email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Episode 4 ความลับไม่มีในโลก

ชื่อตอน : Episode 4 ความลับไม่มีในโลก

คำค้น : เซฟแมงป่อง ตบหลุมรัก My heart November นิยายวาย ตบจูบ ฟิวกูดรักมหาลัย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 27.9k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ธ.ค. 2563 08:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
Episode 4 ความลับไม่มีในโลก
แบบอักษร

Episode 4 

ความลับไม่มีในโลก 

[Playsave]  

 

 

 

“ฮัลโหล~~~เพื่อน ๆ” เสียงของคะน้าดังแว่วมาแต่ไกลทั้งที่ยังไม่เห็นหัวมันด้วยซ้ำ สาวร่างสูงเพียงหนึ่งเดียวในคณะสูงกว่าไอ้หินซะอีกวิ่งฉีกยิ้มตรงมาทางพวกเราที่ยังนั่งแดกข้าวเช้ากันด้วยความเพลิดเพลินเจริญอาหาร 

 

...ยกเว้นผมคนเดียวที่ยังแดกอะไรไม่ลงเลย 

 

“อารมณ์ดีอะไรมาแต่เช้าวะคะน้า” หินมันหันไปถามนังคนทำหน้าดี๊ด๊า 

 

คะน้าฉีกยิ้มจนแทบจะถึงหูสายตากดต่ำมองลงมาที่ผมจนแทบอยากจะปาจานข้าวใส่หน้ามันให้รู้แล้วรู้รอด “อุ๊ย! เซฟเพื่อนรักหน้าไปโดนอะไรมาคะ แดงเป็นริ้วเชียว?” 

 

“เสือกเก่ง...” ก็ได้แต่พึมพำออกมาเท่านั้นแหละไม่กล้าด่ามันตรง ๆ หรอก 

 

“ตกลงเป็นอะไรของแกคะน้า แดกกัญชาแทนข้าวเช้ามารึไงถึงได้ยิ้มไม่ยอมหุบเลยอะ” ใช่ข้าวจี่ถ้าจะให้ดีช่วยฝากซัดสักทีเถอะเห็นหน้ามันแล้วหมั่นไส้เวอร์ 

 

“เปล๊า~~~~” อีนี่มันนั่งเท้าคางจ้องมาที่หน้าผมกะพริบตาปริบ ๆ “กูมีนิทานสนุกจะเล่าให้ฟังพวกมึงอยากฟังกันเปล่าล่ะ” กลุ่มนี้มันหาความสุภาพไม่เจอเลยครับแค่สนิทกันได้ไม่ถึงอาทิตย์ก็ติดกูมึงกันไปทั้งก๊กแล้ว 

 

“เล่ามาโลดเวลาพวกกูเยอะ” หินมันหันไปตอบแถมตั้งใจฟังสุด ๆ 

 

“กาลครั้งหนึ่งเมื่อคืนนี้มีหมาป่าสุดแสนเจ้าเล่ห์ไปแอบเฝ้าเขมือบหนูน้อยหมวกแดง” นิทานส้นตีนอะไรของมันวะไร้สาระฉิบหาย “หลังจากที่ไปแอบดักรออยู่ในร้านเหล้าซะตั้งนานหนูน้องหมวกแดงก็มาพร้อมกับภูตจิ๋วและอัศวินขี่ม้าขาว” 

 

เฮือก! เพียงแค่มันเล่าถึงตรงนี้ลมหายใจของผมมันก็ต้องสะดุดขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติพล็อตนิทานเรื่องนี้มันคุ้นมากคุ้นสุด ๆ ...สัด! 

 

“พอเถอะนิทานอะไรวะโคตรกากเลย” 

 

“กูว่ามันก็สนุกดีนะเซฟเล่าต่อเลยคะน้าไม่ต้องไปสนใจไอ้เถื่อนนี่หรอก” ข้าวจี่มันหันมาประชดผมก่อนจะกลับไปคุยกับสาวร่างสูงในขณะที่ไอ้หินก็ยังตั้งหน้าตั้งตาฟังตาใสเชียว 

 

“งั้นกูเล่าต่อเลยนะ...เอ๊ะ” คะน้ามันยกมือป้องปากแล้วเบิกตาโพลงมองมาทางผม “เป็นไรรึเปล่าเพื่อน มึงดูหน้าซีด ๆ นะคะ” นังงูพิษ! 

 

“หลังจากหนูน้อยหมวกแดงกับหมาป่าผู้หื่นกระหายจ้องหน้ากันอยู่นาน หนูน้องหมวกแดงก็จับจีบกระโปรงเดินตรงเข้าห้องน้ำไปอย่างเร็วรี่ หมาป่าเห็นดังนั้นจึงรีบลุกตามไปในทันที” 

 

“หูยยยย...หนูน้อยหมวกแดงของมึงร่านดีวะกูชอบแล้วไงต่อวะ” ขอกลอกตาสักพันครั้งเหอะ! 

 

“ทั้งสองหายเข้าไปในห้องน้ำอยู่นาน อยู่ ๆ หนูน้อยหมวกแดงก็เดินออกมาด้วยสภาพเปียกปอนไปทั้งตัวผมเผ้ายุ่งเหยิงแต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ยังไม่ทันที่หนูน้อยหมวกแดงจะเดินกลับมาถึงเหล่าผองเพื่อนและอัศวินคู่กายกลับต้องมาถูกพ่อมดใจร้ายเสกคาถาสะกดใจให้ขยับตัวไม่ได้ไปซะก่อน” เล่าอย่างเดียวกูก็แย่แล้วไหมคะน้ามึงไม่ต้องหยิบช้อนขึ้นมาโบกเลยอีเวร! 

 

“แล้วไง! ต่อจากนั้นเป็นไงวะคะน้านิทานมึงเนี่ยเหมือนจริงสุด ๆ อะ” ใช่! โคตรเรียลเลย 

 

“หลังจากถูกสะกดหนูน้อยหมวกแดงก็หลังชนผนังเลยเว้ย จากนั้นพ่อมดร้ายก็ใช้มือขยี้ขย้ำไปที่นมในทันที” 

 

“อูยยยย...ฟินอะแกกูอยากเป็นหนูน้อยหมวกแดงว่ะอยากโดนคนร้าย ๆ เข้าประชิดตัว” เหอะ...ข้าวจี่มึงนี่ช่างกล้า 

 

“ในขณะที่อัศวินและเหล่าภูตตัวจิ๋ววิ่งปี่เข้าไปช่วย อยู่ ๆ หมาป่าโผล่มาจากไหนไม่รู้ซัดซะพ่อมดกระเด็นไปร้อยลี้เลยมึง” อีนี่ก็พูดเกินไปแต่ทำไมตอนนี้มันต้องจ้องมาทางผมตาไม่กะพริบเลยวะ “จากนั้นหมาป่าก็ตะโกนออกมาเสียงดังลั่นจนแม้แต่คนนอกร้านยังได้ยิน” คะน้าลุกขึ้นยืนมองตรงไปด้านหน้าเลียนท่าทางที่ทำให้ผมต้องหวนนึกถึงเรื่องเมื่อคืน 

 

“อย่ามายุ่งกับเมียกู!” เดี๋ยว! กูว่าหูมึงไม่ปกติแล้ว 

 

“แอร๊ยยยย! ดีงามพระรามแปดมากเล่าต่อคะน้ากูกำลังเสียวหน้าท้องตงิด ๆ แล้ว” ตีนกระตุกยิก ๆ เลยตอนนี้อยากถีบพวกมันสามตัวมาก อีคะน้ามันก็ยังไม่หยุดยกมือขึ้นจับอากาศตรงหน้าแล้วทำปากจู๋จูบอย่างออกรส 

 

“จูบเลยสิมึง...หมาป่ามันคว้าหัวหนูน้อยหมวกแดงแล้วดูดปากดังจ๊วบ...แถมยังขบกัดไปที่ริมฝีปากอ่อนนุ่มจนบวมช้ำไปหมด” 

 

“นิทานมึงโคตรติดเรตอะแต่กูชอบว่ะ” หินมันยิ้มอย่างพึงอกพึงใจก่อนจะหันมามองทางผมแล้วขมวดคิ้วออกมา “อ้าว...ว่าแต่มึงเป็นไรไปวะเซฟปวดขี้เหรอเหงื่อแตกเต็มหน้าเลย” 

 

“อืม...นิดนึง” นึกอะไรไม่ออกต้องตอบไปก่อนเดี๋ยวพวกมันจับไต๋ได้ 

 

“ยังไม่จบนะพวกมึงนิทานยังมีต่ออีก” กูยอมก้มลงกราบไปที่ฝ่าตีนมึงก็ได้นะคะน้า...หยุดเถอะ! “หลังจากถูกหมาป่าดูดปากอยู่นานหนูน้อยหมวกแดงก็เริ่มได้สติจัดทั้งตบทั้งเข่าใส่หมาป่าไปสองตุบแล้วก็วิ่งหนีออกไปจากร้านเหล้าเลย” นังคนใจบาปมันไม่มีปรานีผมเลยแม้แต่น้อย 

 

“...” พูดจบทุกอย่างก็เข้าสู่ความเงียบงัน มีเพียงแต่เสียงของลมที่พัดผ่านพร้อมกับสายตาคนทั้งโต๊ะที่จ้องมาที่รอยแดงรูปฝ่ามือบนหน้าผม 

 

“กูขึ้นเรียนก่อนนะวิชานี้ไม่อยากเข้าสาย” หมดเรี่ยวแรงจะต่อต้านที่คะน้ามันพูดมาทั้งหมดเหมือนกับท่อนซุงที่กำลังตอกย้ำผมให้จมลงไปอยู่ในหลุม เรื่องเมื่อวานผมรู้ตัวดีว่าทำไปเพราะอารมณ์โกรธแมงป่องแต่ไอ้ความรู้สึกผิดที่ยังลบไม่หายมันคืออะไรกันนะหรือมันเป็นกรรมที่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองเพราะคิดจะเอาคืนคนที่ผมเกลียด 

 

“งั้นกูไปด้วยเซฟ” หินมันรีบเก็บจานข้าวไปใส่ไว้ที่ชั้นวางภาชนะพร้อมกับคว้าหนังสือวิ่งตามผมมา 

 

“เฮ้ย! ...เซฟกูลืมบอกมึงอีกอย่าง” คะน้าตะโกนไล่หลังเราสองคน “รุ่นพี่ที่ชื่อเคนฝากมาบอกว่าให้มึงเข้าไปพบที่ห้องสโมสรนักศึกษาหลังเลิกคลาสเย็นนี้ด้วย” 

 

“กูอะนะ” ผมขมวดคิ้วชี้ไปที่หน้าตัวเองในทันที 

 

“เออ มึงชื่ออาคม สิริอาวุธรึเปล่าล่ะถ้าใช่ก็มึงนั่นแหละ” 

 

หลังจากเดินขึ้นตึกมาได้ไม่นานไอ้หินมันก็เอ่ยทักผมด้วยแววตาที่ดูจะห่วงผมอยู่ไม่น้อย 

 

“เจ็บรึเปล่า?” ไม่มีการเกริ่นนำใด ๆ แต่ผมรู้ว่าหินมันหมายถึงเรื่องอะไร 

 

“อืม นิดหน่อย” ได้แต่ก้มหน้ามองพื้นตอบมันไปตอนนี้ไม่กล้าสบตากับใครเลยแม้แต่เพื่อนใหม่ของผมคนนี้แต่หินมันกลับดึงชายเสื้อผมแล้วส่ายหน้าออกมาเหมือนกับผมไม่เข้าใจคำถามของมัน 

 

“กูไม่ได้หมายถึงรอยบนหน้ามึงเซฟแต่กูหมายถึงในใจมึงต่างหาก...มันเจ็บรึเปล่า?” 

 

“...” 

 

“นิทานที่คะน้าเล่าคือเรื่องของมึงใช่ไหม?” ผมมองตามันอยู่สักพักก็พยักหน้ายอมรับ “ตั้งแต่เมื่อวานตอนที่มึงพากูไปเข้าห้องน้ำที่ตึกวิศวะมึงก็เครียดจนกูรู้สึกได้ กูจะไม่ถามหรอกนะเซฟว่าคนคนนั้นเป็นใคร” หินมันยกมือขึ้นมาลูบที่รอยแดงข้างแกม “เวลาถูกคนอื่นทำร้ายมันไม่เจ็บเท่ากับที่มึงทำร้ายตัวเองหรอกนะเซฟ”  

 

คำพูดของไอ้หินอยู่ ๆ มันก็ทำให้น้ำตาผมซึมออกมาเองโดยไม่รู้ตัว...หรือทั้งหมดที่ผมกำลังทำมันคือการทำร้ายตัวเองอย่างที่หินมันบอกเอาไว้จริง ๆ 

 

การเรียนการสอนในวันนี้มันแทบจะไม่ได้เขาหัวผมเลย อาการเหม่อลอยเป็นระยะเอาแต่คิดถึงเรื่องของแมงป่องวนเวียนอยู่ในหัวตลอดทั้งวันเผลอแป๊บเดียวคลาสสุดท้ายของวันนี้ก็จบไปแบบไม่รู้ตัว คะน้ามันเดินนำผมมาที่สโมสรนักศึกษาในขณะที่ข้าวจี่ก็เห็นว่าต้องรีบกลับไปช่วยงานที่บ้านต่อ ส่วนไอ้หินมันก็รีบขอตัวกลับไปทำความสะอาดห้อง ซักเสื้อผ้าเห็นว่ากองโตเท่าภูเขา 

 

ผมหยุดชะงักจนคะน้ามันหันกลับมามองอย่างแปลกใจ 

 

“คะน้ามึงบอกเรื่องเมื่อคืนให้ใครฟังอีกรึเปล่า” 

 

“เรื่องมึงกับพี่แมงป่องเหรอ?” ผมพยักหน้ารับด้วยความจำนน 

 

“เปล่าหรอกแต่ที่คณะนิเทศศาสตร์น่ะตอนนี้ร่ำลือกันไปทั่วเลยแหละ ตอนนี้พวกเด็กคณะนั้นกำลังตามหาตัวมึงกันใหญ่เลยแต่โชคดีที่ตอนนั้นไม่มีใครถ่ายรูปทันสักคนแล้วก็มืดด้วยเลยไม่ได้เป็นข่าวไง” 

 

“แล้วมึงรู้เรื่องของพี่แมงป่องได้ไงวะ?” 

 

“ก็หอพักหญิงมันไม่ได้แยกคณะเหมือนหอพักชายนี่ ห้องที่กูอยู่มีเด็กจากคณะนิเทศอยู่ด้วย แล้วเมื่อคืนพวกนั้นมันก็อยากไปเปิดหูเปิดตากันก็เลยลองไปดูแต่กูไม่ได้บอกพวกมันไปหรอกนะว่ามึงเป็นใครมาจากไหน” ฟังที่คะน้ามันเล่าผมก็สบายใจออกมาหน่อยหนึ่ง 

 

ตรงไหนสักแห่งในใจส่วนลึกก็ไม่อยากให้แมงป่องต้องมีปัญหาเพราะผม 

 

“เซฟแล้วเรื่องที่มึงโดดกิจกรรมรับน้องเมื่อวานไปต่อยพี่แมงป่องน่ะ มันยังไงกันแน่ตกลงคือมึงรู้จักกับพี่มันมาตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหม?” 

 

“คะน้ามึงก็รู้เรื่องนี้ด้วยเหรอ?” 

 

“เดาเอาน่ะมันมีข่าวลือว่าพี่แมงป่องโดนเด็กปีหนึ่งต่อยมา ที่สำคัญรอยตีนที่เสื้อมึงเมื่อวานก็เด่นซะขนาดนั้นที่พวกกูไม่พูดไม่ถามไม่ใช่แปลว่าไม่รู้นะแค่ไม่อยากให้มึงไม่สบายใจเท่านั้นแหละ ส่วนไอ้หินกับข้าวจี่ถึงจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ไม่รู้หรอกว่าคู่กรณีมึงคือพี่แมงป่อง” คะน้ามันเดินกลับมาจัดปกคอเสื้อของผมให้เข้าที่เข้าทาง 

 

“เมื่อวานหลังเกิดเรื่องกองวินัยนักศึกษาเข้าไปถามเรื่องมึงด้วยเซฟแต่พี่แมงป่องก็เอาแต่บอกว่าไม่มีอะไรแล้วยิ่งเรื่องที่มึงไปนั่งเฝ้าแถมยังไปจูบพี่แมงป่องอีกเลยทำให้กูมั่นใจว่ามึงกับพี่เขารู้จักกันมาก่อนไง แต่ก็เอาเถอะมึงคงอยากให้กูเก็บเรื่องนี้เป็นความลับสินะงั้นเอาเป็นว่าถ้ามึงพร้อมจะเล่าให้เพื่อนฟังเมื่อไหร่ก็ตามใจละกัน” 

 

ขนาดผมทำเรื่องเลว ๆ ลงไปแบบนั้นนอกจากจะไม่โกรธแล้วยังออกหน้าปกป้องผมอีก ไม่ว่าเมื่อไหร่เขาก็เป็นคนแบบนี้เสมอยิ่งได้รู้จากปากคะน้าแบบนี้ผมก็ยิ่งเจ็บ 

 

ครืดดดด... 

 

“สวัสดีค่ะพี่เคนหนูเอาเพื่อนมาส่งตามคำบัญชาแล้วค่า” คะน้ามันตบขาแล้วตะเบ๊ะไปที่หัวทักทายเดือนคณะศิลปกรรมศาสตร์ปีสองที่เรียกได้ว่าน่าจะสูงที่สุดในมหา’ลัยนี้แล้วมั้งถ้ายืนเทียบกับไอ้หินก็อยู่ตรงแค่หัวนมพี่มันเองอะ 

 

“อ้อมาแล้วเหรอ? ขอบใจมากนะคะน้า” พี่เคนและรุ่นพี่อีกสามสี่คนหันมาทางเราสองคน ส่วนคะน้ามันเดินแยกตัวไปคว้าถุงมะม่วงดองที่ตั้งอยู่มากินเฉยเลยแลดูตอนนี้มันจะสนิทก็พวกรุ่นพี่ต่างเอกราวกับพี่น้องคลานตามกันมาเกิด 

 

“ชื่อเซฟใช่ไหม?” พี่เคนเงยหน้าจากแผ่นเอกสารขึ้นมาถามผม 

 

“ครับ...” 

 

“รู้รึเปล่าว่าที่พี่เรียกเรามาวันนี้คือเรื่องอะไร” ก็ได้แต่ส่ายหน้าไปแบบงง ๆ เอาจริงก็เคยเจอพวกพี่มันครั้งแรกและครั้งเดียวตอนทำกิจกรรมรับน้องเอง “คือพวกพี่ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้เซฟเป็นตัวแทนเดือนคณะศิลปกรรมปีนี่น่ะ” งึดหลาย...ไม่อยากเป็นโว้ย! 

 

“พี่ผมไม่ถนัดกิจกรรมพวกนี้พี่ดูคนอื่นเถอะ” 

 

“เอางั้นเหรอ?” พี่เคนนิ่งไปพักใหญ่ก่อนจะส่งสายตามองมาทางผมอีกครั้ง “คดีที่เราทำไว้เมื่อวานนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่เลยนะ กองวินัยนักศึกษาคงไม่จบง่าย ๆ แน่ถ้าพวกพี่ไม่ไปเป็นพยานให้ถึงมหา’ลัยเราจะเปิดกว้างทางความคิดแต่การมีเรื่องชกต่อยเนี่ยถึงขั้นไล่ออกเลยเนอะโมเม” หนุ่มร่างสูงหันไปถามดาวคณะรุ่นพี่ก่อนจะมองกลับมาเหมือนกับรู้เรื่องบางอย่าง “แมงป่องกับพลังก็เป็นเพื่อนสนิทพี่ด้วยสิอย่างนี้พี่จะเข้าข้างใครดีล่ะ...เลือกไม่ถูกอะกลุ้มใจจัง” บังคับขนาดนี้ก็ได้เหรอวะ! 

 

ฮึก! เป็นครั้งที่สองของวันที่ผมต้องกลืนน้ำลายก้อนใหญ่ลงคอขืนถูกไล่ออกตั้งแต่สัปดาห์แรกของการเปิดภาคเรียนปู่ต้องกระทืบผมจมตีนแน่ 

 

“เฮ้อ...เอางั้นก็ได้ครับแล้วผมต้องทำอะไรบ้าง” 

 

“ตามปกติกฎของกองกิจกรรมจะให้รุ่นพี่ดาวเดือนแต่ละคณะดูแลรุ่นน้องในคณะตัวเอง แต่ปีนี้เขาตั้งกฎใหม่ให้รุ่นพี่ดูแลน้องข้ามคณะน่ะ แต่พวกพี่เองก็จะคอยช่วยเราแบบไม่ออกหน้าละกันอันที่จริงทุกคณะมันก็วางแผนช่วยน้องตัวเองอยู่แล้วอะนะ นั่นหมายถึงเฟรชชี่ดาวเดือนจะมีรุ่นพี่คอยดูแลสองคนที่สำคัญส่วนใหญ่พวกรุ่นพี่ที่เป็นดาวเดือนก็สนิทกันดีอยู่แล้วมีปัญหาอะไรไม่เข้าใจก็ถามได้ทุกคนแหละ” 

 

“...ครับ” 

 

“งั้นเดี๋ยวพี่ดูให้เลยว่าเดือนคณะไหนจะเป็นคนมาดูแลเรา” พี่เคนก้มลงมองไปในแฟ้มค่อย ๆ ใช้ปลายนิ้วลากไปตามรายชื่อแล้วพึมพำชื่อของผมออกมาแผ่วเบา “โอะ! เจอแล้ว” พี่โมเมชะโงกหน้าไปมองแล้วถึงกับยิ้มหน้าแป้นออกมาจากผมขนลุกไปทั้งตัว 

 

“หึ ทำตัวให้มันดีหน่อยละกัน คนที่ดูแลเราชื่อนายพฤศจิกา กมลเลิศ” 

 

“พะ...พฤศจิกา กมลเลิศ!” แค่พวกพี่เคนเอ่ยชื่อออกมาตัวผมก็เหมือนกับถูกเหวี่ยงจนแข้งขาอ่อนไปหมด 

 

“เออ ก็แมงป่องนั่นแหละที่จะดูแลเราระหว่างทำกิจกรรมดาวเดือนพี่ขอเตือนไว้เลยนะว่าอย่าพยายามก่อเรื่องให้เสียชื่อคณะเราแล้วก็ยังมีเวลาหลายเดือนก่อนถึงวันประกวดอยากจะเคลียร์อะไรกับแมงป่องก็ใช้โอกาสนี้ซะนะ” 

 

“แมงป่องรู้รึเปล่าครับ! ว่าผมเป็นน้องที่เขาต้องดูแล” 

 

“ไม่มีทางรู้หรอกพวกพี่เพิ่งส่งชื่อเซฟให้กองกิจกรรมเมื่อเช้านี้เอง ส่วนน้องคนไหนได้ใครกองกิจกรรมก็เป็นคนจัดพวกพี่ไม่มีสิทธิ์เข้าไปก้าวก่ายหรอกก็ไม่รู้ว่ามันเป็นโชคดีหรือโชคร้ายนะแต่เรื่องบางอย่างมันอาจจะถูกลิขิตมาตั้งแต่ต้นแล้วก็ได้” พี่โมเมตอบออกมาแทน 

 

“อ้อ เซฟแล้วคนที่จะคอยดูแลเรื่องเสื้อผ้าหน้าผมตอนวันประกวดก็คือคะน้าเพื่อนเรานี่แหละ รวมถึงอาทิตย์หน้าที่ต้องไปถ่ายภาพนิ่งโปรโมทพรีเซนต์ดาวเดือนแล้วก็วันที่ต้องไปออกกองที่อยุธยาด้วย” ถึงว่าทำไมคะน้ามันถึงได้ดูสนิทกับพวกรุ่นพี่แล้วรู้เรื่องผมดีจังที่แท้มันถูกทาบทามไปตั้งแต่ต้นแล้วนี่เอง...นังอสรพิษ! มันต้มผมซะเปื่อยเลย 

 

“เซฟแล้วก็...” พี่เคนตบมือมาที่บ่า “ถ้าเป็นไปได้ก็ไปขอโทษแมงป่องเรื่องที่เราทำไว้ด้วย” 

 

หลังจากได้รับการคัดเลือกจากพวกรุ่นพี่ในคณะก็ผ่านเกือบสัปดาห์แล้ว ผมเองก็ไม่ได้ไปเหยียบที่คณะนิเทศอีกเลยอยากให้เรื่องทั้งหมดมันดูเงียบไปก่อนขืนยังโผล่หน้าไปตอนนี้มีหวังกลายเป็นเรื่องใหญ่โตชัวร์ ส่วนการเรียนการสอนก็กลับเข้าสู่ปกติเพราะผ่านช่วงกิจกรรมไปหมดแล้วงานที่ต้องทำส่งก็เลยเยอะขึ้นเป็นเงาตามตัว 

 

“เซฟวันนี้มึงมีนัดถ่ายภาพนิ่งตอนสี่โมงครึ่งนะ” คะน้ามันพูดขึ้นในขณะที่พวกเรากำลังวุ่นวายกับการจดเลคเชอร์ที่แน่นเอี้ยดอยู่เต็มกระดาน 

 

“อืม” 

 

“เออ แล้วพวกมึงจะไปด้วยรึเปล่าหิน ข้าวจี่” 

 

“ไม่ได้ดิต้องรีบกลับไปช่วยแม่เตรียมของขายพรุ่งนี้ ขืนกลับช้าแม่กูแปลงกลายเป็นผีเสื้อสมุทรแน่” 

 

“กูก็ไม่ไปนะต้องรีบกลับไปเก็บห้องแล้วว่าจะไปหาหนังสือเกี่ยวกับองค์ประกอบศิลป์สำหรับงานคอมมาอ่านสักหน่อยอะ คลาสที่แล้วเล่นเอาซะไปไม่เป็นเลยอีกอย่างขืนกูไปด้วยมีหวังไอ้เซฟกับไอ้เพลงมันใช้งานกูเยี่ยงทาสชัวร์” 

 

“อ้าว! เพลงเพื่อนมึงก็ได้เป็นเดือนคณะเหรอ?” ข้าวจี่มันถึงกับตาวาวออกมาทันที 

 

“อือ...เห็นว่ามันโดนไอ้พี่พายุบังคับตั้งแต่วันที่รับน้องแล้วนะ...คะน้ายังไงกูฝากมึงดูแลเพลงเรื่องแต่งหน้าทำผมมันด้วยได้เปล่า” คะน้ามันพยักหน้าก่อนจะพูดต่อ 

 

“หูยยยย โคตรอิจฉาพวกมึงเลยอะ ไอ้หินได้พี่เคนเป็นพี่รหัสคณะแถมได้พี่บุ๋นเป็นพี่รหัสมอ ส่วนเพลงเพื่อนมึงกูได้ข่าวว่าได้พี่พายุเป็นพี่รหัสทั้งหล่อทั้งรวยจนใครก็อยากได้” ไอ้หินมันถึงกับเบะปากทำท่าจะอ้วกออกมาเลย “แล้วยังมามึงอีกเซฟได้คนดูแลเป็นรุ่นพี่เดือนคณะนิเทศที่ใครเห็นเป็นต้องหลงรัก” นังงูพิษมันเปิดปากมาแต่ละคำผมเป็นต้องสะดุ้งตามทุกที ทั้งที่คะน้ามันสัญญาว่าจะไม่พูดเรื่องแมงป่องแต่เผลอเป็นไม่ได้แอบแย็บหมัดใส่กูตลอด! 

 

“ช่างเรื่องนั้นเถอะ! ว่าแต่เขานัดกันถ่ายภาพนิ่งที่ไหนวะ” 

 

“สตูดิโอถ่ายภาพชั้นสี่ของคณะนิเทศศาสตร์ไงจ๊ะเพื่อนร๊ากกกก” ทำมาเป็นพูดเสียงสูงนังคนชั่ว! 

 

“เอาไว้รอบหน้ากูค่อยตามไปเชียร์มึงนะเซฟอีกอย่างที่กูไม่อยากไปเพราะ...” หินมันหน้าแดงออกมาเล็กน้อยเหมือนมีอะไรบางอย่างที่พวกผมไม่รู้ 

 

“เพราะ?” คราวนี้สองสาวมันยื่นหน้าเข้ามาถามไอ้หินพร้อมกันเลย 

 

“เสือก!” 

 

ยิ่งใกล้ถึงเวลาที่จะต้องไปตึกนิเทศมันก็ยิ่งกระสับกระส่ายจนออกอาการแบบเก็บอาการไม่อยู่ ป๊าบ! คะน้ามันถึงกับฟาดมือลงบนโต๊ะจนทุกคนถึงกับสะดุ้งไปตาม ๆ กัน 

 

“ไอ้เซฟ! มึงเลิกเขย่าขาสักทีได้ไหมตัวหนังสือกูกระโดดเป็นมาริโอ้หมดแล้ว” 

 

“...” 

 

ได้แต่หวังว่าวันนี้จะยังไม่ต้องเจอกับแมงป่องพอเวลาผ่านไปได้สักอาทิตย์มันก็เริ่มคิดอะไรได้หลายอย่างแต่อย่างหนึ่งที่มันไม่เคยจางหายไปจากความทรงจำเลยคือเรื่องที่ทั้งต่อยและจูบแมงป่องในวันเดียวกัน 

 

...ถ้าจะบอกว่ารู้สึกผิดก็คงใช่ 

 

เหล่าดาวเดือนคณะตอนนี้ต่างมานั่งรอกันอยู่ที่ชั้นสี่ของตึกนิเทศศาสตร์ บางคณะก็มีรุ่นพี่มาช่วยดูแลการถ่ายภาพนิ่งและคณะผมเองพี่เคนกับพี่โมเมก็มาด้วยเช่นกัน คะน้าจัดแจงเตรียมอุปกรณ์แต่งหน้าทำผมขึ้นมาวางเรียงอยู่บนโต๊ะตัวยาว ซึ่งผมเองก็ค่อนข้างไว้ใจเพื่อนหญิงคนนี้พอสมควรว่ามันจะไม่แต่งหน้าผมจนเป็นลิงบาบูนแน่เพราะมันเป็นถึงลูกสาวเมคอัพอาร์ติสชื่อดังขนาดมันแต่งหน้าให้ไอ้หินยังกลายเป็นใบเฟิร์นได้เรื่องอื่นก็คงไม่ต้องห่วง 

 

“หัวใจหลักของการแต่งหน้าผู้ชายคือหนึ่งผิวหน้า การดูแลผิวหน้าในชีวิตประจำวันก็เป็นเรื่องสำคัญนะมึงหลังล้างหน้าก็ต้องเช็ดทำความสะอาดผิวหน้าด้วยคลีนซิ่ง จากนั้นก็เติมน้ำให้ผิวด้วยโทนเนอร์” คะน้ามันพูดไปลงมือทำไป “แล้วก็บำรุงผิวด้วยมอยส์เจอไรซิ่งแต่ถ้ามึงเป็นคนหน้ามันมากก็ข้ามอันนี้ไปลงกันแดดเลยก็ได้นะ” หลังจากมันปรับสภาพผิวหน้าผมหมดแล้วมันก็ตามด้วยไพรเมอร์ (Primer) รองพื้นและสุดท้ายปกปิดด้วยคอนซีลเลอร์ (Concealer) อีกทีหนึ่ง 

 

“คิ้วคือหัวใจหลักอันที่สองสำหรับผู้ชายแต่มึงอย่าได้หาทำด้วยการเอาดินสอเขียนคิ้วมาเขียนเองเชียวนะเว้ยไม่งั้นได้กลายเป็นตงฟางปุป้ายในเดชคัมภีร์เทวดาแน่ถ้าอยากจะลองแต่งคิ้วให้เริ่มที่มาสคาร่าสีดำนี่แหละค่อยเกลี่ยไปช้า ๆ ให้เส้นขนเรียงตัวสวยและหนาขึ้นก็พอ” 

 

“และอย่างที่สามคือปาก” คะน้ามันจับมาที่ปากผมแล้วขมวดคิ้วออกมานิดหน่อยจากนั้นมันก็เลื่อนมือไปที่จมูกแล้วกดมาที่กรามของผม “จำเป็นที่มึงจะต้องทำเยอะขนาดนี้เลยเหรอเซฟ ทั้งที่มึงไม่เคยมองใครไม่สนใจใครเลยนอกจาก...” น่าแปลกที่ผมเข้าใจความหมายของคะน้าโดยไม่ต้องพูดออกมาด้วยซ้ำ 

 

“...ช่างเถอะปากมึงสวยอยู่แล้วเติมสีนู้ดนิดหน่อยก็พอแล้วละ” 

 

“ขอบใจนะคะน้า” 

 

“เดี๋ยวยังไม่เสร็จยังมีอีกอย่างที่ต้องทำนั่นคือดวงตา ปกติกูไม่ค่อยแต่งตาให้ใครนะแต่เพื่อให้มึงดูคมขึ้นดวงตาก็เปรียบเหมือนกับหัวนมของใบหน้ามันมีเสน่ห์ที่จะดึงดูดและทำร้ายคนที่มึงชอบได้อย่างน่าอัศจรรย์เชียว” 

 

“มันจะไม่ดูเป็นคาบาเร่โชว์เหรอวะ?” คะน้ามันส่ายหัวแล้วยิ้มออกมาทันที 

 

“ไม่หรอกแค่เขียนขอบตาด้านในให้คมขึ้นนิดหน่อยเอง สร้างมิติให้ตาดูคมชัดขึ้นก็พอไม่หนักเหมือนพวกหนังแขกหรือดาราเกาหลีหรอก” 

 

หลังจากที่คะน้าแต่งหน้าทำผมให้เสร็จสรรพทุกสายตาก็แทบจะจับจ้องมองมาที่ผมในทันทีและแน่นอนว่าฝีมืออันเฉียบขาดของสาวร่างสูงมันทำให้มือสมัครเล่นของบรรดาดาวเดือนคณะอื่นถึงขั้นมองตากันปริบ ๆ 

 

“น้องชื่อคะน้าใช่ไหม?” เสียงของเดือนมหา’ลัยปีก่อนดังขึ้นจนเราทั้งคู่ต้องเงยหน้ามองตาม...พี่พายุ 

 

“พี่พายุสวัสดีค่ะ/ครับ” เราสองคนยกมือไหว้ทักทายคนที่มาใหม่ 

 

“เคนมันบอกเรื่องที่พี่ฝากแต่งหน้าทำผมให้ไอ้เพลงแล้วใช่ไหม?” 

 

“บอกแล้วค่ะพี่จริง ๆ งานนี้หนูทำให้เพลงฟรีเลยก็ได้นะคะยังไงเพลงมันก็เป็นเพื่อนสนิทหินมันอยู่แล้วที่จริงหินมันก็ฝากหนูเอาไว้แล้วด้วย” 

 

พี่พายุหันซ้ายมองขวาไปรอบห้อง “แล้วเด็กที่ชื่อหินไม่ได้มาด้วยรึไง” 

 

“ไม่ได้มาค่ะพี่เห็นว่าจะรีบกลับไปทำความสะอาดห้องแล้วไปหาหนังสืออ่านที่ห้องสมุด” 

 

“เหรอ...” เสียงพี่มันแผ่วลงเหมือนกับเสียดายที่ไม่ได้เจอไอ้หินที่จริงผมก็แอบสงสัยมาสักพักแล้วเรื่องที่พี่พายุยกเสื้อช็อปให้เพื่อนสนิทผมคนนี้ พี่พายุมันเดินถือกล้องตัวหนึ่งไปที่จอมอนิเตอร์ ของสตูดิโอถ่ายภาพ 

 

“ตกลงพี่พายุมันเป็นคนถ่ายภาพงานนี้เหรอวะเพลง” เอาจริงผมกับเพลงก็เจอกันหลายครั้งแล้วถึงจะไม่ค่อยได้คุยกันเยอะแต่ก็ดูออกว่ามันเป็นคนที่นิสัยดีขนาดไหนถ้าจะให้พูดตามตรงเลยอย่างไอ้เพลงเนี่ยมันยิ่งกว่าพ่อพระซะอีก 

 

“เปล่านะตอนกูถามพี่พายุบอกว่าจะเอากล้องมาฝากใครก็ไม่รู้ กูก็เลยไม่กล้าถามต่อแต่น่าจะเป็นคนสำคัญแหละกล้องแบบนั้นตัวนึงก็เกือบครึ่งแสนแล้ว” 

 

“แต่ว้า! เสียดายชะมัดนึกว่าไอ้หินจะมาให้กำลังใจกันบ้าง ไม่มีเลยไอ้เพื่อนเวร!” เพลงมันบ่นออกมาอีกคน 

 

“เห็นหินมันบอกว่าครั้งหน้าจะมาเชียร์แต่ดูเหมือนที่มันไม่มาวันนี้เพราะไม่อยากเจอใครมั้งถามก็ไม่ยอมบอก” คะน้ามันหันมาตอบแทน 

 

เพลงมันกระตุกยิ้มที่มุมปาก “กูรู้แล้วว่าที่ไอ้หินมันไม่ยอมมาเพราะอะไร” 

 

“เพราะอะไรวะ?” ทั้งผมทั้งคะน้าถึงกับสุมหัวชนกันสามคนเลย ไอ้เพลงมันชี้ไปที่พี่รหัสตัวเองที่นั่งทำหน้าเซ็งกะตายอยู่ไม่ไกล 

 

“โน่นไงตัวการ อาทิตย์ที่แล้วคืนที่กูพาไอ้หินไปร้านเหล้าด้วยหลังจบกิจกรรมรับน้องน่ะจำได้รึเปล่า” ผมพยักหน้าในทันที “ไอ้พี่พายุมันจูบไอ้หินไงแถมพูดด้วยว่าให้เสื้อช็อปแล้วแต่ยังไม่ได้จูบ” 

 

“...!” 

 

“อุ๊ย! ...ดอกรักเบ่งบานเหมือนใครคนหนึ่งแถวนี้เลยนะ” คะน้ามันหลิ่วตามาที่ผมจนอยากจะฟาดสันมือลงกลางกบาลมันสักที 

 

หลังจากที่คะน้าแต่งหน้าทำผมให้ไอ้เพลงจนเสร็จเราทั้งคู่แทบจะดูโดดเด่นที่สุดในบรรดาเหล่าเดือนจนทั้งพี่เอพี่ยูจิยังมาขอร้องให้คะน้าช่วยแต่งหน้าให้กับเด็กคณะตัวเอง 

 

ตั้งแต่วันที่พี่เคนบอกผมว่าคนดูแลผมในกิจกรรมนี้คือแมงป่องก็ยังไม่ได้เจอกันเลยสักครั้ง ตอนนี้แมงป่องคงไม่อยากเจอหน้าผมแล้วด้วยมั้ง 

 

แอ๊ดดด... 

 

เสียงผลักประตูดังขึ้นจนทั้งหมดในห้องต้องหันไปมองตาม สาวสวยหัวหน้ากองกิจกรรมนักศึกษาเดินนำเข้ามาทักทายทุกคนภายในห้อง 

 

“สวัสดีค่ะน้อง ๆ ดาวเดือนจากทุกคณะพี่ชื่อพี่ปัดนะคะ หากใครมีปัญหาอะไรไม่สะดวกในการซ้อมหรือมีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถเข้าร่วมการฝึกซ้อมให้รีบมาแจ้งพี่นะคะจะได้ช่วยกันแก้ไขให้งานเดินหน้าไปได้จนจบ ส่วนที่พวกเราจะทำกันในวันนี้คือการถ่ายภาพนิ่งในชุดนักศึกษาเพื่อโปรโมทคณะตัวเองและในอีกสองสามอาทิตย์ข้างหน้าจะยกกองไปถ่ายภาพที่อยุธยาขอให้น้องทุกคนเตรียมตัวเอาไว้ให้พร้อม” 

 

“สำหรับวันนี้คนที่จะเข้ามาดูแลเรื่องการถ่ายภาพของพวกน้อง ๆ คือประธานและรองประธานชมรมถ่ายภาพของมหา’ลัยขอเสียงตบมือให้กับพี่ ๆ เขาด้วยค่า” 

 

เสียงตบมือดังลั่นไปทั่วห้องพร้อม ๆ กับชายสองคนที่เดินเข้ามาและนั่นทำให้ผมหัวใจแทบจะหยุดเต้นเสียงกรีดร้องของเหล่าดาวคณะกึกก้องไปทั้งสตูดิโอ 

 

...แมงป่องกับพี่พลัง 

ความคิดเห็น