email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Episode 3 หนึ่งคนที่หวั่นไหวกับหลายคนที่ต้องช็อก!

ชื่อตอน : Episode 3 หนึ่งคนที่หวั่นไหวกับหลายคนที่ต้องช็อก!

คำค้น : เซฟแมงป่อง ตบหลุมรัก My heart November นิยายวาย ตบจูบ ฟิวกูดรักมหาลัย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 28.2k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ธ.ค. 2563 21:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 300
× 0
× 0
แชร์ :
Episode 3 หนึ่งคนที่หวั่นไหวกับหลายคนที่ต้องช็อก!
แบบอักษร

Episode 3 

หนึ่งคนที่หวั่นไหวกับหลายคนที่ต้องช็อก!  

[All]  

 

 

 

 

“แกโอเครึเปล่าแมงป่อง” เมจิเพื่อนหญิงในภาคเอ่ยปากถามแมงป่องที่ดูไม่ค่อยร่าเริงเหมือนปกติ ดวงตาเหม่อลอยออกไปนอกกระจกร้านนิ้วมือลูบไล้ไปตามกล้องตัวโปรดที่อยู่บนตัก เมจิเองก็ตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นเด็กหนุ่มที่เข้ามาทำร้ายเพื่อนสนิทของตัวเองเมื่อตอนกลางวัน

 

ไม่มีเสียงตอบรับจากชายตรงหน้า จนเธอเองก็ต้องถอนหายใจส่งสายตาอ้อนวอนพลังเพื่อนสนิทอีกคนให้ช่วยพูดแทน

 

พลังเองก็เริ่มรู้สึกว่าเรื่องระหว่างเซฟกับแมงป่องมันชักจะสนุกไปทุกที เขาพยายามฝืนยิ้มให้หน้านิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ กดเสียงเข้มเพื่อกลบเกลื่อนเสียงหัวเราะที่กำลังดังก้องอยู่ภายในอก “ปล่อยมันไปก่อนเถอะเมจิ...อสาธํ สาธุนา ชิเน”

 

“บ่นอะไรของแกเนี่ยพลัง! ช่วยพูดเป็นภาษามนุษย์หน่อยเถอะ” เมจิถึงกับปวดหัวเมื่อคนหนึ่งก็ใจลอยออกไปไกลโพ้นทะเล ส่วนอีกคนก็สติไม่เต็มธรรมะขึ้นสมอง

 

“พึงชนะคนไม่ดี ด้วยความดีไงแต่กูว่านะไอ้เด็กนั่นน่ะมันไม่ใช่เด็กเลวร้ายหรอก” พลังแอบเหลือบตามองเด็กหนุ่มที่เคาน์เตอร์บาร์อยู่เป็นระยะ จนกระทั่งแอร์เดินกลับมาที่โต๊ะเช่นกัน

 

“ตกลงแกพูดอะไรกับน้องมันแอร์”

 

“เปล่าหรอกก็แค่ขอบคุณน้องเขาเรื่องที่ช่วยเราจากรุ้งเท่านั้นเอง” แอร์หันไปบอกเพื่อนสาวตรงหน้าก่อนจะเทน้ำอัดลมใส่แก้วแล้วยกขึ้นมาดื่ม

 

“รุ้งนี่มันก็เหลือเกินเป็นอะไรนักหนากับแกเนี่ยขนาดย้ายคณะแล้วยังตามราวีไม่เลิก” เมจิบ่นออกมาแบบหัวเสีย “ว่าแต่ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าเด็กนั่นมันจะเป็นคนดี หน้าตาโคตรร้ายเลยอะ”

 

“เซฟอะเหรอ?” แอร์ถึงกับอมยิ้มออกมา “เราว่าเนื้อแท้น้องเขาน่าจะเป็นคนดีมากเลยล่ะถึงจะดูขรึม ดูไม่ค่อยสนใจใครแต่เท่าที่ลองคุยมาเซฟเนี่ยน่ารักใช้ได้เลย”

 

“ขะ...ขนาดนั้นเลยเหรอ?”

 

“อืม...ก็ถ้าเมจิอยากรู้ก็ลองไปคุยกับเขาดูสิ” แอร์เหล่มองเพื่อนสนิทที่ยังนั่งใจลอยก่อนที่จะพูดขึ้นต่อ “หรือไม่ก็ลองถามแมงป่องมันดูก็ได้ว่าทำอะไรไว้รึเปล่า”

 

ทั้งสามคนบนโต๊ะได้แต่หันไปมองชายที่ถูกพาดพิงแต่เขากลับไม่ได้สนใจฟังสิ่งที่เพื่อนกำลังพูดคุยเรื่องของเขาอยู่เลยแม้แต่น้อย

 

“...แมงป่อง”

 

“...”

 

“เฮ้ย! ...ไอ้แมงป่อง” เสียงตะโกนของพลังถึงกับแทบจะทำให้ทั้งร้านหันมามองที่โต๊ะเขาเป็นตาเดียว ไม่เว้นแม้แต่เซฟที่ยังจ้องมองมาเช่นกัน เสียงเรียกทำให้แมงป่องถึงกับหลุดออกจากภวังค์แต่แทนที่เขาจะมองไปทางเสียงเรียกของพลังเขากลับมองไปยังนายอาคมแทน สายตาทั้งสองคนสบกันอยู่คู่ใหญ่ก่อนที่ต่างคนจะหันหน้าหนีใส่กัน

 

“ตกลงนี่มึงจะไม่ไปคุยกันน้องมันหน่อยเหรอ” พลังตีหน้าซื่อถามเพื่อสนิทที่ขมวดคิ้วส่งสายตาไม่พอใจอย่างแรง

 

“จะคุยหรือไม่คุยมันก็เรื่องของกูพลังแต่เรื่องที่มึงต้องเคลียร์ตอนนี้คือมึงใช่ไหม? ที่เป็นคนบอกเซฟมันว่ากูจะมาร้านนี้”

 

“กูเปล่า!” สายตาบ้องแบ๊วไม่เข้ากับหน้าหล่อ ๆ ของพลังเลยสักนิด

 

“ตอแหล!” เสียงของแมงป่องกับสองสาวร้องออกมาแทบจะพร้อมกัน

 

“อ้าว! กูพูดจริงนะกูแค่บอกมันว่าวันนี้คณะนิเทศศาสตร์มาจัดเลี้ยงขอบคุณที่ร้านนี้เท่านั้น ไม่ได้บอกว่ามึงจะมาด้วยสักหน่อยเพราะฉะนั้นกูไม่ได้มุสาเลยสักนิด”

 

“มึงแม่ง...”

 

“เออน่าไหน ๆ น้องมันก็มาแล้วมึงก็ไปเคลียร์กับมันเถอะแมงป่อง กูไม่รู้ว่ามึงไปทำอะไรให้มันเข้าใจผิดแต่นิสัยอย่างมึงน่ะทำแน่ นิสัยคนอย่างมึงทำไมกูจะไม่รู้”

 

“รู้อะไร?”

 

“ก็มึงน่ะเป็นพวกชอบยอมรับในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ก่อไง อย่าคิดว่ากูจะดูมึงไม่ออกนะแมงป่องกี่ครั้งแล้วที่มึงยอมรับผิดแทนเพื่อนน่ะ” หลังจากพลังพูดจบแอร์กับเมจิถึงกับพยักหน้าเห็นด้วยในทันที

 

สายตาของแมงป่องถึงกับก้มลงมองแก้วบนโต๊ะ ปลายนิ้วเขี่ยไปที่ไอหยดน้ำที่อยู่ข้างแก้ว

 

“เรื่องระหว่างกูกับเซฟมันคงเป็นไรไม่ได้หรอก ปล่อยให้มันเข้าใจผิดไปอย่างนี้ดีแล้วล่ะ อย่างน้อยให้มันเจ็บเพราะกูคนเดียวก็พอดีกว่าที่มันจะเสียใจเพราะคนอื่น”

 

“บ้าบอว่ะมึงเนี่ยตามใจละกันอยากทำอะไรก็ทำแต่กูบอกได้เลยแมงป่องงานนี้มึงมีแต่คำว่าเสียใจแน่” พูดกับคนปากแข็งก็มีแต่ทำให้พลังต้องเอือมระอาออกมา

 

แมงป่องหันปรายตามองนายอาคมอีกครั้งตอนนี้เด็กหนุ่มไม่ได้หันมาทางเขาอีกแล้วแต่กลับหันเข้าหาเคาน์เตอร์บาร์แทน จังหวะนี้เองเขารีบลุกขึ้นและเดินออกไปเข้าห้องน้ำหลังร้านในทันที ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแมงป่องเองก็ไม่อยากปะทะกับเด็กคนนี้เช่นกันอะไรเลี่ยงได้เขาก็พยายามเลี่ยงให้ถึงที่สุด

 

แต่นั่นกลับไม่รอดพ้นสายตาของคนที่จงใจตามมาในคืนนี้ หลังจากแมงป่องเดินหายเข้าไปยังหลังร้าน เซฟเองก็ตัดสินใจลุกขึ้นแล้วเดินตามไปในทันทีจนทั้งพลัง แอร์และเมจิถึงกับอ้าปากหวอออกมา

 

“เวรแล้วแก! น้องมันจะตามไปหาเรื่องแมงป่องรึเปล่า” เมจิเอ่ยปากถามเพราะคิดดีไม่ได้เลยตามขนาดนี้ต้องมีเรื่องชัวร์

 

“กูว่า...” เสียงเงียบขาดช่วงไปพักหนึ่งขณะที่พลังกำลังใช้ความคิด “...ไม่แน่”

 

“เพราะแกนั่นแหละพลัง รีบตามไปดูแมงป่องมันเลยเดี๋ยวจะกลายเป็นเรื่องใหญ่อีก”

 

“ใจเย็นก่อนสิเมจิ น้องเซฟเขาไม่ทำอะไรแมงป่องหรอกน่า”

 

“ทำไมมึงมั่นใจจังวะแอร์? หรือมึงรู้อะไรเล่ามาให้หมด!” พลังหลิ่วตาไปที่สาวร่างท้วม

 

“ถามจริง...พวกแกดูไม่ออกจริงเหรอ? สายตาของแมงป่องเวลามองน้องแล้วก็สายตาของน้องที่มองแมงป่อง”

 

“ก็พอเดาออกแหละว่าเด็กมันคิดอะไรอยู่แต่ที่กูไม่รู้คือแมงป่องมันไปทำอะไรต่างหากจนเซฟมันถึงได้หัวฟัดหัวเหวี่ยงได้ถึงขนาดนั้น เกิดมาทั้งชีวิตกูก็เพิ่งเคยเห็นคนที่แสดงออกมาว่าทั้งรักทั้งเกลียดแบบน้องมันเป็นคนแรกนี่แหละ”

 

“...” ความเงียบปกคลุมทั้งโต๊ะในทันทีเมื่อพลังพูดจบ

 

“ตะ...ตามไปดูหน่อยมะ?”

 

[Part Playsave]  

 

แมงป่องพยายามเลี่ยงไม่เผชิญหน้ากับผม ทุกครั้งที่ผมจ้องมองเขาก็จะหันหน้าหนีพอผมเผลอเขาก็หนีออกไปทางหลังร้านในทันทีและนั่นทำให้ผมตัดสินใจลุกเดินตามออกไป ผมไม่เข้าใจตัวเองเลยทำไมผมถึงทำแบบนั้น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตามไปแล้วจะทำยังไงต่อในหัวสมองมันสับสนไปหมด

 

ผมมองเขาแทรกตัวผ่านผู้คนที่ยืนคุยกันอยู่ตามแนวทางเดินตรงไปยังห้องน้ำ ยืนรออยู่นานก็ไม่มีท่าทีว่าแมงป่องจะเดินออกมาเลยจนเป็นผมเองที่อดรนทนไม่ไหวต้องเป็นฝ่ายเปิดประตูเข้าไปเอง แมงป่องเท้ามือไปที่อ่างล้างมือใบหน้าเส้นผมและเสื้อผ้าชุ่มเปียกไปด้วยหยดน้ำและนี่คือสิ่งที่เมื่อก่อนเขามักจะทำให้ผมเห็นอยู่เสมอเวลาที่เขาหงุดหงิด เสียใจหรือแม้แต่ผ่านช่วงเวลาร้าย ๆ ในชีวิต

 

แมงป่องมองผ่านกระจกมายังผมที่ยืนพิงกำแพงกอดอกอยู่เงียบ ๆ สายตาหลายคู่จับจ้องมาที่เราสองคนราวกับกำลังกังวลว่าจะเกิดเรื่องขึ้นแต่ตอนนี้ผมกลับรู้สึกสงบและใจเย็นมากพอที่จะไม่ก่อเรื่องภายในร้านให้เกิดปัญหาอีก

 

เสื้อเชิ้ตสีขาวแนบไปกับเนื้อสีอ่อนทำให้เห็นถึงรอยสักรูปแมงป่องที่ไหปลาร้าด้านขวาได้อย่างชัดเจน ยิ่งมองเขามากเท่าไหร่มันก็ทำให้ผมหวนนึกถึงเรื่องราวของเราทั้งคู่ในอดีตอีกครั้ง

 

...

 

ในค่ำคืนนั้นที่ชายหาด 

 

“พี่โกรธผมรึเปล่าที่ไม่ยอมเล่าเรื่องที่ผมแอบไปทำศัลยกรรมหน้ามา” หลังจากที่พี่แมงป่องมาหาผมที่เกาะเสม็ดในยามค่ำคืนโดยไม่ได้บอกกล่าวแบบนี้มันทำให้ผมเองก็ไม่ทันตั้งตัวเหมือนกัน รุ่นพี่ที่ผมแอบชอบมาตลอดทิ้งตัวลงนั่งบนหาดทรายละเอียด เขาเปิดฝาขวดน้ำที่อยู่ในมือออกจากที่ผมคิดว่าเขาจะกระดกยกขึ้นดื่มกลับกลายเป็นว่าพี่แมงป่องเทน้ำทั้งหมดลงบนหัวตัวเองแทน 

 

“พี่! ...” ผมพยายามจะห้ามแต่มันก็ไม่ทันเสียแล้ว 

 

ตอนนี้ผมเองก็ได้แต่นิ่งเงียบมองรุ่นพี่เสยผมที่เปียกชื้นไปด้านหลังแบบทำตัวไม่ถูก นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเคยเห็นอะไรแบบนี้ อากาศริมทะเลในเวลาเกือบเที่ยงคืนมันไม่ได้ร้อนถึงกับต้องทำขนาดนั้นเลยสักนิด กลับกันสายลมเย็นและกลิ่นอายของทะเลที่พัดพาเข้าหาฝั่งมันช่างหนาวเย็นเกินไปด้วยซ้ำ 

 

“เดี๋ยวผมไปเอาผ้าขนหนูมาให้นะครับ”  

 

หมับ! พอผมทำท่าจะลุกเดินออกไปพี่แมงป่องกลับเป็นฝ่ายรั้งข้อมือผมเอาไว้แล้วส่ายหน้าออกมาแทน 

 

“ไม่ต้องหรอกเซฟ พี่แค่รู้สึกโกรธตัวเองที่ไม่ยอมมาให้เร็วกว่านี้ต่างหาก”  

 

“หมายความว่ายังไงครับ?” ผมไม่เข้าใจเลยว่าพี่แมงป่องจะโกรธตัวเองไปทำไม ในเมื่อเขาไม่ได้ทำอะไรผิดเลยแม้แต่น้อย 

 

“ช่างเถอะเซฟรีบกลับไปช่วยปู่ที่ร้านเถอะ เดี๋ยวพี่ขอนั่งตรงนี้อีกสักพักแล้วค่อยเรียกเรือมารับกลับ” แมงป่องหันกลับไปมองทะเลที่มืดมิดอีกครั้งพอเขาบอกว่าจะเรียกเรือกลับมันทำให้ผมถึงกับแข้งขาอ่อนแรงโดยฉับพลัน 

 

...ไม่อยากให้ไปเลยอยากอยู่กับเขาให้นานกว่านี้แม้เพียงวินาทีเดียวก็พอ 

 

“พี่ไม่ไปไม่ได้เหรอ...” น้ำเสียงแผ่วเบามันหลุดออกมาจากปากโดยไม่รู้ตัวกลัวว่าถ้าปล่อยเขาไปตอนนี้ทุกอย่างคงจะไม่มีวันเหมือนเดิม “อยู่กับผมนะแค่คืนนี้ก็ยังดี”  

 

แมงป่องส่งสายตามาที่ผมแล้วพยักหน้ายิ้มออกมา 

 

“งั้นรอผมแป๊บนึงนะพี่เดี๋ยวผมวิ่งกลับไปเอาเสื้อมาให้เปลี่ยน ตัวเปียกแล้วตากลมตอนกลางคืนเดี๋ยวจะไม่สบายเอา” ผมไม่รอแม้แต่จะฟังคำตอบอะไรทั้งนั้นรีบวิ่งกลับมาที่เคาน์เตอร์หลังร้านของปู่รื้อค้นหาเสื้อผ้าในเป้ที่เตรียมเอาไว้หลังโชว์เสร็จจะได้ช่วยทำงานต่อได้เลยไม่ต้องวิ่งไปกลับบ้านลุงแอด 

 

ในขณะที่ก้ม ๆ เงย ๆ หาของในกระเป๋าก็เป็นปู่ที่เดินมายืนเท้าสะเอวตรงหน้าจนผมต้องเงยขึ้นไปมอง สายตากดต่ำกับรอยยิ้มแปลก ๆ มันทำให้ผมรู้ว่าต้องโดนเอ็ดแน่ที่หายไปทันทีหลังควงไฟจบ  

 

แต่ผมคิดผิดปู่คว้าผ้าเช็ดตัวสีขาววางลงมาบนหัวผม 

 

“เอ็งไม่ต้องมาช่วยกูเก็บร้านแล้วไอ้เซฟจะไปไหนก็รีบไปเถอะ แล้วพรุ่งนี้เอ็งก็กลับไปนอนที่บ้านซะนะ อีกไม่กี่วันก็จะเปิดเทอมแล้วจะได้มีเวลาใช้ชีวิตวัยรุ่นแบบที่เอ็งอยากทำเหมือนกับคนอื่นบ้าง”  

 

“ปู่...แล้วใครจะช่วยที่ร้านล่ะ”  

 

“โอ๊ย! จะห่วงอะไรนักหนากูทำไหวแค่ไหนก็ทำแค่นั้นแหละ แล้วอีกอย่างนี่ก็ใกล้จะเข้าหน้ามรสุมแล้วเดี๋ยวนักท่องเที่ยวก็หายหัวกันไปหมดเอง” ปู่ลูบมือมาที่หัวผมอีกครั้ง “รีบไปสิไอ้หลานโง่รุ่นพี่เอ็งคนนั้นน่ะมาแอบดูเอ็งเกือบจะสิบคืนแล้วมั้ง”  

 

“ห่ะ!” พี่แมงป่องมาแอบดูผมหลายวันแล้วเหรอ... 

 

“เอ็งจะรักจะชอบใครกูไม่ว่าหรอกนะไอ้เซฟ ที่เอ็งขึ้นเขียงทนเจ็บทำตัวเองให้ดูดีขึ้นหล่อขึ้นก็เพราะไอ้หนุ่มคนนั้นใช่รึเปล่าวะ กูน่ะเห็นมาจนชินตาแล้วจากที่เคยคิดว่าคู่รักแบบนั้นมันไม่มีวันยั่งยืนแต่มึงรู้อะไรไหมเซฟ ลูกค้าบางคู่น่ะกลับมาที่ร้านเราทุกปีจนปู่เองยังเคยคิดอิจฉาเลย”  

 

“แต่ผม...เป็นผู้ชายและพี่เขาก็ไม่ได้คิดกับผมแบบนั้น...”  

 

“จะรักจะชอบกันมันไม่ได้อยู่ที่เพศหรอกนะโว้ย แล้วก็ไม่มีใครเขามองว่าเอ็งผิดปกติด้วยอย่างน้อยก็กูคนหนึ่งล่ะ ลองถ้าใครมาปากหมาว่าหลานกูนะ จะเตะให้ฟันล่วงเลยคอยดู ที่สำคัญมั่นใจในตัวเองหน่อยไอ้หนุ่มคนนั้นน่ะถ้าไม่ห่วงเอ็งไม่ตามมาดูเอ็งหรอก อีกอย่างถึงแม้ว่าเด็กคนนั้นมันจะมองเอ็งเป็นแค่น้องก็แล้วยังไงล่ะ จะทิ้งโอกาสโดยที่ยังไม่ได้ลองเนี่ยนะแน่ใจใช่ไหมไอ้เซฟว่าเอ็งจะไม่มานั่งเสียใจทีหลัง”  

 

“ไป...ไป รีบไปได้แล้วป่านนี้ไอ้หนุ่มนั่นมันโดนฉุดไปแล้วมั้งยิ่งหล่อเหมือนกูตอนหนุ่มแบบนั้นด้วย” ปู่โบกมือไล่ผมก่อนที่จะหันกลับไปรับลูกค้าต่อในขณะที่ผมยังคงอึ้งกับความคิดของปู่ไม่หาย ตลอดเวลาชายคนนี้คอยสังเกตผมมาตลอด รู้ว่าผมอยากได้อะไรถึงแม้จะไม่เคยพูดออกมาเลยก็ตาม  

 

สวบ! ... 

 

ผมลุกขึ้นยืนสอดแขนทั้งสองข้างไปที่เอวของชายสูงวัยซบหน้าไปที่ไหล่ของปู่ “ขอบคุณครับปู่ เซฟรักปู่นะครับ”  

 

“ไปได้แล้วไอ้ลูกหมา!”  

 

ว่าจบก็หอบหิ้วผ้าเช็ดตัวกับเสื้อยืดเดินกลับมาที่พี่แมงป่องอีกครั้งหันมองอยู่นานก็ไม่เจอแม้แต่เงาหัวจนตัวเองต้องร้อนใจไปหมดเดินหาพี่เขาอยู่นานก็พบเสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงขายาวและขวดน้ำวางกองกันอยู่บนเก้าอี้ไม้ ผมหรี่ตามองไปในท้องทะเลที่มืดมิดก็เห็นเงาของใครคนหนึ่งอยู่ในน้ำจนต้องรีบวางข้าวของแล้ววิ่งไปในทันที 

 

ปรับสายตาอยู่สักพักก็มั่นใจว่าเป็นพี่แมงป่องแน่ 

 

“พี่ขึ้นมาเถอะลงไปเล่นน้ำตอนดึกมันอันตรายนะครับ”  

 

เสียงตะโกนผ่านคลื่นลมดูท่าจะไม่มีผลสักเท่าไหร่จนผมเองต้องถอดเสื้อกล้ามแล้วเดินลงไปในน้ำอีกคน ทะเลยามดึกน้ำมันลดลงไปมากไม่ว่าจะเดินออกไปไกลแค่ไหนก็ยังไม่พ้นออกผมเลยอีกนิดเดียวก็จะถึงพี่เขาแล้วแต่อยู่ ๆ เงาที่ผมเห็นก็จมลงจนผมต้องดำน้ำควานหาเหมือนคนบ้า 

 

หมับ!  

 

อุ้มมือจับมาที่เอวจากด้านหลังจนต้องหันกลับไปมองเป็นพี่แมงป่องที่ยืนส่งยิ้มผ่านความมืด เนื้อตัวช่วงบนเปลือยเปล่าแทบจะแนบชิดติดกับหลังของผมจนหัวใจมันเต้นรัวราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ เคยฝันมาตลอดว่าอยากจะมีโอกาสแบบนั้นสักครั้งเหมือนคู่อื่นที่เคยเห็น 

 

“ห่วง...รึไง” นิ้วมือพี่เขายกขึ้นปัดไปตามเส้นผมที่ปกคลุมใบหน้าผมและนั่นยิ่งทำให้คนที่แอบรักมาตลอดมันหวั่นไหวจนแทบคลั่ง 

 

อยากจูบเขา...อยากเป็นได้มากกว่าคำว่าน้องชาย...อยากเป็นคนพิเศษเหนือคนอื่น 

 

ความรู้สึกมากมายมันหลั่งไหลเข้ามาภายในหัวไม่หยุดหย่อนแต่ก็ต้องหยุดชะงักลงในทันใดเมื่อสายตาที่เริ่มปรับตัวกับความมืดมองไปเห็นสิ่งหนึ่งที่อยู่บนไหปลาร้าข้างขวาของพี่เขา ผมขมวดคิ้วออกมาอย่างแปลกใจเอื้อมมือสัมผัสลูบไปบนเนื้อของชายเบื้องหน้า รอยสักสดใหม่ที่ยังตกเป็นสะเก็ดลอกยังไม่หมดดีขนาดเกือบเท่ากำปั้นเป็นรูปสัตว์มีพิษร้ายในตำนาน 

 

“พี่ไปสักมาเหรอ?”  

 

“อืม”  

 

“สักทำไมครับ? ...เสียดายผิวดี ๆ”  

 

“ไม่รู้สิ...พี่เองก็อยากรู้เหมือนกันล่ะมั้งว่าความเจ็บปวดมันเป็นยังไงล่ะมั้งไม่ต้องใส่ใจเรื่องรอยสักพี่เลย ว่าแต่เราเถอะแผลหายดีจนโดนน้ำทะเลได้แล้วรึไงเดี๋ยวก็อักเสบหรอก” เป็นอีกครั้งที่นิ้วโป้งลูบมาที่ริมฝีปากของผม “ยังเป็นไตแข็ง ๆ อยู่เลยกลับไปเดี๋ยวพาไปซื้อยาทาละกันจะได้หายไว ๆ”  

 

ไม่รู้ทำไมผมถึงคว้าไปจับมือพี่แมงป่องทั้งที่นิ้วยังคงแตะอยู่ตรงริมฝีปาก สายตาเราทั้งคู่มันกำลังสบมองกันโดยที่ไม่มีใครหลบทุกวินาทีมันทำให้ผมค่อย ๆ ขยับตัวเข้าไปใกล้เขาทีละนิด มันใกล้จนรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อน 

 

“เฮ้ย! พวกเอ็งลงไปเล่นน้ำอะไรกันตอนนี้” เสียงของลุงแอดดังขึ้นจากบนชายหาดจนผมต้องผละหน้าออก “เซฟปู่เอ็งให้มาถามว่าจะกลับขึ้นฝั่งวันนี้เลยไหม? เดี๋ยวอีกสักพักก็เก็บร้านเสร็จแล้ว”  

 

“ครับลุง” ผมตะโกนกลับไปในขณะที่พี่แมงป่องก็พยักหน้าออกมา “กำลังจะขึ้นแล้วครับ”  

 

“กลับพร้อมผมนะครับพี่”  

 

“อืม...ถ้าเซฟอยากให้พี่อยู่พี่ก็จะอยู่ ถ้าอยากให้พี่กลับพี่ก็จะกลับ”  

 

คำตอบของพี่แมงป่องมันทำให้หัวใจผมพองโตอย่างประหลาด ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่พี่เขาเพิ่งตอบออกมาหมายความว่ายังไงแต่ตอนนี้ผมกำลังคิดเข้าข้างตัวเองคิดว่ารุ่นพี่ที่ผมแอบชอบมานานแสนนานคนนี้...น่าจะมีใจให้กับผมบ้าง 

 

แมงป่องเดินตามผมกลับขึ้นมาบนหาดเงียบ ๆ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เห็นร่างกายแทบทุกส่วนของเขา แสงจากหลอดไฟสีส้มตกกระทบบนผิวขาวเนียนมีเพียงกางเกงบ๊อกเซอร์ขาสั้นตัวเดียวที่ยังแนบเปียกไปกับร่างกายจนต้องเผลอกลืนน้ำลายออกมาอึกใหญ่ ตอนนี้มันไม่สามารถบังคับสายตาให้มองไปทางอื่นได้เลย 

 

“มองอะไรนักหนาฮึ!” เสียงของเขาถึงกับทำให้ความคิดฟุ้งซ่านมลายหายไปในทันที 

 

“กำลังดูรอยสักพี่ไงสวยดีนะครับ” เอาจริงก็เฉไฉไปเรื่อยแหละ ทุกสัดส่วนบนตัวพี่เขามันน่ามองไปหมดจนเกิดอารมณ์ขึ้นมาแล้วอะ เนื้อตัวผมรุ่มร้อนเลือดสูบฉีดหัวใจเต้นแรงนี่คงเป็นเรื่องปกติของฮอโมนในวัยรุ่นสินะ 

 

“เซฟก็เหมือนกันไม่เจอกันพักเดียวหุ่นดีขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย แล้วผิวก็ดีขึ้นด้วย”  

 

“พักหลังมานี่ผมเริ่มทาครีมกันแดดน่ะครับ ถ้ารู้ว่าใช้แล้วดีขนาดนี้คงทามาตั้งนานแล้วล่ะ” ผมหยิบผ้าเช็ดตัวบนเก้าอี้ขึ้นมาซับน้ำที่เปียกแฉะบนหัวของพี่แมงป่อง “แล้วพี่จะเอาอะไรใส่กลับบ้านครับกางเกงในเปียกหมดแล้วอะ”  

 

“ก็ไม่ต้องใส่สินั่งเรือข้ามไปแป๊บเดียวเดี๋ยวก็ถึง”  

 

“...” แปลกมากปกติถึงพี่เขาจะไม่ค่อยพูดแต่วันนี้มันแปลกจริง ๆ หรือว่าเป็นเพราะไม่ได้เจอกันมาเกือบสองเดือนเลยทำให้ความรู้สึกของผมมันเปลี่ยนไป 

 

หลังจากผมเปลี่ยนเสื้อเปลี่ยนกางเกงเสร็จพี่แมงป่องเอื้อมมาดึงผ้าเช็ดตัวบนเก้าอี้ไปพันรอบเอวพร้อมกับค่อย ๆ รูดกางเกงบ๊อกเซอร์ลงมาจนสุดข้อเท้า สิ่งที่เขาแสดงให้เห็นมันทำให้ต้องมองตามตาไม่กะพริบจากนั้นเขาก็ดึงกางเกงขายาวขึ้นมาสวมพร้อมกับดึงผ้าเช็ดตัวออกเผยให้เห็นวีไลน์ที่ข้างเอวไล่ลงมาจนเกือบจะถึงส่วนสงวนก่อนจะรูดซิปขึ้นแล้วกลัดกระดุม 

 

ถึงจะเป็นผู้ชายด้วยกันแต่การถูกทำให้เห็นต่อหน้าแบบนี้มันก็อดที่จะหน้าแดงไม่ได้...ช่วงเวลานี้เหมือนเขากำลังยั่วยวนผมยังไงยังงั้น 

 

“รีบไปกันเถอะป่านนี้ปู่เซฟน่าจะเก็บร้านเสร็จแล้วมั้ง”  

 

“อะ...อืม”  

 

ผม แมงป่องและปู่พร้อมลูกค้าอีกกลุ่มใหญ่นั่งเรือสปีดโบ๊ทกลับมาขึ้นฝั่งที่ท่าเรือบ้านเพ ระหว่างทางที่อยู่บนเรือเราทั้งคู่แทบจะไม่ได้คุยกันเลยส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะปู่ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ถึงแม้จะหลับไปแล้วก็เถอะ 

 

“เออ ไอ้หนุ่มบ้านเอ็งอยู่ไหนล่ะเดี๋ยวปู่เหมารถไปส่งไหม?” ให้ตายเถอะขนาดผมรู้จักกับพี่แมงป่องมาตั้งแต่มอหนึ่งจนจะขึ้นมอห้ายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าบ้านพี่มันอยู่ที่ไหน ปกติแล้วพี่เขาก็แค่ขี่มอเตอร์ไซค์เก่า ๆ มารับผมจากหน้าโรงเรียน เคยถามพี่แซนก็ไม่รู้อีกจะถามเองก็ไม่กล้ากลัวพ่อแม่พี่มันเห็นหน้าแหมบ ๆ ของผมแล้วจะตกใจกลัว 

 

“ไม่เป็นไรครับปู่ผมเอารถมา” นิ้วมือชี้ไปที่รถ Suzuki Swift สีขาวจอดอยู่ที่ลานไม่ไกล “ตอนนี้ก็เกือบตีสองแล้วงั้นเดี๋ยวผมขับไปส่งปู่กับเซฟที่บ้านก่อนดีกว่าครับ”  

 

“ไหงเป็นงั้นวะ แทนที่กูจะเป็นคนไปส่งพี่เอ็งกลับกลายเป็นพี่เอ็งจะไปส่งเฉย” ปู่หันมาถามผมแบบงง ๆ แต่ก็เดินไปที่รถเขาซะงั้น 

 

“ว่าแต่ไอ้หนุ่มบ้านเอ็งอยู่แถวไหนล่ะ ถ้าไกลมากปู่กับไอ้หมานี่เหมารถกันไปเองก็ได้” มาพูดอะไรตอนนี้ล่ะปู่! ขึ้นมานั่งอยู่บนรถเขาแล้วแท้ ๆ  

 

“อยู่แถววัดในไร่ครับ ขับไปแป๊บเดียวก็ถึงครับ”  

 

“อ้าวงั้นก็แถวที่ไอ้หมามันต้องไปหาหมอพรุ่งนี้น่ะสิ งั้นเดี๋ยวส่งปู่แล้วให้เซฟมันติดรถไปนอนที่บ้านด้วยคนสิพรุ่งนี้มันจะได้ไม่ต้องแหกขี้ตาตื่นแต่เช้า”  

 

“ปู่! เกรงใจพี่เขา”  

 

“ได้ครับที่จริงช่วงนี้บ้านผมก็ไม่ค่อยมีใครอยู่” ...!  

 

ก็ได้แต่อ้าปากค้างไม่คิดไม่ฝันว่าพี่มันจะตอบรับปู่เร็วขนาดนี้ที่สำคัญจะทำตัวยังไงเวลาได้นอนเตียงเดียวกับคนที่ชอบมาตลอด...กลัวมากกลัวจะควบคุมตัวเองไม่อยู่!  

 

หลังจากบอกเส้นทางจนมาถึงบ้านปู่ก็เดินลงจากรถแล้วขอบอกขอบใจพี่แมงป่องอยู่ยกใหญ่ส่วนผมก็ช่วยขนสัมภาระลงจากรถ 

 

“เออไอ้เซฟ” ปู่กระซิบกับผมด้วยเสียงที่แผ่วเบาจนต้องขมวดคิ้วตาม 

 

“คืนนี้เอ็งก็รวบหัวรวบหางพี่มันให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย อย่าให้กูรู้นะว่าป๊อด”  

 

“บ้าไปแล้วปู่...ใครมันจะกล้าทำแบบนั้น” ใจน่ะอยากทำจะแย่! แล้วการยุหลานแบบนี้มันไม่ผิดกฎหมายรึไงวะขืนทำอะไรไม่ดีลงไปมีหวังได้ไปนอนในสถานพินิจและคุ้มครองเยาวชนชัวร์ 

 

“อ่อนฉิบหายหลานกู หยอด ๆ ไปเดี๋ยวก็ยอมใจอ่อนเหมือนตอนปู่จีบย่าเอ็งเองแหละ ขืนชักช้าไอ้พี่หน้าหล่อของเอ็งต้องเสร็จคนอื่นก่อนแน่!” เคยได้ยินคำว่าช้า ๆ ได้พร้าเล่มงามไหมครับ 

 

“ไม่คุยแล้วผมไปก่อนดีกว่าเดี๋ยวพี่มันจะถึงบ้านดึก” ขืนคุยกับปู่ต่อจิตฝ่ายอธรรมต้องครอบงำผมแน่ 

 

“เออ ที่งี้รีบกระดิกหางไปเลยนะ” ว่าจบชายสูงวัยก็หันกลับไปไขกุญแจเดินเข้าบ้านไปเลย 

 

จากบ้านผมไปถึงบ้านพี่แมงป่องห่างกันเกือบสิบห้ากิโลได้ซึ่งถือว่าไกลพอสมควรเลย บ้านของพี่มันเป็นตึกแถวสามชั้นสองห้องด้านล่างเป็นห้องกระจกใสมีหุ่นสวมใส่ชุดแต่งงานเรียงรายอยู่เต็มไปหมด 

 

“พ่อแม่พี่จะโอเคจริงเหรอที่ผมมานอนด้วยแบบนี้”  

 

“บ้านพี่ไม่ค่อยมีใครอยู่หรอก” แมงป่องไขประตูซิปแล้วยกขึ้นก่อนที่จะหันมาพูดกับผมต่อ “ปกติพ่อกับแม่จะไปรับงานแต่งตามต่างจังหวัดน่ะสองสามวันถึงจะกลับมาทีส่วนใหญ่เวลากลับมาก็เพราะลูกค้านัดมาถ่ายภาพนิ่งเท่านั้นแหละส่วนพี่ชายก็ไปรับราชการที่ชลบุรีนาน ๆ ถึงจะกลับมาสักที”  

 

“เข้ามาสิ” เดินตามพี่แมงป่องขึ้นมาบนบ้านซึ่งชั้นสองตกแต่งเป็นสตูดิโอถ่ายภาพ ส่วนชั้นสามเป็นห้องนอนพี่แมงป่องเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวส่งให้ผมแล้วบอกให้ไปอาบน้ำ หลังจากชำระร่างกายดีแล้วกลับมาในห้องก็ไม่เจอใครมีเพียงชุดนอนที่พับวางเอาไว้ให้บนเตียง 

 

แกร๊ก!  

 

“อ้าว! ทำไมยังไม่ใส่เสื้อล่ะไม่หนาวรึไง” เขาเดินกลับมาในชุดนอนในมือมีผ้าขนหนูผืนเล็กกำลังเช็ดผมตัวเอง 

 

“พี่ไปไหนมาครับแล้วนี่เสื้อของผมเหรอ?” นิ้วมือชี้ไปที่เสื้อผ้ากองนั้น 

 

“ลงไปอาบข้างล่างไงดึกแล้วจะได้ไม่ต้องรอกันนาน งั้นเซฟรีบใส่เสื้อเถอะ”  

 

มีคนเคยบอกว่าถ้าได้นอนเตียงเดียวกับคนที่ชอบแล้วเราจะหลับฝันดีมันโคตรไม่จริงเลยตอนนี้หัวใจมันเต้นจนแทบจะทะลุออกมาจากอกอยู่แล้ว ไม่ว่าจะข่มตาลงแค่ไหนสุดท้ายก็ต้องแอบชำเลืองมองเขาอยู่ดี พอยิ่งนอนไม่หลับก็ยิ่งพลิกตัวไปมาจนสุดท้ายก็ต้องพลิกนอนตะแคงข้างไปทางแมงป่อง 

 

ความคิดฝ่ายมืดกำลังครอบงำจิตใจจนไอ้มือชั่วมันค่อย ๆ เลื่อนหาเขาทีละนิด แต่อยู่ ๆ แมงป่องกลับเป็นฝ่ายพลิกตัวมาพาดมือวางบนมือผมแทน 

 

...มันเหมือนเราสองคนกำลังจับมือกันไว้เลย... 

 

[จบ Part Playsave]  

 

แมงป่องมองผ่านกระจกเงาไปทางนายอาคมด้วยความรู้สึกหนักใจ ลึก ๆ แล้วเขาไม่อยากให้เรื่องราวทั้งหมดเดินมาถึงจุดนี้เลย เขารู้ดีว่าเซฟเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นแน่วแน่มากแค่ไหนถ้าลองได้คิดจะทำอะไรแล้วไม่มีทางลามือแน่ เพียงแต่ตอนนี้เขาเหนื่อยเกินกว่าจะทะเลาะกับเด็กคนนี้อีกแล้ว

 

ชายหนุ่มหมุนตัวกลับเดินออกจากห้องน้ำผ่านตัวนายอาคมไปโดยไม่หันไปทักทายเลยสักคำ ได้สภาพเสื้อผ้าเปียกชื้น รูปร่างหน้าตาที่โดดเด่นและรอยสักรูปแมงป่องที่ไหนปลาร้าทำให้หญิงสาวหลายคนต่างพากันสนใจไม่เว้นแม้แต่อนุทินหรือพี่พาฝันรุ่นพี่ปีสี่ที่ยังคงตามตอแยแมงป่องมาเกือบปี

 

หมับ!

 

อุ้มมือของพาฝันคว้าแขนของเด็กหนุ่มเอาไว้ในทันทีในขณะที่แมงป่องกลับไม่ได้สนใจจะมองไปที่เขาเลยด้วยซ้ำ

 

“ใจร้ายจังเลยเจอหน้ากันก็ไม่คิดจะทักทายหน่อยเหรอ?”

 

“ขอโทษทีนะครับพี่พาฝัน พอดีผมไม่เห็นพี่น่ะ” มันคือเรื่องจริงเนื่องจากทางเดินที่คับแคบเต็มไปด้วยผู้คนมากมายและเรื่องของเซฟ ทำให้แมงป่องจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวในตอนนี้

 

พาฝันดันตัวเองเข้าหาเด็กหนุ่มจนเขาต้องถอยหลังติดไปกับกำแพงอย่างเสียไม่ได้

 

“นี่พี่ก็จะเรียนจบแล้วนะน้องแมงป่องไม่คิดจะยอมใจอ่อนมาคบกับพี่อีกเหรอ” ทางท่าอ้อนแอ้นของพาฝันเป็นกิริยาแบบปกติที่เขามักจะทำให้เห็นอยู่เสมอ แต่สิ่งที่แมงป่องไม่ชอบใจมากที่สุดคือมือที่ลูบมาที่หน้าอกของเขาต่างหาก

 

“ขอโทษนะครับ ผมเคยบอกพี่ไปแล้วว่าไม่มีวันที่ผมจะชอบพี่” แมงป่องคว้าจับมือที่ลูบอยู่ตรงหน้าอกออกในทันที “ดังนั้นเลิกทำแบบนี้สักทีครับ” เสียงที่เริ่มดุดันของแมงป่องกลับทำให้พาฝันยิ่งฉีกยิ้มเหมือนกับเป็นเรื่องสนุก

 

“แบบนี้แบบไหนเหรอ?” นิ้วชี้ของพาฝันค่อย ๆ รูดลงมาจากใต้หน้าอกจนเกือบจะถึงสะดือของเขาและนั้นยิ่งทำให้แมงป่องรู้สึกรังเกียจชายตรงหน้ามากขึ้นไปอีก

 

พลัง เมจิและแอร์ ที่ตั้งใจจะเดินมาดูแมงป่องก็ได้เห็นเหตุการณ์ตรงหน้าพอดี ทั้งสามคนรู้จักนิสัยของพี่พาฝันดีว่าเป็นคนแรงขนาดไหน จนพลังเร่งเดินเข้าไปเพื่อจะดึงตัวแมงป่องออกมาจากตรงนั้นแต่ด้วยผู้คนที่เริ่มแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เขาเดินเข้าไปได้อย่างยากลำบาก

 

แต่แล้วอยู่ ๆ เด็กที่ชื่อเซฟกลับตรงปี่เข้าหาแมงป่องอย่างรวดเร็วคว้าแขนของพาฝันสะบัดจนเซไปชนกับคนที่ยืนอยู่ด้านหลังกับเสียงตะโกนอันแสนน่ากลัว

 

“อย่ามายุ่งกับคนของกู!” สิ้นเสียงเซฟก็กดริมฝีปากไปที่แมงป่องจนชายหนุ่มถึงกับเบิกตาโพลงยืนตัวแข็งทื่อระงมด้วยเสียงกรีดร้องของคนที่เห็นภาพตรงหน้า

 

ทั้งสามคนเพื่อนสนิทของแมงป่องถึงกับต้องหยุดชะงักตัวแข็งอ้าปากค้างกับเสียงเอ่ยที่แทบจะเป็นพยางค์เดียวกัน “เชี้ย!”  

ความคิดเห็น