facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

นอกจากจะต้องข้ามเวลามาอยู่ในยุคไดโนเสาร์ที่แสนกันดารแล้ว ยังต้องได้สามีสุดหล่อที่เกลียดร่างนี้เข้ากระดูกดำพ่วงติดมาด้วยอีก ชีวิตเธอจะมีอะไรที่ซวยกว่านี้อีกมั้ย

ตอนที่ 7 จับเลี้ยง

ชื่อตอน : ตอนที่ 7 จับเลี้ยง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.8k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ธ.ค. 2563 12:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 7 จับเลี้ยง
แบบอักษร

เธอไม่มีความทรงจำอะไรเกี่ยวกับเฉินเสวี่ยเลยจริงๆ เพราะเดิมทีเธอก็ทำงานอยู่ในตัวเมือง ไม่ค่อยได้อยู่ในลานชุมชนสักเท่าไหร่นัก เนื่องจากวันนี้เธอได้พัก เพิ่งจะได้จัดบ้านทำความสะอาด ส่วนลูกก็ส่งไปให้พ่อกับแม่ดูแลให้เพราะปัจจัยแวดล้อมดีกว่าที่นี่มาก ในเมื่อมีกันแค่สองสามีภรรยาเรื่องกินข้าวแค่กินง่ายๆ พอใช้ได้ก็โอเคแล้ว ความทรงจำที่เธอมีต่อเฉินเสวี่ยก็คือได้ยินว่าตึกนี้มีคนย้ายเข้ามาใหม่ ติดตามมาเข้าร่วมกองทัพเหมือนกันมีแค่คู่สองสามีภรรยา 

ใบหน้าของหลัวต้าอวี่ดูอึดอัดใจขึ้นมาทันที เขายังคงคิดว่าเฉินเสวี่ยเข้าไปในเมืองไม่ได้มีธุระจริงจังอะไร แต่เรื่องแบบนี้ไม่ง่ายที่จะบอกกับคนอื่น 

“เขาเข้าไปในเมืองแล้วครับ” หลัวต้าอวี่ไม่ได้พูดอะไรมาก เขาต้องปิดบังไว้ประโยคสองประโยค ถ้าให้เขาบอกว่าเฉินเสวี่ยเข้าไปในเมืองเพื่อซื้ออะไรเขาก็พูดไม่ออกเช่นกัน 

หลิวรั่วซีได้ยินแบบนั้นก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ ในเมื่อที่บ้านไม่มีเรื่องอะไรก็สามารถเข้าเมืองไปช้อปซื้อของได้ไม่ใช่หรอ 

“ทำไมเธอไม่เข้าไปเป็นเพื่อนเขา? น้องสาวเองก็เพิ่งจะมาอยู่ที่นี่คงจะยังไม่คุ้นเคยใช่ไหมล่ะ รถประจำทางเข้าเมืองของที่นี่เบียดกันสุดๆ ถึงเวลาซื้อของกลับมามากๆ ต้องถือของไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ” 

เธอถูกสามีตามอกตามใจ ข้างในประโยคนี้พูดออกมาได้แฝงความหมายนี้ออกมาด้วยอย่างเป็นธรรมชาติ ปกติเวลาเธออยากจะออกไปซื้อของอะไร ถ้าหลี่หงปินว่างก็จะไปเป็นเพื่อนเธอด้วย เรื่องถือกระเป๋าเป็นเรื่องที่เธอไม่เคยต้องเป็นกังวลเลย 

หลี่หงปินรู้ว่าก่อนหน้านี้ไม่นานหลัวต้าอวี่สองสามีภรรยาเพิ่งจะมีเรื่องขัดแย้งกันไปครั้งหนึ่ง เรื่องระหว่างสามีภรรยาของคนอื่นแบบนี้เขาก็ไม่สามารถเล่าให้ภรรยาฟังได้เพราะมันเหมือนกับกำลังพูดจาไม่ดีลับหลังคนอื่น ดังนั้นหลิวรั่วซีจึงยังไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาของพวกเขาไม่ค่อยดีนัก ขนาดความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาที่ดีๆ เหนียวแน่นเหมือนอย่างพวกเขาสองคนก็มีให้เห็นน้อยมาก 

“เธอนี่ ไม่แน่น้องสาวเขาอาจจะอยากออกไปเดินเล่นเองคนเดียวก็ได้ เผื่อต้าอวี่ไปเป็นเพื่อนแล้วเธอรู้สึกอึดอัดไม่เป็นตัวของตัวเองล่ะ เธอคิดว่าทุกคนเป็นเหมือนเธอเหรอ ที่เข้าเมืองทีต้องซื้อของเป็นกองๆ น้องสาวมาจากปักกิ่งนะ มีของดีอะไรที่เขาไม่เคยเห็นบ้าง คงจะแค่อยากไปเดินเล่นในเมืองเท่านั้นแหละ” 

แม้ว่าคำพูดดูจะไม่ลงรอยกับความหมายของหลิวรั่วซีเล็กน้อย แต่ข้างในน้ำเสียงนั้นแฝงความหมายเชิงสนุกสนานผ่อนคลายเอาไว้ เห็นได้ชัดว่ากำลังพูดหยอกล้อภรรยาเพื่อเบี่ยงประเด็นสนทนาเท่านั้น 

เมื่อหลิวรั่วซีได้ฟังก็รู้ในทันทีว่าเบื้องหลังนี้ต้องมีเรื่องอะไรบางอย่างที่ตัวเธอยังไม่รู้อย่างแน่นอน ตอนนี้จึงไม่ได้พูดอะไรให้มากความ 

“มันก็จริง คราวหน้าฉันก็อยากเข้าเมืองไปเดินซื้อของเองบ้าง ฉันยังไม่เคยได้เป็นอิสระแบบนั้นมาก่อนเลย จริงสิ ผู้บังคับกองหลัว คราวหน้าถ้าน้องสาวมีเวลาว่างเข้าเมืองให้เธอไปเล่นที่หน่วยของฉันก็ได้นะ ฉันทำงานอยู่ที่สหกรณ์ร้านค้า เผื่อมีอะไรที่เธอถูกใจ บางทีฉันอาจจะสามารถให้ราคาภายในได้” หลังจากพูดจบก็ยิ้มขึ้นมาเผยให้เป็นลักยิ้มเล็กๆ น่ารักสองข้าง 

หลัวต้าอวี่เองก็โค้งมุมปากขึ้นพลางพยักหน้า “แน่นอนครับๆ ต้องขอบคุณล่วงหน้าเลยนะครับ” 

“เพื่อนบ้านกันทั้งนั้น เกรงใจอะไรล่ะ” 

สองสามคนพูดจาเกรงอกเกรงใจกันไม่กี่ประโยค เมื่อถึงโรงอาหารไปตักอาหารแล้วก็เริ่มทาน ตอนนี้พวกหลัวต้าอวี่มีแต่คุยเรื่องเกี่ยวกับงานกันแล้ว หลิวรั่วซีก็ไม่ได้พูดขัดจังหวะและนั่งฟังอยู่ข้างๆ อย่างเงียบๆ 

กระทั่งทานอาหารเสร็จกลับถึงบ้าน หลังจากหลี่หงปินและภรรยาเดินเข้าประตูบ้านไปแล้ว หลิวรั่วซีถึงได้เอ่ยถามขึ้นมา “เมื่อกี้ฉันพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า ดูเหมือนพอเอ่ยถึงคนรักของผู้บังคับกองหลัวขึ้นมาแล้วเขาดูไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่” 

ในความคิดของหลิวรั่วซี มันไม่ควรจะเป็นแบบนี้นี่นา คนที่ยอมติดตามกองทัพมาล้วนแล้วแต่เป็นคู่สามีภรรยาที่มีความสัมพันธ์ดีกันทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นใครจะยอมออกจากบ้านเพื่อคนรักมาไกลถึงขนาดนี้ มาอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยแบบนี้ ขนาดพวกเขาสองสามีภรรยาที่ความสัมพันธ์ดีขนาดนี้ ตอนที่เธอเพิ่งจะติดตามมาร่วมกองทัพแรกๆ ยังต้องไปแอบร้องไห้คนเดียวเลย นี่คือเหตุผลที่หลี่หงปินคอยปลอบโยนเธอและเข้าใจเธอมาโดยตลอด ต่อมาได้วานใช้เส้นสายหางานที่สหกรณ์ร้านค้าทางนี้ให้ มีงานทำอย่างเป็นทางการ ไปทำงานทุกๆ วัน ไม่ต้องอยู่คนเดียวเบื่ออึดอัดจนต้องคิดโน่นคิดนี่ถึงค่อยๆ ดีขึ้นมาได้ 

หลี่หงปินก็ส่ายหัวไปมา “เรื่องนี้ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน คนรักของเขาเป็นคนปักกิ่ง ได้ยินว่าที่บ้านก็เป็นคนในกองทัพด้วย แต่ว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนคู่สองสามีภรรยาเพิ่งจะทะเลาะกัน บางทีความโกรธของเขาคงจะยังไม่หายไปแหละมั้ง อีกอย่างคนรักของเขาก็ไม่ยอมทำงานบ้าน ต้าอวี่อาจจะมีบ่นๆ บ้าง ดังนั้นครั้งต่อไปถ้าคุณเจอต้าอวี่อีกก็อย่าถามเรื่องครอบครัวของเขาให้มากล่ะ” 

หลิวรั่วซีทำหน้ามุ่ยพลางพยักหน้า “ผู้ชายอย่างพวกนายคิดว่าผู้หญิงต้องเก่งทั้งในบ้านนอกบ้านเลยใช่ไหม อยู่ในบ้านก็สามารถทำงานบ้านได้อย่างสม่ำเสมอ อยู่ข้างนอกยังสามารถหาเงินได้ให้พวกนายได้มีหน้ามีตา” 

หลี่หงปินพูดด้วยรอยยิ้มว่า “คนอื่นคิดยังไงฉันไม่รู้หรอก ฉันรู้แค่ว่าฉันต้องการแบบเธอนี่แหละ” 

หลิวรั่วซียิ้มพลางเขม็งใส่เขาหนึ่งที “เจ้าเล่ห์นัก” 

ทางด้านหลัวต้าอวี่แอบไม่พอใจที่เฉินเสวี่ยเข้าไปในเมืองอีก กลับกันทางด้านเฉินเสวี่ยกำลังเดินเที่ยวในตัวเมืองอย่างมีความสุข แม้ว่ารถประจำทางเมื่อตอนเช้าจะเต็มแน่นมากจริงๆ แถมยังมีกลิ่นลมหายใจเหม็นเปรี้ยวที่ไม่สามารถบรรยายได้อีก เฉินเสวี่ยนึกถึงความรู้สึกช่วงเวลาเร่งด่วนยามเช้าในปักกิ่งในตอนนั้นที่ตัวเธอต้องกลายเป็นเหมือนกระดาษหนึ่งแผ่นที่แทบจะไม่มีปริมาตรใดๆ ขึ้นมาอีกครั้ง เพียงแต่น่าเสียดายที่ตัวเองในตอนนี้ไม่เพียงแค่มีปริมาตร แถมยังเป็นปริมาตรขนาดใหญ่มากด้วย ทำเอาคนรอบข้างต่างพากันรังเกียจไปหมด แต่เมื่อได้เข้ามาในตัวเมืองเดินเล่นช้อปดีๆ แล้วเฉินเสวี่ยรู้สึกว่าความทรงจำของร่างเดิมนั้นไม่ถูกต้องเลย หรืออาจกล่าวได้ว่าเขายังมองการณ์ไกลไม่พอ 

อาจเป็นเพราะว่าในด้านสิ่งก่อสร้างของเมืองเล็กๆ นี้เทียบไม่เท่ากับปักกิ่งจริงๆ แต่ในสายตาของเฉินเสวี่ยซึ่งเป็นผู้มาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด สิ่งก่อสร้างในยุคสมัยนี้ไม่ว่าจะเป็นเมืองไหนต่างก็เชยเหมือนกันทั้งนั้น ต่อให้เป็นปักกิ่งก็เถอะ นอกจากเขตพื้นที่ใจกลางเล็กๆ ตรงถนนฉางอัน [1] ผืนนั้นแล้วก็ไม่มีอะไรดีไปไหนหรอก แต่สามารถรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ากิจกรรมทางการค้าของที่นี่คึกคักยิ่งกว่าทางตอนเหนือมาก นี่ไม่ได้หมายความว่าตลาดเศรษฐกิจของที่นี่มีการพัฒนาหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือเศรษฐกิจพัฒนาได้มากขนาดไหน แต่หมายความว่าความคิดความอ่านของผู้คนที่นี่คึกคักมีชีวิตชีวาอย่างเห็นได้ชัด แค่เอ่ยถึงว่าตามถนนสามารถมองเห็นแผงลอยหาบเร่ซึ่งมีมากเสียยิ่งกว่าในกรุงปักกิ่งจากในความทรงจำของร่างเดิมเสียอีก 

สิ่งนี้ในความทรงจำของร่างเดิมหมายความว่าที่นี่เป็นเมืองเล็กๆ ไม่มีระเบียบแบบแผน ตามท้องถนนก็รกยุ่งเหยิงไปหมด ทั้งยังมีเค้าของความเป็นทุนนิยมอยู่ด้วย แต่ในความคิดของเฉินเสวี่ย นี่สิถึงเรียกว่าเป็นจุดแตกหน่อของตลาดเศรษฐกิจ นอกจากนี้ในความทรงจำของร่างเดิมจะชอบพวกเคาน์เตอร์ใหญ่ๆ อย่างสหกรณ์ร้านค้าและห้างสรรพสินค้าของรัฐมากกว่า นั่นสิถึงเป็นผลิตภัณฑ์ล้าหลัง อีกไม่นานก็จะถูกกระแสการตลาดของเศรษฐกิจแซงหน้าไปหมด 

ถ้าหากอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบปิดกั้นล้าหลังแบบนั้น เฉินเสวี่ยยังคงเป็นกังวลจริงๆ ว่าถ้าหากเธอต้องการเริ่มต้นธุรกิจเล็กๆ ขึ้นมาจริงๆ จะถูกคนอื่นมองว่าเป็นหางของทุนนิยมจำเป็นต้องตัดทิ้ง ในเมื่อความคิดแนวคิดของทุกคนในตอนนี้ยังไม่ได้ปล่อยวางเปิดกว้างทั้งหมด ตัวอย่างแนวคิดแบบเมื่อก่อนยังคงมีอยู่อีกมาก ทุกคนต่างยังคงกังวลไปต่างๆ นานา แม้ว่าเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาในการประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 11 เต็มคณะครั้งที่ 3 จะมีการกล่าวถึงแนวคิดใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่นั่นเป็นเพียงแค่สิ่งของในนโยบายทางการเมืองเท่านั้น ส่วนเรื่องที่ว่าทำอย่างไร แล้วจะบรรลุผลได้อย่างไรนั้น ข้อโต้แย้งเหล่านี้ยังดำเนินการโต้แย้งอยู่เลย ตอนนี้เป็นช่วงที่เธอจะต้องพยายามแหวกว่ายไปข้างหน้าให้สามารถเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ตรงข้ามกับเสรีนิยมนี้ให้ได้ นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่ไม่คาดฝัน 

เฉินเสวี่ยเดินเล่นชมสถานที่หลายแห่ง เมืองเล็กทางใต้แห่งนี้ไม่ใหญ่มาก มีถนนสายหลักเพียงสองสาย สายหนึ่งชื่อว่าถนนจงซาน ถนนอีกสายหนึ่งชื่อว่าถนนเจี่ยฟ่าง ดูเหมือนในยุคนี้ไม่ว่าจะเป็นเมืองไหนๆ ต่างก็มีถนนสองสายแบบนี้กันทั้งนั้น ซึ่งห้างสรรพสินค้าของรัฐและสหกรณ์ร้านค้าก็ตั้งอยู่บนถนนสองสายหลักนี้ด้วย เฉินเสวี่ยเดินเข้าไปดูด้านในหนึ่งรอบและเป็นอย่างที่คาดไว้จริงๆ ประเภทสินค้าที่อยู่ด้านในไม่ได้ถือว่าใหม่อะไร ทว่าราคากลับเป็นราคาที่เห็นแล้วต้องหยุดชะงักฝีเท้าทันที และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือพนักงานขายที่อยู่ด้านในเมื่อเห็นว่ามีลูกค้าเข้ามากลับทำเป็นเมินเฉยไม่สนใจ แค่ถามอะไรนิดอะไรหน่อยก็กลอกตาใส่ ในจมูกทำเสียงฮึดฮัดใส่สองทีก็นับว่าเป็นการตอบสนองแล้ว ยิ่งกว่านั้นคนที่นี่ต่างพูดสำเนียงใต้กันทั้งนั้น เฉินเสวี่ยฟังไม่ค่อยเข้าใจว่าพวกเขากำลังพูดถึงอะไร ต้องการเอ่ยถามอีกครั้ง น้ำเสียงของฝ่ายตรงข้ามกลับเปลี่ยนเป็นแหลมคมขึ้นในทันที ราวกับว่าเฉินเสวี่ยทำให้พวกเขาเสียเวลามากยังไงอย่างนั้น ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วคนพวกนั้นแค่ยืนคุยกันอยู่ในเคาน์เตอร์เฉยๆ แท้ๆ 

เฉินเสวี่ยเดินอยู่เป็นเวลานานกลับไม่มีอะไรที่อยากจะซื้อเลย เดินเสียจนตัวเองร้อนจนแทบทนไม่ไหวจึงเดินไปที่ตู้แช่แข็งตรงประตูทางเข้าเพื่อซื้อไอติมแท่งมากินสักแท่ง ไอติมแท่งในยุคนี้มันคือแท่งน้ำแข็งจริงๆ มันคือการเอาน้ำตาลเม็ดสีมาแช่แข็ง เฉินเสวี่ยเลือกดูกระทั่งเจอไอติมถั่วแดงอะซูกิในตำนาน ด้านในยังมีถั่วแดงเล็กๆ อยู่ด้วย ไอติมแท่งเล็กๆ ถึงแม้จะมีน้ำตาลอยู่บ้างแต่ส่วนใหญ่จะเป็นน้ำ เมื่อเทียบกับไอศกรีมรสชาติเข้มข้นที่เคยกินเมื่อก่อนสามารถกล่าวได้เลยว่าแทบไม่มีแคลอรี่อะไรอยู่เลย วันนี้เธอเองก็เดินอยู่ภายใต้แสงแดดจ้ามานานขนาดนี้ เหงื่อก็ไหลออกมาไม่น้อย เมื่อกินมันเข้าไปก็ไม่ได้มีความรู้สึกผิดอะไร 

เธอพลางกัดไอติมพลางเดินออกจากสหกรณ์ร้านค้า เฉินเสวี่ยตัดสินใจเดินเลี้ยวเข้าไปดูในตรอกเล็กๆ ด้านข้าง เมื่อก่อนเธอก็ชอบเดินเข้าไปเที่ยวตามตรอกซอกซอยแบบนี้ซึ่งมักจะได้พบกับสิ่งของใหม่ๆ จำนวนไม่น้อย ครั้งนี้ก็ไม่ได้ต่างจากที่คาดไว้ คิดไม่ถึงว่าเดินออกไปไม่ไกลนักจะเป็นตลาดของเหล่าเกษตรกรรายย่อยเล็กๆ ที่ไม่ได้มีเพียงแค่ผักและผลไม้สดเท่านั้น ยังมีเนื้อทุกประเภท อาหารทะเลทุกชนิด ยังมีบางคนขายของชำเล็กๆ น้อยๆ มีเข็มมีด้ายอยู่ที่นี่ด้วย นอกจากนี้ทางด้านข้างตลอดทั้งแถบยังมีร้านค้าชาสมุนไพรหลายชนิด แผงขายอาหารปรุงสุก ขายอาหารว่าง ขายของเล่น เป็นอะไรที่ครึกครื้นคึกคักมาก 

เฉินเสวี่ยยิ่งมองยิ่งรู้สึกสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนอยู่ข้างในห้างสรรพสินค้าของรัฐเมื่อครู่นี้ไม่เห็นจะคึกคักขนาดนี้เลย ประตูทางเข้าร้างสุดๆ ดูเหมือนว่าผู้คนต่างถูกดึงดูดมาที่นี่กันหมดแล้ว เธอยังมองเห็นร้านขายผ้าสองร้านที่อยู่ห่างไกลออกไปด้วย ดูเหมือนว่านอกจากสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่แล้ว สิ่งของชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่มีตามห้างสรรพสินค้า ที่นี่ก็มีเกือบทั้งหมดเหมือนกัน ราคาของที่นี่ถูกอีกทั้งยังสามารถต่อราคาได้ ผู้คนดูกระตือรือร้นด้วย มิน่าล่ะถึงไม่มีคนเข้าไปซื้อของในห้างสรรพสินค้าเลย ต้องจ่ายเงินเหมือนกัน แต่ใครจะไปทนรับอารมณ์แบบนั้นล่ะ 

เฉินเสวี่ยกำลังเดินช้อปอย่างมีความสุขก็ได้ยินเสียงใครบางคนพูดขึ้นมาว่า “แม่หนู ไอติมแท่งพวกนี้กินเยอะๆ มันไม่ดีนะ ความเย็นเข้าสู่ร่างกาย อากาศร้อนๆ แบบนี้ไม่สู้เอาจับเลี้ยงสักชามดีกว่า” 

เฉินเสวี่ยหันไปมอง หญิงชราอายุมากกว่าครึ่งร้อยที่อยู่ร้านจับเลี้ยงด้านข้างกำลังโบกไม้โบกมือให้เธออยู่ 

เฉินเสวี่ยยิ้ม “คุณยาย” 

หญิงชราพยักหน้า “มาๆ เข้ามานั่ง คนหนุ่มสาวอย่างพวกเธอสมัยนี้ก็ชอบกินแต่พวกน้ำแข็งพวกนี้แหละ ของประเภทนี้น่ะกินเยอะไปมันไม่ดีต่อสุขภาพนะ” คำพูดของหญิงชรายังมีสำเนียงใต้ผสมอยู่ด้วยเล็กน้อย แต่เดิมทีพื้นเพของเฉินเสวี่ยก็เป็นคนทางใต้เหมือนกัน เมื่อฟังแล้วก็ไม่ได้รู้สึกยากเย็นอะไร 

เฉินเสวี่ยยิ้มอย่างเขินอาย “อากาศร้อนเกินไปก็มีกินบ้างเป็นครั้งคราวค่ะ” 

“กินน้ำแข็งพวกนี้มันทำให้กดความร้อนให้ลดลงได้ในทันที ฟังจากสำเนียงแล้วแม่หนูไม่ใช่คนทางนี้ใช่ไหม” 

“ค่ะ ตามคนในครอบครัวมาที่นี่ค่ะ” 

“แบบนี้พวกเธอถึงไม่ค่อยรู้ไง ทางใต้อากาศร้อนแผดเผา ความชื้นสูง อาศัยแค่กินของเย็นๆ แบบนี้มันสามารถทำให้กดความร้อนให้ลดลงได้ในทันที แต่ภายในร่างกายยังมีไฟอยู่ ถูกน้ำแข็งกดเอาไว้แบบนี้มันจะสามารถเปลี่ยนเป็นไฟภายในได้ง่าย สภาพอากาศแบบนี้ต้องดื่มน้ำจับเลี้ยงให้มากๆ ของพวกนี้ใช้สมุนไพรจีนต้มออกมาทั้งนั้น มันจะถอนพิษไฟจากภายในออกมาและดีต่อสุขภาพด้วย คนจากทางเหนืออย่างพวกเธอไม่รู้เรื่องพวกนี้ ถ้าไม่ดื่มจับเลี้ยงผ่านฤดูร้อนไปจะต้องทนทรมานนะ” 

คุณยายพูดเสียงหอบอยู่สักพักก่อนจะลุกขึ้นยืนหยิบเอาชามออกมาแล้วรินน้ำจับเลี้ยง [2] จากหม้อใบใหญ่ออกมาชามหนึ่ง ผลักมันมาไว้ตรงหน้าของเฉินเสวี่ยแล้วพูดว่า “มา ชิมดูสิ นี่น่ะใช้กิมหงึ่งฮวย [3] โถวฮก [4] ต้มใส่ด้วยกันกับหล่อฮังก๊วย [5] เหมาะที่สุดสำหรับดื่มในหน้าร้อน ทั้งแก้ร้อนในถอนพิษไฟ ทั้งขับความชื้นไล่ความร้อนด้วย” 

 

------ 

[1] ถนนฉางอัน เป็นถนนเก่าแก่สายสำคัญใจกลางกรุงปักกิ่ง 

[2] จับเลี้ยง เป็นเครื่องดื่มมีที่มาจากจีน เครื่องดื่มสมุนไพรที่มีส่วนผสมสมุนไพรจีน มีสรรพคุณป้องกันและบรรเทาอาการร้อนใน 

[3] กิมหงึ่งฮวยหรือดอกสายน้ำผึ้ง มาจากภาษาจีนกลางว่า ‘จินหยินฮวา’ ช่วยดับร้อน ถอนพิษไฟ ระบายและขับลม-ร้อน 

[4] โถวฮก เป็นพืชสมุนไพรจีนชนิดหนึ่ง ช่วยขับความชื้น ดับพิษ ไล่ความร้อนที่ส่วนล่างของร่างกาย 

[5] หล่อฮังก๊วย มาจากภาษาจีนกลางว่า ‘หลัวฮั่นกั่ว’ เป็นพืชสมุนไพรจีนชนิดหนึ่ง สามารถนำมาต้มหรือผสมกับจับเลี้ยงเพื่อปรุงเครื่องดื่มแก้ร้อนในได้ 

ความคิดเห็น