email-icon facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

😊✏ว่าด้วยนิยายของไรท์นั้น>>>ไม่ใช่รักดราม่าหรือโรแมนติก ❤ ไม่ใช่รักใสๆวัยว้าวุ่นแต่เป็นรักวัยรุ่นที่มีอิโรติกรวมอยู่ด้วย😁 นอกจากจินตนาการแล้วโปรดใช้วิจารณญาณและศิลปะในการอ่านนะคะ📖 คุยกับไร์หรือแวะไปตามงานได้ที่ เพจ Writer ใจดินสอ

EP.42 เยี่ยมพี่กันต์วันแรก

ชื่อตอน : EP.42 เยี่ยมพี่กันต์วันแรก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 892

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ธ.ค. 2563 06:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
EP.42 เยี่ยมพี่กันต์วันแรก
แบบอักษร

เกี๊ยว… 

ครืด  ครืด  ครืด 

“อื้อ”  เสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่หัวเตียงดังขึ้นขณะที่ฉันดีดตัวลุกขึ้นมายกมือปิดปากหาวหวอด ๆ เพราะยังง่วงอยู่  หันไปมองดูนาฬิกาบนหัวเตียงก็เป็นเวลาเจ็ดโมงกว่าแล้ว   

  

“หวังว่าวันนี้พี่ทัพกับคุณซันเจ้าของหอพักคนใหม่คงไม่มาวุ่นวายที่นี่อีกหรอกนะ”  ฉันพูดกับตัวเองขณะเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่สั่นอยู่ 

  

ครืด  ครืด  ครืด 

สายเรียกเข้า >>> พี่เจ้าถิ่น 

  

“หือ?  ทำไมพี่เจ้าโทรมาแต่เช้าเลย  หรือว่าจะรู้เรื่องที่เราแอบให้พี่ทัพเข้ามาพักในห้องแล้ว”  ฉันนั่งทำใจอยู่สักพักก่อนจะกดรับสาย  “ค่ะพี่เจ้า” 

  

[ตื่นยังเกี๊ยว  ทำไมเสียงแหบแบบนั้น] 

  

“เกี๊ยวเพิ่งตื่นค่ะ  เมื่อคืนเจ็บคอนิดหน่อยค่ะตื่นเช้ามาเสียงเลยเปลี่ยน” 

  

[มียากินรึเปล่า  ไปหาหมอมั้ยเดี๋ยวพี่ให้คนขับรถไปรับ] 

  

“ขอบคุณค่ะ  แต่เกี๊ยวไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกค่ะ  กินยากับจิบน้ำอุ่นเดี๋ยวก็หาย” 

  

[งั้นก็ดีแล้ว  วันนี้เกี๊ยวว่างมั้ยพี่ว่าจะชวนเราไปเยี่ยมพี่ชายเราน่ะ] 

  

“คะ?” 

  

[พี่บอกว่าจะพาไปเยี่ยมพี่ชายเรา  เราน่ะว่างมั้ย] 

  

“จริงเหรอคะ  พะพี่เจ้าพูดจริงเหรอคะ” 

  

[จริงสิ  เดี๋ยวเยี่ยมเสร็จแล้วเราจะคุยกันเรื่องพาพี่ชายเราออกมา  ตอนนี้พี่ให้คนไปจัดการอยู่  น่าจะเร็ว ๆ นี้แหละ] 

  

“ปะไปกี่โมงคะ  เดี๋ยวเกี๊ยวเตรียมตัวรอเลยก็ได้ค่ะ  ช่วงนี้ปิดเทอม  เกี๊ยวว่างไม่ได้ออกไปไหนอยู่แล้ว” 

  

[งั้นอีกสองชั่วโมงเดี๋ยวพี่ไปรับนะ  พอไปถึงพี่จะเดินห้างรอ  ส่วนเราก็เข้าไปเยี่ยมพี่ชายได้เลยเพราะพี่พาลูกชายพี่ไปด้วย  อาจไม่สะดวกเข้าไปข้างใน] 

  

“ได้ค่ะ  งั้นเกี๊ยวไปแต่งตัวก่อนนะคะ” 

  

[จ้ะ] 

  

ฉันกดวางสายทั้งที่ใบหน้ายังมีรอยยิ้มเปื้อนอยู่  หัวใจดวงน้อยนั้นเต้นโครมครามอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน  ในที่สุดวันที่ฉันจะได้เจอพี่กันต์ก็มาถึง  “อีกไม่นานพี่กันต์ก็จะได้ออกมาอยู่กับเราแล้ว  รอหน่อยนะพี่กันต์” 

  

ปริ๊น ปริ๊น! 

เสียงรถยนต์คันหรูส่งสัญญาณทักทายฉันเมื่อเคลื่อนมาจอดหน้าหอพัก  ก่อนจะมีใบหน้าสวย ๆ ของพี่เจ้ายื่นออกมาส่งยิ้มให้ทันที่ที่ลดกระจกลง  “รอพี่นานมั้ย” 

  

“ไม่ค่ะ  เกี๊ยวเพิ่งลงมาเอง”  ฉันฉีกยิ้มกว้างตอบกลับให้เจ้าของใบหน้าสะสวย  ก่อนจะเดินอ้อมไปเปิดประตูฝั่งข้างคนขับ  ทว่าพื้นที่ที่ฉันจะนั่งกลับมีเด็กชายตัวน้อยนั่งทำตาแป๋วมองฉันอยู่  ในมือป้อม ๆ นั้นมีขนมช็อกโกแลตที่เจ้าตัวถือเอาไว้  แถมพวงแก้มตุ้ยนุ้ยยังเปรอะเปื้อนช็อกโกแลตอีกด้วย 

  

“ลืมไปเลยว่าพี่เจ้าพาน้องพายัพมาด้วย”  ฉันส่งยิ้มให้คนตัวเล็กก่อนทำท่าจะปิดประตูลงเพราะจะเปลี่ยนไปนั่งเบาะหลัง  แต่แล้วมือเรียวสวยของพี่เจ้าก็เอื้อมมาดันประตูไว้เสียก่อน  “นั่งกับพายัพก็ได้นะ  เดี๋ยวสักก็หลับแล้ว  จะได้มีคนช่วยประคองเวลาหลับด้วย  พี่ลืมเอาคาร์ซีทมา” 

  

“โอเคค่ะ”  ฉันฉีกยิ้มให้พี่เจ้าก่อนจะขยิบตาให้คนตัวเล็ก 

  

“หวัดดีฮะพี่คนสวย  วันนี้จะไปเที่ยวกับยัพเหรอ”  เสียงใส ๆ เอ่ยถามเมื่อฉันยกร่างอ้วนกลมขึ้นมานั่งบนตัก  ดวงตาใสแป๋วมองมาที่ฉันพร้อมกับฉีกยิ้มตาหยีให้แต่ในปากยังคงเคี้ยวขนมไม่หยุด 

  

“ใช่ค่ะ  ว่าแต่พายัพจะพาพี่ไปเที่ยวที่ไหนคะ”  ฉันแสร้งถามคนตัวเล็ก 

  

“ไป…  อืมม…  ไปเที่ยวไกล ๆ ฮะ” เด็กน้อยขมวดคิ้วพลางทำท่าครุ่นคิดก่อนจะตอบด้วยความไม่มั่นใจ  ท่าทางแบบนั้นทำเอาฉันกับพี่เจ้าที่นั่งอยู่อดขำไม่ได้  คงไม่รู้สินะว่าคุณแม่คนสวยจะพาไปไหนน่ะ 

  

ระหว่างทางที่เรานั่งรถไปพี่เจ้าไม่ได้พูดถึงเรื่องพี่กันต์  ฉันคิดว่าพี่เขาคงไม่อยากให้ลูกชายตัวน้อยรับรู้  ไม่นานนักเจ้าก้อนกลม ๆ ที่นั่งอยู่บนตักฉันก็หลับปุ๋ย  มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคนตัวเล็กเท่านั้นที่ดังแข่งกับเครื่องปรับอากาศและเสียงเพลงในรถ 

  

“เดี๋ยวเกี๊ยวเดินเข้าไปแลกบัตรตรงทางเข้าแล้วก็เดินเข้าไปหาเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์นะ  จะมีคนพาเกี๊ยวเดินเข้าไปด้านใน  ส่วนพี่จะพาลูกไปนั่งกินไอติมรอที่ห้างฯ แล้วก็เล่นเกมในโซนเด็กรอ”  พี่เจ้าหันมาบอกฉันก่อนจะหันไปมองคนตัวเล็กที่ตอนนี้ตื่นแล้ว 

  

“ได้ค่ะ” 

  

“พี่รออยู่ในห้างฯ ใกล้ ๆ นี่แหละ  ถ้าเสร็จแล้วก็โทรหาพี่นะจะได้นัดเจอกันที่ร้านอาหาร  กินข้าวเสร็จแล้วค่อยกลับกัน”   

“ค่ะ  งั้นเกี๊ยวไปนะคะ” 

  

ฉันยืนมองรถพี่เจ้าขับออกไปจนลับสายตาก่อนจะสูดอากาศหายใจเข้าปอดลึก ๆ เพื่อไล่ความตื่นเต้น  แล้วเดินเข้าไปในอาคารแห่งหนึ่ง  นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเข้ามาในสถานที่แบบนี้  แล้วก็เป็นครั้งแรกที่คนในครอบครัวฉันได้เข้ามาอยู่ในนี้เช่นกัน 

  

ฉันทำตามขั้นตอนทุกอย่างตามที่เจ้าหน้าที่บอกก่อนจะเดินตามเจ้าหน้าที่อีกท่านที่มารออยู่ไปนั่งในโซนให้เยี่ยม  ดีหน่อยที่พี่กันต์ไม่ต้องใช้ห้องเยี่ยมแบบมีกระจกกั้นแล้วคุยกันผ่านโทรศัพท์  การเยี่ยมแบบนั่งต่อหน้าและสัมผัสกันได้นับเป็นเรื่องดีสำหรับฉัน 

  

“…เกี๊ยว” 

  

“…”  เสียงทุ้มคุ้นหูทว่าแผ่วเบาดังขึ้นจากด้านหลัง  ฉันซึ่งกำลังนั่งเขี่ยโทรศัพท์มือถือเล่นอยู่ถึงกับชะงัก  ก่อนจะค่อย ๆ หันไปสบตากับคนที่ยืนอยู่ 

  

“พี่กันต์…”  ภาพชายหนุ่มตัวสูงในชุดนักโทษกับทรงผมที่ถูกตัดตามระเบียบทำให้ฉันสงสารพี่ชายจับใจ  ใบหน้าหล่อเหลาของพี่ชายไม่ได้หล่อน้อยลงเพียงแต่ซูบและหมองลงเล็กน้อย  หากแต่กล้ามเนื้อที่เห็นชัดขึ้นจนผิดหูผิดตานั่นสิที่ทำให้ฉันแปลกใจ  ถึงจะมีเสื้อผ้าสวมทับเอาไว้แต่มันก็เห็นได้ชัดเจนราวกับว่าออกกำลังกายอย่างหนัก 

  

“มองพี่แล้วเงียบแบบนั้น  แสดงว่าไม่เคยเห็นนักโทษที่ไหนหล่อแล้วก็หุ่นดีแบบนี้ใช่มั้ย” รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาก่อนจะกว้างขึ้นจนฉันยิ้มตาม 

  

หมับ! 

“คิดถึง…  คิดถึงพี่กันต์”  ฉันโผกอดคนตรงหน้าไว้แน่นขณะที่ซบหน้าลงบนอกแกร่ง  กลิ่นเหงื่อคุ้นเคยกับอ้อมกอดอบอุ่นที่คุ้นชินทำให้ฉันไม่อยากห่างไปไหนอีก  

  

“น้องพี่โตขึ้นเยอะเลยนะ  ตอนนี้ไม่งอแงแล้วก็ไม่ขี้แยเหมือนแต่ก่อนแล้วด้วย  คิดว่าเจอกันแล้วจะร้องไห้จนขี้มูกโป่งเสียอีก”  คนตัวใหญ่ดันฉันออกจากแผงอกก่อนจะยกมือขึ้นมายีผมฉันเบา ๆ เหมือนอย่างที่เคยทำ 

  

“เกี๊ยวเก่งใช่มั้ยล่ะ  ก็น้องพี่โตเป็นสาวแล้วนี่นา  ตอนนี้เป็นนักศึกษาปีหนึ่งที่กำลังจะขึ้นปีสองแล้วนะ”  ฉันฉีกยิ้มตาหยีให้พี่ชายก่อนจะซบหน้าลงบนแผงอกอีกครั้งแต่ก็ถูกดันออกจนต้องยู่หน้าใส่เพราะไม่ชอบใจ   

  

“อย่าโดนตัวพี่เยอะ  พี่อยู่ข้างในมันสกปรก  เผื่อมีเชื้อโรคหรือเป็นโรคติดต่อเดี๋ยวเราจะติดด้วย”  คนตัวใหญ่อธิบายเมื่อเห็นฉันทำหน้าไม่พอใจใส่ 

  

“ชิ  ก็ได้” 

  

“ว่าแต่เกี๊ยวมาที่นี่ได้ยังไง  ใครเป็นคนพามา”  คนตรงหน้าจูงมือฉันมานั่งบนเก้าอี้ก่อนจะยิงคำถามรัว ๆ ใส่ฉัน  ดวงตาคมกริบนั้นหันไปมองรอบ ๆ ราวกับกำลังหาใครอยู่ก่อนจะจ้องมองฉันด้วยแววตาคาดโทษอย่างที่ชอบทำเวลาจับผิด 

  

“…เกี๊ยวมา / คนที่พาเกี๊ยวมาเขาอยู่ไหน  เขาเป็นใครทำไมถึงช่วยให้พี่ได้ออกจากที่นี่ได้เร็วขึ้น  แล้วทำไมลุงกับป้าถึงไม่ได้ออกไปพร้อมพี่” 

  

“คะ?  พี่กันต์รู้เรื่องที่จะได้ออกจากที่นี่แล้วเหรอ”  ฉันถามอย่างสงสัยปนตกใจไปด้วยเพราะคิดว่าเรื่องนี้มีแค่ฉันกับพี่เจ้าเสียอีกที่รู้ 

  

“สองวันก่อนเจ้าหน้าที่ให้พี่ไปเซ็นเอกสารอะไรสักอย่างแล้วก็บอกเรื่องนี้กับพี่” 

  

“แล้วเขาบอกมั้ยคะว่าพี่กันต์จะได้ออกจากที่นี่วันไหน” 

  

“เกี๊ยวยังไม่ตอบคำถามพี่เลยนะว่าใครเป็นคนพามา  แล้วใครเป็นคนทำให้พี่ออกไปจากที่นี่ได้”  น้ำเสียงเย็นชากับแววตาดุดันของพี่กันต์ตอนนี้ทำให้ฉันเสียวหลังวาบ   

  

ถ้าบอกความจริงแล้วพี่กันต์จะโกรธมั้ยนะ… 

  

“แล้วอยู่คนเดียวเป็นยังไงบ้าง  ลำบากมั้ย  ทำงานพิเศษหรือใช้เงินใคร”  คำถามต่อมาของพี่กันต์ทำให้ฉันแทบพูดไม่ออกและไม่กล้าสบตาด้วย  ยิ่งเรื่องงานที่ทำก่อนหน้านี้ยิ่งไม่กล้าบอกเข้าไปใหญ่  ฉันรู้ดีว่าถ้าพี่กันต์โกรธขึ้นมาจะเป็นยังไง  ความโกรธของพี่ทัพที่ฉันเจอยังไม่ถึงครึ่งของพี่กันต์เลยด้วยซ้ำ 

  

“แล้วยังเรียนอยู่มั้ย”  เมื่อเห็นว่าฉันเงียบไปพี่กันต์จึงเปลี่ยนไปถามประโยคอื่นแทน  ฉันไม่ได้โล่งใจแต่กำลังคิดว่าตอนนี้พี่กันต์คิดอะไรอยู่กันแน่ 

  

“เรียนค่ะ  ตอนนี้เกี๊ยวปิดเทอมแล้ว” 

  

“แล้วพักที่ไหน” 

  

“หอพักสตรีหลังมอค่ะ” 

  

“หอนั้นมันแพงมากเลยนะ  ทำงานได้เงินดีถึงขนาดที่มีเงินจ่ายค่าห้องแพง ๆ เลยเหรอ” 

  

“ค่ะ”  ฉันหลุบตาลงมองมือทั้งสองข้างของตัวเองที่กุมกันเอาไว้แน่นบนหน้าตัก  ยิ่งเห็นว่าพี่กันต์ไม่ได้เซ้าซี้เรื่องที่ยังไม่ได้คำตอบก็ยิ่งกลัว  ถ้าเกิดพี่กันต์หาคำตอบเองแล้วรู้ความจริงขึ้นมาฉันไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง  ตั้งแต่เล็กจนโตไม่เคยมีเลยสักครั้งที่ฉันจะโกหกพี่กันต์ได้สำเร็จ 

  

“ถ้าพี่ออกไปจากที่นี่ได้เมื่อไหร่  เราไปเริ่มต้นใหม่ด้วยกันนะ” 

  

“ค่ะ” 

  

“เกี๊ยวย้ายไปเรียนที่อื่น  พี่จะเป็นคนส่งเกี๊ยวเรียนเอง” 

  

“ค่ะ” 

  

“ดีมาก  เป็นเด็กดีให้ตลอดนะ  พี่ไม่ชอบเด็กดื้อเกี๊ยวรู้ใช่มั้ย”   

  

“ค่ะ”  ฝ่ามือใหญ่เอื้อมมายีผมฉันเบา ๆ พร้อมกับส่งยิ้มบาง ๆ มาให้  ฉันไม่ได้รู้สึกอุ่นใจในท่าทางของพี่ชายแต่รู้สึกเหมือนถูกจับได้ว่าโกหก 

  

>>> นับวันรอพี่กันต์ออกจากคุกได้เลยค่ะ  หึหึ 

  

  

  

ความคิดเห็น