facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

นอกจากจะต้องข้ามเวลามาอยู่ในยุคไดโนเสาร์ที่แสนกันดารแล้ว ยังต้องได้สามีสุดหล่อที่เกลียดร่างนี้เข้ากระดูกดำพ่วงติดมาด้วยอีก ชีวิตเธอจะมีอะไรที่ซวยกว่านี้อีกมั้ย

ตอนที่ 8 ซื้อเส้นไหม

ชื่อตอน : ตอนที่ 8 ซื้อเส้นไหม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.6k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ธ.ค. 2563 12:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 8 ซื้อเส้นไหม
แบบอักษร

จับเลี้ยงขับความชื้น? แนวคิดนี้เมื่อก่อนเฉินเสวี่ยไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย 

เธอขอบคุณคุณยายก่อนจะรับถ้วยมา พลางก้มหน้าลงล้วงกระเป๋าเตรียมจะหยิบเงินออกมา ตอนที่เธอเดินเข้ามาเธอเห็นป้ายที่แขวนอยู่หน้าร้านเขียนว่า ‘ร้านชาสมุนไพรเลี่ยวจี้’ กาน้ำชาใบใหญ่ที่ตั้งเรียงอยู่หน้าร้านเป็นชาสมุนไพรหลายหลากชนิด 

เธอกำลังจะควักเงินออกมา หญิงชราคนนั้นกลับหยุดมือของเธอไว้ “ไม่ต้องเกรงใจหรอก มันก็แค่ชาถ้วยเดียว ฉันก็แค่เห็นแม่หนูแล้วชอบถึงได้เรียกแม่หนูไว้ หนูลองชิมดูสิ” 

เมื่อเฉินเสวี่ยได้ยินแบบนั้นก็ไม่ได้เสแสร้ง “ถ้าอย่างนั้นขอบคุณคุณยายมากนะคะ หนูเพิ่งจะมาที่นี่ เรื่องพวกนี้หนูไม่รู้อะไรเลยค่ะ ชาสมุนไพรนี้คงจะมีวิถีความรู้ไม่น้อยเลยใช่ไหมคะ” 

ในขณะที่พูดเฉินเสวี่ยก็จิบน้ำชาไปด้วย บอกตามตรงว่ารสชาติของจับเลี้ยงนี้มันไม่ค่อยอร่อยเลยจริงๆ พื้นรสชาติเป็นรสขมทั้งหมด แม้ว่าจะมีความหวานของหล่อฮังก๊วยอยู่เล็กน้อย แต่หลังจากจิบหนึ่งลงไปความหวานอันน้อยนิดนั้นไม่สามารถระงับความขมของจับเลี้ยงได้เลย หลังจากกลืนลงคอไปแล้วในปากยังมีรสขมเหล่านั้นติดอยู่เลย 

หญิงชรามองสีหน้าของเฉินเสวี่ยที่แสดงออกมาก็หัวเราะฮ่าๆ เสียงดัง “ขมเกินไปดื่มไม่ได้เลยใช่ไหม มันก็เป็นอย่างที่หนูว่าจริงๆ นั่นแหละ เมื่อก่อนก็มีเรื่องตลกว่ากล่าวกันว่าจับเลี้ยง [1] ทั้งไม่เย็นแล้วก็ไม่ใช่ชา จับเลี้ยงนี้ต้มด้วยยาสมุนไพรที่ช่วยลดความร้อนทั้งหมด สมุนไพรเหล่านี้จะมีรสขมติดมาด้วย” 

เฉินเสวี่ยเองก็หัวเราะตาม “มันขมนิดหน่อยจริงๆ ด้วยค่ะ แต่มีคำกล่าวว่ายาดีขมปากแต่มีคุณรักษาโรคไงคะ เดี๋ยวดื่มๆ ไปก็ชินเองค่ะ” หลังจากคุยกับคุณยายได้สักพักเธอก็นึกจำบางอย่างขึ้นมาได้ ก่อนหน้านี้เพื่อนของเธอคนหนึ่งหางานได้แถบทางตอนใต้ ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าควรจะดื่มพวกจับเลี้ยงน้ำสมุนไพรพวกนี้ ต่อมามีผื่นขึ้นตามร่างกาย เมื่อไปตรวจที่โรงพยาบาลทางโรงพยาบาลถึงบอกว่าทางนี้ความชื้นสูง ต้องกินอาหารที่ช่วยลดความร้อนขับความชื้น ไม่อย่างนั้นภายในร่างกายจะสะสมความชื้นจนทำให้เกิดผื่นคันเอาได้ง่ายๆ นอกจากนี้ถ้าผื่นพวกนี้มันผุดออกมาถือว่ายังดี ถ้าหากมันไม่ออกมา ความชื้นภายในร่างกายสูงจะส่งผลกระทบต่อร่างกายเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นเพื่อนคนนี้ถึงได้เริ่มดื่มจับเลี้ยงอย่างเชื่อฟัง นอกจากนี้หากมีใครไปทางใต้เขาก็จะกำชับเตือนทุกครั้ง 

จึงยกหัวข้อนี้ขึ้นมาพูดคุยกับคุณยายและมันก็ได้เปิดบทสนทนาของคุณยายจริงๆ คุณยายแซ่เฉิน สามีแซ่เลี่ยว ที่จริงแล้วชาสมุนไพรนี้เป็นสูตรลับที่ตกทอดจากบรรพบุรุษของคุณตา เมื่อก่อนตอนที่ยังไม่มีการปฏิรูปเศรษฐกิจก็เป็นร้านชาสมุนไพร ตอนนั้นยังมีชื่อเสียงมากพอสมควร ต่อมามีการปฏิรูปแล้ว ร้านนี้ก็ไม่ได้เปิดอีกเลย คนในครอบครัวก็ไปทำงานอื่น แต่เพราะบรรพบุรุษต่างพึ่งพาสูตรลับชาสมุนไพรนี้มาโดยตลอด งานฝีมือก็เป็นแค่งานฝีมือในการชงสมุนไพรเอามาทำเป็นจับเลี้ยง ออกจากจับเลี้ยงนี้ไปแล้วก็ไม่รู้จะไปทำอะไรแล้ว ที่บ้านก็ไม่ได้มีชีวิตดีอะไร ค่อนข้างจะขัดสนมาโดยตลอด 

แล้วก็เป็นเพราะเหตุนี้ เมื่อบุคคลหนึ่งเพิ่งจะเริ่มต้นทำธุรกิจการค้า คนอื่นๆ จะกำลังรอดูอยู่ตลอด บ้านของคุณยายเฉินเอาป้ายเลี่ยวจี้แขวนขึ้นอีกครั้ง ในเมื่อสถานการณ์ภายในบ้านก็เป็นแบบนี้แล้ว ยังมีอีกตั้งหลายปากที่ต้องกินข้าว เสื้อผ้าดีๆ หนึ่งตัวจะสามารถสวมใส่ได้ก็ต่อเมื่อออกจากบ้านเท่านั้น วันเวลาที่ต้องยากจนเสียยิ่งกว่าชาวนายากจนในชนบท ก็ไม่มีอะไรต้องกลัวแล้ว 

เลี่ยวจี้ก็ถือได้ว่าเป็นแบรนด์เก่าแก่แล้ว ยิ่งกว่านั้นจับเลี้ยงสมุนไพรของคุณยายใช้ได้ผลจริงๆ เหล่าคนสูงอายุต่างจดจำกันได้ จับเลี้ยงสมุนไพรหนึ่งถ้วยก็ไม่แพง ดื่มแล้วยังสามารถพักเท้าอยู่ที่ร้านก่อนได้ ร้านก็ค่อยๆ เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ แล้ว จากแรกเริ่มต้องต้มจับเลี้ยงสมุนไพรตั้งแต่เช้าตรู่แล้วเข็นรถเข็นออกไปขาย กระทั่งออมเงินจนได้ร้านสำหรับขาย ต่อมาบริเวณใกล้เคียงก็มีร้านขายอาหารอื่นๆ มารวมตัวกันที่นี่ กระทั่งค่อยๆ กลายเป็นตรอกขายอาหารประจำบริเวณใกล้เคียงนี้ไปแล้ว 

เฉินเสวี่ยพูดคุยกับคุณยายเฉินพลางคิดคำนวณอะไรบางอย่างในใจ 

“คุณยายเฉินคะ ร้านของคุณยายขายแต่จับเลี้ยงสมุนไพรไม่คิดจะทำของว่างมาขายด้วยกันกับจับเลี้ยงหรอคะ ผู้คนที่นี่เดินกันเหนื่อยกระหายแล้วก็เข้ามาดื่มจับเลี้ยงสักถ้วย พักๆ เท้า เอาของว่างมาทานกับชา ทั้งได้รองท้องทั้งได้พักผ่อนด้วยก็ดีไม่ใช่เหรอคะ” 

คุณยายเฉินยิ้มตาหยีพลางส่ายหัวไปมา “คนหนุ่มสาวอย่างพวกเธอน่ะฉลาดเฉลียว ลูกคนที่สองของฉันก็พูดแบบนี้เหมือนกัน บอกว่าทำแค่จับเลี้ยงสมุนไพร ชาหนึ่งถ้วยห้าเฟินดื่มจนอิ่ม ถึงแม้ว่าน้ำจะเอามาจากบ่อบ้านของตัวเอง เงินทุนไม่มาก แต่อาศัยแค่จับเลี้ยงก็ทำเงินอะไรไม่ได้ เขาก็บอกว่าต้องคิดหาวิธีเหมือนกัน 

เพียงแต่ว่าการทำของว่างต้องใช้ฝีมือ หนูดูจากร้านขายขนมจีบซาลาเปาหลายร้านที่นี่สิ พวกนั้นต่างมีฝีมือที่สืบทอดมากจากต้นตระกูลทั้งนั้น ยิ่งกว่านั้นทำซาลาเปาลำบากกว่าทำจับเลี้ยงเสียอีก ตีสามกว่าต้องตื่นขึ้นมาผสมแป้ง ปรุงไส้ ที่นี่อากาศก็ร้อนมากอีก ถ้าวันนั้นขายไม่ออกก็ไม่มีประโยชน์แล้ว การทำของว่างไหนจะง่ายดายขนาดนั้นล่ะ” 

เฉินเสวี่ยยิ้ม ในยุคนี้มาพูดถึงของว่างผู้คนต่างยังไม่มีความคิดอะไร ปกติก็จะกินแต่ขนมจีบซาลาเปา ร้านชาสมุนไพรมาขายซาลาเปามันก็ไม่เข้ากันด้วย 

“คุณยายเฉินพูดถูกค่ะ การทำซาลาเปามันยากลำบาก ยิ่งกว่านั้นนึ่งซาลาเปาก็มีไอร้อน แล้วก็ไม่เข้ากันกับจับเลี้ยงด้วย ที่หนูพูดถึงไม่ใช่ของว่างอันนี้ค่ะ เป็นของว่างแบบอย่างเช่นขนมถั่วแดง โก๋ถั่วเขียวแบบนี้ต่างหากค่ะ ทานคู่กับน้ำชาช่วยลดความขมของชาได้ด้วยนะคะ ชาก็ไปลดความเลี่ยนของขนม แบบนี้เหมาะจะขายในร้านเราพอดีเลยไม่ใช่เหรอคะ อีกอย่างของว่างแบบนี้ไม่ใช่อาหารร้อนแบบซาลาเปา ขอเพียงแค่เก็บให้ดี อย่าให้พวกแมลงหรือหนูกัด อย่างน้อยสามารถเก็บได้ถึงสองอาทิตย์เลยนะคะ ถ้าเป็นช่วงอากาศเย็นวางไว้เป็นเดือนก็ไม่เสียค่ะ” 

“แต่ของว่างแบบนี้ไม่มีใครทำเป็นนี่นา ยายอย่างฉันทำไม่เป็นหรอก ร้านค้าแถบนี้ก็ไม่มีใครทำเป็นเหมือนกัน ฉันว่าขนาดในห้างใหญ่ๆ ของรัฐก็ยังไม่เคยเห็นของว่างแบบนี้มาก่อนเลย” 

เมื่อได้ยินเฉินเสวี่ยพูดแบบนี้ดวงตาของคุณยายเฉินก็พลันเป็นประกายขึ้นมาเล็กน้อย 

“หรือไม่คุณยายเอาแบบนี้ไหมคะ คุณยายดูสิว่าคุณยายก็แซ่เฉิน หนูก็แซ่เฉินเหมือนกัน ถ้าคุณยายเชื่อใจหนูวันหลังหนูจะทำของว่างมาให้คุณยายลองวางขายด้วยกันดู ถ้าหากว่าเหมาะสม พวกเราสองคนก็ร่วมมือกัน หนูทำของว่างมาวางขายที่ร้านคุณยาย เงินที่ได้พวกเราสองคนแบ่งกัน” 

เฉินเสวี่ยหยุดชะงักไปครู่หนึ่งและพูดขึ้นอีกว่า “คุณยายก็รู้ว่าหนูเพิ่งจะตามคนในครอบครัวมาอยู่ที่นี่ แล้วก็อยากจะหาอะไรสักอย่างเลี้ยงชีพ ไม่ควรจะให้แต่สามีเป็นคนเลี้ยงฝ่ายเดียว” 

คุณยายพยักหน้า “เรื่องนี้ฉันฟังก็ว่าได้ แต่ว่าฉันยังตัดสินใจไม่ได้หรอก เอาไว้ลูกของยายกลับมาตอนเที่ยงแล้วพวกเธอสองคนลองคุยกันดู แต่หนูวางใจได้ หนูมีฝีมือแบบนี้อยู่ยังไงก็มีกินอย่างแน่นอน เหมือนครอบครัวของเราถ้าไม่ใช่เพราะอาศัยฝีมือในการทำจับเลี้ยงสมุนไพรนี้ก็คงทำไม่ได้ถึงตอนนี้” 

“ได้เลยค่ะ ขอบคุณคุณยายมากเลยนะคะ เดี๋ยวหนูจะไปเดินซื้อของอีกสักหน่อย รอถึงตอนบ่ายหนูจะกลับมาคุยกับลูกชายคุณยายอีกครั้งนะคะ” 

เฉินเสวี่ยเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าคุณยายเฉินจะสามารถตัดสินใจได้ในทันที ความคิดของคนในยุคสมัยนี้ยังไม่ได้เปิดกว้างมากขนาดนั้น นอกจากนี้การที่พูดคุยเล่นๆ ตามท้องถนนแล้วจะสามารถหาคู่ค้าร่วมธุรกิจได้ เรื่องนี้เฉินเสวี่ยก็ไม่ได้คิดว่ามันจะง่ายดายขนาดนั้น เธอคิดว่าทางที่ดีที่สุดคือการที่สามารถร่วมมือกับร้านค้าที่นี่ได้ เพราะในเมื่อที่นี่มีร้านค้าสำเร็จรูปอยู่แล้ว ในมือของเธอก็มีเพียงแค่วิธีการทำของว่างนิดหน่อยเท่านั้น ถ้าจะทำเองแบบนั้นต้องหาหน้าร้าน ตัวเองก็ไม่สามารถเข้ามาทุกวันต้องหาจ้างคนมาดูร้านและขายของให้ เรื่องที่อยู่ข้างหลังยังมีอีกเป็นกองๆ ตามมา ตอนนี้เธอเพิ่งจะเริ่มต้น ยังไม่อยากจะวางร้านค้าให้ใหญ่ในคราวเดียว แบบนั้นลงทุนมากเกินไป เรื่องความมุ่งมั่นทางจิตใจก็จะไม่ไหวเอาได้ง่ายๆ ถ้าหากสามารถร่วมหุ้นส่วนกับคุณยายได้ เธอสามารถตัดเรื่องอื่นออกไปได้จำนวนมาก เพียงแค่กำหนดวันแล้วส่งของว่างมาก็เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้เลี่ยวจี้ก็เป็นแบรนด์เก่าแก่ ในขณะที่เธอกำลังนั่งคุยกับคุณยายได้สักพักก็มีคนหลายคนเข้ามาดื่มชาสมุนไพร ขอเพียงแค่คนส่วนหนึ่งในนี้มีคนซื้อขนมกินบ้าง การตลาดนี้ยังสามารถพัฒนาขึ้นได้อีก ถ้าหากเปิดร้านใหม่เพื่อขายของว่าง แบบนั้นจะมีแต่คนที่มาซื้อขนมโดยเฉพาะถึงจะเข้ามา ตามกำลังการซื้อของผู้คนในตอนนี้ หนึ่งวันอาจจะได้ขายแค่ไม่กี่รายการเท่านั้น ทว่าในร้านชาสมุนไพรการทานของว่างชิ้นสองชิ้นเป็นการถือโอกาสทำไปพร้อมกัน ถ้าหากว่ากินดีกินอร่อย ห่อกลับบ้านไปด้วยยิ่งดีใหญ่เลย ในเมื่อตอนนี้มีโอกาสแบบนี้แน่นอนว่าต้องลองดูก่อน ถ้าหากว่าครั้งนี้ไม่ได้ ครั้งหน้าเธอก็ทำขนมมาด้วยเลยเอาให้คุณยายลองชิมดูก่อนแล้วลองวางขาย ไม่แน่ว่าอาจมีความคืบหน้าก็เป็นได้ 

เฉินเสวี่ยออกจากร้านชาสมุนไพรเลี่ยวจี้ พลางเดินอยู่รอบๆ ร้านค้าในบริเวณใกล้เคียง เดินดูจนทำให้เธอประหลาดใจอย่างไม่คาดคิดขึ้นมาเล็กน้อย 

ก่อนหน้านี้เฉินเสวี่ยเข้าไปดูในห้างสรรพสินค้าของรัฐเพื่อค้นหาว่ามีเส้นไหมดีๆ ที่สามารถใช้ทำสร้อยข้อมือได้บ้างไหม เมื่อก่อนตอนที่เธอทำงานฝีมือต่างเป็นเอกลักษณ์ของเธอทั้งนั้น สิ่งของที่ทำออกมาไม่เว่อร์เกินจริงเลยแม้แต่นิดเดียวต่างเป็นในแบบที่ทุกคนเฝ้าตามหา แถมเธอยังมักจะใช้เทคนิคใหม่ๆ ทุกครั้งที่จะเปิดตัวสินค้าใหม่จะทำการประกาศภายในร้านก่อน โดยพื้นฐานจะถูกจองก่อนจนหมดเลย กระทั่งถึงตอนที่เธอเอาขึ้นชั้นวางคนต่างพากันแย่งชิงอย่างบ้าคลั่ง เธอคิดว่าถ้าหากสามารถตามหาเส้นไหมที่คล้ายคลึงกันได้ ตอนนี้ก็สามารถทำพวกเครื่องประดับข้อมือขนาดเล็กๆ ออกมา ไม่ว่าจะทำไว้ใช้เองหรือว่าทำขายก็ได้ทั้งนั้น ต้นทุนเส้นไหมพวกนั้นก็ไม่แพงมาก ตอนนั้นเธอใช้เงินสิบกว่าหยวนก็สามารถซื้อม้วนขนาดใหญ่ได้แล้ว ราคาล้วนอยู่ที่การออกแบบและค่าแรงทั้งหมด เพียงแต่น่าเสียดายที่ตอนนั้นเธอเดินดูรอบๆ ห้างสรรพสินค้าสองสามรอบ ทั้งถามพนักงานขายที่ไม่แยแสพวกนั้นแล้วก็หาเส้นไหมที่เหมาะสมไม่ได้เลย ส่วนที่ในร้านค้ามีต่างเป็นเพียงด้ายแบบที่เอาไว้ใช้เย็บผ้าเท่านั้น ยิ่งกว่านั้นเธออยากหาลูกปัดไข่มุกเล็กๆ เอามาไว้ประดับบนเครื่องประดับยิ่งไม่มีเข้าไปใหญ่เลย 

เดิมทีเฉินเสวี่ยหมดความหวังไปแล้ว ขนาดในห้างสรรพสินค้ายังไม่มี ตามร้านค้าแผงลอยด้านนอกเหล่านี้เธอคิดว่ายิ่งไม่น่าจะมียิ่งกว่า แต่คาดไม่ถึงเลยว่าขณะที่เธอกำลังเดินรอบๆ จะมาเจอเส้นไหมชนิดนี้วางขายอยู่บนแผงลอยแผงหนึ่ง 

“โอ้ ทำไมคุณถึงมีเส้นไหมแบบนี้ล่ะ” เฉินเสวี่ยดีใจเดินไปนั่งยองๆ ลงตรงหน้าแผงลอย พลิกดูเส้นไหมเหล่านั้นพลางเอ่ยถาม 

เห็นคนเฝ้าแผงเป็นชายหนุ่มคนหนึ่ง คิ้วหนาตาโต เป็นคนที่มองแล้วดูกระตือรือร้นมาก เมื่อได้ยินเฉินเสวี่ยเอ่ยถามแบบนี้ก็ฉีกปากยิ้มกว้าง “คุณนี่สายตาเฉียบแหลมจริงๆ เลย เส้นไหมนี้นำเข้ามาจากทางฝั่งฮ่องกงที่นี่ไม่มีหรอก ส่วนผมไปที่ฮ่องกงเพราะที่บ้านมีธุระก็เลยซื้อกลับมาบางส่วน ตอนแรกก็รู้สึกว่ามันสวยดีสามารถเอามาเย็บเสื้อผ้าทำดอกไม้ได้ ปรากฏว่าพอเอามาให้คนที่บ้านดูต่างก็ว่าผมซื้อมาผิดแล้ว เส้นไหมนี้ใช้ไม่ได้เลยแค่ดูดีเฉยๆ อย่างมากก็แค่เอามาใช้ทำดอกไม้ใหญ่ประดับตกแต่งบนเสื้อผ้าเท่านั้น แถมผมก็ไม่มีฝีมือทางด้านนั้นอีก เลยเอามาตั้งแผงลอยดูว่าจะมีใครเป็นไปทำดอกไม้ไหม ซื้อกลับไปยังจะพอมีประโยชน์” 

เฉินเสวี่ยพยักหน้า มิน่าถึงได้มีเส้นไหมชนิดนี้ ด้ายชนิดนี้อย่ามองแค่ว่าไม่เหมาะจะทำด้ายเย็บผ้า เอามาทำก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องรักษาความมันเงาและความเหนียวทนทานให้ดี ต้องเป็นไหมที่ผลิตจากโรงงานรายใหญ่ถึงจะรับประกัน ในยุคสมัยนี้ยังไม่ค่อยมีใครใช้เส้นไหมแบบนี้ คนๆ นี้ซื้อได้จากฮ่องกงอาจจะเป็นเพราะทางโน้นมีบางคนที่ทำงานฝีมือหัตถกรรมแบบดั้งเดิมอยู่บ้างถึงได้ใช้เส้นไหมประเภทนี้ มิน่าแม้แต่ในห้างสรรพสินค้ายังไม่เห็นเลย ถ้าเส้นไหมแบบนี้มีอยู่ในห้างจริงๆ ก็เกรงว่าจะไม่มีใครซื้อเหมือนกัน  

“ที่แท้เป็นแบบนี้นี่เอง เส้นไหมนี้ไม่สามารถเอามาเย็บเสื้อผ้าได้จริงๆ นั่นแหละ คุณขายเท่าไหร่” เฉินเสวี่ยพลิกดูเส้นไหมแล้วนับว่าคุณภาพไม่เลว อีกทั้งสีก็ค่อนข้างครบถ้วน ตอนนี้ต้องดูที่ราคาแล้ว เธอกระทั่งสามารถคิดได้แล้วว่าสามารถนำมาทำสิ่งของอะไรได้บ้าง รูปร่างที่ออกแบบเรียบร้อยทุกอย่างเหล่านั้นปรากฏขึ้นในสมองของเธอโดยตรง 

“เส้นไหมนี้เป็นไหมดี ยิ่งกว่านั้นม้วนใหญ่หนึ่งม้วนนี้ก็ยาวมาก สามารถใช้ได้เป็นเวลานาน ม้วนละสิบหยวนแล้วกัน” 

เมื่อเฉินเสวี่ยได้ยินสิ่งที่ชายหนุ่มคนนั้นพูดก็หัวเราะคิก “คุณขายสิบหยวน? เส้นไหมนี้เป็นไหมดีฉันยอมรับ แต่ก็อย่างที่คุณพูดว่ามีแค่ไม่กี่คนที่ใช้เป็นนี่นา คุณเอาวางไว้ตรงนี้มีใครคนอื่นเคยมาถามบ้างไหม ฉันเองก็เป็นเพราะตัวเองชอบงานฝีมือทักถอประเภทนี้ถึงได้เต็มใจที่จะซื้อเส้นไหมนี้ แต่ว่าสิบหยวนมันก็เกินจริงเกินไปหน่อย ตอนนี้เงินเดือนหนึ่งเดือนของทุกคนแค่เท่าไหร่เอง ด้ายหนึ่งม้วนคุณขอราคาสิบหยวนฉันซื้อไม่ไหวหรอก” 

เฉินเสวี่ยพูดพลางชะงักมือที่ยังคงพลิกเส้นไหมดู สิบหยวนก็โลภมากเกินไปจริงๆ ราคานี้โหดเกินไป 

“ดูที่คุณพูดสิ สิบหยวนมันแพงจริง แต่นี่เป็นของดีนำเข้ามาจากฮ่องกงเลยนะ โดยทั่วไปก็หาซื้อไม่ได้นี่นา อีกอย่างผมไปฮ่องกงครั้งก็ต้องมีค่าใช้จ่ายเดินทางไปกลับ ค่าอาหาร ค่าที่พักไม่ใช่หรอ ถ้าคุณไม่ซื้อที่นี่ ทั้งเมืองนี้ก็หาซื้อไม่ได้หรอก” 

เฉินเสวี่ยยิ้มๆ “ฉันหาซื้อทั้งเมืองไม่ได้ แต่ฉันแค่ซื้อเพื่อเอามาเล่นสนุกเท่านั้น คงไม่ต้องถึงกับไม่กินข้าวกินปลาเพียงแค่เพราะจะซื้อของเล่นเพื่อความสนุกแบบนี้หรอกมั้ง อีกอย่างคุณไปฮ่องกงก็คงจะไม่ได้ซื้อแค่ไหมไม่กี่ม้วนกลับมาหรอกมั้ง วันอากาศร้อนๆ แบบนี้พวกเราอย่ามัวทะเลาะกันที่นี่เลย ฉันน่ะชอบเส้นไหมประเภทนี้จริงๆ ฉันว่าเส้นไหมนี้ของคุณวางเอาไว้ตรงนี้ตากแดดต่อไปอีกนานก็คงจะไม่มีคนมาซื้อหรอก เอาแบบนี้ สิบหยวน ไหมนี้ฉันเอากลับไปทั้งหมด ถ้าคุณคิดว่าเหมาะสมก็โอเค ถ้าไม่เหมาะสมก็ลืมไปซะ เพราะถึงยังไงตัวฉันก็แค่ซื้อไปเล่นเท่านั้นเอง” 

เมื่อคนตรงข้ามได้ยินเฉินเสวี่ยพูดแบบนี้ก็กระโดดขึ้นทันที “ล้อเล่นใช่ไหมเนี่ย สิบหยวนเอาไปทั้งหมด ผมมีเส้นไหมถึงสิบสองสี คุณอยากจะซื้อด้วยราคาสิบหยวน แบบนั้นผมก็เสียเปรียบตายเลยสิ ไม่เอาๆ” 

 

------ 

[1] จับเลี้ยง มาจากภาษาจีนกลางว่า ‘เหลียงฉา’ ซึ่งเหลียง แปลว่า เย็น ส่วนฉา แปลว่า ชา ประโยคข้างต้นเห็นว่าเป็นเรื่องตลกเพราะชื่อคือเหลียงฉาหรือแปลตรงตัวได้ว่าชาเย็น แต่ในความเป็นจริงทั้งไม่เย็น แถมไม่ใช่ชาอีกด้วย 

ความคิดเห็น