email-icon facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 6

คำค้น : เซียน่า , ร้อน , ฤดูร้อน , อิตาลี

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 106

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ธ.ค. 2563 16:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 6
แบบอักษร

 “มัตเตโอ...”

เสียงเรียกชื่อต้นของตนที่ดังซ้ำๆมาจากด้านหลังพานให้ชายหนุ่มต้องเหลียวหลังอย่างมิอาจเลี่ยง และพบว่าคนเรียกกำลังวิ่งม่อลอกม่อแลกลงมาตามถนนที่ลาดชันตามภูมิประเทศด้วยท่าทางอันแสนจะเปิ่นเทิ่น 

“มีอะไรรึ” เจ้าถิ่นลอยหน้าถามขณะที่อีกฝ่ายหยุดฝีก้าวลง 

“ควรเป็นฉันที่ถามเธอมากกว่าว่ามีอะไร” อลิสาเว้นวรรคเพื่อหอบหายใจ “ทำไมจู่ๆเธอถึงได้รีบหนีฉันแบบนั้น บอกอะไรสักคำก็ไม่มี” 

“เปล่าซะหน่อย” เขาโคลงศีรษะ “เธอน่ะคิดไปเอง” 

คนไม่ทันฟังคำปรารภของเพื่อนร่วมทางขมวดคิ้วนิ่วหน้าด้วยความไม่พอใจเล็กๆ นัยน์ตาสีดำเหล่มองใบหน้าขาวเนียนซึ่งปรากฏร่องรอยการโกนหนวดเครารอบริมฝีปากและขากรรไกรอย่างจะวินิจฉัยตัวตนผู้เป็นเจ้าของมัน ผู้ชายคนนี้ดูจะเป็นคนยียวนและไม่น่าเข้าหาเท่าไรนัก จากวาจาและวิธีการแสดงออกซึ่งบ่งบอกถึงคุณลักษณะปากปีจอของเขา ทว่าดวงตาคู่งามที่ระบายแววโศกอยู่เป็นนิจสินนั้น สะท้อนความเป็นคนอ่อนโยนและอ่อนไหวในตัวเขาได้ดียิ่ง 

“เอาเป็นว่าฉันขอโทษแล้วกัน ถ้าฉันพูดอะไรไม่สมควรออกไป”  

แต่ฉันก็ยังไม่รู้อยู่ดีน่ะแหละว่าฉันพูดอะไรผิด ประโยคนี้เธอละไว้ในใจ ขณะออกเดินตามเขาผ่านตึกแถวคูหาสุดท้าย เมื่อนั้นเองที่ทิวภาพของตึกแถวยุคกลางค่อยๆปลาสนาการไปจากสายตา และถูกแทนที่ด้วยที่โล่งแจ้ง ขวามือของทั้งคู่เป็นอัฒจันทร์ยาวเป็นพืด ตรงกลางที่ดูเหมือนเหวยุบลงไปเป็นที่ตั้งของสนามหญ้าสีเขียว มีประตูตาข่ายสองฝั่ง ส่วนด้านที่ไกลออกไปเป็นอัฒจันทร์มีหลังคาขนาดใหญ่ ตั้งอยู่หน้าทิวสนที่ขึ้นเป็นแนวประหนึ่งพื้นหลังของสนามกีฬาแห่งนี้ 

“ที่นี่คืออะไรคะ” อลิสาถามเพียงเพื่อหาเรื่องคุย ที่เห็นก็ฟ้องอยู่ว่าเป็นสนามฟุตบอล เพียงแต่เธออยากพูดกลบบรรยากาศอึมครึมก็เท่านั้น 

“สนามฟุตบอลประจำเมืองเซียน่า หรือชื่อทางการว่า สตาดิโอ อาร์เตมิโอ ฟรังคี ดิ เซียน่า” น้ำเสียงมัตเตโอค่อยกลับมาเป็นปกติ  

“ทำไมต้องมี ‘ดิ’ ลงท้ายชื่อด้วย ทำยังกะชื่อสนามนี้มีมากกว่าหนึ่งที่ เลยต้องระบุว่า ‘แห่ง’ เซียน่า ไม่ใช่ที่เมืองอื่น”  

“เรื่องนี้เธอควรจะตอบตัวเองมากกว่านะ เพราะเธอเพิ่งไปฟลอเรนซ์มา” มัตเตโอย้อนเข้าให้ “ในอิตาลีมีสนามฟุตบอลชื่อ อาร์เตมิโอ ฟรังคี สองแห่งคือที่ฟลอเรนซ์กับเซียน่า อาร์เตมิโอ ฟรังคี เป็นชื่อของอดีตประธานสหพันธ์ฟุตบอลอิตาลี เขาเป็นคนฟลอเรนซ์โดยกำเนิด แต่มารถคว่ำตายที่เซียน่า เพราะงั้นสนามฟุตบอลของทั้งสองเมืองนี้เลยตั้งชื่อเป็นเกียรติแก่เขา” 

“ฉันจะไปรู้จักชื่อสนามฟุตบอลที่นั่นได้ไงล่ะ ฉันไปเมืองนั้นเพราะฉันจะดูงานศิลปะ ไม่ใช่จะดูฟุตบอล” เด็กสาวตีหน้าขรึมใส่ สวนทางกับความรู้สึกแท้จริงในใจที่เบิกบานขึ้นหลังได้เห็นเขากลับมาอารมณ์ดีเหมือนเดิม 

“ผู้หญิงเอเชียก็เป็นเสียอย่างนี้” ชายหนุ่มยกยิ้มนิดๆ “ฟุตบอลหรือกีฬาใดๆไม่มีอยู่ในหัวพวกเธอหรอก จริงมั้ย อาลิซ่า” 

“เธอเข้าใจผิดแล้ว” อลิสาอมยิ้มตอบ ผินหน้าไปยังสนามฟุตบอลประจำเมืองเซียน่าที่สภาพไม่ได้ดูดีไปกว่าสนามกีฬากลางประจำจังหวัดบ้านเกิดเธอ “ผิดไปไกลเลยทีเดียว เพราะฉันรู้จักและได้ยินชื่อทีมฟุตบอลและนักฟุตบอลอิตาลีมาตั้งแต่แบเบาะ คุณพ่อฉันเป็นคอบอลตัวยง ท่านเป็นแฟนทีมยูเวนตุส และคลั่งไคล้อันโตนิโอ คอนเต เอามากถึงขั้นติดโปสเตอร์รูปเขาไว้ที่ฝาบ้าน” 

มัตเตโอไม่อยากจะเชื่อหูตนเองว่าเด็กสาวจากเอเชียอาคเนย์จะรู้จักฟุตบอลอิตาลีทะลุปรุโปร่งจนถึงขนาดที่สาธยายชื่อเสียงเรียงนามของอดีตกองกลางและผู้จัดการทีมชาวอิตาเลียนได้เป็นคุ้งเป็นแคว ถ้าเป็นสาวอิตาเลียนเขาจะไม่แปลกใจเลยสักนิด เพราะฟุตบอลหรือกัลโช่นั้นอยู่ในสายเลือดของพวกเขา ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ชายหรือหญิง ต่างก็เป็นแฟนฟุตบอลกันทั่วหน้า  

“และเธอรู้ไหมว่าสมัยที่คอนเตเลิกเล่นฟุตบอลแล้ว เขาก็เคยมาเป็นผู้จัดการทีมเซียน่าอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะย้ายไปคุมทีมยูเวนตุสจนกลายเป็นผู้จัดการทีมที่โด่งดังระดับโลก” เขาลองภูมิอีกฝ่ายดูพลางก้าวเดินต่อ   

“ฉันเคยได้ยิน” อลิสากลั้นขำทุกทีที่นึกถึงเรื่องที่จะเล่าต่อไป “สีขาว-ดำของทีมยูเวนตุสกับทีมเซียน่าคล้ายกันมาก แต่ก่อนโลโก้ทีมก็ยังคล้ายๆกันอีก ตอนฉันยังเด็ก พ่อเคยคิดจะแทงพนันออนไลน์นัดที่ยูเวนตุสทีมรักโคจรมาพบกับเซียน่า แต่เพราะดูโลโก้สลับกัน พ่อเลยกดเลือกเซียน่า นั่นทำให้พ่อเสียพนันบานเบอะ” 

เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นหนุ่มผู้ดูแลหอพักหัวเราะขบขัน แต่แล้วเขาก็เงียบไปทันตาเมื่อได้ยินเธอพูดประโยคต่อจากนั้น 

“ตอนนั้นฉันอายุสิบกว่าขวบได้ รู้จักชื่อเซียน่าครั้งแรกก็ตอนนั้นล่ะ” 

“ก่อนหน้านั้นเธอก็ไม่เคยรู้จักชื่อเมืองเซียน่ามาจากที่อื่นเลยหรือ” ความฉงนที่แสดงออกมาในรูปคิ้วที่เลิกสูงของมัตเตโอทำเธอตกใจ 

“ไม่เคยเลย” สาวไทยเหลอหลา “มันน่าแปลกใจมากเลยหรือคะ” 

“แปลกสิ เพราะเมืองเซียน่าเป็นเมืองเล็กที่โด่งดังด้านการท่องเที่ยว ไม่ใช่เฉพาะในอิตาลี แต่ชาวยุโรปหลายๆคนก็รู้จักชื่อเมืองนี้มาแต่อ้อนแต่ออก มหาวิทยาลัยสำหรับชาวต่างชาติที่นี่ก่อตั้งมาเป็นร้อยปี มีชื่อเสียงสูสีกับมหาวิทยาลัยสำหรับชาวต่างชาติแห่งเปรูจาชนิดกินกันไม่ลง” 

เด็กสาวถอนหายใจบางๆ ก่อนเงยหน้าสบตาชายหนุ่ม 

“ฉันยังไม่ได้บอกเธอว่า ฉันไม่เคยมีความคิดจะเรียนภาษาอิตาเลียนมาก่อนเลย จนกระทั่งเข้ามหาวิทาลัย เพราะความที่ไม่รู้จะเรียนภาษาอะไรในคณะที่บังคับให้ต้องเรียนภาษาที่สาม ฉันเลยเลือกเรียนอิตาเลียน” 

มัตเตโอชายตาดูคู่สนทนาด้วยสายตาแฝงความผิดหวัง  

“ฉันเลือกเรียนภาษาของเธอทั้งๆที่ในประเทศของฉัน ภาษานี้ก็ไม่ได้เป็นที่นิยมนัก ทั้งรุ่นฉันมีคนเลือกเรียนอิตาเลียนเป็นวิชาเอกแค่สามคน ซึ่งก็มีแค่ฉันคนเดียวที่มาเรียนซัมเมอร์ที่นี่ เพราะงี้ฉันถึงได้เป็นคนไทยคนเดียวที่นี่” 

“บางทีมันอาจจะเป็นโชคชะตาก็ได้” เขาอุปมา “เหมือนกับที่ลูกหลานของรีมัสได้มาสร้างเมืองเซียน่า แทนที่จะเป็นใหญ่ในโรม” 

“เธอหมายความว่าไงหรือ มัตเตโอ” อลิสาสงสัย 

“ทุกครั้งที่นึกถึงตำนานการสร้างเมืองเซียน่า ฉันคิดอยู่เป็นประจำว่าพระเจ้าอาจจะไม่ได้กำหนดให้ลูกหลานของรีมัสได้ปกครองโรมมาแต่แรก เพราะพ่อของพวกเขาถูกฆ่าตาย สองพี่น้องถึงได้มาสร้างเมืองเล็กที่งดงามอย่างเซียน่าแทน” 

หนุ่มอิตาเลียนเปิดยิ้มบางพลางแหงนคอดูตราสัญลักษณ์รูปโล่สีขาวดำของเมืองเซียน่าบนป้ายข้างสนามฟุตบอล “พระเจ้าอาจจะกำหนดให้เธอมาใช้ชีวิตที่อิตาลีก็ได้ เธอถึงได้มาเรียนภาษาอิตาเลียน ได้มาอยู่ที่นี่” 

“เป็นคำอธิบายที่ฟังดูเข้าท่าดีนะ” นิสิตหญิงชมเชย ทว่าคนท้องถิ่นไหวไหล่ตอบตามประสาคนไม่ชอบรับสมอ้าง 

“ไม่ว่าที่แล้วมาเธอจะคิดยังไงกับเซียน่า แต่อย่างไรเสียตอนนี้เธอก็อยู่ที่นี่แล้ว ฉันก็เลยอยากเป็นเจ้าบ้านที่ดีให้กับเธอบ้าง” มัตเตโอพูดขรึมๆ 

เด็กสาวรู้สึกได้ว่าก้อนเนื้อในอกเต้นแรงจากคำกล่าวนั้น เธอยกมือขึ้นทาบอกชั่วแวบที่พ้นสายตาเขา ก่อนส่งยิ้มให้ และทวงถามออกไป 

“ด้วยการพาไปซื้อหนังสือเรียนน่ะเหรอคะ” เธอแกล้งหยอด 

“แล้วแต่เธอจะคิดก็แล้วกัน” 

“อยากเป็นเจ้าบ้านที่ดีงั้นเหรอ ให้มันจริงเถอะพ่อ” อลิสางึมงำเป็นภาษาไทย ใจบอกกับตัวเองว่าเขาช่างเปลี่ยนไปจากเมื่อแรกเจอราวคนละคน 

 

ร้านหนังสือที่มีสาขากระจายอยู่ทั่วแดนรองเท้าบู๊ตเปิดประตูต้อนรับลูกค้าคนใหม่ซึ่งประกอบด้วยชายชาวอิตาเลียนกับหญิงชาวเอเชียผิวคล้ำที่ดูอ่อนวัยกว่านิดหนึ่ง ฝ่ายหญิงซื้อแบบเรียนของระดับ B2 ที่ตนสอบได้ โดยยื่นบัตรประจำตัวนิสิตที่เพิ่งออกใหม่ ทำให้เธอได้รับส่วนลดร้อยละสิบห้าของราคาเต็ม

“ระวัง อย่าทำเงินทอนตกล่ะ” มัตเตโอกึ่งเตือนกึ่งสั่งขณะที่อลิสาหิ้วหนังสือและใบเสร็จออกมาจากร้าน ยิ่งรู้จักเธอมากเท่าไร เขาก็ยิ่งรู้นิสัยสะเพร่าและขี้หลงขี้ลืมของเธอดีเท่านั้น เขาจึงอดไม่ได้ที่จะกำชับเธอ 

“ฉันรู้แล้วล่ะ” เด็กสาวยิ้มเต็มดวงหน้า “รอบนี้ฉันระวังตัวดีเพราะมีเธอมาคุม ที่จริงเธอก็ยังไม่แก่ แต่บางทีก็จู้จี้เหมือนยังกะปู่ของฉันเลย” 

ชายหนุ่มปิดปากสนิท หรือถ้าพูดให้ถูกก็คือเขาพูดไม่ออก ด้วยว่าทุกความรับรู้ของเขายังจดจ่ออยู่กับรอยยิ้มนั้นที่เธอฉายมองมา 

“นั่นคืออะไรหรือคะ เห็นมาหลายที่แล้ว” อลิสาซึ่งนึกคำศัพท์ไม่ออกชี้มือไปทางผนังตึกเก่าด้านนอกซึ่งหลายแห่งมีห่วงขึ้นสนิมติดอยู่ 

“ไหน” เขามองตามนิ้วมือข้างนั้นไป “เธอหมายถึงเจ้าห่วงพวกนั้นใช่มั้ย มันคือห่วงคล้องม้าที่มีมาตั้งแต่ยุคกลางแล้ว”  

“ห่วงคล้องม้าเหรอ” ดูเหมือนเธอยังไม่สิ้นกังขา 

“ก็ในสมัยยุคกลางที่ผู้คนยังขี่ม้ากัน เขาไปไหนมาไหนก็อาศัยม้าขี่ไป พอไปถึงที่หมายก็จะผูกสายบังเหียนม้าไว้กับห่วงพวกนี้ไงเล่า” 

“อ๋อ” เมื่อมัตเตโออธิบายมาถึงจุดนี้เธอก็ถึงบางอ้อ วูบหนึ่งอลิสาก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่าเหตุใดประเทศอิตาลีถึงยังคงอนุรักษ์สภาพดั้งเดิมของตึกรามบ้านช่องได้ดีเพียงนี้ เมื่อเทียบกับจังหวัดบ้านเกิดของเธอที่โบราณสถานเกือบทุกแห่งมีอายุน้อยกว่านี้ แต่กลับถูกทิ้งร้างจนเสื่อมสภาพกลายเป็นซากปรักหักพัง  

“ฉันอาจจะมาอยู่ที่นี่ได้ไม่กี่วัน แต่ก็รู้สึกว่าเซียน่าจะเป็นเมืองแห่งม้าจริงๆนะ ทั้งปาลิโอเอย ห่วงคล้องม้าในเมืองเอย...” 

ไม่ทันขาดคำ เสียงกลองแต๊กนับสิบๆใบก็รัวระงมถนนเส้นนั้น สะกดทุกความเคลื่อนไหวของนักท่องเที่ยวที่สัญจรไปมา ท่ามกลางเสียงสะท้อนของกลองที่ถูกตีอย่างมีจังหวะจะโคน ขบวนพาเหรดของชายในเครื่องแต่งกายคล้ายตัวตลกยุคกลางก็ปรากฏขึ้นที่หัวถนน นำโดยพลกลองเกือบยี่สิบชีวิต ตามมาด้วยธงผืนยักษ์ที่เด็กหนุ่มหน้าตาดีพากันพัดโบกด้วยท่วงท่าอันสง่างาม ทั้งหมดแต่งกายด้วยสีสันเดียวกัน แสดงถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของกลุ่มพวกเขา 

“กำลังพูดถึงอยู่พอดีเลยเชียว...” มัตเตโอบอกกับอลิสาขณะที่คนอื่นซึ่งอยู่รายรอบพากันควักกล้องบันทึกวิดีโอและภาพนิ่งกันขนานใหญ่ 

“ขบวนพาเหรดปาลิโอรึเปล่า” เธอถามพลางแอบดูหนุ่มๆพลธงอย่างอดจะหลงใหลได้ปลื้มกับความหล่อเหลาของชายอิตาเลียนไม่อยู่ แต่ละคนดูดีประหนึ่งว่าคัดเลือกคนที่หน้าตา ตอกย้ำความคิดว่าผู้ชายชาตินี้หล่อที่สุดในโลก 

“ซิ” คนหล่อที่ยืนข้างกายตอบ “นี่ยังไม่ใช่พาเหรดเต็มรูปแบบ มีแต่คนตีกลองกับคนโบกธง คงมาซ้อมกันเฉยๆ ยังขาดชาวคอนตราดาอีก” 

“โอ้โฮ ฉันชักอยากจะดูปาลิโอขึ้นมาเสียแล้วสิ”  

“ปาลิโอจัดปีละสองครั้ง วันที่ 2 กรกฎาคมหนหนึ่ง วันที่ 16 สิงหาคมอีกหนหนึ่ง ถ้าเธอเรียนที่นี่ในเดือนมิถุนากับกรกฎาก็ทันได้ดูหนแรก” 

“คนพวกนี้เขามาจากคอนตราดาอะไรคะ” สาวต่างชาติถามและสอดส่ายสายตามองยูนิฟอร์มสีเขียว-ส้มของคนในขบวนอย่างสังเกตสังกา 

“ลองทายดูสิ” มัตเตโอนึกสนุก “ดูจากสัญลักษณ์บนธงเขาก็ได้” 

อลิสาอาศัยจังหวะที่พ่อหนุ่มคนหนึ่งวาดลวดลายธงผ่านหน้าเพื่อหาคำตอบ มุมหนึ่งของผืนธงมีรูปแรดยืนอยู่หน้าต้นไม้ใบดก เธอจึงโพล่งตอบทันใด  

“แรดหรือ คอนตราดาแรดใช่มั้ย” 

คำตอบนั้นทำเอาชายหนุ่มอดหัวเราะไม่ได้ 

“ฉันนึกอยู่แล้วว่าเธอต้องตอบผิด” เป็นครั้งที่สองแล้วที่เขาหัวเราะ รอบนี้หัวเราะจนตัวโยนทีเดียว “ที่จริงคือคอนตราดาป่าไม้ จริงอยู่ที่คอนตราดาส่วนใหญ่จะมีชื่อและสัญลักษณ์เป็นสัตว์ แต่ก็ไม่ใช่ทุกที่ที่จะมีชื่อเป็นสัตว์ทั้งหมด บางคอนตราดาอาจมีชื่อเป็นอย่างอื่น แต่ก็ต้องมีสัญลักษณ์เป็นสัตว์อยู่ดี อย่างพวกป่าไม้นี่ชื่อเป็นป่าก็จริง แต่บนสัญลักษณ์ยังต้องมีสัตว์อยู่ เลยใช้แรดเป็นตราสัญลักษณ์” 

“รู้อยู่แล้วยังบอกให้ทายอีก อย่างนี้เรียกแกล้งกันนี่” เธอแสร้งขึ้นเสียง  

“ในเซียน่ามีทั้งหมดสิบเจ็ดคอนตราดา แต่จะมีแค่สิบคอนตราดาเท่านั้นที่จะได้แข่งขันในปาลิโอครั้งหนึ่งๆ โดยสภาเมืองจะเป็นคนจับฉลากเลือก”  

เขาถือโอกาสเปลี่ยนเรื่องกลบเกลื่อนรอยยิ้มตัวเอง  

“เราชาวเซียน่าผูกพันกับคอนตราดามาก พวกเราเกิดในคอนตราดา รับศีลล้างบาปในโบสถ์ประจำคอนตราดา โตในคอนตราดา และตายในคอนตราดา ทั้งชีวิตทุ่มเทให้กับคอนตราดา ฉะนั้นปาลิโอจึงเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีที่ทุกคอนตราดาต้องแข่งขันกันเพื่อพิสูจน์ความเป็นที่หนึ่งในเมืองเซียน่า” 

“ฉันเข้าใจดีแล้ว” อลิสานึกถึงตัวเองในวันที่รู้เรื่องปาลิโอจากอินซุกเป็นครั้งแรก “ตอนเพิ่งมาถึงที่นี่ใหม่ๆ ฉันไม่เข้าใจเลยว่าเพราะอะไรคนเซียน่าถึงต้องแบ่งพรรคแบ่งพวกภายในเมืองด้วย แต่พอได้มาเห็นขบวนพาเหรดนี้เอง ฉันถึงได้เห็นภาพความรักและผูกพันในหมู่บ้านของชาวเซียน่าชัดขึ้น” 

“มันยังมีมากกว่านี้อีกเยอะ เมื่อเธอเห็นบรรยากาศของปาลิโอชัดขึ้นๆ เธอก็จะยิ่งเข้าใจว่าทำไมพวกเราชาวเซียน่าถึงได้ผูกพันกับมันมาก”  

“ว่าแล้วฉันก็ต้องถามเธออีกข้อหนึ่ง” นิสิตผู้มาจาก ‘ตายลานเดีย’ เบนสายตามาทางชายหนุ่มเมื่อขบวนพาเหรดทิ้งห่างไปไกล “บ้านเธออยู่คอนตราดาไหนหรือ มัตเตโอ ฉันหมายถึงว่าเธอเป็นคนของคอนตราดาไหนน่ะ” 

ผู้ถูกถามชะงักไปชั่วครู่ ห้วงความคิดไตร่ตรองอย่างหนักเพื่อเอาตัวรอดจากคำถามของเธอซึ่งเขาไม่เคยปรารถนาจะตอบใคร 

“ฉันไม่ใช่คนของคอนตราดาไหนทั้งนั้น” น้ำเสียงเขาเปลี่ยนไป “ฉันไม่ใช่คนเซียน่า แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ฉันพยายามจะเป็นมาตลอดก็ตาม” 

เป็นอลิสาที่ผงะไปบ้าง เธออดข้องใจไม่ได้ว่าเขาหมายความว่าอะไร ในเมื่อสักครู่ที่ผ่านมายังแทนตัวเองว่า ‘พวกเราชาวเซียน่า’ อยู่หยกๆ 

“ฉันขอโทษ” เธอเอ่ยคำนั้นทั้งที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนทำผิดเมื่อไหร่ และยังไง “ถ้าฉันพูดอะไรให้เธอไม่สบายใจ ฉันขอโทษด้วยนะ” 

“ไม่เป็นไร” มัตเตโอขยับตัวเหมือนจะไปไหนต่อ “ฉันมีธุระต้องไปต่อ เธอจะไปไหนต่ออีกมั้ย ถ้าไม่ ฉันจะได้พาไปส่งที่หอพัก” 

“กลับเลยก็ได้ค่ะ ฉันง่วงนอนจะแย่แล้ว เมื่อคืนเอาแต่กังวลเรื่องสอบ นอนแทบไม่หลับเลย” เธอยกมือปิดปากหาวอย่างจะให้เห็นว่าง่วงจริง “ว่าแต่ทำไมถึงจะต้องไปส่งฉันอีกหรือ ทำยังกับว่าฉันกลับเองไม่ได้ยังงั้นแหละ” 

“ก็บอกแล้วไงว่าฉันอยากทำหน้าที่เจ้าบ้านที่ดี” ผู้ดูแลหอพักจงใจเลี่ยงคำพูดที่ผุดขึ้นมาในใจตน “ไม่มีใครมาทำอันตรายกับเธอหรอก เพราะเซียน่าเป็นเมืองที่ปลอดภัยที่สุดในอิตาลี” 

 

อลิสา บุญประยูร เดินเข้ามาในหอพักพร้อมกับหัวใจที่พองคับอกอย่างที่ตนไม่นึกมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นในต่างบ้านต่างเมืองเช่นนี้ได้ แม้จะพยายามคิดเรื่องอื่นดับฟุ้งซ่าน หากใจก็ยังไพล่คิดถึงประสบการณ์ใหม่ๆที่ตนได้รับจากการเดินเที่ยวชมเมืองกับผู้ชายต่างชาติคนนั้นอยู่ทุกขณะจิต จนเธอต้องใช้ความอุตสาหะอย่างแรงกล้าในการหุบยิ้มลงเพื่อไม่ให้ใครที่พบเจอมองว่าเธอเสียสติไปแล้ว

ดูเหมือนว่าความอบอุ่นที่ขาดหายไปจากหัวใจเธอนับแต่วันที่รักเก่ามาถึงจุดแตกหักจะได้รับการเติมเต็มจากเขาคนนั้น...คนดูแลหอพักที่ชื่อมัตเตโอ 

“ไปไหนมาน่ะ” คำถามที่ดังขึ้นในบัดดลที่อลิสาเปิดประตูห้องพานให้เธอลืมความคิดฝันกลางวันเสียสิ้น สองตาเลื่อนสบกับสายตาของอินซุกที่จ้องรออยู่ก่อนหน้าราวกับเตรียมการมานานเพื่อเค้นความในเรื่องนี้กับเธอ 

“ฉันไปเดินเล่นชมเมืองมานิดหน่อย” สาวไทยหยุดคำพูดไว้แค่นั้น พลันนึกได้ถึงผลสอบวัดระดับที่เธอควรบอกให้รูมเมทรับทราบ “เธอต้องไม่เชื่อฉันแน่ อินซุก ทายซิว่าฉันสอบได้ระดับอะไรวันนี้” 

“B1 งั้นหรือ” นิสิตเกาหลีเดาอย่างดูถูกสติปัญญาอีกฝ่ายอยู่ในที 

“ผิดจ้ะ” อลิสาทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงของตน “ฉันสอบได้ B2 ระดับเดียวกับเธอเลย ต่อไปนี้ทุกเช้าเธอจะมีเพื่อนนั่งรถแมล์ไปเรียนด้วยกันแล้วนะ” 

ดวงตาหรี่เรียวของอินซุกขยายกว้างด้วยความรู้สึกมากมายที่ถั่งท้นล้นอก เธอนิ่งฟังอย่างนึกไม่ถึง แล้วจึงเปิดรอยยิ้มให้ตามมารยาท 

“อ๋อหรอ...ก็ดีเหมือนกันนะ”  

ความคิดเห็น