email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Episode 5 จะร้ายหรือจะรัก

ชื่อตอน : Episode 5 จะร้ายหรือจะรัก

คำค้น : เซฟแมงป่อง ตบหลุมรัก My heart November นิยายวาย ตบจูบ ฟิวกูดรักมหาลัย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 24.6k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ธ.ค. 2563 12:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 500
× 0
× 0
แชร์ :
Episode 5 จะร้ายหรือจะรัก
แบบอักษร

Episode 5 

จะร้ายหรือจะรัก 

[all]  

 

 

 

แมงป่องและพลังเดินเข้ามาในสตูดิโอท่ามกลางเสียงตบมือดังสนั่นแต่ในเสียงชื่นชมในตัวสองหนุ่มกลับมีชายหนึ่งคนกำลังหลบสายตาที่มองกลับมาอย่างไม่ไยดี ราวกับเขาเป็นเพียงอากาศธาตุอันไร้ตัวตน 

 

ชั่วแวบหนึ่งมันเหมือนกับมีรังสีอำมหิตออกมาจากร่างของสัตว์ร้ายที่พร้อมจะแทงหางพิษจู่โจมมาที่นายอาคมจะเหงื่อแตกจนชุ่มเสื้อนักศึกษาที่เขาใส่อยู่ 

 

“เอาล่ะพี่จะเรียกตามหมายเลขผู้เข้าประกวดนะครับจะไล่ตั้งแต่ KMP1 ถึง KMP24 ปีนี้มีส่งมาทั้งหมดคือสิบสองคณะดังนั้นพี่ขอให้พยายามให้เต็มที่ตั้งแต่ครั้งแรก สำหรับใจใครที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ในการถ่ายภาพนิ่ง ไม่รู้ว่าควรจะจัดท่ายังไงดีพี่เคนจากคณะศิลปกรรมจะเป็นคนช่วยสอนเคล็ดลับการโพสต์ท่าให้เพื่อให้ได้ภาพที่ธรรมชาติไม่ดูแข็งทื่อเป็นหุ่นยนต์ตอนนี้พี่มีเวลาให้น้อง ๆ 30 นาทีลองฝึกก่อนที่พี่สองคนจะเซตอุปกรณ์เสร็จ” พลังเอ่ยปากบอกเหล่าดาวเดือนทั้งหมดพยักหน้าเข้าใจจนเคนต้องเรียกให้ทุกคนตามไปอีกห้องเพื่อให้สองหนุ่มเซตอุปกรณ์ได้ง่ายขึ้น 

 

พายุใช้โอกาสนี้เดินเข้าหาแมงป่องหลังจากคนเริ่มทยอยออกไปจากห้อง “แมงป่องกูฝากกล้องตัวนี้ให้เด็กคนนั้นทีนะ แล้วเดี๋ยววันไหนกูเจอตัวไอ้เด็กนั่นกูจะจับมันมาหามึงเอง” 

 

“ลงทุนทำถึงขนาดนี้นี่พวกไอ้เคน ไอ้เอ ไอ้ยูจิมันรู้เรื่องนี้รึเปล่าวะพายุ” แมงป่องกอดอกพิงหลังไปที่กำแพงห้องยกกล้องขึ้นมาดูอย่างพินิจพิจารณา ในขณะที่พายุกลับส่ายหัวออกมาด้วยรอยยิ้ม 

 

“เรื่องนี้ยังไม่มีใครรู้และกูก็ยังไม่อยากให้ใครรู้ด้วยมึงช่วยเก็บเป็นความลับให้กูหน่อยนะ ถ้าเป็นไปได้เวลาที่มึงเจอเด็กคนนั้นก็แค่บอกมันไปว่าวานถ่ายภาพให้ชมรมก็ได้หรือถ้าจะให้ดีก็เอามันเข้าชมรมมึงไปเลยกูจะได้หายห่วงแล้วค่าใช้จ่ายของชมรมมึงปีนี้กูจะออกให้ทั้งหมดเอง” 

 

แมงป่องถึงกับส่ายหัวหลิ่วตามองเพื่อนตรงหน้าอย่างแปลกใจ “ถ้ามึงชอบน้องมันขนาดนี้ทำไมไม่บอกน้องมันไปตรง ๆ เลยวะจะเสียเวลาอ้อมค้อมทำไม” 

 

“ก็เพื่อนมึงมันป๊อดไง!” เป็นพลังที่แทรกพูดขึ้นมาจนพายุถึงกับขมวดคิ้วไม่สบอารมณ์ อันที่จริงพายุกับพลังก็ไม่ได้ทะเลาะกันหรอกเพียงแต่คู่นี้เวลาเจอหน้าเป็นต้องเขม่นกันตลอดเหมือนน้ำกับไฟคนหนึ่งก็เจ้าเล่ห์เกินใครอีกคนก็ธรรมะขึ้นสมอง 

 

“ไม่เสือกสักเรื่อง จะเคืองกูไหม?” พายุหันไปถามพลัง 

 

“โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า ไม่โกรธดีกว่า ไม่บ้า ไม่โง่!” พลังหันไปตอบพายุ 

 

“พอเลยมึงสองคนเจอหน้ากันจะต้องทะเลาะกันทุกครั้งเลยรึไงวะ มึงก็เหมือนกันพลังกลับไปจัดการอุปกรณ์ต่อเลยจะไปยั่วพายุมันทำไม” แมงป่องพูดขึ้นอย่างอ่อนใจ “เอาเป็นว่ากูจะพยายามช่วยมึงเรื่องนี้ละกันนะพายุแล้วมึงยังมีเรื่องสำคัญที่ต้องทำอยู่อีกไม่ใช่เหรอทั้งเรื่องที่ต้องกล่าวอำลาตำแหน่งเดือนมหา’ลัยแล้วก็เรื่องคอนเสิร์ตที่จะต้องเตรียมตัวแสดงต่อ”

 

พายุนิ่งไปพักใหญ่ก่อนที่เขาจะเงยมองหน้าแมงป่องอีกครั้ง “หลังจบคอนเสิร์ตกูว่าจะเลิกเล่นแล้วว่ะแมงป่องกูอยากทุ่มเทเวลาให้เด็กคนนั้นมากกว่านี้”

 

แทนที่แมงป่องจะตกใจที่หัวหน้าวง Full Moon คนนี้กำลังจะเลิกเล่นดนตรีเขากลับยิ้มออกมาด้วยสีหน้ายินดีแทน “เอาที่มึงสบายใจเลยพายุอันที่จริงไม่ว่ากูหรือพวกไอ้เคนเองก็ไม่ค่อยมีเวลามาร่วมกลุ่มเล่นดนตรีแล้วล่ะ ยุบวงซะวันนั้นเลยก็ไม่เลวเหมือนกันถือว่าอำลาคนฟังไปในตัว...กูหวังว่าเรื่องของมึงจะไปได้สวยนะอย่าทำมันพังเหมือนที่กูเคยทำ...”

 

คำพูดของแมงป่องทำให้ทั้งพายุและพลังถึงกับเงยหน้ามองตาไม่กะพริบแล้วถอนหายใจออกมาเสียงดัง

 

“ก็มึงเอาแต่ทำตัวแบบนี้แหละแมงป่อง กูเคยบอกไปแล้วว่านิสัยอย่างไอ้เด็กนั่นน่ะจะต้องทำให้มึงเสียใจไปอีกนาน”

 

“กูเลือกไปแล้วพลัง...กูเลือกไปแล้ว”

 

“เด็กที่พวกมึงพูดถึงอย่าบอกนะว่าเป็นคนเดียวกับที่ต่อยมึงเมื่ออาทิตย์ที่แล้วน่ะแมงป่อง...นี่มึงอย่าบอกนะว่าเป็นไอ้เซฟ!”

 

“อ้าว! ...นี่มึงก็รู้อยู่ก่อนแล้วเหรอพายุ” พลังเอ่ยถามขึ้นอย่างแปลกใจ

 

“อืม เรื่องที่แมงป่องถูกต่อยน่ะดังจะตายจนกูต้องไปดูกล้องวงจรปิดแต่ก็ก็สั่งลบไปหมดแล้วล่ะเพราะพวกกองวินัยมันกัดไม่ปล่อยแน่สุดท้ายกูก็เลยไปขอดูประวัติไอ้เซฟมันจนได้รู้ว่ามันสองคนเรียนมัธยมปลายที่เดียวกันมาไง”

 

“พายุมึงจะตามเสือกเรื่องของพวกกูแบบนี้ตลอดไม่ได้นะ”

 

“แมงป่องมึงก็เป็นเพื่อนกูไหม? ถ้ามีปัญหาอะไรที่กูพอจะช่วยเพื่อนได้กูก็อยากช่วยทุกคนนั่นแหละแต่ช่วงนี้คนที่ดูจะมีปัญหามากที่สุดคงหนีไม่พ้นไอ้พรายหรอก ถ้าเป็นไปได้กูฝากพวกมึงคอยจับตาดูมันหน่อยละกัน”

 

“พรายมันทำไมวะ?”

 

“มึงก็รู้นี่ว่าถึงไอ้พรายมันจะฉลาดเกินคนแต่มันชอบเอาตัวเข้าแลกกับเรื่องโง่ ๆ แล้วตอนนี้ทั้งกู ทั้งป้อง พรายและน้องรหัสกูที่ชื่อเพลงก็ถูกคนติดตามสืบเรื่องบางอย่างอยู่ตอนนี้มีหลายเรื่องที่กูเองก็ต้องรีบจัดการจนแทบไม่มีเวลามาตามเสือกเรื่องของพวกมึงหรอกยังไงกูฝากมึงสองคนช่วยเป็นหูเป็นตาแทนกูหน่อยนะ”

 

“ถ้ามันเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนั้นมึงควรจะคุยกับพ่อมึงนะพายุ”

 

“มึงมันโง่แล้วพลังขืนกูบอกพ่อตอนนี้ ไอ้พรายยิ่งต้องระวังตัวจากพวกเรายิ่งกว่าเดิมแน่ยังไงซะก็ทำตามวิธีของกูไปก่อนเถอะที่เหลือกูจัดการเอง” พายุหมุนตัวกลับออกไปทางประตูก่อนจะหยุดแล้วหันมาพูดกับแมงป่อง “กูฝากไอ้เพลงน้องรหัสกูด้วยนะแมงป่อง ตอนนี้กูขอไปตามเฝ้าดูคนที่กูคิดถึงมานานแสนนานก่อน ส่วนมึงเองก็อย่าไปใจร้ายกับไอ้เด็กนั่นให้มากล่ะ”

 

“จะว่าไปไอ้เซฟกับพายุนี่ก็นิสัยเหมือนกันนะ...พวกปากร้ายแต่ใจดี” พลังยื่นแขนทั้งสองข้างบีบมาที่หัวไหล่เพื่อนสนิทจ้องมองเข้าไปในแววตา “มึงเองก็ไม่ได้โกรธไอ้เซฟเรื่องที่มันจูบมึงในร้านเหล้าคืนนั้นใช่ไหม? เพราะจริง ๆ แล้วมึงก็คงชอบมันมานานแล้วต่างหาก”

 

“...”

 

นายพฤศจิกาได้แต่นิ่งเงียบกับคำถามของพลังเขาเองก็ไม่แน่ใจว่ารู้สึกชอบเด็กคนนั้นไปตั้งแต่เมื่อไหร่รู้แค่ว่ามันนานมากแล้ว นานจนเขาเองพยายามจะลบเลือนความรู้สึกที่มีทั้งหมดจนกระทั่งมาเจอเด็กคนนั้นอีกครั้ง

 

รุ่นพี่หนุ่มให้กองกิจกรรมทยอยเรียกหมายเลขผู้เข้าประกวดดาวเดือนเข้ามาเพื่อถ่ายรูปตามลำดับ

 

“หมายเลข KMP13 นายปรเมศวร์ โยธินณุวัศ หรือน้องเพลงเตรียมตัวถ่ายเป็นคิวถัดไปนะคะ” เสียงเรียกของสตาฟดังขึ้น

 

“สู้ ๆ นะเพลงพวกพี่ค่อยเป็นกำลังใจให้” พี่เคนชูกำปั้นยกแล้วดึงขึ้นลงบ่งบอกลักษณะทางกายว่าทำให้เต็มที่ “ไอ้พายุมันก็เหลือเกินอยู่ ๆ จะกลับก็ไม่มีบอกสักคำ”

 

“ไม่เป็นไรหรอกครับพี่เคน พี่พายุเขาคงมีธุระต้องไปทำต่อน่ะที่จริงผมก็เริ่มชินกับนิสัยพี่มันแล้วด้วย เห็นเกรี้ยวกราดแบบนั้นแต่พอเอาเข้าจริงใจดีมากเลยนะ”

 

“อืม ก็นั่นแหละนิสัยพายุคอยดูแลคนอื่นอยู่เสมอแต่อย่าได้เผลอเชียวนะไอ้เพลง พี่รหัสมึงคนนี้น่ะพร้อมจะล้วงความลับของเอ็งจนหมดเปลือกแน่ ตอนนี้มึงก็รีบไปได้แล้ว” ยูจิพูดขึ้นในขณะที่กำลังจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้กับ ซิกซ์ น้องใหม่เดือนคณะวิทย์

 

“เออ น้องคะน้าก็ตามไปด้วยสิเผื่อต้องช่วยซับหน้าให้พวกมันด้วย”

 

“ค่ะ พี่เอ”

 

คะน้าเดินควงแขนเพลงออกจากห้องไปจนใครต่อใครก็ต่างอิจฉาสาวร่างสูงคนนี้กันถ้วนหน้า คณะศิลปกรรมมีหมายเลขเป็นอันดับสุดท้าย ยิ่งใกล้เวลาถูกเรียกตัวเท่าไหร่ลมหายใจของอาคมก็เหมือนกันจะขาดช่วงไปเสียทั้งอย่างนั้นจนแม้แต่พี่เคนและเหล่าเดือนรุ่นพี่คนอื่นก็สังเกตได้

 

เคนเอื้อมมือไปลูบที่ศีรษะของรุ่นน้องเบา ๆ ส่วนหนึ่งเพราะกลัวผมที่จัดแล้วจะเสียทรง

 

“เซฟไม่ต้องกลัวนะพี่จะให้คำแนะนำอย่างนึงขอโทษแมงป่องมันสิแล้วลองตัดความรู้สึกโกรธในใจออกไป...เราน่าจะเป็นคนที่รู้ดีที่สุดนะว่าตลอดมาแมงป่องเป็นคนแบบไหน”

 

[Part Playsave]  

 

คำพูดของพี่เคนทำให้ผมหวนนึกถึงช่วงเวลาในคืนแรกที่ได้อยู่กับแมงป่องอีกครั้ง หากตัดความความรู้สึกโกรธเกลียดภายในใจออกไปตอนนี้เรื่องระหว่างเราจะไม่ต้องลงเอยกันแบบที่เป็นอยู่ 

 

เสียงลมหายใจยามนอนของพี่แมงป่องทำให้ผมรู้ว่าเขาหลับลึกไปด้วยความเหนื่อยจากการไปหาผมที่เกาะเสม็ดมาทั้งคืนบวกกับที่ลงไปเล่นน้ำทะเลเย็นเฉียบยามดึก อุ้มมือที่วางลงมาที่มือผมตอนนี้มันช่างอบอุ่นและเป็นสัมผัสที่ผมต้องการมาตลอดหลายปี  

 

การที่เด็กคนหนึ่งต้องโดนคนอื่นดูถูกเหยียดหยามมาตลอดชีวิตสิ่งที่ต้องการมากที่สุดก็แค่เพียงมือของใครสักคนที่คอยจับมือเอาไว้เท่านั้น...มันคงไม่ผิดใช่ไหม? ที่ผมจะสอดมือประสานไปกับนิ้วของชายตรงหน้าผมแค่อยากจะกำมือเขาเอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้แม้ว่าถ้าตื่นขึ้นมาในตอนเช้าจะไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว 

 

...ขอเพียงแค่คืนนี้ก็ยังดีเพียงแค่บีบมือพี่แมงป่องแผ่วเบาเขาก็ครางเสียง ฮือ เหมือนกับกำลังตอบรับความรู้สึกทั้งหมดของผม... 

 

“ขอบคุณที่ยื่นมือมาช่วยผมในวันนั้นและขอบคุณที่ทำให้ผมรักพี่ในวันนี้” เสียงกระซิบบางเบาคงไม่มีทางทำให้คนที่กำลังนอนหลับลึกได้ยินแน่ถึงจะอยากจูบเขามากแค่ไหนก็ทำได้แค่ก้มหน้าหอมไปที่หลังมือของพี่แมงป่องเท่านั้น 

 

ความง่วงเริ่มก่อตัวขึ้นในหัวอย่างช้า ๆ จนผมเองก็หลับตามคนข้างเคียงไปโดยไม่รู้ตัว 

 

“เซฟ...” แรงเขย่าของใครคนหนึ่งกำลังปลุกผมจากฝันดี “เซฟตื่นเถอะเกือบจะสิบโมงแล้วนะนัดหมอเอาไว้ไม่ใช่เหรอ?” ผมลืมตามองไปตามเสียงเรียกเป็นแมงป่องที่นั่งอยู่เตียงก้มลงมาใบหน้าของเราทั้งคู่ห่างกันไม่ถึงฝ่ามือเลยด้วยซ้ำ จากที่กำลังงัวเงียมันทำให้ผมต้องสะดุ้งดีดตัวจนหน้าผากกระทบกันดังโป๊ก 

 

เสียงร้องของแมงป่องกับมือที่ถูหน้าผากไปมามันทำให้ผมต้องรีบลุกขึ้นดูเขาในทันที 

 

“พี่เจ็บตรงไหนรึเปล่า? ผมขอโทษนะ”  

 

สายตาที่เขามองกลับมามันเต็มไปด้วยอารมณ์เจ็บปวดและอารมณ์ขำขันในเวลาเดียวกัน 

 

“พี่โอเคแค่ไม่คิดว่าเซฟจะหัวแข็งขนาดนี้ดีนะที่ไม่โดนจมูกเกิดเบี้ยวมาต้องไม่ทำใหม่ล่ะแย่เลย” นิ้วมือของรุ่นพี่ตรงหน้าบีบมาที่จมูกผมเพื่อหยอกล้อ “ตื่นแล้วก็รีบไปอาบน้ำซะนะ เดี๋ยวพี่ลงไปหาอะไรให้กินแล้วค่อยพาไปส่งที่คลินิก”  

 

ถ้าจะบอกว่าช่วงเวลานี้ผมมีความสุขที่สุดก็คงไม่ผิด ขนาดเป็นแค่รุ่นพี่รุ่นน้องเขาจะใส่ใจผมมากแบบนี้ นั่งมองแมงป่องเดินออกไปจากห้องก่อนจะคว้าผมเช็ดตัววิ่งเข้าห้องน้ำไปอย่างรวดเร็ว หลังจากแต่งตัวเรียบร้อยแล้วก็เดินลงมาด้านล่างกลิ่นหอมของอาหารเช้าแบบวัฒนธรรมตะวันตกลอยตลบอบอวลอยู่ภายในห้องครัวที่จัดแต่งแบบยุโรป 

 

ไข่ดาว ไส้กรอก ขนมปังปิ้งถูกวางเอาไว้ในจานสองชุดบนโต๊ะหลุยส์งามตา ส่วนแมงป่องตอนนี้กำลังต้มอะไรบางอย่างลงในหม้อขนาดเล็กจนผมต้องเดินตามไปดูอย่างสนใจ 

 

“พี่กำลังทำอะไรครับ?” ต้องรีบชักแขนตัวเองออกในทันที ให้ตายเหอะเกือบเผลอตัวกอดไปที่เอวของพี่เขาแล้ว!  

 

“กำลังอุ่นนมรวงผึ้งให้กินน่ะ” ในหม้อตรงหน้ามันเป็นของเหลวสีขาวมีชิ้นรวงผึ้งหันเต๋าขนาดเล็กอยู่สี่ห้าก้อน “ลองกินดูสิอร่อยนะ” พี่แมงป่องใช้ช้อนตักรวงผึ้งขนาดเล็กในหม้อมาใส่ในถ้วยชิมจากนั้นก็ช้อนฟิล์มบาง ๆ ที่ลอยอยู่มาหุ้มเอาไว้ 

 

“มันกินได้เหรอครับพี่” ผมชี้ไปที่แผ่นสีขาวที่เพิ่งตักขึ้นมา 

 

“กินได้หน้านมเกิดจากโปรตีนเคซีนและเวย์ผ่านปฏิกิริยาความร้อนจนลอยอย่างที่เห็นส่วนกลิ่นหอมอ่อน ๆ ก็มาจากไขมันจากนมอีกที” พูดจบพี่เขาก็เอาช้อนตักขึ้นมาจ่อที่ปากจนผมต้องชะงักตัวออก “ไม่ต้องกลัวลวกปากหรอกพี่แค่เอามาอุ่นน่ะไม่ได้ร้อนมาก”  

 

แมงป่องคงไม่รู้สินะว่าผมไม่ได้กลัวลวกปากแต่ที่ถอยเพราะมันเป็นเขาที่กำลังป้อนผมต่างหาก รสหวานของหน้านมกับรวงผึ้งมันไม่ได้หวานเท่ากับสิ่งที่พี่เขากำลังทำเลยสักนิด ยิ่งทำดีกับผมมากเท่าไหร่ผมก็ยิ่งอยากครอบครองเขาเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว 

 

ถ้าแมงป่องรู้ว่าผมชอบเขา...เขาจะเกลียดผมรึเปล่า 

 

หลังจากทานข้าวเช้ากันเสร็จเรียบร้อยแล้วแมงป่องยังอาสาขับรถมาส่งที่คลินิกพี่หมอลูกสาวลุงนันแถมยังเข้าไปนั่งรอเป็นเพื่อนผมอีก 

 

“เป็นไงคะวันนี้ ไหนหมอขอดูแผลเราหน่อยซิ” เธอจับจมูกผมบีบไปมาเบา ๆ เชิดรูจมูกขึ้นเพื่อดูร่องรอยของแผลที่สมานกันเป็นอย่างดี ก่อนจะแตะนิ้วคลึงคลำไปที่ริมฝีปากทีละจุด “หล่อจังเลยนะคนที่มาส่งเซฟน่ะนี่เป็นเหตุผลที่เราอยากทำศัลยกรรมรึเปล่าน้า” น้ำเสียงล้อเลียนของพี่หมอทำให้ผมต้องหน้าแดงออกมา 

 

“ใช่ครับ...” พี่หมอเองคงจะอึ้งกับคำตอบผมอยู่ไม่น้อย หยุดมือกึกตาค้างไปเลย 

 

“ตอนนี้เซฟก็หล่อขึ้นมากแล้วนะมั่นใจในตัวเองหน่อย ส่วนเรื่องเหลากรามพี่หมอว่ารอจนกว่าจะดัดฟันเสร็จก่อนดีกว่าเนอะอีกอย่างดูจากการดูแลแผลของเซฟพี่หมอว่าเรายังบกพร่องไม่ทำตามคำแนะนำที่พี่สอนอยู่เลย อืมเอาเป็นว่าต้องหาตัวช่วยดีกว่า” พี่หมอหันไปหาพยาบาลผู้ช่วย “ออยช่วยไปเรียกน้องผู้ชายที่หล่อ ๆ หน้าห้องมาให้พี่หน่อยสิ” ...!  

 

พี่แมงป่องเดินเข้ามายกมือไหว้พี่หมอแบบงง ๆ  

 

“มานั่งตรงนี้เลยค่ะ พอดีน้องเซฟไม่ยอมทำตามคำแนะนำของพี่เลยต้องให้น้องช่วยทำแทน” หมอสาวจับไปที่นิ้วของแมงป่องทาบกดมาที่ริมฝีปากของผมที่จะจุด “เห็นไหมว่าเป็นไตแข็ง ๆ เพราะไม่ยอมนวดบ่อย ๆ ตามที่หมอบอกไงคะขืนปล่อยเอาไว้มันจะอยู่ถาวรเลยนะ”  

 

“แล้วผมต้องนวดให้น้องยังไงครับ” ทั้งผมและพี่หมอถึงกับตาสบตากันในทันทีที่หนุ่มหล่อตรงหน้าเอ่ยถาม 

 

“ทำแบบนี้นะคะใช้นิ้วโป้งวางไว้ใต้ริมฝีปาก และนิ้วชี้กดบนริมฝีปากกดนวดวนไปเบา ๆ ค่อย ๆ ไล่ขยับจากมุมปากด้านนอกเข้ามากลางปากแบบนี้ พยายามทำทุกวันวันละประมาณ 5-10 นาทีถ้าเป็นไปได้วันหนึ่งก็ทำสักสิบถึงยี่สิบครั้งไปเลย”  

 

“ครับ...ผมพอจะเข้าใจแล้วทำแบบนี้ใช่ไหมครับ” แมงป่องขยับนิ้วกดนวดมาที่ริมฝีปากผมช้า ๆ ในขณะที่พี่หมอกับพยาบาลผู้ช่วยที่อยู่ด้านหลังถึงกับนั่งบิดตัวเป็นเกลียวแต่ตอนนี้การนวดของแมงป่องมันคงไปกระตุ้นเลือดลมของผมจนร้อนผ่าวไปทั้งตัว 

 

วันนี้ดูพี่แมงป่องจะใจดีกับผมเป็นพิเศษอาจจะเป็นเพราะเราสองคนไม่ได้เจอกันเลยเกือบสองเดือนในช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา หลังจากเสร็จจากพี่หมอเขาก็ชวนผมไปเดินเล่นต่อ 

 

“ต้องรีบกลับบ้านรึเปล่าถ้าไม่ได้ติดธุระอะไรไปดูหนังกันไหม?” มีความสุขจนเหมือนร่างจะหลุดออกไปนอกอวกาศจะชวนเองก็ไม่กล้าไง  

 

รถยนต์อีโคคาร์ขับเข้าสู้ถนนเส้นสุขุมวิทบางครั้งก็ขับอ้อมวิ่งเลียบไปตามชายทะเลเปิดกระจกรับลมไปเรื่อย ๆ  

 

“เราจะไปที่ไหนกันเหรอพี่”  

 

“แพชชั่น ช้อปปิ้ง เดสติเนชั่นไงขับจากตรงนี้ไปแค่ 20 กิโลเองหรือเซฟมีที่อื่นที่อยากจะไปรึเปล่า”  

 

“ไปไหนก็ได้แค่ได้อยู่กับพี่ก็พอ...” อยากจะพูดออกมาดัง ๆ แต่ก็ทำได้แค่พึมพำเท่านั้นแหละ 

 

“ว่าอะไรนะ?”  

 

“อ้อ...ปะ...เปล่าผมแค่จะถามว่าพี่มีใบขับขี่แล้วเหรอ?”  

 

“อืม เพิ่งทำช่วงปิดเทอมตอนที่เราหายไปเลยนั่นล่ะ”  

 

หลังจากนั้นระหว่างทางเราก็ไม่ได้คุยกันอีกเลย ได้แต่ปรายตามองคนขับอยู่เป็นระยะอยากจะเอื้อมมือไปจับมือแมงป่องที่กุมอยู่ตรงกระปุกเกียร์เหลือเกินแต่ก็งงวิธีการขับรถมากอะ เกียร์ออโต้แท้ ๆ ทำไมถึงต้องวางมือไว้ตรงนั้นตลอดเวลาเลยก็ไม่รู้ 

 

ใช้เวลาเพียงไม่นานรถก็เลี้ยวเข้ามาในลานจอดรถขนาดใหญ่เดินวนเวียนดูโน่นดูนี่อยู่พักใหญ่แมงป่องก็หันมาถามผมอีกครั้ง 

 

“ดูหนังกันไหม?”  

 

“!!!” ตอนนั้นผมได้ลาโลกอย่างสงบศพสีพาสเทลแล้ว ขอบคุณพระเจ้าที่ส่งผู้ชายคนนี้มาห้ามความคิดโง่ ๆ ในวันนั้นจังหวะนี้คือได้แต่พยักหน้าอย่างเดียวพูดอะไรไม่ออกเลยเวลาที่ผมตื่นเต้นขนาดหนักจะเป็นแบบนี้ทุกทีเลยสิน่า 

 

“อยากดูเรื่องอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า” หูมันอื้อตาลายไปหมดแค่ได้คิดว่านั่งอยู่ในโรงหนังมืด ๆ แล้วจับมือแมงป่องก็เคลิ้มแล้วยิ่งถ้าได้ดูดน้ำแก้วเดียวกัน ป้อนป็อบคอร์นให้กันจะฟินขนาดไหน “เซฟ...โอเครึเปล่า!”  

 

“หะ! ...อะไรนะครับ” แมงป่องขมวดคิ้วมองมาที่หน้าผมเลย 

 

“พี่ถามว่าอยากดูเรื่องไหน”  

 

“อ้อ ๆ เอาเรื่องนี้ก็ได้ครับ” ไม่ได้แม้แต่จะดูบนหน้าจอเลยด้วยซ้ำแค่จิ้มไปมั่ว ๆ เองอะ 

 

อีเจียมวิ่ง? ...ชอบดูหนังแบบนี้เหรอ?” ฮือ ๆ หนังอะไรวะเนี่ย!  

 

“งั้นเอาเรื่องนี้ก็ได้ครับ” จิ้มไปมั่ว ๆ แก้เก้อไปก่อน 

 

พี่แมงป่องกะพริบตามองผมอยู่สองสามทีแล้วก็เดินไปที่เคาน์เตอร์บอกกับพนักงานขายไอ้หน้าจอนี่ก็เปลี่ยนเร็วชะมัดสุดท้ายตูเลือกเรื่องอะไรไปวะ สักพักพี่มันก็เดินกลับมาพร้อมตั๋วสองใบจากนั้นก็ยัดใส่มือผมในทันที 

 

“งั้นเซฟรออยู่ตรงนี้ก่อนนะพี่จะไปซื้อน้ำกับป็อปคอร์นให้” งงมากว่าเกิดอะไรขึ้นอยู่ ๆ พี่แมงป่องก็รีบหมุนตัวเดินออกไปเลย 

 

ช่างเถอะหยิบตั๋วขึ้นมาอ่านไปพลาง ๆ ว่าแต่ตกลงผมเลือกเรื่องอะไรมาล่ะ?  

 

“หะ...หกสิบเก้าท่วงท่าลีลารักข้างขอบระเบียง?” แว๊กกกกกก! ครั้งแรกที่มาดูหนังกับคนที่ชอบดันกลายเป็นหนัง 18+ อีก...พี่แมงป่องต้องหาว่าผมเป็นพวกโรคจิตวิตถารชัวร์ 

 

อายจนอยากจะวิ่งเอาหัวโหม่งกำแพงตายให้มันรู้แล้วรู้รอดแต่เผลอแป๊บเดียวพี่เขาก็เดินกลับมาพร้อมน้ำแก้วใหญ่กับถังป็อปคอร์นไซส์บิ๊กบึ้ม 

 

“กินน้ำแก้วเดียวกันได้ใช่เปล่า?” พยักหน้ารัว ๆ ถ้าจะให้ดีก็หลอดเดียวกันเลยยิ่งดี “ปะ...โรงเปิดแล้วเข้าไปนั่งข้างในกันเถอะเดี๋ยวพี่จะได้ช่วยนวดริมฝีปากก่อนที่หนังจะฉายด้วย”  

 

...ขึ้นสวรรค์! อันที่จริงจะนวดเองก็ได้แต่...แต่...แต่ไม่อยากพลาดโอกาสนี้อะ ถึงจะไม่ได้แตะต้องตัวพี่มันก็ขอให้พี่แมงป่องแตะตัวผมก็ยังดี ทุกครั้งที่พี่เขากดนิ้วลงมาผมเป็นต้องเม้มปากหนีบไปที่นิ้วทุกที่อยากจะกัดเอาไว้ไม่ปล่อยด้วยซ้ำถ้ายังเป็นแบบนี้ผมจะอดทนห้ามใจตัวเองได้อีกนานแค่ไหนกันนะ 

 

“เจ็บเหรอ?”  

 

“เปล่าครับ”  

 

“แล้วชอบที่พี่นวดให้แบบนี้รึเปล่า?” สายตาที่มองมามันทำให้ตัวผมแทบจะละลายอยู่แล้ว 

 

“ชะ...ชอบ”  

 

“งั้นต่อไปนี้พี่จะนวดให้ทุกวันเลยดีไหม?” ...!  

 

“คิวต่อไปหมายเลข KMP24 นายอาคม สิริอาวุธ น้องเซฟเตรียมตัวให้พร้อมนะค่ะ” เสียงของสตาฟดังขึ้นเรียกสติผมให้กลับมาอยู่กับปัจจุบันอีกครั้ง ไม่รู้เลยว่าถ้าเข้าไปแล้วควรจะทำตัวยังไงดีหรือว่าควรจะทำตามที่พี่เคนบอกเอาไว้ 

 

...แต่ถ้าการขอโทษมันพูดได้ง่ายดายกับคนที่เกลียดผมคงทำไปแล้วล่ะ 

 

“น้องเซฟคะเชิญที่ห้องสตูดิโอได้เลยค่ะ” ผมเดินตามรุ่นพี่กองกิจกรรมมายังห้องถ่ายภาพพอเปิดประตูเข้าไปก็พบแมงป่องกับพี่พลังกำลังนั่งไล่เช็กภาพถ่ายอยู่หน้าคอมพร้อมทีมงานอีกสองสามคนกำลังถือแผ่นอะไรสักอย่างสีเงินขนาดใหญ่ 

 

“เข้ามาสิ จะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม?” เสียงเรียกของพี่พลังทำให้ผมต้องเดินไปที่ชุดฉากถ่ายรูป Background สีเขียว “ทำตัวตามสบายนะ มีท่าที่อยากจะโพสต์บ้างรึยัง?” ผมส่ายหน้าแบบไม่รู้อะไรเลยปกติก็ไม่ชอบถ่ายรูปอยู่แล้วด้วยยิ่งต้องมาโพสต์ท่าทางด้วยแล้วยิ่งทำไม่เป็นใหญ่ 

 

“เอางี้พอกูบอกเริ่มมึงก็ลองเปลี่ยนท่าทางไปเรื่อย ๆ ละกันทำให้เป็นธรรมชาติเหมือนถ่ายรูปเล่นนะ” พยักหน้าเหมือนกับจะเข้าใจแต่ก็ไม่รู้จะทำไงอยู่ดี “อ้าวเริ่มเลยนะ” เสียงชัตเตอร์กับไฟแฟลชสว่างวาบจนตาลายไปหมดพยายามมองไปที่กล้องด้านหน้าโดยไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ด้วยซ้ำ 

 

“แสงรีเฟล็กซ์ไม่เข้าหน้าเลยยกขึ้นอีก ส่วนชุดไฟกดลงมาให้ต่ำหน่อย” คราวนี้เป็นแมงป่องที่พูดออกมาเสียงดังก่อนที่จะกดถ่ายไปอีกหลายภาพ 

 

“พอก่อน!” ผมยืนมองทั้งคู่หันไปคุยกันอยู่นานแล้วแมงป่องก็ส่ายหน้าออกมา “ใช้ไม่ได้เลยสักภาพเอาใหม่นะเซฟอย่าเกร็งผ่อนคลายให้มากกว่านี้ภาพออกมาอย่างกับหุ่นยนต์เลยว่ะ” 

 

“พร้อมนะ!” 

 

“เดี๋ยว!” แมงป่องพูดห้ามพี่พลังที่กำลังจะกดชัตเตอร์แล้วลุกออกจากโต๊ะเดินตรงมาที่ผม นิ้วมือเอื้อมมาดึงที่ไหล่ผมให้ออกไปทางด้านหลังในขณะที่มืออีกข้างก็ดันหลังช่วงล่างไปข้างหน้า จับตัวผมเอี้ยวประมาณ 30 องศา “ลองกอดอกแล้วมองมาที่กูไม่ต้องหันไปมองกล้อง” แมงป่องเดินไปนั่งยอง ๆ อยู่ไม่ไกลจากกล้องถ่ายภาพจากนั้นเสียงและแสงสว่างก็ดังขึ้นอีกครั้ง 

 

“ใช้ได้นะแมงป่องแต่กูว่าลุกนี้มันดูไม่เป็นไอ้เซฟสักเท่าไหร่เลยว่ะ ภาพมันน่าจะดูแบดบอยได้มากกว่านี้อีก” แมงป่องถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วเดินมาที่ผมอีกครั้งจับนิ้วมือผมไปเกี่ยวที่ปกคอเสื้อเหมือนคนที่เตรียมจะรูดเนกไทออกพร้อมกับกระซิบที่ข้างหู “...แซนกับน้องสกอร์สบายดีรึเปล่า?” 

 

คำพูดจากปากของแมงป่องทำให้ผมขมวดคิ้วออกมาแบบเก็บอาการไม่อยู่ ไม่คิดไม่ฝันว่าคนแบบมันจะกล้าเอ่ยชื่อของสองคนนี้ออกมาง่าย ๆ แมงป่องรีบเดินถอยหลังออกไปพร้อมกับรอยยิ้มยกมุมปากตอนนี้ผมโกรธจนแทบจะคลั่งหูอื้อตาลายไปหมดไม่ได้ยินแม้แต่เสียงหรือแสงที่กำลังประเดประดังอยู่ตรงหน้า 

 

ในขณะที่ผมกำลังกำหมัดแน่นเนื้อตัวสั่นเทา “พอแล้ว! เอาแค่นี้ล่ะพวกมึงออกไปก่อนนะขอบใจทุกคนมาก” พลังเดินไปบอกบรรดาสตาฟภายในห้องแต่ตอนนี้ผมกับแมงป่องกลับจ้องมองหน้ากันไม่คลาดสายตา หลังทุกคนเดินออกไปหมดแล้วเท้าของผมมันก็พุ่งตรงเขาหาเขาในทันที 

 

หมับ! มือของใครบางคนคว้าแขนของผมไว้จนต้องหันไปมองตามเป็นพี่เคนที่ส่ายหัวราวกับผมเป็นเด็ก 

 

“อย่าเชียวนะเซฟ แมงป่องน่ะคาราเต้โด้สายดำอันดับสามของมหา’ลัยเลยนะ” 

 

“กูกลับก่อนนะเคน...พลังที่เหลือกูฝากมึงเก็บภาพไปไว้ในคลาวด์ทีนะเดี๋ยวกูกลับไปทำต่อที่ห้องเอง” แมงป่องเดินผ่านหน้าผมไปโดยไม่เหลียวกลับมามองด้วยซ้ำ หลังจากเสียงปิดประตูดังลงภายในห้องก็กลับมาเงียบสนิทอีกครั้งมีเพียงชายสองคนที่ยืนมองหน้าผมอย่างอ่อนใจ 

 

“ตาขวางเป็นหมาบ้าเลยนะมึงหัดรู้จักตั้งสติหน่อยที่แมงป่องมันพูดกับมึงกูก็ไม่รู้หรอกนะว่าคืออะไรแต่...” กระดาษแผ่นหนึ่งที่ม้วนเอาไว้ในมือถูกตีลงมาที่หน้าของผมแล้วยืนส่งมาให้ “มันเป็นเทคนิคพื้นฐานในการกระตุ้นการแสดงจากภายนอกสู่ภายใน เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นการใช้สถานการณ์ภายนอกมาเป็นสิ่งกระตุ้นในการดึงความรู้สึกออกมาซึ่งเป็นทฤษฎีเก่าแก่ของ เจมส์แลงก์เกี่ยวกับจิตวิทยาที่ว่าการกระทำของมนุษย์มักเกิดขึ้นก่อนอารมณ์เสมอ” 

 

“แล้ว...” ผมขมวดคิ้วถามโดยที่ไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย 

 

“เพราะแมงป่องมันรู้น่ะสิว่ามึงจะต้องโพสต์ท่าแข็งเป็นท้อนไม้ มันเลยเขียนลงในกระดาษว่าพอจะมีวิธีไหนบ้างที่ทำให้มึงพอจะมีอารมณ์ร่วม ถ้ามึงเป็นเด็กศิลปกรรมก็ต้องเรียนวิชานี้เหมือนกันในเทอมหน้าหัดรู้เอาไว้ซะบ้างเถอะ” 

 

“...” 

 

“เซฟ...แมงป่องมันก็มีวิธีดูแลเซฟในแบบของมันเอง พี่กลับรู้สึกอิจฉานะการที่มีใครสักคนรู้จักตัวเราดีกว่าตัวเองด้วยซ้ำ” พี่เคนคลายมือออกจากแขนผมช้า ๆ “นั่นแปลว่ามันใส่ใจเซฟมาตลอดไง” 

 

“ใช่เคนมึงพูดถูกแล้วรูปที่ดีที่สุดของวันนี้ก็คือรูปมึงด้วยเซฟ” พลังหยิบโน้ตบุ๊กขึ้นมาให้ผมดู “ภาพถ่ายที่ดึงตัวตนและทำให้อารมณ์ของคนดูคล้อยตามได้นะมันยากนะโว้ยไม่งั้นพวกกูจะลำบากลำบนเรียนกันมาทำไม” 

 

สุดท้ายผมก็ไม่เคยเข้าใจแมงป่องมันเลยสักนิดได้แต่คลี่กระดาษในมือขึ้นมาดูมีเพียงสองคำที่เขียนอยู่บนนั้น 

 

...แซน 

 

...น้องสกอร์ 

ความคิดเห็น