facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

นอกจากจะต้องข้ามเวลามาอยู่ในยุคไดโนเสาร์ที่แสนกันดารแล้ว ยังต้องได้สามีสุดหล่อที่เกลียดร่างนี้เข้ากระดูกดำพ่วงติดมาด้วยอีก ชีวิตเธอจะมีอะไรที่ซวยกว่านี้อีกมั้ย

ตอนที่ 6 การเปลี่ยนแปลง

ชื่อตอน : ตอนที่ 6 การเปลี่ยนแปลง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.9k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ธ.ค. 2563 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6 การเปลี่ยนแปลง
แบบอักษร

“แต่ในขณะเดียวกันนายก็ต้องคิดด้วยเหมือนกันว่าเขาก็เป็นแค่เด็กสาวคนหนึ่ง ปล่อยวางชีวิตในเมืองใหญ่ไม่พอ ยังติดตามนายมาถึงกองทัพห่างไกลแบบนี้ นี่ก็เป็นการอุทิศตนอย่างหนึ่งนะ คนรักของนายอายุก็ไม่มากใช่ไหม” 

“อืม เพิ่งจะสิบแปดปีครับ เพิ่งจะเรียนจบโรงเรียนมัธยม” หลัวต้าอวี่พูดเสียงอู้อี้ 

“นายดูสิ จบชั้นมัธยมศึกษาเลยด้วย เป็นคนมีความสามารถ วุฒิการศึกษาสูง ยิ่งกว่านั้นครอบครัวยังอยู่ที่ปักกิ่งด้วยใช่ไหม นายต้องคิดสิว่าเดิมทีครอบครัวของเธอก็เป็นครอบครัวคนเมือง ทั้งปัจจัยองค์ประกอบก็ดี เรื่องงานบ้านพวกนี้น่ะต่างก็เรียนรู้หลังแต่งงานกันหมดนั่นแหละ นี่เธอเพิ่งจะแต่งงานก็ออกติดตามนายแล้ว สิ่งนี้ก็เป็นปัญหาใหญ่สำหรับเธอเหมือนกันนะ สถานที่นี้เธอก็ไม่คุ้นเคย แถมพวกนายสองคนเพิ่งแต่งงานใหม่ด้วย เดิมทีสามีภรรยาจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไปด้วยกัน ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ คนเป็นภรรยาต้องรู้จักเห็นอกเห็นใจสามี คนเป็นสามีก็ต้องรู้จักให้อภัยภรรยา” 

หลัวต้าอวี่ฟังคำพูดของจ้าวเสวี่ยซงแล้วก็รับคำอย่างบึ้งตึง เมื่อได้ยินจ้าวเสวี่ยซงพูดแบบนี้ เขาครุ่นคิดอย่างละเอียดอีกครั้ง มันก็จริง ก่อนหน้านี้พี่ชายของเธอก็เคยพูดให้ฟังว่าตั้งแต่เล็กจนโตเฉินเสวี่ยถูกที่บ้านตามอกตามใจมาโดยตลอด แต่ไหนแต่ไรเธอก็เป็นคนเมือง ไม่เหมือนกับเด็กสาวในชนบทของพวกเขาที่อายุสิบสองสิบสามก็ต้องลงไปทำการทำงานแล้ว แต่ไหนแต่ไรมาเธออยู่ที่บ้านไม่เคยต้องล้างจานซักผ้า ตอนนี้แต่งงานกับเขาแล้วก็ต้องการช่วงเวลาในการปรับตัว ตัวเขาตั้งเงื่อนไขกับเธอขนาดนี้อาจจะมากเกินไปหน่อย ถึงจะบอกว่าตอนแรกที่แต่งงานกันมีหลายอย่างที่ไม่สามารถพูดได้ แต่ในเมื่อตอนนี้แต่งงานกันแล้ว ยังไงชีวิตก็ต้องเดินต่อไป อย่างน้อยที่สุดตัวเองจะไม่กลับบ้านเลยทุกวันๆ แบบนี้ก็ไม่ถูกต้องจริงๆ 

“นี่มันตั้งกี่วันแล้ว สามีภรรยาที่ไหนจะเกลียดชังกันข้ามวันข้ามคืน งานบ้านพวกนี้ค่อยเรียนรู้ทีหลังได้ ลงมือทำแล้วไม่นานก็เป็น ตอนที่ฉันกับพี่สะใภ้ของนายเพิ่งจะแต่งงานใหม่ผัดอาหารไหม้คาหม้อไปตั้งหลายต่อหลายครั้ง มีครั้งหนึ่งก้นหม้อไหม้จนทะลุไปตั้งนานแล้วแต่กลับไม่รู้เลย ตอนเที่ยงพวกเราสองคนต่างก็ไม่ได้กินข้าวกันเลย” เมื่อจ้าวเสวี่ยซงพูดเกี่ยวกับเรื่องสามีภรรยาของพวกเขาขึ้นมาก็หัวเราะมีความสุขใหญ่ “เสี่ยวหลัว นายเองอยู่ที่บ้านก็คงจะเป็นคนทำงานบ้านได้ดีคนหนึ่งแน่เลย เป็นสามีภรรยาจะแบ่งแยกกันชัดเจนขนาดนั้นไปทำไม งานบ้านพวกนี้ใครทำไม่ทำ การเก็บกวาดทำความสะอาดบ้านให้สะอาดก็เพื่อให้ตัวเองอยู่อย่างสบายใจไม่ใช่หรอ” 

หลัวต้าอวี่พยักหน้าตาม ภายในใจก็ตัดสินใจแล้วเช่นกัน ยังไงภรรยาคนนี้ก็แต่งมาแล้ว ทะเบียนสมรสก็จดไปแล้วจะทำยังไงได้อีกล่ะ ยังไงก็ต้องใช้ชีวิตต่อไป ตัวเองโกรธมาหลายวันขนาดนี้ก็นับว่าเพียงพอแล้ว วันนี้ถือโอกาสที่ไม่ได้ยุ่งมากกลับบ้านให้เร็วหน่อยแล้วก็จัดการทำความสะอาดบ้านก่อนแล้วกัน พอนึกถึงสภาพที่เห็นเมื่อครั้งที่แล้ว แถมตอนนี้ยังเป็นหน้าร้อนอีก หลายวันมานี้ไม่รู้ว่าจะกลายเป็นสภาพไหนไปแล้ว 

จ้าวเสวี่ยซงหัวเราะฮ่าๆ พลางลุกขึ้นยืน “ถ้าอย่างนั้นฉันไม่อยู่ต่อแล้วนะ นายเองก็รีบกลับไปคุยกับคนรักของนายดีๆ เรื่องระหว่างสามีภรรยาต้องพูดให้เข้าใจกัน วันเวลาที่เหลือจะได้ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ถ้ามีเวลาก็ไปกินข้าวที่บ้านนะ ให้พี่สะใภ้ของนายทำเนื้อตุ๋นให้กิน” 

หลัวต้าอวี่รีบลุกขึ้นยืนส่งจ้าวเสวี่ยซง “ขอบคุณครับพี่จ้าว หลายวันที่ผ่านมาในใจก็คิดว่าทำผิดไปเหมือนกันครับ วันนี้จะกลับไปครับ แล้วก็ไปคุยกับเฉินเสวี่ยดีๆ ไม่ควรทำให้ทางองค์กรต้องเป็นกังวลอีก” 

“เฮ้อ ก็ไม่มีอะไรกังวลไม่กังวลหรอก พวกนายเพิ่งจะแต่งงานใหม่ ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาต้องค่อยๆ จัดการ แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่นายควรจะจดจำเอาไว้ในใจก็คือ นายเป็นผู้ชาย แล้วก็เป็นทหารคนหนึ่ง ปฏิบัติต่อตนเองให้ใช้ความเข้มงวดเคร่งครัด ปฏิบัติต่อผู้อื่นให้ใช้ความอะลุ่มอล่วย ในชีวิตครอบครัวเองก็เหมือนกันต้องตั้งเงื่อนไขกับตัวเองให้สูง ตั้งเงื่อนไขกับคนรักสามารถผ่อนคลายลงหน่อย เพราะยังไงเขาก็อายุน้อยกว่านายมากขนาดนั้น” 

จ้าวเสวี่ยซงหลังจากพูดจบแล้วก็เดินออกไปเลย หลัวต้าอวี่ก็อยู่ห้องทำงานจัดการเอกสารต่ออีกสักพัก จากนั้นจัดการเก็บอย่างดีแล้วล็อกประตูกลับไปดูที่บ้านก่อน เขารู้ว่านิสัยใจคออย่างเฉินเสวี่ยสามารถไม่ทำความสะอาดบ้านหลายๆ วันได้อย่างแน่นอน แต่ละวันโยนข้าวของไปทั่วทุกที่ วันๆ ได้แต่ทานข้าวที่โรงอาหารทุกวัน ผักก็ไม่มี วันนี้เขาจะกลับบ้านและตรงไปซื้อผักกลับไปทำอาหารเที่ยงทานดีๆ สักมื้อ เลี่ยงที่ต้องทานข้าวหม้อใหญ่ในโรงอาหารทุกวัน อะไรก็รสชาติเดียวกันหมด คนทางนี้รสนิยมอาหารจืดชืด วันนี้เขาจะทำอาหารเปิดกระเพาะตัวเองสักหน่อย 

กระทั่งหลัวต้าอวี่กลับถึงบ้าน เมื่อเปิดประตูออกเขาถึงกับตกตะลึงไป ภายในบ้านสะอาดสดใสไปหมด ทุกสิ่งทุกอย่างถูกจัดเข้าที่อย่างเป็นระเบียบ พื้นบ้านกวาดได้สะอาดหมดจด ตรงระเบียงยังมีเสื้อผ้าสามสี่ตัวตากอยู่ นี่ใช่บ้านฉันจริงไหมเนี่ย หลัวต้าอวี่ก้าวกลับไปมองหน้าประตูบ้านอีกครั้ง พลางมองกุญแจที่อยู่ในมือของตัวเอง ไม่ได้หยิบผิดนี่นา บ้านฉันจริงๆ ด้วย นี่ภรรยาเปลี่ยนนิสัยแล้วหรอ หรือว่าแม่ยายมาช่วยทำความสะอาดที่นี่ให้? หลัวต้าอวี่คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเฉินเสวี่ยจะสามารถทำความสะอาดบ้านได้สะอาดหมดจดถึงขนาดนี้ 

เดิมทีภายในใจยังรู้สึกไม่ค่อยพอใจนัก คิดว่าตัวเองกลับมาต้องมาจัดการทำความสะอาดให้สะอาด แล้วยังรู้สึกว่าแต่งภรรยาแบบนี้มาไม่มีความหมายอะไรเลยจริงๆ แค่บ้านยังทำความสะอาดไม่ได้เลย ตัวเองกลับไปต้องอยู่อย่างผู้ใหญ่ไม่ถือโทษโกรธผู้น้อยจัดการเก็บกวาดให้สะอาด ใครใช้ให้เธอเป็นภรรยาของเขา ใครใช้ให้บ้านหลังนี้เป็นบ้านของเขา ยังไงก็ปล่อยเฉยๆ ไว้ไม่ได้ใช่ไหมล่ะ 

ผลปรากฏว่ากลับมาถึงที่บ้านกลับเห็นบ้านอยู่ในสภาพสะอาดเรียบร้อยแบบนี้ หลัวต้าอวี่ไม่สามารถบอกได้จริงๆ ว่ารู้สึกยังไง รู้สึกตื่นตะลึงเล็กน้อย แล้วก็รู้สึกละอายเล็กน้อยที่ตัวเองเอาแต่กล่าวโทษภรรยา ภายในใจลึกๆ ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่นิดหน่อย แต่อะไรคือสาเหตุของความไม่สบายใจนั้น ตอนนี้เขายังไม่สามารถบอกชัดเจนได้ ดูเหมือนว่าตัวเองมักจะรู้สึกว่าตัวเองดีกว่าภรรยาคนนี้ในทุกๆ ด้าน แต่ในทันทีทันใดก็พบว่าภรรยาคนนี้ไม่ได้แย่ขนาดที่ตัวเองคิด ภายในใจรู้สึกจิตตกเล็กน้อย ความรู้สึกผิดผสมกับความรู้สึกอึดอัดใจกำลังสะท้อนอยู่ภายในใจ 

แต่ว่าตอนนี้หลัวต้าอวี่ก็ไม่ได้คิดให้ละเอียดว่าความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในหัวใจของเขามันมาจากไหน เดินเข้าประตูไปดูรอบๆ สะอาดหมดจดทุกที่เลยจริงๆ บนเตาก็เช็ดจนสะอาด แม้แต่กระจกในห้องน้ำยังใสจะสะท้อนแสงเลย ทำให้ดูเหมือนบ้านสว่างและกว้างขวางขึ้นมากไม่น้อย ห้องด้านนอกเก็บกวาดเสียจนสะอาดขนาดนี้ เมื่อหลัวต้าอวี่เปิดประตูห้องของตัวเองออกกลับตรงกันข้ามรู้สึกว่าภายในสกปรกอยู่เล็กน้อย ก็ไม่แปลก ทางตอนใต้อากาศร้อน ความชื้นก็สูง ห้องนี้ของเขาไม่ได้เปิดประตูมาเกือบจะอาทิตย์แล้ว ไม่ได้เก็บกวาดระบายอากาศจึงมีกลิ่นอับราอยู่บ้างเล็กน้อย ยังดีที่เพิ่งจะหนึ่งอาทิตย์ก็กลับมา ถ้าปิดเอาไว้แบบนี้ไปตลอดไม่แน่ว่าอาจจะมีราขึ้นบนเตียงนอนไปแล้ว 

แต่ที่มันกลายเป็นแบบนี้หลัวต้าอวี่ก็โทษเฉินเสวี่ยไม่ได้ เป็นเขาเองที่กลัวว่าเฉินเสวี่ยจะทำห้องของเขาสกปรกเลอะเทอะ อีกทั้งยังไม่อยากให้เฉินเสวี่ยเข้ามานอนหลับในห้องนี้ถึงได้ปิดประตูแถมยังล็อกเอาไว้ตลอด ตอนนี้เฉินเสวี่ยทำความสะอาดด้านนอกแต่ไม่สามารถทำความสะอาดห้องเขาได้ก็เป็นเหตุผลที่สมควร หลัวต้าอวี่บิดเศษผ้า จัดการเก็บกวาดทำความสะอาดห้องของตัวเอง แล้วก็พลิกเตียงเล็กน้อย ตอนนี้บ้านก็สะอาดแล้ว เขาสามารถกลับมานอนค้างคืนได้แล้ว แบบนี้ก็จะไม่เกิดเหตุการณ์มีราขึ้นอีกแล้ว 

ทางด้านนี้เก็บได้พอสมควรแล้ว เนื่องจากเฉินเสวี่ยทำความสะอาดด้านนอกเสียจนสะอาดหมดจดเกินไป ภายในห้องเขากลับมีแต่กลิ่นอับราอบอวล หลัวต้าอวี่ใช้ความพยายามอย่างหนักในการทำความสะอาด ซึ่งใช้เวลานานเสียยิ่งกว่าที่เขาเคยคาดไว้มาก รอกระทั่งเก็บเสร็จก็เกือบจะเที่ยงแล้ว โอเค ตอนแรกอุตส่าห์คิดว่ากลับมาจะซื้อผักมาทำอาหารมื้อใหญ่กินเองสักหน่อย เที่ยงนี้คงจะทำไม่ได้แล้วไปกินที่โรงอาหารก่อนดีกว่า กระทั่งตอนที่จะหยิบเอาตั๋วอาหารเขาถึงได้เห็นโน้ตที่เฉินเสวี่ยทิ้งเอาไว้ในลิ้นชัก ที่แท้ก็เข้าไปในเมืองอีกแล้ว ทันทีที่เห็นโน้ตนี้ การเปลี่ยนมุมมองและความรู้สึกผิดที่หลัวต้าอวี่เพิ่งจะมีต่อเฉินเสวี่ยเมื่อครู่นี้ก็สลายหายไปในทันที แต่เกิดความรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาแทนอีกครั้ง วันๆ รู้จักแต่ซื้อ ซื้อ ซื้อ ตลอดทั้งวัน ไม่ทำการทำงานอะไรเลย เขาคิดว่าตอนนี้เฉินเสวี่ยก็ยังไม่มีการงานอย่างเป็นทางการอะไร กลับไม่อยู่บ้านอ่านหนังสือจะวิ่งเข้าเมืองไปทำอะไร เมื่อนึกถึงตอนที่เพิ่งจะมาที่นี่ใหม่ๆ เพราะกลัวว่าเฉินเสวี่ยมาที่นี่ต่อไปอยู่คนเดียวแล้วจะเบื่อ เขาถึงกับลางานหนึ่งวันเพื่อไปซื้อของในเมืองเป็นเพื่อนเฉินเสวี่ยหนึ่งวัน แต่ผลปรากฏว่าหลังจากเฉินเสวี่ยไปแล้วกลับไม่พอใจกับสิ่งของในเมืองพวกนั้นเลย แต่ละประโยคมีแต่บ่นว่าที่นี่เทียบอะไรปักกิ่งไม่ได้เลยสักอย่าง มาอยู่ที่นี่มาลำบากจริงๆ 

แต่เดิมที่นี่ก็เทียบปักกิ่งไม่ได้อยู่แล้ว ปักกิ่งเป็นสถานที่อะไร นั่นคือเมืองหลวงของทั้งประเทศเชียวนะ ที่นี่เป็นแค่เมืองเล็กๆ จะเทียบกับปักกิ่งได้ยังไง อันที่จริงแล้วในมุมมองของหลัวต้าอวี่อย่างน้อยที่นี่ก็ยังอยู่ในเมืองเทียบกับบ้านนอกที่เขาจากมาแล้วดีกว่ามากเป็นไหนๆ หลังจากพวกเขาแต่งงานกันก็เร่งจัดการเรื่องเลื่อนตำแหน่งและติดตามกองทัพ เขายังไม่เคยได้พาเฉินเสวี่ยกลับบ้านเลย แน่นอนว่าจากชนบทมาอยู่ในกองทัพนั้นเป็นเรื่องปกติ การกลับบ้านต้องใช้เวลาทั้งยังต้องใช้ค่าเดินทางอีก ไม่สู้ประหยัดเงินไว้ส่งไปรษณีย์กลับไปดีกว่า แต่ในตอนนั้นหลัวต้าอวี่เห็นว่าขนาดในเมืองเฉินเสวี่ยยังจู้จี้เรื่องมากขนาดนี้ก็รู้สึกเป็นกังวลในใจ แต่งงานกันเพราะสถานการณ์แบบนี้ ถ้าได้ไปดูบ้านของเขาจริงๆ สภาพชนบทแบบนั้นเฉินเสวี่ยยังจะรับได้จริงเหรอ ถึงตอนนั้นไม่รู้ว่าเธอจะพูดคำพูดไม่น่าฟังอะไรออกมาอีก  

ปรากฏว่าเพิ่งจะผ่านไปไม่นานเฉินเสวี่ยก็เข้าเมืองอีกแล้ว ไม่ใช่ว่าของในเมืองนี้มีแต่ของเชยๆ ไม่น่าสนใจหรอ ทำไมถึงคิดอยากจะเข้าเมืองอีกแล้วล่ะ เข้าเมืองต้องเสียเงินเสียทอง ครั้งที่แล้วบอกว่าในเมืองไม่น่าสนใจแต่ซื้อขนมพวกนั้นเป็นแพ็คๆ ลูกกวาดที่สหกณ์ร้านค้าหนึ่งกรัมสามหยวนชั่งมาตั้งหลายกรัม ตอนนี้ซาลาเปาเนื้อราคาลูกละสองเหมา [1] เอง ลูกกวาดถุงนั้นกินแล้วได้อะไร ไม่ถึงสองวันก็กินหมดแล้ว หลัวต้าอวี่พลางครุ่นคิดอย่างโกรธเคือง พลางเดินไปตักอาหารที่โรงอาหาร หยิบเอากล่องอาหารกลางวันออกจากบ้านและบังเอิญเจอหลี่หงปินกับภรรยาของเขาพอดี ทันทีที่พบกันก็รีบกล่าวทักทายกัน 

“หงปิน พี่สะใภ้ นี่ก็จะไปโรงอาหารเหมือนกันหรอครับ” 

หลี่หงปินอายุมากกว่าหลัวต้าอวี่ไม่กี่ปี แต่ตำแหน่งของเขาไม่สูงเท่าหลัวต้าอวี่ ดังนั้นจึงไม่กล้าจะให้หลัวต้าอวี่เรียกเขาว่าพี่ใหญ่ ทั้งสองคนพูดกันหลายครั้งว่าให้หลัวต้าอวี่เรียกแค่ชื่อเขาเท่านั้น หลัวต้าอวี่ก็ยอมตกลง แต่อย่างไรก็ตามเขาอายุมากกว่าหลัวต้าอวี่อยู่ดี ดังนั้นกับคนรักของเขาหลัวต้าอวี่จึงยังคงเรียกว่าพี่สะใภ้ 

“ใช่น่ะสิ อากาศร้อนแบบนี้ก็ไม่อยากอาหารอะไรเลย แล้วในห้องครัวก็ร้อน จะให้แม่เฉี่ยวหลานทำอาหารให้ก็ลำบากเกินไปเลยจะไปตักอาหารที่โรงอาหารมากินให้มันแล้วๆ ไป” 

ทั้งหลี่หงปินและภรรยาของเขาต่างเป็นชาวเมืองทั้งคู่ เมื่อก่อนหลี่หงปินเรียนจบชั้นมัธยมต้นด้วยผลการเรียนค่อนข้างดี ไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้เข้าเป็นทหาร อยู่ในกองทัพก็ยังคงร่ำเรียนต่อจนตอนนี้ได้ทำงานพลเรือนในกองทัพแล้ว 

“หงปินนี่รักพี่สะใภ้จังเลยนะ” หลัวต้าอวี่ก็หัวเราะตาม อยู่ที่บ้านนอกต้องทำอาหารทุกวัน กระทั่งกลายเป็นแม่ย่าไปแล้วแต่ยังงานไม่ห่างมือเหมือนเดิม ถ้าลูกสะใภ้บ้านไหนไม่ทำอาหารเพียงในเวลาไม่ถึงครึ่งวันก็ได้รู้กันไปทั้งหมู่บ้านแล้ว ออกจากบ้านต้องโดนว่าอยู่ครึ่งค่อนวัน ไหนจะมีแนวคิดที่ว่าอากาศร้อนไม่ทำอาหารแบบนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่าตอนนี้ในเรือนพักญาติต่างก็ใช้เป็นก๊าซเหลวกันแล้ว ใช้ง่ายยิ่งกว่าเตาไฟใหญ่ตามบ้านนอกเยอะเลย ทั้งยังอยู่ไกล ร้อนไม่เท่าเตาไฟใหญ่ด้วย เมื่อเขาเข้ากองทัพ โดยเฉพาะหลังจากแต่งงานมีภรรยาติดตามกองทัพแบบนี้ถึงได้เห็นว่าที่แท้คนในเมืองไม่ได้เป็นแบบนี้ 

หลิวรั่วซี คนรักของหลี่หงปินหน้าตาดูสุภาพอ่อนโยน สวมชุดกระโปรงแขนจีบสีฟ้าอ่อนดูทันสมัยกว่าคนอื่นๆ ในย่านนี้มาก หลิวรั่วซีทำงานอยู่ในสหกรณ์ร้านค้าในตัวเมือง ดังนั้นสิ่งที่สวมใส่อยู่บนตัวต่างดูท่าทีเป็นของสดๆ ใหม่ๆ ที่เพิ่งส่งเข้ามา ทั้งเธอยังสามารถขอรับราคาส่วนลดในฐานะของพนักงานภายในด้วย นอกจากนี้พ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายต่างมีงานการทำไม่มีภาระอะไร ดังนั้นครอบครัวของพวกเขาจึงมีคุณสมบัติค่อนข้างดี สิ่งนี้คนทั่วทั้งชุมชนนี้ต่างไม่มีใครเทียบได้เลย 

เมื่อได้ยินหลัวต้าอวี่พูดแบบนั้น หลัวรั่วซีก็ยิ้มออกมาอย่างเขินอายเล็กน้อย แต่หลี่หงปินกลับหัวเราะฮ่าๆ เสียงดัง “ภรรยาตัวเองไม่รักแล้วใครจะรักล่ะ นี่นายก็จะไปโรงอาหารใช่ไหม ไปด้วยกันเถอะ” 

ทั้งสามคนเดินพูดคุยกันลงไปด้านล่าง เมื่อเดินบนถนนแล้วหลัวรั่วซีถึงได้เอ่ยถามขึ้นมา “ทำไมน้องสาวไม่อยู่ล่ะ ช่วงนี้ฉันไม่ได้เจอเธอเลย” 

 

------ 

[1] เหมา เป็นหน่วยเงินของจีนที่เล็กว่าหยวน 

ความคิดเห็น