย็นจะทำอาหารสักมื้อ ทำอาหารรสเผ็ดๆ เปลี่ยนรสชาติสักหน่อย พอดีจะได้เรียกเหล่าจ้าวกับเหล่าหยางมาดื่มด้วยกันด้วย ส่วนเรื่องที่เฉินเสวี่ยจะกลับมาเมื่อไหร่ จะกินยังไง เขาไม่ได้คิดถึงมันมาก่อนเลย 

จากประสบการณ์เดิมของเขา แม้ว่าเฉินเสวี่ยจะบอกว่าในเมืองน่าเบื่อไม่น่าสนใจแต่จะต้องเดินซื้อของจนถึงรถเที่ยวเย็นถึงจะกลับมาอย่างแน่นอน ส่วนเรื่องกินข้าวก็คงจะกินมาจากในเมืองเรียบร้อยแล้ว ตอนกลับมาคงจะมาพร้อมกับของกองโต วันนี้กลับมาเสียเร็วขนาดนี้คงจะเปลี่ยนนิสัยไปแล้วจริงๆ  

เมื่อคนเดินเข้ามาแล้ว เขาก็พยักหน้าให้อย่างเย็นชา “กลับมาแล้วเหรอ” 

“อืม” เฉินเสวี่ยเองก็ไม่ได้พูดกับเขาให้มากความเช่นกัน สามารถมองออกได้ว่าสามีราคาถูกคนนี้ค่อนข้างเย็นชากับเธอมากพอสมควร นี่เป็นเรื่องปกติเรื่องหนึ่งเช่นกัน ในความทรงจำของร่างเดิมก็ไม่ใช่เย็นชาแบบนี้อยู่แล้วเหรอ สามารถถามไถ่กันได้สักประโยคก็ถือว่าไม่เลวแล้ว แต่เมื่อได้มองแบบนี้เธอก็เข้าใจแล้วว่าทำไมร่างเดิมถึงได้ตกหลุมรักหลัวต้าอวี่คนนี้ ใช้ชุดคำแสลงที่ถูกเอามาใช้จนพรุนแล้วก็คือหลัวต้าอวี่คนนี้มีคิ้วดุจคมดาบ ดวงตาดุจดวงดาว รูปร่างหน้าตาปัญญาดี ดวงตาคู่โตที่มองดูแล้วคมกริบ ประกอบกับคิ้วหนาเข้มสองข้าง ยอดคิ้วตวัดขึ้นด้านบนเล็กน้อย ทั่วทั้งตัวมองแล้วดูมีพลังอำนาจมาก ผู้ชายคนนี้รูปโฉมหน้าตาดูดีมาก รูปลักษณ์ก็ไม่เลว ยิ่งกว่านั้นจมูกของหลัวต้าอวี่ยังคมโด่งมาก ซึ่งมันช่วยเพิ่มความสง่าให้แก่ใบหน้านี้ นี่ถ้าหากไปอยู่ในยุคปัจจุบันก็คงจะเป็นหน้าตาแบบดาราหนังสักคน บวกกับคนในกองทัพต่างมีคุณสมบัติเฉพาะตัวของคนเป็นทหารอยู่แล้ว มองดูแล้วยังมีมาดความเยือกเย็นของเครื่องแบบอยู่ด้วย มิน่าถึงได้ทำให้ร่างเดิมหลงใหลจนกลายเป็นสภาพแบบนั้น ยอมสร้างเรื่องอื้อฉาวออกมาก็เพื่อต้องการจะผูกมัดให้ได้แต่งงานกับหลัวต้าอวี่คนนี้ ถ้าพูดถึงรูปลักษณ์หน้าตาแบบนี้ก็เป็นในแบบที่เฉินเสวี่ยชอบ ชายหนุ่มรูปหล่อใครล่ะจะไม่ชอบ แต่เมื่อนึกถึงท่าทีเฉยเมยเย็นชาเมื่อก่อนหน้านี้ของคนๆ นี้ และยังมีความสัมพันธ์ระหว่างร่างเดิมกับเขาแล้ว เฉินเสวี่ยก็ไม่มีความคิดเห็นอะไรเลย 

ทหารตัวน้อยที่อยู่ด้านหลังก็เดินตามเข้าประตูมาด้วย เขาวางถุงถั่วสองสามถุงกับถุงแป้งลงตรงประตูทางเข้าพลางหันไปทำความเคารพหลัวต้าอวี่ก่อนจะเดินออกด้านนอกไป เฉินเสวี่ยรีบกล่าวขอบคุณเขาอย่างรวดเร็วแล้วส่งคนออกจากประตูไป 

เมื่อหลัวต้าอวี่เห็นว่าเฉินเสวี่ยกลับมาครั้งนี้ยังซื้อของกลับมาเป็นกองๆ อีกแล้ว ถึงกระทั่งต้องให้ทหารช่วยเอามาส่งให้เธอแบบนี้ใบหน้าก็ตึงขึ้นมาในทันที “ซื้อของมาเยอะขนาดนี้อีกแล้ว ซื้ออะไรมา ซื้อถั่วมาเยอะขนาดนี้จะกินยังไง แถมยังซื้อเนื้อ ซื้อมะเขือมาด้วย เธอทำเป็นหรือว่ายังไง กินแต่ข้าวโรงอาหารอยู่ทุกวันๆ วันนี้เกิดนึกซื้อผักกลับมาได้ ฉันไม่ทำให้เธอหรอกนะ” 

เฉินเสวี่ยเพิ่งจะส่งคนเสร็จปิดประตูบ้านลง ได้ยินคำพูดที่น้ำเสียงเต็มไปด้วยความโกรธของหลัวต้าอวี่ดังขึ้น ซึ่งมันแปลกประหลาดค่อนข้างจะอธิบายยากเล็กน้อย 

“ฉันก็ไม่ได้อยากให้คุณทำอาหารนี่นา ฉันไม่รู้ว่าคุณกลับมาแล้วด้วยซ้ำ” คำพูดประโยคนี้ของเฉินเสวี่ยหมายความตามตัวอักษรนั้นจริงๆ ในเมื่อหลัวต้าอวี่ไม่ได้กลับบ้านมาตั้งหลายวันแล้ว เธอไม่รู้จริงๆ ว่าหลัวต้าอวี่จะกลับบ้านวันนี้ อีกอย่างเนื้อกับผักพวกนี้เธอก็ไม่ได้คิดที่จะทำให้หลัวต้าอวี่เลยจริงๆ 

แต่ทว่าเมื่อคำพูดเหล่านี้ได้ยินไปถึงหูของหลัวต้าอวี่มันกลับกลายเป็นคำประชด ในขณะเดียวกันก็กำลังเสียดสีเขาที่ไม่กลับบ้านหลายวัน เดิมทีเมื่อเช้าที่เขาได้ฟังคำพูดของกรรมาธิการจ้าวก็รู้สึกว่าการที่ตัวเองไม่กลับบ้านหลายวันนั้นไม่ถูกต้อง อีกอย่างพอกลับมาถึงที่บ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดเป็นระเบียบก็รู้สึกประหลาดใจและรู้สึกผิดด้วย ในใจก็คิดว่าถ้าเฉินเสวี่ยกลับมาวันนี้ทั้งสองคนจะพูดคุยกันดีๆ คิดวิธีการดำเนินชีวิตให้ดีต่อไปในอนาคต แต่พอเมื่อเช้าเห็นว่าเฉินเสวี่ยออกไปข้างนอกอีกแล้วในใจก็อัดอั้นความโกรธไว้ ยิ่งตอนนี้ยังเห็นเธอซื้อของพวกนี้กลับมายิ่งโกรธมากขึ้นไปอีก ความคิดเล็กๆ น้อยๆ ก่อนหน้านี้ก็ล่องลอยหายไป ตอนนี้มาถูกคำพูดของเฉินเสวี่ยกระตุ้นอีกก็รู้สึกเพียงว่าโกรธมากขึ้นกว่าเดิม ผู้ชายอย่างเขาอยู่ในบ้านนี้ไม่มีตำแหน่งอะไรสักนิดเลยใช่ไหม แค่พูดยังถูกต่อปากต่อคำเลย  

“ไม่อยากให้ฉันทำอาหารถ้าอย่างนั้นก็อย่ากินอาหารที่ฉันทำ ฉันจะบอกเธอไว้ว่าวันนี้ฉันเชิญเพื่อนร่วมงานมาทานอาหารค่ำด้วย เธอไม่กินเธอก็ออกไป” ตอนแรกหลัวต้าอวี่ยังอยากจะเพิ่มอีกประโยคว่า อย่าอยู่บ้านทำให้เขาขายหน้า แต่เมื่อคิดๆ ดูแล้วก็อดกลั้นเอาไว้เพราะประโยคนี้พูดออกไปมันก็หนักเกินไป 

“ไม่ใช่ ฉันไม่อยากให้คุณทำอาหารแต่ว่าฉันก็ต้องกินข้าวนี่นา” เฉินเสวี่ยคิดว่าคนๆ นี้ตรรกะเทวดาจริงๆ หรือว่าความสัมพันธ์ของเขากันร่างเดิมมันแต่ถึงระดับนี้ถึงขนาดแค่พูดคุยกันก็ไม่ได้เลยเหรอ นี่มันไม่มีทางสื่อสารกันได้เลย 

“อาหารพวกนี้ฉันทำเอง ฉันทำเอง คุณเชิญเพื่อนร่วมงานมาไม่ใช่หรอ พอดีวันนี้ฉันซื้อเนื้อกลับมาด้วย ฉันจะไปทำอาหารเดี๋ยวนี้แหละ พวกคุณมากันกี่คน” เฉินเสวี่ยรำพึงรำพันในใจว่า ไม่โกรธ ไม่โกรธแม้ว่าคนตรงหน้านี้จะเป็นผู้ชายคนหนึ่งแต่จะถือเสียว่าเขาเป็นเด็กน้อยคนหนึ่งก็แล้วกัน เมื่อเทียบกับอายุของตัวเองในยุคปัจจุบันแล้ว…อืม อายุยังน้อยกว่าสองปีจริงๆ ตัวเองยอมๆ ให้เขาบ้างก็เป็นเรื่องสมควร นี่ยังต้องกินข้าวอีก การทะเลาะกันก่อนมันไม่ดีต่อสุขภาพเลย 

ความโกรธของหลัวต้าอวี่ถูกอารมณ์ดีๆ ของเฉินเสวี่ยเกลี้ยกล่อมจนไม่สามารถพ่นออกมาได้แล้ว นี่มันเหมือนตีกำปั้นลงบนปุยนุ่นที่แท้จริง ถ้าหากเฉินเสวี่ยประจันหน้าทะเลาะกับเขาขึ้นมา แม้ว่าแบบนั้นภายในใจของเขาจะโกรธแต่ก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องปกติ ตอนนี้หน้าของเฉินเสวี่ยกำลังแสดงออกว่า นายมันเด็กน้อย ฉันไม่คิดเล็กคิดน้อยกับนายหรอก ความโกรธนี้ก็พ่นออกมาไม่ได้ แต่กลั้นเอาไว้ก็อึดอัดทรมาน 

เขาโยนประโยคหนึ่งออกไปว่า “งั้นเธอทำ ดูสิว่าเธอจะทำอาหารอะไรออกมา อย่าทำให้ฉันต้องขายหน้าต่อหน้าเพื่อนร่วมงานละกัน” ก่อนจะเดินเข้าห้องของตัวเองไปพลางพลิกมือกระแทกปิดประตูดัง ปัง! 

เมื่อเฉินเสวี่ยมองคนเดินเข้าห้องไปแล้วก็ตบๆ หัวตัวเอง นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย ยุ่งมาตลอดทั้งวันกลับมายังต้องมาเอาใจเด็กโข่งอีก วันเวลาของตัวเองมันช่างน่าเวทนาเสียจริงๆ แต่ตอนนี้เธอไม่ได้มีความรู้สึกที่จะแทนที่ในชีวิตการแต่งงานกับหลัวต้าอวี่อะไรทั้งนั้น ดังนั้นการที่หลัวต้าอวี่จะเย็นชากับเธอก็ดี จะเหน็บแนมเสียดสีก็ดี แต่เธอก็ไม่ได้โกรธอะไรเลย ในเมื่อสำหรับเธอแล้วการแต่งงานทางทหารที่ถูกผูกติดไว้ด้วยกันแบบนี้มันคือภาระน่ารำคาญ แต่เธอก็รู้ด้วยว่าการที่จะโยนทิ้งภาระนี้มันไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าอย่างนั้นก็พยายามอยู่ด้วยกันด้วยความสงบไม่มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันเถอะ เธอไม่ยอมสูญเสียพลังงานของตัวเองไปกับการโต้เถียงกับผู้ชายคนนี้หรอก ตอนนี้เธอกำลังเริ่มต้นแผนการใหญ่ ยุ่งมากเข้าใจหรือเปล่า 

เฉินเสวี่ยหยิบเอาผักสองสามอย่างเข้ามาในครัว แล้วเอาถั่วกับแป้งวางไว้ในตู้เก็บของในห้องครัว โชคดีที่การข้ามเวลามาครั้งนี้ยังอยู่ในยุคแปดศูนย์ ที่อยู่อาศัยก็อยู่ในตึกอาคาร ถ้าให้ไปอยู่แบบบ้านชั้นเดียวแถมยังมีหนูอะไรแบบนั้น หิมะตกตัวสั่นระริก มันเป็นอะไรที่ไม่อาจจินตนาการได้เลย 

หลังจากทำอยู่นานหลัวต้าอวี่ก็ไม่ได้บอกว่าคืนนี้จะมากันกี่คน เฉินเสวี่ยครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ในยุคนี้ทำอาหารสี่อย่างซุปหนึ่งอย่างคงจะไม่ถือว่าเสียมารยาทหรอกมั้ง ในเมื่อพวกเขาบอกว่าจะดื่มเหล้าถ้าอย่างนั้นก็ทำอาหารแกล้มเหล้าสักหน่อยแล้วกัน  

ถ้าอย่างนั้นเอาแบบนี้ อกไก่นั้นเอาออกมาหนึ่งชิ้นสำหรับทำไก่ผัด ส่วนเนื้อหมูนี้ที่เดิมทีเธออยากจะเอามาต้มทำเป็นซุปมิโซะแบบญี่ปุ่นแต่ครั้งนี้ก็ลืมมันไปก่อนเถอะ วันนี้เอามาใส่กับมะเขือยาวทำเป็นมะเขือยาวยัดไส้หมูสับก็แล้วกัน อาหารนี้เหมาะทั้งกินคู่กับข้าวและเป็นกับแกล้มเหล้าด้วย เฉินเสวี่ยมองๆ ดูผักที่หลัวต้าอวี่ซื้อกลับมา เขาซื้อเต้าหู้มาหนึ่งก้อนแล้วยังซื้อเนื้อวัว นอกจากนี้ยังมีแตงกวาและผักกาดหอม เธอคิดคำนวณดูมะเขือยาวยัดไส้หมูสับถือว่าเป็นอาหารจานใหญ่ เนื้อวัวนี้ บวกกับซอสพริกกับฮวาเจียวที่เธอซื้อมาวันนี้สามารถทำเนื้อวัวต้มได้พอดี นี่ก็นับว่าเป็นอาหารจานหลักจานหนึ่งแล้ว อาหารจานใหญ่มีแค่สองอย่างนี้ก็เพียงพอแล้ว เต้าหู้หั่นครึ่งหนึ่งทำเต้าหู้ทอด อีกครึ่งหนึ่งทำเป็นซุปผักเขียวเต้าหู้ ส่วนอีกอันก็เอาแตงกวามาทุบ ที่บ้านยังมีถั่วลิสงอยู่ด้วยก็เอาถั่วลิสงมาผัดอีก แบบนี้อาหารก็ได้ถึงห้าอย่างแล้ว พอดีใบผักกาดหอมยังสามารถทำยำได้ ถ้าอย่างนั้นเนื้ออกไก่นั้นก็ไม่ทอดแล้ว เอาต้มน้ำแล้วเอามาฉีกเป็นไก่ฉีกทำยำผสมกันกับใบผักกาดหอมก็ถือว่าเป็นยำไก่ฉีกแล้ว เท่านี้ได้อาหารหกอย่างกับซุปหนึ่งอย่างแล้ว แบบนี้ก็ค่อนข้างมีคลาสมากแล้ว 

 

------ 

[1] ฮวาเจียวหรือพริกไทยเสฉวน มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับเม็ดพริกไทยดำ จัดเป็นเครื่องเทศสำคัญประจำอาหารเสฉวนที่จะมีฮวาเจียวเป็นส่วนประกอบในอาหารแทบทุกชนิด เมื่อทานแล้วจะทำให้เกิดอาการชาในปาก เป็นส่วนผสมของหม่าล่าที่ผู้คนส่วนใหญ่รู้จัก 

ความคิดเห็น