facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

นอกจากจะต้องข้ามเวลามาอยู่ในยุคไดโนเสาร์ที่แสนกันดารแล้ว ยังต้องได้สามีสุดหล่อที่เกลียดร่างนี้เข้ากระดูกดำพ่วงติดมาด้วยอีก ชีวิตเธอจะมีอะไรที่ซวยกว่านี้อีกมั้ย

ตอนที่ 5 เกลี้ยกล่อม

ชื่อตอน : ตอนที่ 5 เกลี้ยกล่อม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.8k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ธ.ค. 2563 12:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 5 เกลี้ยกล่อม
แบบอักษร

จากการเก็บข้าวของในหลายวันที่ผ่านมาบวกกับเมื่อเทียบกับความทรงจำของร่างเดิมแล้ว เฉินเสวี่ยพบว่าตัวเองยังเป็นสาวน้อยผู้ร่ำรวยอีกด้วย แน่นอนว่ามองจากมาตรฐานในยุคสมัยนี้ เมื่อก่อนร่างเดิมใช้เงินมือเติบมาก ไม่มีเก็บออมเงินอะไรเอาไว้เลย แต่เพราะครั้งนี้เธอแต่งงานแล้วก็เนื่องจากเวลาเพียงไม่นานต้องติดตามกองทัพมาอยู่ที่ห่างไกลถึงขนาดนี้ คนที่บ้านจึงเป็นห่วงอย่างมาก แม่ยัดเงินไว้ให้เธอถึงหกร้อยหยวน ถือว่าเป็นเงินสินเดิม [1] ฝ่ายหญิง 

ส่วนพี่ชายของเธอแม้ว่าภายในใจจะยังโกรธน้องสาวคนนี้ที่ความคิดไม่อยู่ในลู่ทางที่ถูกต้อง อยู่ๆ กลับไปวางแผนใส่ทหารภายใต้บังคับบัญชาของเขา แต่ท้ายที่สุดแล้วเธอก็ยังเป็นน้องสาวของตัวเองและรู้สึกปวดใจที่เธอต้องจากบ้านไปไกลตั้งแต่อายุยังน้อยขนาดนี้ เขารู้ว่าถึงแม้ว่าหลัวต้าอวี่จะมีคุณสมบัติด้านหน้าที่การงานที่ไม่เลว ในอนาคตจะต้องได้เลื่อนขึ้นอย่างแน่นอน แต่ในเมื่อบ้านเขาอยู่ชนบทเดิมทีที่บ้านไม่ได้มีเงินทองอะไรเลยจึงแอบยัดเงินให้น้องสาวอีกสามร้อยเป็นการส่วนตัวเช่นกัน เพียงแค่นับสองคนนี้รวมกันก็เป็นเงินกว่าเก้าร้อยหยวนแล้ว ในยุคนี้ปกติเงินเดือนเฉลี่ยต่อเดือนก็อยู่เพียงแค่ไม่กี่สิบหยวนเท่านั้น ก็เหมือนกับหลัวต้าอวี่ที่ถึงจะเป็นถึงผู้บังคับกองพันแล้วแต่ก็ได้เงินเบี้ยเลี้ยงต่อเดือนเพียงแค่สามสิบหยวนนี่ยังได้ไม่ถึงสองเดือนเลย เงินจำนวนนี้คนทั่วไปต้องใช้เวลาหานับสิบๆ ปี นอกจากนี้ถึงแม้ว่าหลัวต้าอวี่จะไม่ชอบการแต่งงานครั้งนี้ แต่ในเมื่อเขาพยักหน้าตกลงแต่งแล้วเงินเดือนที่เขาหามาได้บวกกับเงินที่เขาเก็บออมไว้ทั้งหมดก่อนหน้านี้ต่างมอบให้เฉินเสวี่ยเก็บทั้งหมด ในใจของเขาคิดว่าเงินนี้ควรจะเป็นภรรยาเป็นคนจัดการดูแล ในมือของเขาก็เหลือไว้เพียงเศษเงินเล็กๆ น้อยๆ เมื่อนำเอาจำนวนเหล่านี้นับรวมเข้าด้วยกันก็เป็นเงินมากเกินกว่าหนึ่งพันหนึ่งร้อยหยวนแล้ว 

เงินของพี่ชายและแม่ที่อยู่ในนั้นล้วนเป็นธนบัตรหนึ่งร้อยหยวนใหม่เอี่ยมทั้งหมด ส่วนที่หลัวต้าอวี่ให้นั้นเป็นเงินเล็กเงินน้อยมีทั้งสิบหยวน แล้วยังมีห้าสิบหยวน ห้าหยวน หนึ่งหยวนอยู่ด้วยบ้างเล็กน้อย 

เฉินเสวี่ยหยิบเอาสมุดบันทึกออกมา พลางจดบันทึกรายรับแต่ละรายการลงไป ถึงแม้ว่าหลัวต้าอวี่จะมอบเงินนี้ให้เธอเป็นคนจัดการดูแลแล้ว แต่ว่าในใจของเธอไม่ได้เห็นเงินนี้เป็นของเธอเลย แต่เพียงแค่ดูแลมันชั่วคราวเท่านั้น ภายในใจของเฉินเสวี่ยยังคิดอีกว่าเผื่อวันไหนอยู่ด้วยกันไม่ได้ หย่าร้างกันขึ้นมาจริงๆ บันทึกบัญชีนี้จะต้องถือออกมาอธิบายอย่างชัดเจน ถึงอย่างไรเสียเธอก็ไม่มีทางเอาเปรียบผู้ชายคนนี้อยู่แล้ว 

เงินเหล่านี้ดูแล้วเหมือนจะเยอะ แต่ถ้าหากเก็บเอาไว้แต่เพียงในมือไม่ใช้จ่ายมันก็เป็นแค่เงินตาย แต่จะหาเงินได้อย่างไรนั้นไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลย ตอนนี้เกี่ยวกับสถานการณ์ของที่นี่เฉินเสวี่ยยังคงมืดแปดด้าน หลังจากร่างเดิมมาถึงที่นี่ดูเหมือนว่าเธอจะเคยออกไปเดินเล่นซื้อของมาก่อนหนึ่งครั้ง แต่ดูเหมือนว่าแค่ไปสหกรณ์ร้านค้าซื้อขนมจำนวนหนึ่ง พลิกดูความทรงจำเหล่านั้นอยู่เป็นเวลานาน เธอกลับแค่บ่นว่าที่นี่ไม่ดีเท่าปักกิ่งเลย ของมีมูลค่าอะไรก็ไม่มีเลย  

ในเมื่อตอนนี้ภายในบ้านก็นับว่าทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว เฉินเสวี่ยจึงตัดสินใจว่าวันพรุ่งนี้จะเข้าไปดูในตัวเมืองว่าตอนนี้มีอะไรที่สามารถทำการค้าขายได้บ้าง ต้องหาแผงตั้งขายให้ได้ก่อน รอให้หากระปุกทองแรกได้ต่อไปไม่ว่าเรื่องอะไรก็จะจัดการได้ง่าย 

สำหรับธุรกิจที่จะทำเมื่อเริ่มต้นนี้เธอก็มีวางแผนเอาไว้บ้างแล้ว ตัวเธอสามารถทำงานฝีมือได้ ฝีมือการทำอาหารก็ไม่แย่ ตอนนี้ทางที่ดีที่สุดคือสามารถทำเป็นของว่างทานเล่นออกมาก่อน ของพวกนี้ราคาต้นทุนไม่ได้สูง แถมยังสามารถทำเงินคืนได้ในทันทีด้วย หลังจากพอมีชื่อเสียงบ้างแล้วค่อยคิดพิจารณาเปิดร้านอย่างเป็นทางการจะทำของกินหรือทำเสื้อผ้าก็ได้ทั้งนั้น อันที่จริงเมื่อก่อนของทำมือที่เฉินเสวี่ยทำได้ดีที่สุดคือการทำเครื่องประดับเล็กๆ หลากหลายแบบ อีกทั้งยังให้ความรู้สึกถึงการออกแบบที่มีเอกลักษณ์ในตัวเองด้วย เพียงแต่น่าเสียดายที่ของประเภทเครื่องประดับต้องจัดเตรียมของเยอะเกินไป ตอนนี้ก็ไม่สามารถเปิดได้ในทันทีทำได้เพียงค่อยๆ วางแผนต่อไป 

เวลาสามสี่วันที่เฉินเสวี่ยอยู่ที่บ้านทำความสะอาดมานี้หลัวต้าอวี่ไม่เคยกลับมาเลย เฉินเสวี่ยเองก็ไม่สนใจเช่นกัน ดูเหมือนว่าผู้ชายคนนี้จะไม่เอาใจใส่ภรรยาของเขาเลยจริงๆ ไม่อย่างนั้นต่อให้ทั้งสองคนจะทะเลาะกัน จะโกรธเคืองกันมากแค่ไหนแต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่หนึ่งอาทิตย์จะไม่กลับมาดูมาแลเลย ถัดไปด้านข้างนี้ก็เป็นค่ายทหารแล้ว เรื่องกลับบ้านก็เป็นแค่เรื่องก้าวเท้าเดียวเท่านั้นเอง แม้ว่าหลายวันที่ผ่านมานี้จะไม่มีใครมาเคาะประตูเยี่ยมเยือนเลย แต่ห้องชั้นบนชั้นล่างนี้ก็ไม่เก็บเสียง เฉินเสวี่ยได้ยินเสียงก็พอจะฟังออกแล้ว ผู้ที่ติดตามกองทัพทั้งหลาย คนส่วนใหญ่ต่างกลับมาค้างคืนที่บ้านกันทั้งนั้น แต่ไหนแต่ไรก็เป็นแบบนี้ ไม่งั้นจะเอาเมียติดตามกองทัพมาด้วยทำไมล่ะ หรือว่าให้อยู่รอเป็นหม้าย? ต่อให้มีภารกิจสำคัญอะไรที่ต้องออกไปเร่งด่วนก็ควรจะบอกกันคนที่บ้านสักคำไหม ไม่อยากเจอก็ขอฝากข้อความกับเพื่อนร่วมงานมาบอกตอนพวกเขากลับมาก็ได้หนิ อะไรก็ไม่มีสักอย่าง นั่นก็อธิบายได้เพียงว่าภายในใจของหลัวต้าอวี่กำลังรำคาญเธอ เบื่อบ้านหลังนี้ ไม่อยากจะกลับมา 

เฉินเสวี่ยก็ไม่สนใจ แต่ทว่าเธอก็ยังดึงกระดาษออกมาหนึ่งแผ่นและเขียนลงไปว่าวันนี้เธอจะเข้าเมือง ตอนเย็นถึงจะกลับมาทำอาหาร เผื่อว่าผู้ชายคนนี้บังเอิญกลับมาวันนี้พอดี พอไม่เห็นเธออยู่บ้านแล้วเกิดเข้าใจผิดอะไรขึ้นมาอีก แต่ทว่าเฉินเสวี่ยก็แอบตั้งตาคอยจริงๆ ว่าถ้าผู้ชายคนนี้กลับมาแล้วเห็นว่าภายในบ้านเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขนาดนี้ เขาจะตกใจบ้างไหม 

อย่าได้กล่าวไป หลายวันนี้ถึงแม้ว่าหลัวต้าอวี่จะไม่เคยกลับบ้านเลย แต่การเคลื่อนไหวของเฉินเสวี่ยเขาก็ได้ยินมาไม่น้อยเช่นกัน ตอนเช้าตรู่ของวันนี้หลังจากเขาฝึกทหารเสร็จ ออกกำลังกายเรียบร้อย ตอนนี้กำลังดูเอกสารอยู่ในห้องทำงาน จากนั้นจ้าวเสวี่ยซงก็เดินเข้ามา 

“เสี่ยวหลัวนี่ยุ่งอีกแล้วหรอ เอกสารพวกนี้ดูทุกวันก็ไม่หมดไม่สิ้นหรอก ตอนนี้ก็ยังไม่มีภารกิจฝึกอบรบเร่งด่วนอะไรทำไมไม่พักผ่อนสักหน่อยล่ะ” ทันทีที่จ้าวเสวี่ยซงเดินเข้ามาก็เห็นหลัวต้าอวี่กำลังดูเอกสารอีกแล้วจึงพูดติดตลกใส่หนึ่งประโยค จะบอกว่าตัวเขาค่อนข้างจะพอใจในตัวของหลัวต้าอวี่มากพอสมควร ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นกรรมาธิการการเมืองว่าตามเหตุผลคือจะสูงยิ่งกว่าหลัวต้าอวี่ แต่ตอนนี้เขาอายุสามสิบกว่าแล้ว หลัวต้าอวี่เพิ่งจะอายุแค่ยี่สิบห้า อายุยี่สิบห้าสามารถเป็นถึงผู้บังคับกองพันแล้วนั่นคือผู้ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อยที่แท้จริงเลยนะ สองเดือนที่ได้ทำความรู้จักกันมาก็สามารถมองออกว่าหลัวต้าอวี่ต้นกล้าดีต้นหนึ่ง ทำงานอย่างจริงจังรอบคอบ สมรรถภาพทางร่างกายเยี่ยมยอด สามารถนำทหารได้ ทั้งยังสามารถปรามผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาได้ แม้ว่าเพิ่งจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งมาเป็นผู้บังคับกองพันงานหลายอย่างยังไม่ค่อยคุ้นเคยนัก แต่โดยพื้นฐานแล้วเขาเป็นคนรักที่จะเรียนรู้อย่างหนัก เส้นทางในอนาคตจะต้องไม่แย่อย่างแน่นอน 

สิ่งที่น่าเสียดายเพียงอย่างเดียวก็คือคนนั้นในบ้านของเขาค่อนข้างจะขี้เกียจ แต่ความขี้เกียจนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร จ้าวเสวี่ยซงอายุมากกว่าพวกหลัวต้าอวี่หลายสิบปี สำหรับเรื่องระหว่างสามีภรรยาพวกนี้ค่อนข้างจะเข้าใจมากกว่าหน่อย สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาทางหลักการอะไร นอกจากนี้คู่สามีภรรยาจะมีปัญหากระทบกระทั่งกันบ้างก็เป็นเรื่องปกติ เขาอยู่ในกองทัพมานานก็พอจะรู้ว่าทำไมหลัวต้าอวี่ถึงได้ถูกโอนย้ายมา กล่าวก็คือเป็นเพราะทางบ้านของภรรยาออกอำนาจ แบบนั้นความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยานี้จึงยิ่งส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานของเขา ตอนนี้เพิ่งแต่งงานใหม่ ยังไม่ทันได้หันมองกลับมาหากัน ทั้งสองคนจึงยังไม่ได้ปรับตัวเข้าหากันให้ดี 

แม้ว่าในตอนนั้นจะเป็นความรับผิดชอบของภรรยาของเขา แต่ระหว่างทะเลาะกันไม่ใช่ต่างก็พูดอะไรออกมาด้วยความรีบร้อนหรอ ตอนนี้เขาเล่นไม่กลับบ้านมาเป็นอาทิตย์ วันๆ เอาแต่หมกอยู่ในค่าย นี่ก็ไม่ใช่ทัศนคติในการแก้ไขปัญหานี่นา 

“ก็มันไม่มีอะไรให้ทำอยู่แล้วหนะครับ ก็เลยลองๆ ดู กรรมธิการจ้าวรีบนั่งลงก่อนครับ ผมจะไปชงชามาให้ท่านสักหน่อย” เมื่อหลัวต้าอวี่เห็นจ้าวเสวี่ยซงเดินเข้ามาก็ไม่ได้ดูเอกสารต่อแล้ว อันที่จริงตัวเขาเองก็ไม่ได้มีกะจิตกะใจดูเอกสารสักเท่าไหร่ ขณะที่ดูเอกสารอยู่ภายในใจก็ยังคงครุ่นคิดถึงเรื่องที่ได้ยินคนอื่นๆ พูดกันที่โรงอาหารเมื่อวานนี้ ภรรยาของเขาคนนั้นตอนนี้ไปว่ายน้ำแทบทุกวัน ก็ไม่รู้ว่าคิดยังไง นี่อยู่บ้านไม่ทำงานอะไรกลับมีความพยายามไปว่ายน้ำขึ้นมา แต่ว่าไปว่ายน้ำก็ดีเหมือนกันไม่อย่างนั้นผมของเธอคงจะได้มันเยิ้มสุดๆ ยิ่งกว่านั้นเธอยังเป็นคนเมืองด้วย คนบ้านนอกอย่างเขายังไม่ชอบผมมันขนาดนั้นเลย จะสกปรกเกินไปแล้ว เมื่อนึกถึงเรื่องวันนั้นที่ไปเห็นสภาพบ้านรกขนาดนั้นขึ้นมาอีกครั้ง ภายในใจของเขาก็เริ่มโมโหขึ้นมา หลายวันมานี้เขาก็ไม่ได้กลับบ้านเลย ไม่จำเป็นต้องบอก มันต้องรกยิ่งกว่าเดิมอยู่แล้ว เป็นผู้หญิงคนหนึ่งแท้ๆ ทำไมถึงชอบอยู่ในที่ที่เหมือนกองขยะแบบนั้น แถมผู้หญิงคนนี้ยังเป็นภรรยาของตัวเองด้วย หลัวต้าอวี่ครุ่นคิดแล้วก็อดกลั้นไว้อีกครั้ง แม้ว่าครอบครัวของภรรยาต่างก็ดีกันทั้งหมด พี่ชายเองก็รับรู้ถึงความยากลำบากของตัวเขา แต่ในเมื่อนั่นคือน้องสาวแท้ๆ ของเขา แม้แต่ก่อนออกเดินทางเขายังกำชับร้องขอกับตนว่าให้ดูแลน้องสาวของเขาให้ดีๆ เลย เขาเองก็อยากจะดูแลให้อย่างดี แต่ในเมื่อเป็นแบบนี้เขาจะดูแลได้ยังไง 

เขาพลางครุ่นคิดไปด้วย ส่วนมือก็ทำโน่นนี่ไม่หยุด เพียงไม่นานชาก็ชงเสร็จเรียบร้อย นี่ก็ไม่ใช่ชาดีอะไร เป็นชาที่ทางกองทัพเอามาแจกจ่ายให้ ภายในห้องมีน้ำร้อนที่ทหารฝ่ายบริการต้มมาไว้ให้แล้ว เขารินน้ำใส่ลงไปพลางยกถ้วยน้ำชายื่นให้จ้าวเสวี่ยซง “เพิ่งจะชงเสร็จ ร้อนหน่อยนะครับ” 

จ้าวเสวี่ยซงรับมันมาแล้ววางลงข้างๆ “เสี่ยวหลัวไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอก รีบนั่งลงๆ วันนี้ฉันมาที่นี่ไม่ได้จะมาคุยเรื่องงานกับนายหรอก ไม่ว่าจะว่ายังไงฉันก็แก่กว่านาย ทั้งยังทำงานทางด้านอุดมการณ์การเมือง ฉันจะถือว่าตัวเองเป็นพี่ใหญ่คนหนึ่ง อยากจะมาคุยเกี่ยวกับสถานการณ์ในครอบครัวของนายตอนนี้” 

จ้าวเสวี่ยซงเองก็ไม่ได้อ้อมค้อมอะไร เขาแสดงจุดประสงค์ของเขาออกมาอย่างชัดเจนตรงไปตรงมา 

หลัวต้าอวี่ถอนหายใจ “ถ้าอย่างนั้นผมไม่เกรงใจพี่จ้าวแล้วนะครับ ภรรยาของผมคนนี้ เรื่องนี้คือผมไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงแล้วจริงๆ” เขาขมวดคิ้วนิ่งแล้วก็ไม่รู้ว่าควรจะเอ่ยปากอย่างไรดี เขากับเฉินเสวี่ย ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้มีความรู้สึกพื้นฐานอะไรต่อกันเลย เขาเป็นคนชนบทบ้านนอก ไม่ได้คิดอะไรมากมายขนาดนั้น แต่ดันมาถูกคนอื่นวางแผนบังคับแต่งงานแบบนี้ภายในใจก็ได้แต่อดกลั้นความโกรธมาโดยตลอด ความโกรธนี้ไม่สามารถระบายออกมาใส่พ่อตาแม่ยายได้ แต่เมื่ออยู่ที่บ้านกับภรรยาแล้วมันก็มักจะลงเอยไม่ค่อยดี เท่าไหร่ แต่เรื่องนี้ไม่มีวิธีพูดออกมาได้ ถ้าหากพูดออกมาคงจะไม่ใช่แค่ทำให้เฉินเสวี่ยขายหน้าเท่านั้น ใบหน้านี้ของเขาก็จะไม่เหลืออะไรเหมือนกัน อย่างไรเสียก็แต่งงานไปแล้ว มาพูดเรื่องพวกนี้อีกก็ไม่มีความหมายอะไรแล้ว 

จ้าวเสวี่ยซงไม่รู้ว่าการแต่งงานของพวกหลัวต้าอวี่ยังมีเรื่องแบบนี้มาก่อนด้วย ในความคิดของเขารู้สึกเพียงว่าเป็นปัญหาของสามีภรรยาวัยหนุ่มสาวที่ยังปรับตัวเข้าหากันยังไม่ดี เดิมทีเรื่องนี้ก็เป็นแค่เรื่องเล็กน้อย ถ้ายังไม่แก้ไขแบบนี้ต่อไปไม่ช้าก็เร็วมันจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ 

“เรื่องนี้มีอะไรให้พูดยากกันล่ะ ถ้าจะให้ฉันว่าคนรักของนายเขาก็มีบางส่วนที่ทำไม่ถูกจริงๆ ในเมื่อเธอเลือกที่จะเป็นภรรยาทหารแล้ว ทั้งยังติดตามมากองทัพอีกก็ควรจะดูแลข้างหลังให้ดี ให้นายสามารถอยู่ที่นี่ทำงานของตัวเองได้อย่างสบายใจ นี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทางองค์กรอนุญาตให้ภรรยาทหารติดตามกองทัพได้ใช่ไหมล่ะ หากเป็นแบบนี้มันกลับทำให้กำลังใจของทหารสั่นคลอน แบบนั้นก็เป็นตัวพวกเราเองที่จะละเลยหน้าที่การงานขององค์กร” 

ไม่ว่าจะพูดอย่างไรแต่คนที่ทำงานการเมืองนั้นช่างแตกต่างจริงๆ เริ่มต้นด้วยการกล่าวชมก่อนจะปราม ก่อนอื่นพูดปัญหาของเฉินเสวี่ยออกมาก่อน ยิ่งกว่านั้นยังมั่นใจได้แล้วว่าการทำแบบนี้ทำให้จิตใจของหลัวต้าอวี่สับสนวุ่นวาย ทั้งยังชี้ให้เห็นอีกว่าสภาพจิตใจของเจ้าหน้าที่ราชการก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของงานราชการการเมืองเช่นกัน ดังนั้นวันนี้ที่เขามายุ่งเรื่องนี้คือมาในฐานะเพื่อน ฐานะพี่ใหญ่แล้วก็ฐานะของผู้บังคับการการด้วย 

คำพูดเหล่านี้ทำให้หลัวต้าอวี่เงียบขรึมลง ถ้าจะให้เขาบ่นเรื่องภรรยาของตัวเองต่อหน้าคนอื่น เรื่องแบบนี้เขาก็ทำไม่ได้ แต่ถ้าจะให้เขายอมแพ้ใจอ่อนทั้งแบบนี้เขาก็ไม่สามารถทำได้เช่นกัน 

เมื่อจ้าวเสวี่ยซงเห็นว่าหลัวต้าอวี่ไม่ได้พูดอะไรก็รู้แล้วว่าคำพูดเมื่อครู่นี้เขาได้ฟังมันขึ้นใจแล้ว ทหารคนหนึ่งโดยเฉพาะยิ่งเป็นนายทหารคนยิ่งต้องมีความมั่นคงในความคิดความเชื่อ ไม่ใช่ว่าเจอเรื่องอะไรก็กลัวหัวหด 

 

------ 

[1] เงินสินเดิม หมายถึงเงินกองทุนของคู่บ่าวสาวที่มีอยู่ก่อนสมรส 

ความคิดเห็น