facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

นอกจากจะต้องข้ามเวลามาอยู่ในยุคไดโนเสาร์ที่แสนกันดารแล้ว ยังต้องได้สามีสุดหล่อที่เกลียดร่างนี้เข้ากระดูกดำพ่วงติดมาด้วยอีก ชีวิตเธอจะมีอะไรที่ซวยกว่านี้อีกมั้ย

ตอนที่ 9 ร่วมมือ

ชื่อตอน : ตอนที่ 9 ร่วมมือ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.6k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ธ.ค. 2563 12:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 9 ร่วมมือ
แบบอักษร

“งั้นก็ช่วยไม่ได้นะ” เฉินเสวี่ยผายมือออก ลุกขึ้นยืนแล้วเดินจากไป เธอพลางเดินพลางนับเลขไปด้วย หนึ่ง สอง สาม 

แล้วก็มีเสียงตะโกนตามหลังมาอย่างที่คาดไว้ “เฮ้ โอเคๆ ผมเห็นว่าคุณก็คงจะชอบ ทั้งสิบสองสีนี้ผมจะไม่เอาเงินกับคุณมากแล้วกัน รวมทั้งหมดยี่สิบหยวน เอาไม่เอา ถ้าไม่เอาก็ลืมไปได้เลย” 

เฉินเสวี่ยหยุดแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่ได้ มากสุดสิบสอง มากกว่านี้ไม่มีแล้ว เงินเดือนหนึ่งเดือนแค่สามสิบหยวนเอง จ่ายเงินยี่สิบหยวนซื้อของเล่นได้เหรอ” 

คนๆ นั้นมองท่าทีของเฉินเสวี่ยก็ดูยืนกรานมั่นคงเป็นอย่างมาก “โอเคๆ สิบสองก็สิบสอง ใครใช้ให้คุณมีฝีมือด้านนี้แต่คนอื่นไม่มีล่ะ เส้นไหมนี้เอาให้คุณไปมันก็ไม่สูญเปล่า” 

ตอนนี้เฉินเสวี่ยยิ้มออกมาแล้วเดินกลับมาอีกครั้ง “ถ้าอย่างนั้นขอบคุณมากนะคะ ฉันสามารถใช้เส้นไหมนี้ถักดอกไม้ทำถุงถักได้จริงๆ เอาไว้คราวหน้าทำเสร็จแล้วเดี๋ยวฉันจะเอามาให้คุณสองอัน” เส้นไหมเยอะขนาดนี้สามารถซื้อได้ด้วยเงินสิบสองหยวนมันออกจะเหนือความคาดหมายของเธอไปหน่อย เดิมทีตอนที่ให้ราคายี่สิบหยวนเธอก็สามารถพยักหน้าตกลงได้แล้ว แต่แค่อยากจะลองกดๆ ราคาดูอีกครั้ง ถึงแม้ว่าตัวของเธอตอนนี้จะมีเงินอยู่ไม่น้อย แต่ท้ายที่สุดแล้วนั่งกินนอนกินอย่างเดียว มีเงินทองกองเท่าภูเขาก็ไม่เหลือ นอกจากนี้สำหรับผู้คนในยุคนี้เงินยี่สิบหยวนไม่ใช่เงินก้อนเล็กๆ เลย 

เมื่อชายหนุ่มคนนั้นได้ยินเธอพูดแบบนี้ก็หัวเราะขึ้นมา “พูดแล้วนะ ผมเองก็มาตั้งแผงลอยที่นี่บ่อยๆ คราวหน้าถ้าเจออีก จะทวงถามเอาจากคุณแน่นอน” เขาพลางพูดพลางหยิบถุงพลาสติกจากด้านข้างหนึ่งถุงแล้วเอาม้วนเส้นไหมสิบกว่าม้วนใส่ลงไปด้วยกัน 

เมื่อเฉินเสวี่ยได้ยินอีกฝ่ายพูดถึงกับเลิกคิ้วขึ้นทันที “ตั้งแผงลอย? คุณเป็นคนปักกิ่ง?” 

เมื่อชายหนุ่มได้ยินเฉินเสวี่ยพูดแบบนี้ก็ดีอกดีใจขึ้นมาเช่นกัน “ใช่สิ น้องสาวก็เป็นคนปักกิ่ง? ทันทีที่ได้ฟังสำเนียงก็รู้เลย” 

เฉินเสวี่ยยิ้มและพยักหน้า สำเนียงของเธอก็ไม่ได้มีสำเนียงปักกิ่งอะไรหรอก ควรจะนับว่าเป็นภาษาจีนกลางแบบมาตรฐาน แต่ที่นี่คนภาคใต้เยอะ ผู้คนบนท้องถนนต่างพูดสำเนียงใต้ ผู้ที่อายุค่อนข้างมากหน่อยก็จะพูดภาษาจีนกวางตุ้งเลย ประโยคนี้เธอจงใจใส่เสียงเอ๋อร์ฮว่า [1] เข้าไป 

ชายหนุ่มเป็นคนประเภทเจอกันสนิทกับคนง่าย เมื่อเห็นเฉินเสวี่ยพยักหน้าก็พูดขึ้นว่า “ที่แท้ก็เป็นเพื่อนชาวปักกิ่งของพวกเราเอง ฉันก็ว่าถึงได้ชาญฉลาดขนาดนี้ เส้นไหมนี้ไม่มีใครรู้จักเลยแต่เธอกลับรู้จัก ฉันชื่ออู่ชิงหวา ฉันมักจะไปฮ่องกงเพื่อนำเข้าสินค้าอยู่บ่อยๆ คราวหน้าถ้าเธอมีอะไรอยากจะซื้อล่ะก็ส่งข่าวสารมาหาฉันได้เลย เดี๋ยวฉันไปฮ่องกงจะช่วยเอามาให้” 

บ้านของอู่ชิงหวาก็อยู่ที่ปักกิ่งเหมือนกัน ทั้งพ่อและแม่ต่างทำงานอยู่ในฝ่ายรัฐบาลทั้งหมด กล่าวกันตามตรงก็ถือได้ว่าเป็นทายาทข้าราชการรุ่นเล็กคนหนึ่ง แต่ทว่าหนึ่งเขาไม่มีความคิดที่จะรับราชการเลย สองคือเขาไม่ใช่พวกชอบอ่านหนังสือ อยู่ที่บ้านก็เอาแต่ก่อเรื่องสร้างปัญหาตลอดวันจนทำให้พ่อแม่ของเขาโกรธจนแทบไม่อยากสนใจเขาแล้ว แต่คาดไม่ถึงว่าทันทีที่เอกสารส่วนกลางเพิ่งจะออกมาว่าต้องการส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองของการตลาด ค่อยๆ เปิดเสรีแผนเศรษฐกิจ เด็กคนนี้ทิ้งโน้ตไว้หนึ่งแผ่นแล้วขึ้นรถไฟมุ่งหน้าสู่แดนใต้ทันที เมื่อมาถึงที่นี่ก็อาศัยความสัมพันธ์ทั้งเพื่อนและที่บ้านปมเงื่อนซับซ้อนทำเรื่องขนย้ายสิ่งของจนลุล่วง สิ่งที่เขาเพิ่งจะพูดกับเฉินเสวี่ยเมื่อครู่ว่าไปทำธุระที่ฮ่องกง ซื้อเส้นไหมนี้กลับมาอยากจะเอามาให้ที่บ้านใช้ล้วนเป็นเรื่องไร้สาระทั้งหมด อยู่ทางนี้เขาไม่ได้มีญาติครอบครัวอะไร มีแค่เพื่อนไม่ที่คนที่ดื่มเหล้าคุยโวด้วยกัน เขาบอกว่าไม่ว่าของอะไรเขาก็สามารถขายได้ทุกอย่าง ตอนนี้กำลังจะเริ่มต้นเปิดประเทศแล้ว สินค้าที่มาจากฮ่องกงจะต้องขายได้ราคาดีแน่นอน คำพูดนี้ของเขาถูกคนที่ค่อนข้างมีการแข่งขันในด้านธุรกิจจับประเด็นไว้ บอกว่าถึงเขานำเข้าสิ่งของมาหนึ่งอย่าง ที่นี่ต้องไม่มีคนรู้จักไม่มีคนซื้ออย่างแน่นอน คำพูดเหล่านี้ทำเอาอู่ชิงหวาโกรธมาก ทั้งสองคนจึงเดิมพันกัน แต่ทว่าอู่ชิงหวาเองก็เฉลียวฉลาดมีไหวพริบ ทำข้อตกลงว่าจะไม่เอาสิ่งของราคาแพงและจำเป็นต้องเป็นของดีจริงๆ ห้ามเป็นของพวกเศษขยะไม่มีประโยชน์ ในเมื่อตอนนี้ทุกคนต่างไม่ได้ร่ำรวยอะไร ถ้าหากเอาของที่ราคาสูงเสียดฟ้ามาขายในแผ่นดินใหญ่คงจะไม่สามารถขายออกไปได้แน่ อีกฝ่ายก็ขอเขาว่าห้ามทำการเคลื่อนไหวอะไรลับหลัง หรือหาคนมาช่วยเหลือ เขารู้ว่าบนแผ่นดินใหญ่นี้อู่ชิงฮวามีความสัมพันธ์ในด้านโลกการเมืองและธุรกิจอยู่เล็กน้อย ถ้าเอาสิ่งของราคาถูกๆ มา เขาแค่แอบๆ หาคนอย่างเงียบๆ ให้คนอื่นมาแสร้งทำเป็นลูกค้าซื้อไปก็เรียบร้อยแล้วไม่ใช่หรอ ผลปรากฏว่าทั้งสองคนโต้กันไปเถียงกันมาจนท้ายที่สุดตกลงกันได้ว่าราคาสิ่งของที่นำมาต้องไม่เกินหนึ่งหยวน แต่อู่ชิงหวาจะต้องตั้งแผงลอยอยู่ด้านนอกแล้วขายให้คนแปลกหน้า แบบนี้ถึงจะถือว่าสำเร็จ 

อู่ชิงหวาจึงรับเดิมพันนี้ทันที จนกระทั่งเมื่อสินค้าส่งมาถึงจริงๆ เขาถึงกับต้องตกตะลึงไปเลย นี่เป็นของดีจริงๆ เส้นไหมลวดลายสวยงามชนิดนี้ต้องใช้เครื่องจักรชนิดพิเศษถึงจะสามารถถักได้ แต่ปัญหาคือของชิ้นนี้เอาไปวางไว้ข้างนอกก็ไม่มีใครรู้จักไม่มีใครซื้อนี่นา ของสิ่งนี้ล้วนใช้กับเสื้อผ้าสั่งตัดระดับสูงเท่านั้นถึงจะได้ใช้เพียงน้อยนิด อู่ชิงหวาเองก็เพราะเคยเห็นอยู่บนเสื้อผ้าของแม่ไม่กี่ตัวถึงได้รู้ว่ามันเป็นเส้นไหมชนิดพิเศษที่เอาไว้ใช้ปักดอกไม้ ของแบบนี้ถึงจะมีคนซื้อก็คงจะมีแค่พวกโรงงานใหญ่ถึงจะซื้อ ปกติแล้วใครจะซื้อกลับไปล่ะ ซื้อกลับไปมันก็ไม่มีประโยชน์ 

แต่เมื่อตอบรับการเดิมพันครั้งนี้ไปแล้ว เขาจะไม่ออกมาตั้งแผงลอยก็ไม่ได้ อีกฝ่ายก็ร้ายกาจพอสมควรเหมือนกันถึงกับเรียกให้พนักงานขายจากโรงงานตัวเองตามมาตั้งแผงลอยกับเขาด้วย เพียงแค่คอยจับจ้องไม่ให้อู่ชิงหวาเล่นตุกติกอะไรลับหลัง โดยปกติแล้วอู่ชิงหวาจะนำเข้าพวกเสื้อผ้าของใช้ประจำวันที่เป็นสินค้าหายากของตลาดทางนี้มาจากฮ่องกง แต่วันนี้ตากแดดมาตลอดทั้งเช้าแล้วยังไม่มีใครมาถามเกี่ยวกับเส้นไหมหลายม้วนนี้เลย อู่ชิงหวาเองก็กำลังเป็นกังวลอยู่เลย ตอนนั้นที่เฉินเสวี่ยเข้ามาถาม บอกตามตรงว่าเขารู้สึกโล่งใจมากจริงๆ โชคดีที่ยังมีคนรู้จักอยู่บ้าง แต่ว่าเรื่องต่อรองราคานั้นยังคงทำไม่ได้จริงๆ ไม่อย่างนั้นขายของสิ่งนี้ออกไปก็ทำเงินไม่ได้เลย หากมองย้อนกลับไปแล้วการเดิมพันนี้ก็ยังไม่นับว่าเขาชนะ ตอนนี้ดีแล้ว อีกฝ่ายบอกว่าเส้นไหมนี้นำเข้ามาในปริมาณมากเป็นกิโลกรัม เฉลี่ยออกมาแล้วตกสามเหมาต่อหนึ่งม้วน เขาขายได้ม้วนละหนึ่งหยวน นอกจากนี้ยังขายแบบเหมาหมดรวดเดียวเลยด้วย การเดิมพันครั้งนี้ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ชนะอยู่ดี ภายในใจจึงผ่อนคลายลง แถมยังได้มาเจอคนบ้านเดียวกันด้วย อู่ชิงหวาพูดจาเป็นตัวของตัวเองขึ้นมาก 

เฉินเสวี่ยตบปากรับคำ “ได้สิ ถ้าฉันมีอะไรที่อยากจะซื้อจริงๆ จะต้องมาหานายแน่นอน ชื่อของนายคือชิงหวา หรือว่านายจะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยชิงหวา [2] ?” 

เฉินเสวี่ยมองเห็นพลังอันชาญฉลาดของอู่ชิงหวา แถมยังบอกว่าไปฮ่องกงอยู่บ่อยๆ มองแล้วราวกับว่าเป็นพวกพ่อค้าแห่งยุคแปดศูนย์ในตำนาน คนประเภทนี้มีความกล้าหาญ แต่ละคนมีเส้นทางเป็นของตัวเอง ในด้านนี้เธอเทียบไม่ได้เลย แม้ว่าครอบครัวอยู่ในกองทัพ แต่ในความทรงจำของเฉินเสวี่ยจำได้ว่าพ่อแม่ของเธอเป็นคนเคร่งและจริงจังมาก ตัวเองไม่มีคุณสมบัติที่จะไปเป็นพ่อค้าแม่ค้าแบบนั้นอย่างแน่นอน 

“เฮ้อ ฉันเองก็อยาก แต่น่าเสียดายที่ชื่อนี้ถูกเรียกเสียเปล่าประโยชน์ ก็แค่เรียนจบมัธยมต้น ฉันพูดจริงนะน้องสาว เป็นเรื่องยากที่จะเจอคนปักกิ่งที่นี่ต้องทำความรู้จักกันไว้นะ เธอรับปากเรื่องถุงถักกับฉันไว้ ห้ามลืมเด็ดขาดนะ” 

“ได้ ลืมนายไม่ลงแน่นอน ฉันชื่อเฉินเสวี่ย ครอบครัวเป็นทหารในกองทัพ คราวหน้าถ้าฉันได้เข้าเมืองอีกจะเอามาให้นะ” 

“ได้เลย คราวหน้าถ้าฉันมีสินค้าดีๆ อะไรจะเหลือไว้ให้เธอด้วยหนึ่งชิ้น” 

เธอคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าอู่ชิงหวาจะทำตัวคุ้นเคยได้ขนาดนี้ หลังจากทิ้งชื่อของกันและกันไว้แล้วก็เดินแยกตัวออกมา 

เธอเดินซื้อของในตลาดต่ออีกครั้ง เมื่อเดินผ่านร้านตัดผมจึงเดินเข้าไปด้านใน ร่างเดิมนั้นไว้ผมยาว เดิมทีมักจะถักเปียสองข้างซึ่งถือว่าเป็นทรงผมที่พบเห็นได้ทั่วไปในยุคสมัยนี้ แต่การที่เฉินเสวี่ยต้องแบกผมที่หนักอึ้งแบบนี้มันทำให้รู้สึกรำคาญนิดหน่อยจริงๆ เดิมทีหน้าร้อนคนผมหนาก็ร้อนมากอยู่แล้ว ตอนนี้เธอต้องไปว่ายน้ำทุกวันทั้งยังต้องสระผมด้วย สระทีก็ใช้เวลาสระอยู่นาน สระเสร็จแล้วกว่าจะแห้งยังต้องใช้เวลานานอีกซึ่งมันค่อนข้างน่ารำคาญ ไม่สู้ตอนนี้เข้าร้านตัดผมตัดออกให้สั้นลงหน่อยดีกว่า 

เฉินเสวี่ยเดินเข้าไปแล้วบอกกับช่างตัดผมอย่างตรงไปตรงมาว่าอยากตัดสั้น แต่ให้สามารถมัดรวบได้ แม้ว่าการตัดผมสั้นจะทำให้สดชื่นเย็นสบาย แต่ผ่านไปเพียงแค่หนึ่งเดือนมันก็ยาวขึ้นอีก ต่อไปก็ยังต้องไปตัดอีก ตอนที่มันอยู่ครึ่งสั้นครึ่งยาวก็ยิ่งร้อนมากเข้าไปอีก ไม่สู้ตัดเป็นผมกึ่งยาวจะดีกว่า แบบนี้การสระผมก็ไม่ได้ยุ่งยากเกินไปแล้ว ปกติยังสามารถมัดรวบขึ้นได้ด้วย แล้วสองสามเดือนมาตัดใหม่หนึ่งครั้งก็พอแล้ว 

รอกระทั่งเฉินเสวี่ยทำผมของเธอเสร็จเวลาก็ปาไปเที่ยงกว่าแล้ว เธอรีบหาร้านซาลาเปาและซื้อซาลาเปากินสองลูก เมื่อรองท้องเสร็จแล้วก็กลับไปที่ร้านชาสมุนไพรเลี่ยวจี้อีกครั้ง 

ตอนที่เฉินเสวี่ยเดินกลับมาก็เห็นว่าภายในร้านนอกจากคุณยายเฉินแล้วยังมีชายหนุ่มวัยประมาณสามสิบต้นๆ นั่งอยู่ด้วยหนึ่งคน บุคคลผู้นี้มีใบหน้ากลม ดวงตาสองข้างไม่โตนัก ทันทีที่ยิ้มมันก็จะโค้งขึ้นมาทันที ริมฝีปากก็หนาๆ ทันทีที่มองก็ดูเป็นคนที่อยู่ด้วยความปรองดองจะก่อเกิดทรัพย์และท่าทางซื่อ ๆ 

แต่หลังจากที่ได้ฟังอีกฝ่ายพูด เฉินเสวี่ยถึงค้นพบว่าการตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอกนั้นไม่น่าเชื่อถือเลย พี่ใหญ่ตระกูลเลี่ยว เลี่ยวหลินซานคนนี้แม้ว่าริมฝีปากจะดูหนาๆ เวลาพูดคงจะยากที่จะพูดด้วย แต่เธอชอบคบค้าสมาคมกับคนฉลาด ทั้งสองฝ่ายสามารถคิดบัญชีกันได้อย่างเข้าใจชัดเจน การทำธุรกิจร่วมกันควรพูดให้เข้าใจตั้งแต่เริ่มต้นถึงจะดี กลัวที่สุดคือแรกเริ่มรู้สึกเขินอาย เกรงอกเกรงใจ ภายหลังทำไปทำมามักจะรู้สึกว่าตัวเองเสียเปรียบ หากในตอนแรกปรึกษาหารือเรื่องเงื่อนไขในการร่วมมือให้ชัดเจนแล้วลงนามทำสัญญาข้อตกลง จากนั้นปฏิบัติตามกฎข้อตกลงของทั้งสองฝ่ายก็ไม่มีเรื่องต้องกังวลใดๆ แล้ว 

ในเมื่ออีกฝ่ายพูดชัดเจนขนาดนี้เฉินเสวี่ยเองก็พูดเงื่อนไขทีละข้อๆ กับเลี่ยวหลินซานอย่างละเอียด ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสองโมงกว่าๆ ในวันอากาศร้อนพูดง่ายๆ ว่าเป็นช่วงเวลาที่คนเรามักจะง่วงนอนง่ายที่สุด แต่ทั้งสองคนกลับพูดคุยกันอย่างกระตือรือร้น ไม่มีอาการเหนื่อยล้าแต่อย่างใดเลย 

กระทั่งตกลงกฎโดยส่วนใหญ่เรียบร้อยก็เป็นเวลากว่าบ่ายสามแล้ว 

“ในเมื่อเจรจากันเสร็จแล้ว ถ้าอย่างนั้นพวกเราตกลงตามนี้เดี๋ยวเราลงนามข้อตกลงกันก่อน วันพฤหัสนี้ฉันจะส่งของว่างชุดแรกมาก่อน คุณยายเฉินกับพี่เลี่ยวก็ลองชิมๆ ดู ตอนวางขายที่ร้านคงต้องให้คุณยายเฉินช่วยเหลือหน่อยนะคะ” 

ทั้งสองตกลงกันว่าเฉินเสวี่ยจะต้องส่งสินค้าให้ทางนี้อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ค่าขนส่งทางเฉินเสวี่ยจะเป็นฝ่ายออก ถ้าหากในภายหลังสินค้าขายดีต้องการเพิ่มปริมาณจำเป็นต้องแจ้งเฉินเสวี่ยล่วงหน้าประมาณสามวัน ส่วนการขนส่งจะเป็นทางเลี่ยวจี้เป็นผู้รับประสานงาน 

ในช่วงการทดลองขายช่วงแรกยึดปริมาณการส่งของว่างเป็นห้ากิโลกรัมต่อวัน ทางร้านเป็นผู้ช่วยขายสินค้า ราคาให้เฉินเสวี่ยเป็นคนกำหนด หลังจากสินค้าขายออกไปแล้วทั้งสองฝ่ายแบ่งกันที่สามต่อเจ็ดส่วน ทางฝั่งเฉินเสวี่ยจะเป็นเจ็ดส่วน เพราะต้นทุนวัตถุดิบล้วนเป็นฝ่ายเธอออกทั้งหมด หลังจากทดลองขายเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์แล้วต่อไปค่อยมากำหนดปริมาณในการจัดส่งสินค้าในแต่ละสัปดาห์อีกครั้ง ในสัปดาห์แรกไม่ว่าจะขายหมดขายไม่ดีทางเลี่ยวจี้จะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น หลังจากกำหนดปริมาณการขายสินค้ารายสัปดาห์แล้ว ถ้าหากทางเลี่ยวจี้มีสินค้าค้าง ขายไม่ได้ ทางเลี่ยวจี้จะเป็นผู้แบกรับความเสียหายของสินค้าในส่วนที่ตกค้างอยู่ นี่ก็เป็นความตั้งใจของเฉินเสวี่ยเพื่อที่จะป้องกันทางเลี่ยวจี้ไม่ใส่ใจในการขาย ปล่อยให้คุณภาพของสินค้าของเธอเปลี่ยนไป ถึงแม้ว่าชาสมุนไพรกับของว่างจะเป็นเรื่องที่เอื้อผลประโยชน์ต่อกัน แต่ถ้าหากไม่มีแรงกดดันก็อาจจะทำให้ขายไม่ได้ 

เฉินเสวี่ยมีความมั่นใจในของว่างที่ตัวเองทำว่าหลังจากผู้คนได้ลองชิมของว่างพวกนี้แล้วจะต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน ต่อไปจะต้องไม่ใช่ห้ากิโลต่อวันอย่างแน่นอน 

จากการคำนวณของเฉินเสวี่ยในสัปดาห์แรก หลังจากวางจำหน่ายแล้วผลกำไรที่ได้ก็เท่ากับแบ่งครึ่งกับเลี่ยวจี้ แต่นี่ก็เป็นเรื่องที่ไม่มีทางเลือก ในเมื่อตอนนี้เธอยังไม่มีหน้าร้าน ไม่มีคนช่วย อะไรๆ ต่างต้องให้ทางเลี่ยวจี้เป็นผู้ช่วยเหลือ รอให้เข้าที่เข้าทางแล้ว เรื่องในภายภาคหน้าเอาไว้ค่อยๆ คิดต่อไปเถอะ 

เลี่ยวหลินซานจัดการเขียนข้อตกลงที่ทั้งสองคนเพิ่งจะเจรจากันไปเมื่อครู่นี้ออกมา แบบเดียวกันสองฉบับ ทั้งสองคนแยกกันลงนาน ข้อตกลงฉบับนี้ก็ถือว่าลงนามเสร็จเรียบร้อยแล้ว เฉินเสวี่ยค่อนข้างพึงพอใจกับวิธีการเขียนข้อตกลงแบบเดียวกันสองฉบับแบบนี้ของเลี่ยวหลินซานพอสมควร ในยุคนี้สำหรับคนที่เพิ่งจะเริ่มต้นทำธุรกิจ คนส่วนใหญ่ต่างไม่ค่อยเข้าใจเกี่ยวกับพันธมิตรทางธุรกิจอะไรมากนัก ส่วนใหญ่มักจะพูดเพียงคำพูดก็เริ่มต้นทำเลย แม้แต่คนกลางก็ไม่มี ท้ายที่สุดสองฝ่ายต่างรู้สึกว่าไม่ถูกต้องทั้งยังตกลงกันไม่ได้อีก คนที่สามารถทำได้เหมือนเลี่ยวหลินซานที่เริ่มต้นก็สามารถเจรจาเงื่อนไขความร่วมมือ ทั้งยังสามารถเจรจาถึงรายละเอียดค่าขนส่งมากมาย สุดท้ายยังสามารถระบุรายละเอียดสำคัญออกมาในภายหลังแบบนี้มีไม่มากนัก อาจจะเป็นเพราะว่าเดิมทีตระกูลเลี่ยวก็เปิดร้านค้ามาก่อนอยู่แล้วจึงรู้เรื่องเกี่ยวกับธุรกิจอยู่บ้างเล็กน้อย 

เฉินเสวี่ยเก็บข้อตกลงที่ลงนามเรียบร้อยแล้วใส่ไว้ในกระเป๋าของเธอ และกล่าวลาสองแม่ลูกตระกูลเลี่ยว เรื่องทางนี้เจรจาเสร็จแล้ว มีระยะเวลาห่างจากที่ต้องส่งของครั้งต่อไปอยู่สามวัน เธอจะต้องทำของว่างจำนวนสี่สิบห้ากิโลกรัมมาส่ง ตอนนี้ต้องเริ่มเตรียมการบางอย่างก่อนแล้ว 

หลังจากส่งเฉินเสวี่ยออกไปแล้ว คุณยายเฉินก็ถามเลี่ยวหลินซานว่า “พี่ใหญ่ ลูกคิดว่าเรื่องนี้พอจะสำเร็จไหม” 

เลี่ยวหลินซานยิ้มอย่างจริงใจ “แม่ จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ต้องลองดูก่อนถึงจะรู้ แต่ฉันคิดว่าที่เฉินเสวี่ยพูดก็มีเหตุมีผล ชาสมุนไพรนี้ดื่มแล้วมีรสขม แม้ว่าทุกคนต่างก็รู้ว่ามันดีต่อสุขภาพ แต่ถ้าหากในขณะเดียวกันสามารถทานของว่างเพื่อปรับรสชาติได้ด้วยจะไม่ดีกว่าเหรอ อีกอย่างพวกเราก็ไม่ได้ช่วยขายของว่างให้เธอโดยเปล่าประโยชน์ยังได้กำไรอีกตั้งสามส่วน โดยพื้นฐานแล้วถือเป็นการได้มาฟรีๆ เลย ในช่วงสัปดาห์แรกยังอยู่ในช่วงทดลองขาย ถ้าหากขายไม่ดีต่อไปก็ขายให้น้อยลงหน่อย ถ้าหากไม่สามารถสร้างรายได้อะไรได้ อย่างมากก็แค่เสียแรงเปล่าไปพักหนึ่ง ก็ไม่ได้สูญเสียอะไร” 

“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เท่ากับว่าเฉินเสวี่ยต้องรับการสูญเสียทั้งหมดอยู่ฝ่ายเดียวเหรอ เธอยังเป็นแค่เด็กสาวตัวเล็กๆ เพิ่งจะอายุแค่นั้นแถมยังไม่ใช่คนในพื้นที่ด้วยแบบนี้มันก็ไม่ดี” หลังจากได้ฟังคำแนะนำของพี่ใหญ่ไปแล้ว คุณยายเฉินก็ไม่เป็นกังวลเรื่องทางบ้านของตัวเองแล้ว แต่กลับกังวลเกี่ยวกับทางเฉินเสวี่ยขึ้นมา การร่วมหุ้นทำธุรกิจแบบนี้ให้ฝ่ายเดียวเป็นผู้รับความเสี่ยงก็ไม่ใช่เรื่องดีนัก 

 

------ 

[1] เสียงเอ๋อร์ฮว่า เป็นเสียงท้ายของคําศัพท์ที่ตัวท้ายคําจะเติม r โดยส่วนใหญ่คนปักกิ่งหรือคนทางเหนือพูดจะมีเสียงเอ๋อร์ฮว่าอยู่ด้วย คนทางใต้จะไม่ค่อยใช้เสียงนี้ 

[2] มหาวิทยาลัยชิงหวา เป็นมหาวิทยาลัยจีนแห่งแรกที่ได้รับการจัดอันดับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยเอเชีย เป็นสถาบันการศึกษาระดับสูงและเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำอันดับหนึ่งของประเทศจีน 

ความคิดเห็น