facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

นอกจากจะต้องข้ามเวลามาอยู่ในยุคไดโนเสาร์ที่แสนกันดารแล้ว ยังต้องได้สามีสุดหล่อที่เกลียดร่างนี้เข้ากระดูกดำพ่วงติดมาด้วยอีก ชีวิตเธอจะมีอะไรที่ซวยกว่านี้อีกมั้ย

ตอนที่ 3 ว่ายน้ำ

ชื่อตอน : ตอนที่ 3 ว่ายน้ำ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.2k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ธ.ค. 2563 12:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3 ว่ายน้ำ
แบบอักษร

พูดน่ะง่ายแต่ทำน่ะยาก วางแผนเสร็จแล้วแต่เมื่อนำไปปฏิบัติจริง เฉินเสวี่ยรู้สึกจริงๆ ว่าการฝึกฝนพละกำลังของตัวเองในเวลาสิบห้านาทีนี้มันผ่านไปอย่างยากลำบากเหมือนหนึ่งชั่วโมง ร่างกายนี้หนักเกินไปอีกทั้งยังอ่อนแอมากด้วย มองดูอวบอ้วนแต่แท้จริงแล้วมีแต่เนื้ออ่อนทั่วทั้งตัว เวลาดันตัวขึ้นตอนวิดพื้นมือของเธอเอาแต่สั่นไม่หยุด เพิ่งจะทำไปแค่สองครั้งก็อยากร้องไห้แล้ว ไม่สามารถรักษาท่าทางมาตรฐานไว้ได้เลย ท้ายที่สุดต้องเปลี่ยนมาเป็นท่าคุกเข่าวิดพื้นถึงได้ยืนหยัดผ่านมันมาได้ เธอทนทำท่าแพลงก์ได้แค่สามสิบวินาทีก็รู้สึกว่าบริเวณเอวกับหน้าท้องของตัวเองทั้งเมื่อยทั้งปวด เหงื่อไหลจากหน้าผากลงมาถึงคางเป็นสายๆ ก่อนจะหยดลงบนพื้น เธอพยายามจะรวบรวมสมาธิความสนใจไปอยู่ที่ลมหายใจของตัวเอง กัดฟันแน่น หน้าอก เอว ขาตั้งเป็นเส้นตรง 

สุดท้ายเมื่อทำจนเสร็จสิ้นทั้งสิบห้านาทีแล้ว เฉินเสวี่ยรู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งจะถูกตักขึ้นมาจากน้ำยังไงอย่างนั้น การที่จะไปว่ายน้ำแล้วต้องอาบน้ำอีกในคราวนี้ไม่ได้สูญเปล่าอีกแล้ว 

หลังจากทำความสะอาดสถานที่ที่เธอเพิ่งจะออกกำลังกายไปเมื่อครู่แล้ว เฉินเสวี่ยหยิบเอากะละมังหนึ่งใบ แบกเอาชุดว่ายน้ำและเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนก่อนจะออกจากบ้านไป เตรียมพร้อมที่จะไปว่ายน้ำ 

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตอนนี้ใกล้ถึงเวลาอาหารเย็นแล้วหรือเปล่า คนภายในตึกนี้ถึงแทบไม่เห็นใครอยู่เลย แต่ทว่าก็ดีเหมือนกัน เธอเพิ่งจะทำขายหน้าขนาดนั้น ตอนนี้เฉินเสวี่ยก็ไม่อยากทักทายเพื่อนบ้านเหล่านี้เช่นกัน ตอนนี้ทุกคนพักอยู่ในชุมชนบ้านพักญาติซึ่งต่างก็เป็นแบบนี้ แค่เหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ แค่โดนหางลมพัดผู้คนทั่วทั้งชุมชนต่างรู้กันไปทั่ว ไหนเล่าจะเหมือนยุครุ่นหลังที่แม้แต่เพื่อนบ้านประตูตรงข้ามกันยังไม่รู้จักกันเลยด้วยซ้ำ ถ้าหากตอนนี้บังเอิญเจอเพื่อนบ้านขึ้นมาจริงๆ เฉินเสวี่ยก็ไม่รู้ว่าควรใช้สีหน้าแบบไหนไปสู้หน้าฝ่ายตรงข้ามเช่นกัน 

โชคดีที่ตลอดทางมานี้ไม่มีเรื่องอะไร ส่วนเรื่องที่จะมีใครคอยมองคอยชี้ไม้ชี้มือใส่เธออยู่ไกลๆ ไหมนั้นเฉินเสวี่ยไม่ได้สนใจ เธอก็ไม่ใช่คนจิตใจเปราะบางขนาดนั้น ถูกคนอื่นว่าแค่ไม่กี่ประโยคก็ใช่ว่าเนื้อจะหลุดออกไปเสียหน่อย แต่ถ้าเนื้อหลุดได้จะยิ่งดีเลย 

หลังจากเดินตามเส้นทางในความทรงจำมาจนถึงสระว่ายน้ำ เฉินเสวี่ยมองประกาศที่อยู่หน้าประตู โชคดีที่สระว่ายน้ำแห่งนี้มีไว้ให้ในกองทัพใช้การโดยเฉพาะ ทหารและครอบครัวต่างสามารถเข้าใช้งานได้ฟรี ไม่อย่างนั้นว่าตามราคาตั๋วเข้าต้องเสียครั้งละห้าเฟิน [1] แม้จะเป็นจำนวนไม่มากแต่ถ้าเธอมาว่ายน้ำทุกวัน นั่นก็เป็นค่าใช้จ่ายจำนวนไม่น้อยเช่นกัน ตอนนี้รายรับของแต่ละครอบครัวต่างไม่สูงนัก แม้ว่าหลัวต้าอวี่จะเป็นผู้บังคับการกองพันแต่เงินเบี้ยเลี้ยงหนึ่งเดือนก็แค่สามสิบหยวนเท่านั้น อีกทั้งเธอก็ไม่ได้ทำงาน ไม่มีรายได้ วันเวลาในหนึ่งเดือนยังถือว่าค่อนข้างรัดตัวมากพอสมควร 

หลังจากลงทะเบียนที่ประตูและรับกุญแจตู้เก็บสัมภาระเรียบร้อย เฉินเสวี่ยก็เข้าไปด้านในสระว่ายน้ำ สระว่ายน้ำในสมัยนี้ไม่ได้สร้างให้หรูหรามากขนาดรุ่นหลังๆ อันที่จริงก็เป็นสระปูนซีเมนต์ปูกระเบื้องเคลือบ แถมยังมีกลิ่นผงฟอกขาวรุนแรงโชยมาด้วย เฉินเสวี่ยแอบครุ่นคิดอยู่ว่าของแบบนี้เป็นอันตรายต่อผิวหนัง อีกเดี๋ยวว่ายน้ำเสร็จแล้วต้องรีบไปอาบน้ำล้างออกให้ดี น่าเสียดายที่ในตอนนี้ยังไม่มีของจำพวกโลชั่นบำรุงผิว มีพวกน้ำมันหอยที่เอาไว้ใช้ทามือทาเท้า ในห้องของเธอยังมีครีมทาหน้าที่ใช้ไปแล้วกว่าครึ่งซึ่งเป็นยี่ห้อที่ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย เดาว่าการแข่งขันด้านการตลาดในยุคหลังคงจะดุเดือดกว่ายุคนี้มากนัก 

เธอหาตู้เก็บของของตัวเองจนเจอ ถอดเสื้อผ้าออกมาวางเก็บให้เรียบร้อยแล้วเปลี่ยนใส่ชุดว่ายน้ำ เฉินเสวี่ยชอบว่ายน้ำมาก ท่วงท่าทุกรูปแบบต่างว่ายได้ไม่เลวเลย แม้ว่าทักษะความสามารถการว่ายน้ำของร่างเดิมจะดูไม่ค่อยเท่าไหร่แต่ก็ถือว่าว่ายน้ำเป็น ดังนั้นถึงได้มีชุดว่ายน้ำตัวนี้อยู่ 

เฉินเสวี่ยย้อนดูความทรงจำตอนที่เธออยู่ที่ปักกิ่งเป็นฉากว่ายน้ำในค่ายทหาร เพียงแต่ว่าร่างเดิมอ้วนเกินไป เมื่อใส่ชุดว่ายน้ำแล้วจึงเหมือนหมูสามชั้นชิ้นใหญ่ที่ถูกมัดจนแน่นหลายชั้น ถึงแม้ว่าชุดว่ายน้ำตัวนี้จะเป็นเบอร์ใหญ่พิเศษแล้วก็ตาม แต่เมื่อมาสวมอยู่บนตัวของเฉินเสวี่ยมันก็ยังรู้สึกว่ารัดแน่นจนน่าหวาดกลัว สายตรงไหล่ทั้งสองข้างเหมือนกับจมเข้าไปอยู่ด้านในเนื้อแล้ว เฉินเสวี่ยแอบคิดกับตัวเองว่าโชคดีที่ชุดว่ายน้ำนี้เป็นแบบอนุรักษ์นิยม ถ้าเป็นแบบชุดว่ายน้ำบิกินี่ล่ะก็คงจะดูเหมือนเอาเชือกมาผูกติดไว้กับก้อนเนื้อจริงๆ แน่ 

เธอหายใจเข้าออกลึกๆ อยู่สองสามครั้งแล้วเดินออกจากห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าไปลงสระน้ำ ยังดีที่ทันทีที่ลงไปอยู่ในสระน้ำแล้ว ความรู้สึกถูกเชือกชุดว่ายน้ำบีบรัดทุเลาลงไปมาก 

เฉินเสวี่ยปรับการหายใจเล็กน้อยก่อนจะเริ่มว่ายไปมาในน้ำ แรกเริ่มการเคลื่อนไหวยังไม่สอดรับกันสักเท่าไหร่ แต่ยังดีที่เดิมทีร่างเดิมว่ายน้ำเป็นอยู่แล้ว ทักษะการว่ายน้ำของเฉินเสวี่ยเองยิ่งดีขึ้นไปอีก หลังจากว่ายไปมาสองสามรอบการเคลื่อนไหวก็ค่อยๆ คล่องตัวขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งกว่านั้นความเร็วก็เปลี่ยนเป็นเร็วมากขึ้น 

เฉินเสวี่ยพลางว่ายพลางคิดไปด้วยว่าตอนนี้ตนเองคงจะเหมือนก้อนเนื้อสีขาวที่ลอยล่องอยู่บนน้ำอย่างแน่นอน เอ่อ การใช้สิ่งนี้มาเปรียบเทียบตัวเองแบบนี้ดูค่อนข้างน่าขยะแขยงนิดหน่อย แต่ถ้าว่ายแบบนี้ทุกวันจะต้องค่อยๆ ลดลงได้อย่างแน่นอน เธอรู้ดีว่าการลดน้ำหนักเป็นโครงการใหญ่ พอดีที่ตอนนี้ไม่ได้มีเครื่องชั่งน้ำหนักที่สะดวกสบายอยู่ที่บ้านด้วย จะได้เลี่ยงไม่ให้ตัวเองอยากจะชั่งทุกครั้งที่มองเห็นเครื่องชั่ง แบบนั้นคงจะเหมือนเพลงที่เคยได้ยินมาก่อนหน้านี้ที่ชื่อว่า ‘ชั่งสักหน่อย’ ที่เห็นเครื่องชั่งเมื่อไหร่เป็นต้องชั่งดูสักหน่อย กินข้าวเสร็จชั่งอีก วิ่งครบสองรอบก็ไปชั่งใหม่ แบบนั้นคงได้บ้ากันพอดี 

แม้ว่าตอนนี้จะเป็นช่วงเดือนมิถุนายน แต่เฉินเสวี่ยมาว่ายค่อนข้างช้าซึ่งแสงแดดไม่ได้แรงมากขนาดนั้น หลังจากเฉินเสวี่ยว่ายไปมากว่าหลายสิบรอบแล้วจึงขึ้นฝั่ง มองนาฬิกาเรือนใหญ่บนฝาผนังริมฝั่งพลางกดดูชีพจรของตัวเอง หนึ่งร้อยกว่า เร็วกว่าชีพจรในสภาวะปกติของเธอยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ประมาณว่าปริมาณการออกกำลังกายแบบแอโรบิกค่อนข้างเหมาะสม ครั้งต่อไปสามารถเพิ่มให้มากขึ้นได้อีกเล็กน้อย ข้อดีของการว่ายน้ำคือไม่ทำให้ข้อต่อได้รับความเสียหายใดๆ แต่ทว่าระดับความสามารถในการว่ายน้ำอย่างเธออยากจะออกกำลังกายให้ได้ปริมาณมากก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ยังต้องอาศัยการฝึกฝนพละกำลังเข้ามาช่วยเสริม 

หลังจากว่ายน้ำไปประมาณหนึ่งชั่วโมงภายในสระก็แทบไม่มีผู้คนอยู่แล้ว เฉินเสวี่ยรีบเข้าไปอาบน้ำในห้องอาบน้ำอีกฝั่ง สระผมอย่างประณีตให้สะอาดที่สุดเพราะสารฟอกขาวทำร้ายเส้นผมอย่างมาก เธอไม่อยากให้ลดน้ำหนักจนผอมลงอย่างยากลำบาก แต่แถมผมเหลืองแห้งกร้านไปทั่วทั้งหัวหรอกนะ 

รอกระทั่งเธอจัดการทุกอย่างเสร็จออกมาคืนกุญแจตู้ก็เป็นเวลากว่าห้าโมงครึ่งแล้ว เฉินเสวี่ยแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก โชคดีที่ตนเองควบคุมเวลาได้ดี เธอหอบข้าวของเดินกลับบ้าน ขณะที่เดินขึ้นตึกไปนั้นได้ยินเสียงของครอบครัวหลายครอบครัวกำลังเริ่มทานอาหารเย็นกันแล้ว แต่ทว่าเมื่อเป็นประตูบ้านของตัวเองดูก็เป็นไปตามที่คาดไว้ ภายในบ้านไม่มีใครอยู่เลย 

เฉินเสวี่ยยักไหล่ ก็ดี เพราะถ้ามีเธอคงจะรู้ว่าควรจะเผชิญหน้าด้วยยังไง เธอเองก็ไม่รู้แน่ชัดว่าเหล่าทหารที่มีครอบครัวติดตามมาด้วยเหล่านี้โดยปกติแล้วกลับบ้านบ่อยแค่ไหน แต่ในเมื่อติดตามมาอยู่กองทัพแล้ว ถัดไปด้านข้างก็เป็นค่ายทหาร นอกเสียจากว่าจะมีการฝึกภารกิจใหญ่ที่สำคัญบางอย่างคงจะสามารถกลับบ้านได้ทุกวัน ไม่อย่างนั้นการสร้างชุมชนครอบครัวทหารเอาไว้ในกองทัพก็คงจะไม่มีความหมายอะไร แต่ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าสามารถกลับบ้านมาพักผ่อนได้เพียงช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์? แต่ว่ากองทัพเหมือนจะไม่มีแนวคิดเรื่องวันหยุดสุดสัปดาห์นี่นา จะมีก็แต่ลาพักร้อนอะไรทำนองนั้น?  

ไม่สนแล้ว ถึงยังไงเธอก็ไม่รู้แน่ชัดอยู่ดีแล้วก็ไม่ได้อยากรู้ด้วย เธอไม่มีความชำนาญในเรื่องทำให้ตัวเองเจ็บปวดแบบนี้ จะคิดถึงคนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องด้วยคนนั้นไปทำไม 

ใช่ ตอนนี้เฉินเสวี่ยถือว่าหลัวต้าอวี่เป็นบุคคลที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกัน ถ้าหลัวต้าอวี่ยังไม่กลับมาแบบนี้ ภายในใจของเธอก็ร้องออกมาได้เพียงว่า ดี 

หลังจากเอาเสื้อผ้าแช่ไว้ในกะละมังแล้ว เฉินเสวี่ยครุ่นคิดก่อนจะได้โรงอาหารตักอาหารกลับมารองท้องก่อนแล้วค่อยว่ากัน ไม่อย่างนั้นเธอเกรงว่าถ้าไปช้าโรงอาหารอาจจะไม่มีอาหารเหลือแล้ว เธอหยิบเอากล่องใส่อาหารกับตั๋วอาหารสองสามใบจากที่บ้านไป ทหารทานข้าวไม่ต้องใช้เงิน แต่เจ้าพนักงานทหารอย่างพวกหลัวต้าอวี่ทานข้าวจำเป็นต้องจ่ายตั๋วอาหาร แน่นอนว่าทุกๆ เดือนจะมีเงินอุดหนุนตั๋วอาหารให้ตลอด เฉินเสวี่ยหากล่องเก็บตั๋วอาหารจนเจอจากในลิ้นชักห้าชั้นตามความทรงจำที่มีอยู่ คาดว่าคงจะเป็นหลัวต้าอวี่ใส่มันเอาไว้ จะว่าไปแล้วแม้ว่าเขาจะเย็นชาไม่แยแสภรรยา แต่เงินเดือนทุกๆ เดือนก็เอาให้ตลอดนับว่าทำได้ไม่เลวเช่นกัน คาดว่าในยุคนี้ความสัมพันธ์ของสามีภรรยาส่วนใหญ่น่าจะเป็นแบบนี้ทั้งนั้น คนหนึ่งหาเงินมาจุนเจือครอบครัว อีกคนหนึ่งคอยเก็บหอมรอบริบอยู่ที่บ้าน นั่นคือครอบครัวต้นแบบในสายตาของคนทุกคน 

ทันทีที่เฉินเสวี่ยเดินไปถึงโรงอาหารก็ถึงกับต้องมึนงงไป ไม่น่าแปลกเพราะตัวของเธอไม่มีประสบการณ์ในการใช้ชีวิตในชุมชนทหารเลยแม้แต่นิด แม้ว่าจะมีความทรงจำของร่างเดิมอยู่บ้างแต่ในเมื่อมันไม่ใช่ความทรงจำของตัวเธอเองย่อมไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างคล่องแคล่วขนาดนั้น เธอต้องค้นหามันในตอนนั้นทันทีถึงจะหาพบ 

ผู้คนในยุคนี้ทานอาหารกันค่อนข้างเร็ว ขณะที่เธอออกจากสระว่ายน้ำแล้วเดินกลับบ้าน แม้แต่คนที่เอาอาหารกลับไปทานที่บ้านต่างทานได้พอประมาณแล้ว คนที่ทานอาหารที่โรงอาหารต่างทานเสร็จกันไปนานแล้ว แม้ว่าตอนนี้โรงอาหารจะยังคงเปิดอยู่แต่ด้านในนั้นไม่มีอาหารอะไรเหลืออยู่แล้ว แม้แต่พนักงานในโรงอาหารกลุ่มละสองสามคนต่างกำลังนั่งทานอาหารกันแล้ว เมื่อเห็นว่ามีคนเพิ่งจะมาทานอาหารเย็นเอาป่านนี้ต่างพากันมองเธอด้วยสายตาแปลกประหลาด ไม่แน่บางทีพรุ่งนี้เฉินสวี่ยอาจจะมีชื่อเสียงมากขึ้นกว่าเดิม ทำนองว่าอยู่บ้านไม่ทำอะไรรู้จักแต่เที่ยวเล่น ขนาดมาตักอาหารที่โรงอาหารยังมาสายอะไรทำนองนั้น 

อย่างไรก็ตามเฉินเสวี่ยเดินดูรอบๆ หนึ่งรอบก็สามารถบอกได้เลยว่าอย่าว่าแต่อาหารถูกตักไปจนหมดเลย ขนาดซุปก็เหลือแค่เศษเท่านั้น แม้แต่ก่อนหน้านี้ที่ถือว่าดี อาหารเหล่านี้ยังแค่พอไปวัดไปวาได้เท่านั้น ไม่ใช่แค่รสชาติไม่ดี เรื่องโภชนาการก็ไม่ตรงกับข้อกำหนดของเธอในตอนนี้ด้วย หลังจากเดินไปรอบๆ แล้วเธอก็เห็นเพียงร้านหลักยังพอมีหมั่นโถว ฮวาเจวี่ยน [2] อยู่บ้างเล็กน้อย ไม่มีทางเลือกอื่นต้องรับมือให้ผ่านวันนี้ไปให้ได้ก่อน เฉินเสวี่ยซื้อฮวาเจวี่ยนสองสามชิ้นก่อนจะถือกล่องอาหารเดินกลับออกไป 

ตอนที่กลับมาถึงบ้านพัก ขณะที่กำลังขึ้นไปชั้นบนเธอบังเอิญได้พบกับผู้หญิงรูปร่างปานกลางคนหนึ่งลงตึกมาทิ้งขยะพอดี 

“โอ๊ะ นี่ไม่ใช่ครอบครัวของผู้บังคับกองพันหลัวหรอเนี่ย” ผู้หญิงคนนั้นเห็นเฉินเสวี่ยเข้าก็รีบกล่าวทักทายอย่างกระตือรือร้นมาก 

“เอ่อ สวัสดีค่ะ” เฉินเสวี่ยพยักหน้ารับ ไม่มีทางเลือกก็เธอไม่รู้จักเธอคนนี้เลยนี่นา พวกเขาเพิ่งจะมาได้เพียงไม่กี่วัน ร่างเดิมคนนั้นก็ไม่ชอบคบค้ากับคนอื่นอยู่แล้ว เหตุการณ์ทะเลาะกันครั้งก่อนทำให้คนอื่นต่างรู้จักเธอกันหมด แต่เธอยังไม่คุ้นเคยกับคนอื่นเลย 

“ก็รู้อยู่ว่าคนสูงศักดิ์อย่างคุณมักลืมง่าย ฉันชื่อเฉินเย่ว์เป็นคนรักของหยางว่านหลี่ วันนั้นครอบครัวของผู้บังคับกองหลัวของพวกคุณย้ายเข้ามา เหล่าหยางของเราก็ไปช่วยด้วยเหมือนกัน พวกเราสองคนไปซื้อผลไม้ที่ร้านค้าด้วยกันมาไง” เฉินเย่ว์หัวเราะคิกคัก แม้ว่าพูดจาดูออกจะใจดำโหดร้ายไปหน่อย แต่สีหน้ากลับดูเหมือนแค่พูดหยอกเย้าหยอกล้ออย่างบริสุทธิ์ใจเท่านั้น จากที่ได้ฟังเหมือนเธอจะรู้จักกับร่างเดิมมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วจริงๆ 

เฉินเสวี่ยยิ้มพลางพยักหน้ารับ “ต้องขอโทษด้วยจริงๆ นะคะ ฉันจำคนได้ค่อนข้างช้า จำหน้าคนไม่ค่อยได้เท่าไหร่ พี่สะใภ้เฉิน คราวนี้ฉันต้องจำได้แน่นอนค่ะ จะลงไปทิ้งขยะข้างล่างเหรอคะ” 

เฉินเย่ว์ก็ยิ้มตาม “ไม่กี่วันก่อนเหล่าหยางบอกว่าช่วงนี้อากาศร้อนร่างกายค่อนข้างอ่อนแอ นี่ฉันก็เลยคิดจะทำอะไรมาบำรุง เลยเอานกพิราบมาตุ๋นซุปให้เขาสักหน่อย คืนนี้ก็เลยกินซุปนกพิราบนี่แหละ ของจำพวกกระดูกแบบนี้ไม่ควรจะเอาทิ้งไว้ที่บ้านนาน ไม่อย่างนั้นทิ้งไว้ส่งกลิ่นเหม็นจะขายหน้าคนอื่นเขาแค่ไหน ฉันก็เลยจะเอาลงไปทิ้งขยะข้างล่าง” เฉินเย่ว์พูดอย่างภาคภูมิใจ ในชุมชนนี้ครอบครัวของพวกเขาถือว่าอยู่ดีกินดีมาก หยางว่านหลี่ก็ได้รับเงินเบี้ยเลี้ยงเดือนละสามสิบหยวนเช่นกัน ส่วนเธอหางานได้เป็นคุณครูประจำโรงเรียนในเมือง งานค่อนข้างเบากว่างานในค่ายทหาร หนึ่งเดือนก็มีรายได้กว่ายี่สิบหยวน แถมยังเป็นเจ้าหน้าที่แบบทางการ ยังไม่มีลูก ผู้เฒ่าผู้แก่พวกเขาก็ไม่ต้องเลี้ยงดู เงินห้าสิบหยวนในหนึ่งเดือนใช้กันอยู่แค่สองคน ในหนึ่งเดือนได้กินเนื้ออยู่หลายต่อหลายครั้ง ทำเอาเพื่อนบ้านข้างๆ ต่างอิจฉากันหมด ปกติแล้วเวลาเธอพูดจาก็มักจะเคยชินกับการคุยโวโอ้อวด 

“นั่นไม่เลวเลยนะคะ ซุปนกพิราบเป็นอาหารเสริมที่ดีที่สุด อีกอย่างหน้าร้อนแบบนี้ก็สมควรจะบำรุงหน่อยจริงๆ นั่นแหละค่ะ” เดิมทีเฉินเสวี่ยก็ไม่ได้คุ้นเคยกับเฉินเย่ว์นัก ทั้งสองคนยืนคุยกันอยู่ในทางเดินของตึก คนหนึ่งถือกล่องอาหาร อีกคนถือถุงขยะ ไม่ว่ายังไงสิ่งนี้ก็ยังคงทำให้เธอรู้สึกแปลกๆ โดยเฉพาะถุงขยะที่เฉินเย่ว์ถืออยู่นั้นด้านในยังมีของจำพวกซุปๆ น้ำๆ อยู่ด้วย และดูเหมือนน้ำแทบจะหยดลงมาแล้ว เธอเห็นอย่างนั้นแล้วรู้สึกว่าทั่วทั้งตัวไม่สบายเอาเสียเลย หลังจากขายผ้าเอาหน้ารอดไปสองสามประโยคก็อยากจะก้าวขาขึ้นไปชั้นบนแล้ว 

“ก็ใช่น่ะสิ ต้องคนมาจากปักกิ่งเมืองใหญ่อย่างพวกคุณถึงรู้มาก นกพิราบน่ะเนื้อน้อยแต่ราคาแพงเสียยิ่งกว่าไก่ ที่ซื้อมันก็ไม่ใช่เพราะสนใจที่มันช่วยบำรุงนี่เหรอ โอ๊ะ นี่คุณเพิ่งจะกลับมาจากโรงอาหารเหรอ ตอนนี้ในโรงอาหารยังมีอาหารอยู่อีกหรอ” 

“วันนี้ยุ่งจนค่ำเลย แล้วก็ไม่มีอาหารอะไรแล้วจริงๆ นั่นแหละค่ะ นี่ก็เอามาแค่หมั่นโถวไม่กี่ชิ้น แต่ว่าฉันหิวมากแล้วจริงๆ ยังไงฉันขอตัวกลับบ้านไปทานข้าวก่อนนะคะ พี่สะใภ้เดินระวังๆ นะคะ” หลังจากพูดจบก็ไม่สนใจแล้วว่าเฉินเย่ว์จะตอบกลับยังไง เฉินเสวี่ยรู้สึกเพียงว่าตรงมุมถุงขยะนั้นน้ำซุปอาหารแทบจะหยดลงมาอยู่แล้วจึงหมุนตัวเดินขึ้นตึกไป 

“เอ่อ คุณเองก็รีบกลับไปทานข้าวนะ กลับมาจากโรงอาหารซะดึกขนาดนี้เดี๋ยวได้ทำเอาคุณหิวแย่กันพอดี” แม้ว่าเฉินเย่ว์จะพูดแบบนี้ แต่เมื่อนึกถึงเนื้อไขมันทั่วตัวของเฉินเสวี่ยแล้ว ถึงจะหิวไปอีกสักสองสามมื้อก็คงจะไม่เป็นไรหรอก 

ไม่สนเธอแล้ว เฉินเย่ว์เดินเตร่ลงไปข้างล่าง ทุกครั้งที่ที่บ้านทานเนื้อเธอมักจะเอาขยะลงไปทิ้งอยู่หลายครั้งหลายครา คิดแค่ว่าเผื่อบังเอิญเจอเพื่อนบ้านระหว่างทางจะได้พูดคุยกัน ถุงขยะที่อยู่ในมือเธอก็จะหยดตามไปด้วยตลอดทาง 

เฉินเสวี่ยกลับคิดไม่ถึงว่าเฉินเย่ว์จะพูดโม้อะไรใส่เธอ ในเมื่อเธอเพิ่งจะมาจากยุคศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดในยุคนั้นใครจะเอาเรื่องที่ว่าที่บ้านได้ทานเนื้อมาพูดไปทั่วแบบนี้ ทุกคนต่างสามารถทานเนื้อกันได้ทั้งนั้น มีแต่ต้องกังวลว่าจะทานเนื้อสัตว์มากจนเกินไปแล้วมันจะไม่ดีต่อสุขภาพ 

เฉินเสวี่ยกลับมาถึงบ้าน รู้สึกกลัดกลุ้มใจกับหมั่นโถวสองสามชิ้นนี้อยู่เล็กน้อย ว่าตามเหตุผลในช่วงที่ออกกำลังกายนั้นอาหารควรจะประกอบด้วยอาหารที่มีโปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตปานกลาง ไขมันต่ำ ส่วนไขมันต่ำนี้ไม่มีปัญหาเพราะตอนนี้คนต่างทานน้ำมันกันน้อย นอกจากนี้หมั่นโถวสีขาวขนาดใหญ่เหล่านี้สามารถกล่าวได้ว่าปราศจากไขมันโดยสิ้นเชิง 

แต่ส่วนที่ว่าโปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตปานกลางนั้นทำไม่ได้แล้ว สิ่งที่อยู่ตรงหน้านี้ล้วนเต็มไปด้วยคาร์โบไฮเดรต อันที่จริงหลังจากออกกำลังเสร็จแล้วมากินแป้งจำนวนมากเกินไปจะเป็นผลเสียต่อร่างกาย เพราะคาร์โบไฮเดรตจำพวกแป้งนี้จะไปลดความสามารถของระบบการเผาผลาญลง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือจะง่ายต่อการสะสมไขมัน นอกจากนี้การกินแป้งจะทำให้กล้ามเนื้อเติบโตได้ยาก 

แต่ว่าเรื่องนี้ไว้พรุ่งนี้ค่อยพิจารณาดูอีกครั้งแล้วกัน คืนวันนี้กินหมั่นโถวครึ่งลูกนี้ไปก่อน  

ไม่กินเลย เฉินเสวี่ยไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน แม้ว่าการไม่ทานอาหารเย็นจะได้ผลกับการลดน้ำหนักของคนจำนวนไม่น้อยจริงๆ แต่ในความทรงจำปริมาณอาหารที่ร่างเดิมทานนั้นเป็นจำนวนไม่น้อยเลย การงดทานอาหารแบบกะทันหันแบบนี้ไม่เป็นผลดีต่อกระเพาะอาหาร นอกจากนี้จะส่งผลต่อจิตใจทำให้ผู้คนรู้สึกว่าชีวิตของตนเองน่าสมเพชเวทนาแบบสุดๆ 

หมั่นโถวที่อยู่ตรงหน้านี้ดูไปแล้วก้อนใหญ่มากทีเดียว ทานสักครึ่งคงจะสามารถช่วยให้ผ่านคืนนี้ไปได้อย่างแน่นอน 

เฉินเสวี่ยค้นหาดูในห้องครัวแล้วก็เป็นไปตามที่คาดเอาไว้คือไม่มีผักอะไรเลย เจอเพียงแค่ข้าวครึ่งถุงและเส้นบะหมี่อีกครึ่งถุง ในยุคนี้ยังไม่มีตู้เย็น อากาศที่นี่ก็ร้อนคาดว่าผู้คนคงจะไม่เอาผักมาเก็บไว้ที่บ้าน ทว่าสิ่งที่ทำให้เฉินเสวี่ยประหลาดใจก็คือเครื่องปรุงรสที่มีค่อนข้างจะครบถ้วนสมบูรณ์ นอกเหนือจากน้ำตาล เกลือ ซีอิ๊ว น้ำส้มสายชูแล้ว แม้แต่พริกไทยป่นและน้ำมันพริกก็มีครบหมด เมื่อคิดถึงฝีมือการทำอาหารของร่างเดิมแล้วของพวกนี้คงจะเป็นหลัวต้าอวี่เป็นคนซื้อมาเสียมากกว่า คาดว่าหลัวต้าอวี่คนนี้คงจะชอบอาหารรสเผ็ด จุดนี้ทำให้ตัวเฉินเสวี่ยเองรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเพราะตัวเธอเองก็ชอบทานเผ็ดเหมือนกัน สิ่งที่ภูมิใจที่สุดคือแต่ไหนแต่ไรไม่เคยกลัวว่าจะร้อนในเพราะทานเผ็ดแล้วก็สิวไม่ขึ้นด้วย 

พอดีมีเครื่องปรุงรสครบ เฉินเสวี่ยจึงทำซุปซีอิ๊วหนึ่งชาม เพียงแค่เอาซีอิ๊วน้ำส้มสายชูใส่ลงไปในน้ำต้ม จากนั้นเติมน้ำมันพริกกับผงพริกไทยลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติอีกเล็กน้อย สิ่งนี้เธอเรียนรู้มาจากพ่อของเธอ ซุปซีอิ๊วฝีมือของพ่อเธอนั้นเด็ดที่สุด เป็นที่รู้จักในชื่อซุปเทวดา พอดีกับที่วันนี้ออกกำลังกายไปค่อนข้างมาก สิ่งนี้ถือได้ว่าเป็นการเติมอิเล็กโทรไลต์เข้าไป 

หลังจากทำซุปเทวดาเสร็จหนึ่งชาม นำเอาหมั่นโถวมาหั่นครึ่งวางใส่ไว้ในจาน เอาทั้งสองอย่างวางลงบนโต๊ะน้ำชาเรียบร้อยแล้ว เฉินเสวี่ยถึงได้เริ่มรับประทานพลางครุ่นคิดไปด้วยอย่างช้าๆ 

นี่ก็เป็นนิสัยที่เคยชินของเฉินเสวี่ยมาช้านานแล้ว อาหารหนึ่งมื้อ ถ้าหากทานมันในห้องครัวเธอมักจะรู้สึกเหมือนกับตัวเองยังไม่ได้ทานยังไงอย่างนั้น บางครั้งเธอก็เผลอทานเข้าไปจำนวนมากหลายแคลอรี่โดยไม่รู้ตัว แต่ในทางความรู้สึกกลับยังรู้สึกไม่เต็มอิ่มเลย จึงทำให้เผลอทานเยอะเอาง่ายๆ แต่ถ้าหากมานั่งอยู่หน้าโต๊ะ จัดวางโต๊ะอาหารอย่างสวยงาม ดีที่สุดคือเปิดเพลงเล่นไปด้วย ไม่ว่าจะทานคนเดียวหรือทานอาหารร่วมกันกับเพื่อนๆ ต่างสามารถกินจนรู้สึกเต็มอิ่มได้ทั้งนั้น ตราบใดที่ควบคุมปริมาณได้ดีก็จะไม่เผลอทานเยอะเกินไป เพียงแต่ตอนนี้การจะจัดโต๊ะอาหารให้สวยงามนั้นมันเป็นไปไม่ได้แล้ว ภายในบ้านหลังนี้มีชามข้าวเคลือบอยู่ไม่กี่ชาม บวกกับชามขนาดใหญ่อีกไม่กี่ใบ จากสองใบที่ใช้อยู่ในตอนนี้ก็เป็นจานเพียงสองใบที่มีอยู่จากทั้งหมดแล้ว ในอนาคตจะต้องจัดหาชุดอาหารที่สมบูรณ์แบบสักชุดให้ได้ เฉินเสวี่ยพลางดื่มซุปซีอิ๊วพลางเอ่ยปณิธานอันใหญ่หลวงออกมา 

ซาลาเปาครึ่งลูกถูกเคี้ยวกินไปอย่างเชื่องช้าจนหมด เฉินเสวี่ยรู้สึกอิ่มพอสมควรแล้ว วันนี้ยังอิ่มได้ไม่ถึงเจ็ดส่วนเลย ฝืนนับให้เป็นหกส่วนก็แล้วกัน นอกจากนี้ยังเป็นเพราะปริมาณการรับประทานอาหารของร่างเดิมนั้นค่อนข้างมากด้วย เธอก็ไม่สามารถลดแบบหักดิบในทันทีได้ เพื่อเลี่ยงไม่ให้เกิดอาการที่ไม่พึงประสงค์ต่อร่างกายตามมา 

หลังจากรับประทานอาหารเก็บกวาดทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว เหลือบมองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังก็เป็นเวลากว่าหนึ่งทุ่มกว่าแล้ว วันนี้ทรมานร่างกายจนมืดค่ำเลยจริงๆ ผู้คนในยุคสมัยนี้ก็ไม่ได้มีชีวิตยามราตรีอะไร ภายในห้องนี้ก็ไม่มีโทรทัศน์ รอบๆ ด้านก็ไม่มีใครมาเคาะประตู เฉินเสวี่ยเรียบเรียงสถานการณ์หลังจากที่ตนเองข้ามกาลเวลามาในวันนี้ พลางครุ่นคิดว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปในอนาคต 

 

------ 

[1] เฟิน เป็นหน่วยเงินที่เล็กที่สุดของจีน โดย 10 เฟิน เท่ากับ 1 เจี่ยว และ 10 เจี่ยว เท่ากับ 1 หยวน 

[2] ฮวาเจวี่ยน จัดเป็นหมั่นโถวประเภทหนึ่งซึ่งรูปร่างจะแตกต่างหมั่นโถวทั่วไปที่เป็นก้อนเรียบๆ ซึ่งฮวาเจวี่ยนจะปั้นแป้งดึงเป็นเส้นแล้วนำมาม้วนเป็นก้อน ด้านในไม่มีไส้ 

ความคิดเห็น