facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

นอกจากจะต้องข้ามเวลามาอยู่ในยุคไดโนเสาร์ที่แสนกันดารแล้ว ยังต้องได้สามีสุดหล่อที่เกลียดร่างนี้เข้ากระดูกดำพ่วงติดมาด้วยอีก ชีวิตเธอจะมีอะไรที่ซวยกว่านี้อีกมั้ย

ตอนที่ 1 ข้ามกาลเวลา

ชื่อตอน : ตอนที่ 1 ข้ามกาลเวลา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.7k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ธ.ค. 2563 11:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1 ข้ามกาลเวลา
แบบอักษร

เจ็บ เจ็บ เจ็บ เจ็บจะตายอยู่แล้ว เฉินเสวี่ยถูกความเจ็บปวดปลุกให้ตื่น ทั่วทั้งศีรษะเจ็บปวดราวกับมีเข็มนับหมื่นพันเล่มทิ่มแทงในเวลาเดียวกัน ราวกับว่าสมองสับสนเลอะเลือน ความเจ็บปวดภายในนั้นเหมือนมีคลื่นลูกใหญ่ทะลักเข้ามาทางนี้ที ทะลักเข้ามาทางโน้นที ความทรงจำนับไม่ถ้วนที่ไม่ได้เป็นของเธอทยอยหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย 

เธอกัดริมฝีปากแน่น อดทนอดกลั้นต่อความเจ็บปวดอย่างรุนแรงนี้นานกว่าหลายนาทีถึงได้คลายลง สิ่งสุดท้ายที่ทะลักเข้ามาในสมองคือความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ เคียดแค้นและเศร้าโศกเสียใจ 

“ไม่ขนาดนั้นมั้ง แค่ฝันยังต้องฝันซะเจ็บปวดขนาดนี้ ฉันนี่มันน่าเวทนาสุดๆ ไปเลยจริงๆ หรือจะเป็นเพราะเกิดมาพร้อมกับชะตาลำเข็ญงั้นหรอ” เฉินเสวี่ยบ่นอุบอิบพึมพำสองสามประโยคพลางค่อยๆ ขยับเปลือกตาช้าๆ เหงื่อ นี่ตัวเองหลับไปนานแค่ไหนกันเนี่ย ตรงเปลือกตามีความรู้สึกเหมือนมีสารคัดหลั่งเข้ามาฉาบปิดไว้หมดแล้ว เอ่อ แม้ว่านี่จะเป็นการตอบสนองทางสรีรวิทยาตามปกติของการนอนหลับก็เถอะ แต่ทำไมถึงยังทำให้คนรู้สึกขยะแขยงอยู่ขนาดนี้กันนะ  

เธอออกแรงขยิบตาแรงๆ หนึ่งทีก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง เฉินเสวี่ยรู้สึกถึงความผิดปกติในทันที พื้นปูนสีแดง ฝาผนังกระดำกระด่าง นอกจากนี้ยังมีตู้ลิ้นชักที่เต็มไปด้วยสไตล์ย้อนยุคปีแปดศูนย์อยู่หนึ่งตู้ ด้านข้างเป็น? จักรเย็บผ้าโบราณหนึ่งคัน! 

“ไม่ใช่ ไม่ใช่ ไม่ใช่ ฉันต้องยังฝันอยู่แน่ๆ ไม่ใช่ว่าในความฝันทุกอย่างจะเป็นสีดำขาวล้วนเหรอ ทำไมเมื่อกี้ฉันถึงเห็นผ้าสีแดงด้วยล่ะ แถมยังเป็นผ้ากำมะหยี่สีแดงแบบเชยคร่ำครึเป็นพิเศษอีก? แล้วสีพื้นหลังในฝันของฉันล่ะ? ภาพพื้นหลังที่อวิ๋นเซียวตั้งใจช่วยวาดให้ฉันเป็นพิเศษล่ะ? แล้วโต๊ะน้ำชา ดอกไม้ของฉันอยู่ไหนล่ะ” 

เฉินเสวี่ยพึมพำอยู่ชั่วขณะก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง ไม่เปลี่ยน ยังเหมือนเดิมเลย 

เธอขยับคอที่แข็งเกร็งลุกขึ้นนั่ง แล้วเริ่มสังเกตห้องนี้ดีๆ อีกครั้ง 

เห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่รังแสนสบายที่เธอพยายามทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างมากในการปรับปรุงตกแต่งหลังนั้น ตอนนั้นหลังจากที่เธอปรับปรุงบ้านหลังนั้นใหม่เรียบร้อยแล้วยังได้ถ่ายภาพกระบวนการปรับแต่งแก้ไขทั้งหมดโพสต์ลงในบัญชีสาธารณะของตัวเอง ซึ่งไม่ได้มีแค่การแชร์ส่งต่อกว่าสองแสนครั้ง ยังได้รับการตบรางวัลมากกว่าหกหมื่นรายการอีก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่ามีบริษัทออกแบบหลายแห่งโทรเข้ามาขอเชิญเธอให้ไปเป็นนักออกแบบพิเศษเลย 

บ้านหลังที่อยู่ตรงหน้าของเธอตอนนี้เป็นบ้านหลังเล็กสองห้อง อีกทั้งยังเป็นแบบเก่าแก่ เสื่อมโทรม ลักษณะบ้านเป็นแบบในยุคศตวรรษที่หกสิบเจ็ดสิบประมาณนั้น เมื่อเข้าประตูมาจะเป็นห้องนั่งเล่นขนาดเล็กๆ ด้านหนึ่งเป็นห้องครัว ส่วนอีกด้านหนึ่งมีสองห้อง ห้องหนึ่งในนั้นถูกล็อคเอาไว้ ส่วนประตูอีกบานเปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง ด้านในเห็นมีเตียงซุ้มหนึ่งหลังกับโต๊ะเขียนหนังสือ บนโต๊ะเขียนหนังสือยังมีคัมภีร์ปกเขียวกับโคมไฟแบบดึงสายอยู่ด้วย มากไปกว่านั้นเธอไม่สามารถมองเห็นได้จากตำแหน่งนี้แล้ว 

นี่มันเรื่องอะไรกัน เฉินเสวี่ยฉุกนึกถึงความทรงจำยุ่งเหยิงที่ทะลักทะลวงเข้ามาในหัวเมื่อครู่นี้ขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทั้งยังมีความรู้สึกแปลกประหลาดอีก ทันใดนั้นก็รู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่า เชี่ย นี่ฉันคงไม่ได้ข้ามเวลามาหรอกใช่ไหม 

เธอรีบเริ่มย้อนกลับไปมองความทรงจำที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว เมื่อย้อนมองแล้วเฉินเสวี่ยถึงได้รู้ว่า บนโลกไปนี้ไม่มีความน่าเวทนาที่สุด มีแต่น่าเวทนายิ่งกว่า การข้ามกาลเวลามาอยู่ในยุคที่ทรัพย์สินเงินทองการดำรงชีวิตล้าหลังไปหลายทศวรรษอย่างยุคแปดศูนย์ยังไม่ใช่เรื่องน่าเวทนาที่สุด ที่น่าเวทนายิ่งกว่าคือตัวตนเดิมที่เธอเข้ามาสวมร่างอยู่นี้ต่างหาก  

ที่น่าบังเอิญยิ่งกว่าคือตัวตนเดิมก็ชื่อเฉินเสวี่ยเหมือนกัน ตั้งแต่เล็กเธอเติบโตมาในเขตชุมชนทหารในกรุงปักกิ่ง แม้ว่าจะเป็นลูกของทหารคนหนึ่งแต่ตัวของเฉินเสวี่ยกลับไม่มีจิตใจแน่วแน่มั่นคงและหนักแน่นอย่างทหารเลยแม้แต่นิด หรือกล่าวได้ว่าความมั่นคงและหนักแน่นเพียงครั้งเดียวของเธอยังเอาไปใช้ผิดที่ผิดทาง 

เฉินเสวี่ยคนนี้ ปีนี้อายุเพิ่งจะสิบแปดปี เดิมทีในช่วงกี่ปีที่ผ่านมาประเทศได้ฟื้นฟูการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว หลังจากเธอจบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมจะเป็นช่วงที่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยพอดี แต่ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาส่วนหนึ่งคือทางโรงเรียนดูแลควบคุมค่อนข้างหละหลวมมาก อีกส่วนเฉินเสวี่ยก็ไม่ใช่คนฝักใฝ่ในการเรียนเช่นกัน อีกทั้งยังเป็นลูกสาวคนเดียวของครอบครัวซึ่งมีพี่ชายอีกหนึ่งคน พ่อแม่จึงค่อนข้างตามอกตามใจอย่างเลี่ยงไม่ได้ เดิมทีช่วงชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกเป็นเวลาที่ควรจะตั้งใจเล่าเรียน เป็นช่วงที่ต้องรีบเร่งพุ่งตัวเข้าเส้นชัย แต่เธอกลับไม่เพียงแค่คิดว่าการเรียนมันลำบาก ไม่พยายามทุ่มเท ทั้งยังริอาจมีความรัก หรือหากพูดให้ถูกต้องก็ไม่สามารถเรียกว่าความรักได้ ควรจะเรียกว่ารักข้างเดียว 

พี่ชายของเฉินเสวี่ย ชื่อเฉินอ้ายหวาอายุมากกว่าเฉินเสวี่ยเจ็ดปีซึ่งเข้าร่วมกองทัพทหารแล้ว คุณพ่อเฉินดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารในกองทัพมากว่ายี่สิบปี ค่อนข้างมีอำนาจบวกกับตัวของเฉินอ้ายหวาเองก็ขยันขันแข็ง เพียงเวลาไม่กี่ปีก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บังคับกองพันถือเป็นความภาคภูมิใจของตระกูลเฉินมาโดยตลอด เพราะพี่ชายทำให้เฉินเสวี่ยเองได้เข้าไปเล่นในกองทัพอยู่บ่อยครั้ง แม้ว่าเธอจะเป็นเพียงเด็กสาวอวบอ้วน แต่เนื่องจากเป็นลูกสาวของหัวหน้า ทั้งพี่ชายก็เป็นถึงระดับเจ้านาย ทุกครั้งที่ไปกองทัพก็จะมีคนมาคอยเอาอกเอาใจ นอกจากนี้เพราะตัวของเฉินเสวี่ยเองก็ถูกครอบครัวตามใจจนเคยตัวแล้วจึงไม่ได้รู้สึกว่าการถูกเอาอกเอาใจแบบนี้มีอะไรที่ไม่ถูกต้อง หลังจากพลาดจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้วก็ไม่ตั้งใจทบทวน ไม่อยากไปทำงาน กลับเอาแต่อาศัยใต้ร่มธงที่ว่าจะทบทวนบทเรียนเพื่อไปสอบใหม่อีกครั้งไม่ยอมให้พ่อแม่จัดหางานให้ แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ได้ตั้งใจอ่านหนังสือเลย เอาแต่เข้าไปเล่นในกองทัพของพี่ชายแทบไม่เว้นวันพลางเพลิดเพลินกับรสชาติของการเป็นดาวล้อมเดือน 

แต่อย่างไรก็ตามยังคงมีบางคนที่ไม่ยอมเคารพเธอ ในกองทัพของเฉินอ้ายหวามีผู้บังคับกองร้อยคนหนึ่งชื่อหลัวต้าอวี่ รูปร่างสูงโปร่งหล่อเหลา หล่อมากเป็นพิเศษ การที่เฉินเสวี่ยมาที่ค่ายทหารนี้เกินกว่าครึ่งสามารถกล่าวได้ว่ามาเพื่อพบหลัวต้าอวี่คนนี้ ทุกครั้งที่มาค่ายทหารเธอจะตั้งใจแต่งตัวมากเป็นพิเศษแล้วก็หาโอกาสเข้าใกล้หลัวต้าอวี่ 

แต่อย่างไรก็ตามหลัวต้าอวี่นั้นพูดจาและปฏิบัติต่อเธออย่างไม่ไว้หน้า แค่สีหน้าดีๆ ยังไม่เคยให้เธอเลย ต่อให้เธอไปหาหลัวต้าอวี่ก็คงจะได้รับเพียงการปฏิบัติแสนเย็นชาจากเขาเท่านั้น เฉินเสวี่ยเคยคิดอยากจะขอให้พี่ชายของเธอออกคำสั่งให้หลัวต้าอวี่พาเธอไปเที่ยวเล่น ไม่ว่าอย่างไรหลัวต้าอวี่ก็เป็นทหารใต้บังคับบัญชาของพี่ชายเธอ ทหารมีหน้าที่เชื่อฟังคำสั่งไม่ใช่เหรอ 

แต่หลังจากคิดไปคิดมาแล้ว เฉินเสวี่ยยังไม่กล้าพอที่จะเสี่ยงแบบนี้ แม้ว่าเธอจะถูกที่บ้านตามใจ แต่เธอไม่ใช่ไม่รู้ว่านิสัยของพ่อกับพี่ชายเธอเป็นยังไง พวกเขาไม่มีทางอนุญาตให้เธอทำเรื่องที่ใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวกดขี่ข่มเหงผู้อื่นประเภทนี้แน่นอน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเธอไม่สามารถปล่อยหลัวต้าอวี่คนนี้ไปได้ เฉินเสวี่ยไม่เข้าใจจริงๆ หลัวต้าอวี่ออกจากชนบทเข้ามาเป็นทหาร นอกจากนี้ในกองทัพทหารตระกูลเฉินนับว่ามีตำแหน่งมากพอสมควร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพี่ชายเธอที่เป็นเจ้านายของหลัวต้าอวี่อีก เพียงแค่หลัวต้าอวี่กับเธอลงเอยกัน แบบนั้นตระกูลเฉินก็จะมองเขาด้วยสายตาที่แตกต่างออกไปและสามารถให้ความช่วยเหลือเขาได้ไม่น้อย ยิ่งหลัวต้าอวี่ไม่สนใจเธอมากเท่าไหร่ เธอยิ่งอยากได้คนๆ นี้มากขึ้นเท่านั้น  

ความคิดแบบนี้ค่อยๆ กลายเป็นความยึดติดคลั่งไคล้ ตอนที่เธอได้ยินว่าหลัวต้าอวี่ยังมีคู่หมั้นที่เล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็กอยู่ที่บ้านเกิดนั้นสติของเธอก็ขาดผึงลงทันที เธอยิ่งอยากได้หลัวต้าอวี่อย่างบ้าคลั่งถึงกระทั่งจัดฉากขึ้นมาโยนความผิดให้หลัวต้าอวี่ 

ตัวเธอเองแอบเข้าไปในห้องทำงานว่างๆ ภายในค่ายทหารห้องหนึ่งก่อนจะเรียกให้นายทหารคนหนึ่งไปเรียกตัวหลัวต้าอวี่มา ตอนที่หลัวต้าอวี่มาถึงเธอกำลังถอดเสื้อถอดผ้าอยู่ด้านในนั้นไปกว่าครึ่งตัวแล้ว หลัวต้าอวี่ไม่ทันตั้งตัวจึงเห็นเรืองร่างของเธอเข้า ทั้งฉากนี้ยังโดนเฉินอ้ายหวาที่ได้ยินว่าน้องสาวของเขามาที่นี่มาพบเข้าพอดี 

เมื่อจุดอ่อนนี้เข้ามาอยู่ในมือแล้ว เฉินเสวี่ยถือว่าได้เริ่มต้นเส้นทาง ‘ความตาย’ ของเธออย่างเป็นทางการ จัดฉากร้องไห้ตีโพยตีพายโวยวายหาเรื่องทุกรูปแบบ ความหมายหลักๆ ก็คือว่าถูกคนอื่นเห็นจนหมดตัวแล้ว ไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว เว้นแต่หลัวต้าอวี่จะแต่งงานกับเธอ มิฉะนั้นตลอดทั้งชีวิตนี้เธอจะไม่สามารถแต่งงานกับใครคนไหนได้อีกแล้ว ทั้งชีวิตนี้ของเธอได้ถูกหลัวต้าอวี่ทำลายไปหมดแล้ว 

ปัญหาคือแผนการนี้ของเฉินเสวี่ยไม่สามารถเรียกมันว่าแผนการได้เลย เพราะมันชัดเจนมากเกินไป เพียงแค่เฉินอ้ายหวาไปหานายทหารผู้เป็นคนส่งข้อความคนนั้นถามเพียงสองสามประโยค บวกกับการแสดงออกต่างๆ ของน้องสาวก่อนหน้านี้ก็เข้าใจได้ในทันทีว่าน้องสาวคนนี้จงใจวางแผนใส่ร้ายหลัวต้าอวี่ จุดประสงค์คือเพื่อจะสามารถได้แต่งงานกับหลัวต้าอวี่ เรื่องราวชัดเจนมากขนาดนี้ คนตระกูลเฉินมองออก หลัวต้าอวี่ย่อมมองออกเช่นกัน 

แต่ท้ายที่สุดคนตระกูลเฉินก็ปวดใจแทนลูกสาวของพวกเขา อีกทั้งยุคสมัยนี้ยังคงอนุรักษ์นิยมอย่างมาก การถูกคนอื่นเห็นโป๊เปลือยจนหมดตัวแบบนี้มีผลกระทบต่อฝ่ายหญิงอย่างมาก แม้ว่าเรื่องนี้จะรู้กันเพียงไม่กี่คนภายในครอบครัวก็ตาม แต่เป็นเรื่องยากที่จะรับประกันได้ว่าจะมีผลกระทบที่ไม่ดีในอนาคตอีกหรือไม่ นอกจากนี้เฉินเสวี่ยยังตั้งใจที่จะแต่งงานกับหลัวต้าอวี่จริงๆ พ่อแม่ต่างขัดเธอไม่ได้ จึงทำได้เพียงคิดหาวิธีการช่วยเหลือในเรื่องหน้าที่การงานของหลัวต้าอวี่ ในที่สุดทั้งสองคนก็ได้แต่งงานกันจริงๆ 

แม้ว่าหลัวต้าอวี่จะรู้ว่าตนเองถูกเฉินเสวี่ยวางแผนการคำนวณเอาไว้แล้ว แต่เรื่องนี้ไม่ว่าอย่างไรฝ่ายเสียหายก็ยังคงเป็นผู้หญิง บวกกับในกองทัพนั้นตระกูลเฉินอยู่เบื้องบน หากเรื่องยังวุ่นวายต่อไปตำแหน่งผู้บังคับกองร้อยนี้ของตนเองคงได้จบลงอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงโทรศัพท์ไปบอกที่บ้านอย่างตรงไปตรงมาว่าตนเองกำลังจะแต่งงาน ทั้งยังทำเรื่องขอแต่งงานด้วย ภายใต้การจัดการของตระกูลเฉินทั้งสองคนจัดงานแต่งงานแบบเรียบง่าย เชิญญาติมิตรและเพื่อนพ้องคนสนิทมาร่วมรับประทานอาหารและแต่งงานกันในที่สุด 

ปัญหาคือการแต่งงานไม่ใช่จุดจบของเรื่องราวทั้งหมด 

เรื่องราวในครั้งนี้เพราะพ่อแม่ตระกูลเฉินต่างรู้กันดีจึงรู้สึกผิดต่อหลัวต้าอวี่มาก หลังจากพวกเขาแต่งงานกันแล้วคุณพ่อเฉินจึงได้ใช้อำนาจปรับระดับตำแหน่งให้หลัวต้าอวี่จากกองร้อยเป็นกองพัน ดังนั้นอย่าได้กล่าวไปเพราะการที่หลัวต้าอวี่แต่งงานกับเฉินเสวี่ยทำให้เขาลดเวลาดิ้นรนต่อไปสู้ไปอีกหลายปีทีเดียว เพียงแต่ว่าหลัวต้าอวี่ค่อนข้างหนุ่มแน่น อายุยังน้อยจึงเป็นไม่ได้ที่จะโยกย้ายไปยังสถานที่ที่อยู่ใกล้เคียงกับปักกิ่งเช่นเดิมได้ ต้องถูกโอนย้ายไปยังสถานที่ที่ค่อนข้างห่างไกลออกไปสักน้อย นอกจากนี้เนื่องจากเฉินเสวี่ยกับหลัวต้าอวี่เพิ่งจะแต่งงานกันใหม่ย่อมต้องทำเรื่องยื่นคำร้องขอติดตาม เพื่อติดตามหลัวต้าอวี่มายังค่ายทหารทางนี้ด้วย 

เดิมทีหลัวต้าอวี่ก็ไม่ได้มีความรู้สึกอะไรต่อเฉินเสวี่ยเลย ทั้งยังรู้สึกรังเกียจ ยิ่งกว่านั้นเนื่องด้วยสาเหตุจากการถูกเฉินเสวี่ยวางแผนจนต้องแต่งงานในครั้งนี้ภายในใจยิ่งคับแค้นใจมากขึ้นไปอีก ตัวเขาเองก็ไม่ใช่คนที่จะได้มีโอกาสได้เล่นสนุกอะไร แม้ว่าภายในใจจะมีความรู้สึกซาบซึ้งใจที่คุณพ่อเฉินช่วยเหลือแต่มันไม่ได้แพร่กระจายมาถึงตัวของเฉินเสวี่ยด้วยเลย ส่วนตัวของเฉินเสวี่ยครุ่นคิดอย่างสุขใจว่าทั้งสองคนแต่งงานกันแล้ว คราวนี้หลัวต้าอวี่คงไม่มีทางเพิกเฉยต่อตนเองอีกแล้วใช่ไหม? คิดไม่ถึงว่าหลัวต้าอวี่จะหมกตัวอยู่แต่ในค่ายทหารตลอดทั้งวันจริงๆ กลับมาบ้านก็แค่กินข้าวนอนหลับ ไม่พูดไม่จากับเธอสักคำ สายตาคู่นั้นไม่แม้แต่จะตวัดมามองเธอเลย นอกจากนี้เรื่องนี้เฉินเสวี่ยไม่สามารถกลับไปร้องทุกข์กับที่บ้านได้แล้ว ครั้งที่เธอก่อความวุ่นวายอยู่ที่บ้านพ่อแม่ต่างพยายามเกลี้ยกล่อมเธอแล้วว่าแตงที่ฝืนเด็ดจากต้นย่อมไม่หวาน [1] การแต่งงานที่ได้มาด้วยวิธีเช่นนี้จะทำให้เธอต้องประสบกับความทุกข์ในอนาคต แต่ตอนนั้นเฉินเสวี่ยไม่ยอมเชื่อ หัวเด็ดตีนขาดก็จะแต่งงานกับหลัวต้าอวี่ให้ได้ ตอนนี้แต่งก็แต่งแล้ว คิดไปแล้วการที่พ่อแม่เข้ามายุ่งเรื่องของสองสามีภรรยานั้นเป็นไปไม่ได้ นอกจากนี้หนึ่งหลัวต้าอวี่ไม่ปล่อยให้เธอหิว สองไม่ตีเธอ ถึงพ่อแม่จะเข้ามายุ่งก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าพ่อแม่สามารถจัดการความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาได้ 

เดิมทีอยู่ที่บ้านเฉินเสวี่ยก็เป็นลูกสาวที่ถูกเอาอกเอาใจจนเหลิง งานบ้านงานเรือนอะไรก็ไม่ทำ ตอนนี้แต่งงานแล้วย่อมไม่สามารถเป็นแบบนี้ต่อไปได้อีกแล้ว แต่เฉินเสวี่ยนั้นทำงานบ้านไม่เป็นจริงๆ ทั้งยังเป็นคนขี้เกียจ ตอนนี้มาอยู่ที่ชุมชนทหารทางนี้แล้วไม่มีแม่ที่จะมาคอยช่วยทำความสะอาดทำอาหารให้เธอแล้ว ภายในบ้านจึงรกยุ่งเหยิงไปหมด เนื่องจากหลัวต้าอวี่เพิ่งจะโยกย้ายมาที่นี่ใหม่จำเป็นต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเหล่าสหายร่วมรบ แน่นอนว่าเขารู้ว่าเฉินเสวี่ยทำอาหารไม่เป็น วันๆ ได้แต่ไปกินข้าวที่โรงอาหาร ดังนั้นจึงไปตักอาหารกลับมาจากโรงอาหารแล้วเรียกเหล่าสหายมาร่วมกันดื่มสักหน่อยก็ถือว่าเป็นการพบปะกับทุกคนอย่างเป็นทางการแล้ว 

แต่คิดไม่ถึงว่าแม้แต่ทำความสะอาดบ้านเฉินเสวี่ยก็ไม่ทำ ด้านในบ้านทั้งรกไม่เป็นระเบียบ ทั้งยังสกปรก เดิมทีฤดูร้อนทางตอนใต้นั้นก็อยู่ยากอยู่แล้ว ถังขยะที่ถูกทิ้งจนเต็มไม่ได้เอาไปทิ้งข้ามวันข้ามคืนมีแมลงตัวเล็กๆ บินว่อนเต็มไปหมด 

วินาทีนั้นหลัวต้าอวี่หน้าตึงไปหมด ตอนแรกก็แต่งงานกับผู้หญิงคนนี้อย่างไม่ได้เต็มใจ ยังจะปล่อยให้บ้านเป็นแบบนี้อีก ขนาดบ้านยังไม่รู้จักทำความสะอาดยังจะแต่งงานไปทำไม ยังจะติดตามมาด้วยทำไมกัน กลับไปอยู่ที่บ้านไปเป็นคุณหนูผู้เปราะบางให้คนคอยเอาอกเอาใจรับใช้โน่นเถอะ 

ปรากฏว่ายังไม่ทันได้ต้อนรับแขก สองสามีภรรยาก็ทะเลาะกันขึ้นมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่เฉินเสวี่ยทะเลาะอยู่พูดจาไม่ระวังปากพูดออกไปว่า ถ้าไม่ใช่เพราะแต่งงานกันฉัน คุณจะได้เป็นผู้บังคับกองพันเร็วขนาดนี้เหรอ อีกทั้งประโยคนี้ยังพูดต่อหน้ากลุ่มสหายทั้งกลุ่มของหลัวต้าอวี่เลยด้วย 

ในตอนนั้นหลัวต้าอวี่กระแทกประตูเดินออกไป ส่วนเหล่าสหายเหล่านั้นย่อมออกไปด้วยกันกับหลัวต้าอวี่ด้วย ไม่รู้ว่าได้ไปหาที่ดื่มเหล้ากันอีกหรือเปล่า ส่วนเฉินเสวี่ยอยู่ที่บ้านหันหน้าไปทางห้องอันเยือกเย็นร้องไห้ตลอดทั้งคืน วันต่อมาตอนที่เข้าไปตักอาหารในโรงอาหารก็ได้ยินคนอื่นๆ ชี้ไม้ชี้มือว่าเธอทั้งขี้เกียจทั้งโลภ บ้านช่องก็ไม่ทำความสะอาดแถมยังจะทะเลาะกับสามีอีก ตลอดทางที่เฉินเสวี่ยเดินมารู้สึกได้ว่ามีคนใช้สายตาดูถูกมองเธออยู่ตลอด เมื่อเข้ามาถึงทางเดินอาคารยังได้ยินคนพูดจาหัวเราะเยาะกันว่าเธออ้วนเหมือนหมู บ้านหลังนั้นก็คือคอกหมู 

เธอเดินเตาะแตะมาจนถึงบ้าน หลัวต้าอวี่ยังคงไม่ได้กลับมาเหมือนอย่างเคย เฉินเสวี่ยกินอาหารกลางวันอย่างเร่งรีบก่อนจะพลางคิดพลางร้องห่มร้องไห้อยู่บนโซฟา รู้สึกเพียงว่าชีวิตของตนเองมันช่างขมขื่นมากจริงๆ พยายามเต็มที่ที่จะได้แต่งงานกับสามีแต่กลับไม่ได้หัวใจของสามีเลยแม้แต่นิดเดียว ร้องไห้จนเหนื่อยแล้วก็ผล็อยหลับไปบนโซฟา ปรากฏว่าเมื่อตื่นขึ้นมาก็กลายเป็นเฉินเสวี่ยตอนนี้แล้ว 

นี่คือชีวิตที่ถูกรังเกียจทั้งชีวิตของเฉินเสวี่ย 

หลังจากที่เฉินเสวี่ยดูความทรงจำของตัวตนเดิมจนหมดถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะเลย เธอเป็นถึงผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายคนหนึ่งแท้ๆ ในยุคสมัยนี้ก็ถือว่ามีวุฒิการศึกษาระดับสูงแล้ว ถ้าพยายามขยันสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ นั่นคือเป็นหงส์ทองแท้ๆ เลยนะ ประกอบกับพื้นเพครอบครัวแบบนี้ ทั้งยังมี เอ่อ เรื่องของรูปร่างอะไรพวกนี้วันหลังค่อยพยายามกันอีกทีก็ได้ แล้วถึงแม้ว่าจะอวบๆ อ้วนๆ แต่ก็สามารถใช้ชีวิตให้สนุกและน่ารักได้นี่นา 

แต่ปรากฏว่าอยากจะเลือกแต่เส้นทางนี้ การแต่งงานแบบทหาร แถมยังเป็นการแต่งงานแบบทหารที่อีกฝ่ายถูกวางแผนการบีบบังคับโดยไม่เต็มใจอีกด้วย ผู้ชายต่างมีความภาคภูมิใจในตนเอง ยิ่งความภาคภูมิใจในตนเองของผู้ชายในกองทัพยิ่งแข็งแกร่งเป็นพิเศษ เดิมทีในเวลานี้ตามความคิดโดยทั่วไปแล้วผู้หญิงจะต้องทำงานบ้าน แต่นี่บ้านไม่ได้ทำความสะอาดทำให้สามีต้องขายหน้าต่อเพื่อนสหาย ทั้งยังพูดว่าฝ่ายชายได้รับการเลื่อนตำแหน่งนี้เพราะอาศัยครอบครัวของเธอต่อหน้าเพื่อนสหายหลายคนขนาดนั้น แบบนี้ไม่เท่ากับว่าติดป้ายกินข้าวนิ่ม [2] บนตัวของฝ่ายชายเลยเหรอ แบบนี้ต่อให้หลัวต้าอวี่จะเป็นผู้บัญชาการของที่นี่ต่อไปก็ยากที่จะเชิดหน้าชูหน้าชูตาขึ้นได้  

เฉินเสวี่ยปวดหัวมากจริงๆ การแต่งงานกับทหารเป็นเรื่องยุ่งยาก ไม่ใช่ว่าเธอไม่ชอบคนเป็นทหาร พวกเขาปกป้องบ้านเมือง บรรเทาสาธารณภัย สามารถครองตำแหน่งคำเรียกบุคคลผู้แสนน่ารักที่สุดนี้ได้เลย แต่เธอเป็นบุคคลที่ไม่อยากแต่งงาน แล้วมาตอนนี้ไม่เพียงแค่แต่งไปแล้ว ทั้งยังเป็นการแต่งงานแบบทหารที่ไม่สามารถหย่าร้างกันได้ง่ายๆ ร่างเดิมที่พยายามแต่งงานกับหลัวต้าอวี่อย่างเอาเป็นเอาตายก็ไม่ใช่เธอ 

ชีวิตในอุดมคติของเธอคือการอาศัยอยู่ริมทะเล ฤดูใบไม้ผลิดอกไม้เบ่งบาน สามารถเดินทางท่องเที่ยวในแบบที่บอกจะไปก็ไปได้เลย แล้วมาตอนนี้มันกลายเป็นอะไรไปแล้ว การแต่งงานที่อยากจะหย่าก็ไม่สามารถหย่าได้?  

 

------ 

[1] แตงที่ฝืนเด็ดจากต้นย่อมไม่หวาน หมายถึง การทำอะไรโดยฝืนมักได้ผลลัพธ์ที่ไม่ดี 

[2] กินข้าวนิ่ม หมายถึง เลี้ยงชีพด้วยการเกาะผู้หญิงกิน 

ความคิดเห็น