facebook-icon

ฝากคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ทางแยกที่สิบ : ตามเปิดเผยความจริง

ชื่อตอน : ทางแยกที่สิบ : ตามเปิดเผยความจริง

คำค้น : #ธัญล่าฝันซีซั่น3 #ธัญวลัยxสถาพรบุ๊คส์

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 859

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ก.พ. 2564 15:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ทางแยกที่สิบ : ตามเปิดเผยความจริง
แบบอักษร

10 

               “ตัดสินใจได้รึยังครับ”

               “ตัดสินใจ...เรื่องอะไรเหรอคะ” บุริมนาถเอ่ยถามคนขับรถระหว่างเดินทางกลับเข้าเมืองในช่วงใกล้เที่ยงวัน

               หลังจากเมื่อคืนได้รับข้อความจากปวีร์ เธอตื่นเต้นนอนพลิกตัวไปมาราวกับจะหลับไม่ลงเสียแล้ว ทว่าสุดท้ายดันเผลอสลบไสลตอนไหนไม่รู้ สะดุ้งตื่นอีกทีเกือบสิบโมง สหัสวรรษเตรียมอาหารเช้ารอเรียบร้อย เธอรู้สึกผิดรีบทานข้าว อาบน้ำ เก็บข้าวของด่วนจี๋ ไม่มีเวลาเสริมสวยเสียด้วยซ้ำ

               “ให้ผมช่วยตามสืบเรื่องของเขาไหมครับ”

               “ไม่เป็นไรค่ะ ในเมื่อเขาไม่เคยสนใจบัว ทำไมบัวต้องสนใจเขาด้วย”

               “เขาไม่สนใจบัวจริงๆ เหรอครับ”

               เป็นบุริมนาถเองที่รู้สึกตะขิดตะขวงใจกับคำพูดสหัสวรรษ ชายหนุ่มหยั่งเชิงเหมือนรู้ว่าเธอโกหก

               “ค่ะ”

               บุริมนาถอยากสะสางปัญหานี้ด้วยตัวเอง แม้ยังไม่รู้ว่าจะใช้วิธีไหน เพราะเล่นใหญ่ปาสร้อยบอกเลิกปวีร์ ซ้ำร้ายยังประกาศกร้าวว่าไม่ต้องการเจอหน้าเขาอีกในวันที่หน้ามืดตามัวโกรธสุดขีด ฉะนั้นเวลานี้หญิงสาวเลือกที่จะนิ่งเงียบ ไม่ตอบข้อความเขา ไม่ยอมละทิฐิ กลับไปเป็น ‘ของตาย’ ที่เขาคิดจะทำอย่างไรก็ได้อีก

               ถ้าปวีร์บริสุทธิ์...เขาควรพิสูจน์ตัวเองให้เธอเห็น    

               สำหรับบุริมนาถ ความฝันประหลาดนั้นมีส่วนโน้มน้าวใจเธอให้อ่อนลง เธอสงสารปวีร์ในความฝันมากกว่าตัวเองที่พบเจอแต่ความมืดดำหาทางหลุดพ้นไม่เจอเสียอีก เธออยากรู้ว่าปวีร์รู้สึกแบบในฝันจริงหรือเปล่า แต่ไม่ต้องการดึงสหัสวรรษเข้ามาข้องเกี่ยว เขาเจ็บกับเรื่องของเธอมามากแล้ว

               “บัวจะลืมเขาจริงๆ ใช่ไหม ผมยังมีโอกาสใช่รึเปล่า” ครู่หนึ่งคนขับละสายตาจากภาพถนนเบื้องหน้าหันมามองเธอ

               การตัดใจจากคนที่เราเคยรักมากก็ยาก ตัดใจจากคนที่ไม่รักเราก็ยากเหมือนกัน สรุปแล้วการตัดใจไม่ใช่เรื่องกล้วยๆ ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานะใดก็ตาม

               “ค่ะ” บุริมนาถไม่มั่นใจในสิ่งที่เพิ่งพูดออกไป แต่ความหวังย่อมเป็นน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจคนฟังเสมอ

               “ถึงบัวจะรับประกันแต่ผมรู้สึกว่าความหวังตัวเองยังริบหรี่ มาถึงขั้นนี้แล้ว...ขออนุญาตฮาร์ดเซลล์ตัวเองเลยแล้วกัน”

               “คะ?” หญิงสาวยอมรับว่าสหัสวรรษฉลาด เขาอ่านเกมออกไม่ว่าเธอจะเดินหมากตัวไหน

               “ผมจะโฆษณาข้อดีของตัวเองให้บัวฟังไงครับ เผื่อคุณจะลืมเขาได้เร็วขึ้น” เขาพูดทีเล่นทีจริง “เมื่อคืนผมอวดไปแล้วว่าผมรวย ฐานะมั่นคง บัวคงคิดว่าผมมีเงินเพราะพ่อกับแม่ แต่บอกตรงนี้เลยนะครับว่าบ้านที่เห็น รถที่ขับ ทุกอย่างที่ใช้ ผมหามาด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเองทั้งหมด ด้วยวัยเท่านี้ สร้างตัวได้ขนาดนี้ ถ้าปล่อยผมก็เหมือนบัวทำตั๋วทัวร์อวกาศจาก Elon Musk หายนะครับ”

               คนอ้าปากค้างตั้งแต่ประโยค ‘ผมหามาด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเองทั้งหมด’ อึ้งต่อเมื่อสหัสวรรษพูดถึง ‘ทัวร์อวกาศ’ ที่เธอใฝ่ฝัน เขาน่าจะเบนสายไปเป็นหมอดู เห็นความปรารถนาคนอื่นทะลุปรุโปร่ง นี่เทพเจ้าลงมาจุติหรืออย่างไร

               “ถ้าบัวเงียบ ผมจะขอถาม ระหว่างผมกับแฟนเก่าของบัว ใครหล่อกว่ากัน”

               “อือ...” คำถามนี้ดูจริงจังเกินกว่าคนตอบจะตีเนียนปล่อยผ่านได้ “ทูเดย์ค่ะ” ในสายตาผู้หญิงทั่วๆ ไปมองผู้ชายสองคนเปรียบเทียบกัน ทุกคนคงเทคะแนนให้สหัสวรรษ เขาทำให้นิยาม ‘ออร่าฟ้าประทาน’ สามารถมองเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น ตาชั้นเดียวเรียวยาวของสหัสวรรษทอประกายดึงดูดชวนค้นหากว่าตาคู่คมกลมโตที่ดูดุดันตลอดเวลาที่ปวีร์นิ่งเฉยไม่แสดงความรู้สึก พูดง่ายๆ คือสหัสวรรษดูเป็นมิตรและเข้าถึงง่ายกว่าปวีร์ ไหนจะรูปร่างผิวพรรณนวลเนียนกระจ่างใสเกินผู้หญิงนั่นอีก ไม่ว่าด้านไหนปวีร์ก็เทียบเขาไม่ติดฝุ่น

               “เงียบนานแบบนี้ คิดได้แล้วล่ะสิว่าผมดีกว่าเขาทุกอย่าง” ถึงเออออเก่งแต่ก็ไม่ผิดจากความจริง “ผมมีเวลาให้เสมอถ้าบัวต้องการ พอใจอยู่กับบัวแล้วก็ไม่คิดจะสนใจผู้หญิงที่ไหนอีก” สหัสวรรษจับจุดอ่อนคู่ต่อสู้มาวิจารณ์เพื่อสร้างความดีความชอบให้ตัวเองและทุกอย่างที่พูดล้วนแต่เป็นสิ่งที่บุริมนาถต้องการจากปวีร์มาตลอด

               นั่นควรเป็นเหตุผลให้บุริมนาถเลือก ‘คนที่เหมาะสม’ อย่างสหัสวรรษ ทว่าหลายครั้งหญิงสาวกลับอึดอัดที่มีชายหนุ่มวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ตลอดเวลา มันเป็นภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ‘ใกล้เกินก็ไม่ได้ ห่างกันมากไปก็ไม่ดี’ คงอธิบายความรู้สึกเธอได้ดีที่สุด

 

               บุริมนาถโล่งใจบอกไม่ถูกที่การจราจรในตัวอำเภอเมืองเป็นปกติ รถราแล่นเต็มท้องถนนในวันหยุดไม่บางตาเหมือนนอกเมือง หากโล่งโหรงเหรงล่ะก็...เธอสติแตกแน่ กลัวเชียงใหม่กลายเป็นเมืองร้าง

               สหัสวรรษขอแวะซื้อกาแฟที่ร้านประจำก่อนไปส่งเธอที่บ้าน ทำให้ต้องเปลี่ยนมาใช้เส้นทางกลับเป็นเส้นผ่านหน้าโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ขณะรถติดไฟแดงตรงสี่แยก หางตาบุริมนาถเหลือบเห็นร่างคุ้นตาด้านนอกกระจก หญิงสาวหันขวับมองให้แน่ใจแล้วต้องรีบสะบัดหน้ากลับทั้งที่ฟิล์มกรองแสงรถยนต์สหัสวรรษทึบชนิดที่คนด้านนอกมองเข้ามาไม่เห็น

               “บัวเป็นอะไร”

               “วะ...วีค่ะ” บุริมนาถชี้หนุ่มสวมแจ็กเก็ตยีนส์ผู้จอดจักรยานยนต์ตีคู่รถสหัสวรรษ “ทำไมไม่เลี้ยวล่ะคะ!” หญิงสาวหน้าตื่นเมื่อคนขับดันไฟเลี้ยวคืนแล้วเหยียบคันเร่งตามมอเตอร์ไซค์คลาสสิกของปวีร์ทันทีที่สัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว

               “บัวอยากรู้นี่ครับว่าแต่ละวันเขาทำอะไรบ้าง”

               “บัวไม่อยากรู้ค่ะ ว้าย!”

               สหัสวรรษเหยียบเบรกกะทันหันทำเอาบุริมนาถกรี๊ดลั่น หากไม่คาดเข็มขัดนิรภัยป่านนี้หัวโขกคอนโซลหน้ารถแหงๆ ชายหนุ่มจิ๊ปากอย่างขัดใจที่รถด้านหน้าติดหากแต่รถจักรยานยนต์เลนข้างๆ ต่างเคลื่อนตัวฉิว แต่วิญญาณนักสืบเข้าสิงร่างสหัสวรรษแล้ว เขาไม่ละทิ้งความตั้งใจ บังคับรถตามสัญชาตญาณโดยไม่สนคำทัดทานคนนั่งข้างๆ

               ยี่สิบนาทีต่อมา สหัสวรรษจอดรถข้างร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดในโครงการโฮมออฟฟิศชื่อดังบนทำเลทองทางธุรกิจของเชียงใหม่ ฝั่งตรงข้ามเป็นอาคารพาณิชย์สามชั้นที่มีรถมอเตอร์ไซค์ปวีร์จอดอยู่ด้านหน้า 

               “บัวจะตามเข้าไปหรือรอดูอยู่ที่นี่”

               “บัวอยากกลับค่ะ” บุริมนาถยืนกราน เธอไม่ได้เตรียมใจมาเจอปวีร์ “เรากลับกันเถอะนะคะ”

               “ผมอยากอยู่ต่อ ถือว่านี่เป็นการมาเที่ยวเถอะนะบัว” พูดจบก็เปิดประตูลงจากรถ เดินอ้อมมาเปิดประตูฝั่งบุริมนาถ ยืนพิงข้างตัวรถ คุยกับเธอแบบไม่เห็นหน้า “ผมอยากกินเบอร์เกอร์ ถ้าบัวเบื่อจะนั่งรอในรถ ช่วยล็อกประตูแล้วตามเข้าไปในร้านนะ” เขายื่นมือหย่อนกุญแจรถไว้บนตักคนงอแง ปิดประตูแล้วเดินตรงไปที่ร้าน

               คนถูกทิ้งหน้านิ่วคิ้วขมวด เขาปิดประตูขังตายเธอชัดๆ ระบบไฟฟ้าภายในดับสนิทพร้อมกับที่เขากดจบการทำงานเครื่องยนต์ ถ้าบุริมนาถอยากอยู่ในนี้ก็ต้องปีนข้ามไปฝั่งคนขับเพื่อเปิดระบบทุกอย่าง หญิงสาวจำต้องตามเขาเข้าร้านในที่สุด

               “กุญแจค่ะ”

               บุริมนาถยื่นกุญแจให้สหัสวรรษ ทว่าเขากลับปรายตามองต่ำคล้ายบอกให้เธอวางมันลงบนโต๊ะ เพราะเขาง่วนกับการเล่นเกมโปรดอยู่ หญิงสาวย่นหน้าทำปากคว่ำ ทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามชายหนุ่ม

               เธอต้องรอปวีร์ทั้งวันเลยใช่ไหม!

               “พักกลางวันเขาคงออกมาบ้างแหละ”

               “บัวยังไม่ได้พูดอะไรเลยนะคะ” บุริมนาถคิดในใจ ไฉนสหัสวรรษโพล่งออกมาราวกับเธอถามเขา

               “แค่บัวนั่งหน้าซังกะตาย ผมก็รู้แล้วว่าคิดอะไร ผมน่ะรู้ใจบัวดีกว่าเขา” สหัสวรรษเงยหน้ามองหญิงสาวผู้แสดงอาการเบื่อระคนสงสัย “อดทนแค่วันนี้วันเดียว อาจจะได้คำตอบสำหรับทั้งชีวิตที่เหลืออยู่ก็ได้นะครับ”

               บุริมนาถตั้งใจจะเลิกถือสากับคำพูดแปลกๆ ของสหัสวรรษ แต่บางครั้งบางประโยคแค่แปร่งหู ทว่าใจความสำคัญกลับมีครบ มีความหมายหมด 

               “บัวอยากกละ...” กลับบ้านมากกว่า

               “ขอโทษครับ...” สหัสวรรษปิดโอกาสบุริมนาถ เขาเอี้ยวตัวถามพนักงานที่เดินผ่าน “พอจะทราบไหมครับว่าออฟฟิศฝั่งตรงข้ามเป็นบริษัทอะไร” 

               “บริษัทออกแบบอะไรสักอย่างนี่แหละค่ะ” พนักงานสาวขวยเขิน ยิ้มเอียงอายยามตอบคำถาม

               “ขอบคุณครับ” คนถามยิ้มหวาน ใช้สายตาทรงเสน่ห์ส่งพนักงานถึงเคาน์เตอร์ “นอกจากงานร้องเพลง เขาทำงานออกแบบด้วยเหรอครับ” จบด้วยการหันมาถามบุริมนาถ

               “ไม่รู้สิคะ” เธอไม่รู้จริงๆ นั่นแหละ ปวีร์ร้องเพลงกลางคืน กลางวันพักผ่อน มีบ้างบางครั้งที่บริษัทต่างๆ ส่งผลิตภัณฑ์มาให้รีวิว หญิงสาวรู้รายละเอียดงานที่เขาทำแค่นั้น 

               “แววตาบัวฟ้องว่าเพิ่งรู้เหมือนกัน ไม่สงสัยเหรอครับว่าทำไมเขาถึงมาบริษัทออกแบบ ทำงานที่นี่หรือว่ามาหาใครที่นี่” สหัสวรรษแอบขยี้ปมให้หญิงสาวกระอักกระอ่วน

               “บัวไม่สงสัย ไม่อยากรู้ค่ะ” บุริมนาถส่ายหน้าปฏิเสธ แม้ลึกๆ ในใจร้อนรนอยากรู้คำตอบเช่นกัน คนที่เธอเพียรขอร้องให้หางานอื่นทำนอกเหนือจากร้องเพลงมาตลอดสี่ปี จู่ๆ จะเปลี่ยนใจตั้งหลักทำงานที่นี่ แทบเป็นไปไม่ได้ ส่วนประเด็นมาพบใครหรือไม่นั้นก็ทำเธอหวั่นใจไม่น้อย

               ภาวนาขอให้เป็นกรณีแรกแล้วกัน...

               สหัสวรรษไม่เซ้าซี้เธออีก เขาเล่นเกมต่อ ปล่อยให้บุริมนาถนั่งง่วงเหงาหาวนอน สัปหงกครั้งแล้วครั้งเล่า

 

               “บัว...บัว...”

               “คะ!” บุริมนาถสะดุ้งตื่น เธอเผลอฟุบหลับตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ นาฬิกาบนผนังร้านชี้ที่เลขห้า “ห้าโมง!”

               “ใช่ครับ”

               “ทำไมปล่อยบัวหลับอีกแล้วล่ะคะ”

               “ผมไม่ชอบรบกวนใครเวลานอน แต่ที่ปลุกเพราะคิดว่าเขาน่าจะใกล้ออกมาแล้ว”

               “เขายังไม่ออกมาอีกเหรอคะ”

               หญิงสาวหลับไปตั้งนาน ปวีร์มีธุระอะไรถึงยังไม่ออกมาจากอาคารนั้นอีก  

               “ยังครับ สงสัยในนั้นต้องมีอะไรดีแน่ๆ”

               เขากำลังเสี้ยมอยู่รึเปล่านะ...บุริมนาถได้แต่คิด

               “เรากลับกันไม่ดีกว่าเหรอคะ บัวต้องเตรียมเอกสารเข้าประชุมพรุ่งนี้” หญิงสาวอ้างงาน ยิ่งค่ำยิ่งไม่อยากเห็นปวีร์

               เดินออกมากับคนอื่น...

               “เขาออกมาแล้ว!” น้ำเสียงชวนตื่นเต้นของสหัสวรรษทำให้บุริมนาถรีบหันมองตาม

               ใช่ปวีร์จริงๆ ด้วย

               หญิงสาวยกมือทาบอก กลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่ได้เห็นหน้าปวีร์ มองไกลๆ ก็รู้ว่าเขาแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย ยกเว้นหน้าตาที่ดูโทรมลงเล็กน้อย

               ปวีร์อยู่ในชุดลำลอง สวมเสื้อยืดสีดำ กางเกงยีนส์สีเข้ม สะพายเป้เดินมาหยุดที่กระถางต้นไม้ขนาดใหญ่หน้าสำนักงาน เขาปลดกระเป๋าสะพายลงมาวางไว้ด้านหน้าขา ก้มเปิดซิปและหยิบบุหรี่หนึ่งมวนกับไฟแช็กออกจากกระเป๋า วินาทีที่เขาคาบบุหรี่แล้วจุดไฟ บุริมนาถกัดปากด้วยความโมโห ปวีร์บอกว่าเลิกสูบบุหรี่มาสองปีแล้ว แต่ลับหลังเธอเขาก็ยังไม่หยุดพฤติกรรมเดิมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพตัวเอง

               เอ๊ะ!

               บุริมนาถตาโต เมื่อปวีร์ดึงเจ้าสิ่งเสพติดถูกกฎหมายออกจากปาก ก่อนหันไปจี้ด้านที่ติดไฟกับขอบกระถางปูนให้ดับสนิท แล้วทิ้งมันลงในถังขยะข้างๆ

               เฮ้อ...

               บุริมนาถแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยเขาก็ไม่ผิดสัญญาหนึ่งข้อ

               “นั่นผู้หญิงที่บัวพูดถึงรึเปล่า”

               “ใช่ค่ะ”

               ตากลมวาวโรจน์กับภาพเร้าอารมณ์โกรธเบื้องหน้า บุริมนาถจำหน้าผู้หญิงที่เจอในห้องปวีร์ได้แม่น วันนี้เธอใส่เดรสคอกว้างแขนตุ๊กตาสีฟ้าอ่อนสั้นเหนือเข่าดูสวยสะดุดตา เธอเดินเข้ามาคุยอะไรบางอย่างกับปวีร์ สีหน้าทั้งคู่เคร่งเครียดเหมือนวันที่บุริมนาถแอบมองตรงทางเข้าห้องน้ำร้านอาหาร

               พวกเขามีเรื่องไม่สบายใจแน่นอน

               “เราไปกันเถอะ” สหัสวรรษลุกยืน รั้งต้นแขนร่างบางให้ลุกตาม พาเธอมายังรถที่จอดอยู่ สตาร์ทเครื่องยนต์รอพลางสังเกตท่าทีของปวีร์แบบไม่ให้คาดสายตา “พร้อมรึยัง” ชายหนุ่มเอ่ยถามเมื่อปวีร์โบกมือลาผู้หญิงคนนั้นและหยิบแจ็กเก็ตที่พาดบ่าขึ้นมาใส่ ตรงไปสวมหมวกกันน็อกที่วางบนเบาะรถตามลำดับ

               “พร้อมอะไรคะ...”

               “พร้อมเผชิญหน้ากับความจริงไงล่ะบัว”

               ปวีร์สตาร์ทเครื่องรถจักรยานยนต์ สหัสวรรษก็ดึงเบรกมือและคันเกียร์พร้อมเดินหน้า ทันทีที่รถของปวีร์ออกตัว สหัสวรรษก็ปล่อยเบรก เลื่อนเท้าเหยียบคันเร่ง

               การสะกดรอยตามเริ่มขึ้นอีกครั้ง!

 

               ปวีร์ขับรถมาตามเส้นทางมุ่งเข้าหาแม่น้ำปิง ทีแรกบุริมนาถคาดเดาไม่ถูกว่าจุดหมายปลายทางของเขาคือสถานที่ใด แต่พอเขาเลือกขับรถผ่านสะพานนครพิงค์แล้วเลี้ยวซ้าย ถึงกล้าเลือกคำตอบไว้ในใจว่าน่าจะเป็นกาดหลวงหรือตลาดวโรรส

               ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงน่า...

               คนถูกสะกดรอยตามเลี้ยวรถจอดหน้าตลาดดอกไม้ซึ่งอยู่ในบริเวณกาดหลวง แต่จะอยู่ใกล้ถนนติดริมแม่น้ำปิง ซึ่งสหัสวรรษไม่สามารถจอดรถฝั่งเดียวกับปวีร์ได้ เนื่องจากเป็นรถคันใหญ่ ครั้นจะจอดฝั่งตรงข้ามกันก็ไม่ได้ เพราะตลอดเส้นทางถูกจับจองโดยกลุ่มรถโดยสารประจำทางแทบทั้งสิ้น 

               “บัวลงตรงนี้ก่อนนะ ผมจะไปฝากรถแถวที่ทำการไปรษณีย์ เดี๋ยวผมจะโทรหา”

               หญิงสาวถึงกับเหวอเมื่อถูกไล่ลงข้างทาง สหัสวรรษบังคับผ่านสายตาให้รีบลงรถเพราะเขาเปิดไฟฉุกเฉินทำสัญญาณขอจอดชั่วคราว บุริมนาถหน้าบูดบึ้งทำตามอย่างขัดไม่ได้ เธอไม่อยากสร้างปัญหาบนท้องถนน หากกลายเป็นจุดเด่นขึ้นมา ปวีร์เห็นเธอแน่

               “อ๊าย...” ซวยซ้ำซวยซ้อน บุริมนาถหวีดร้องเบาๆ ก่อนรีบกระโจนหลบหลังต้นไม้ได้ทันอย่างฉิวเฉียด ก่อนปวีร์จะข้ามถนนมาถึงฝั่งนี้

               ชายหนุ่มดูไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่าทั้งสีหน้าท่าทาง เขาเดินลากเท้าคล้ายคนอ่อนแรง โผเกาะราวเหล็กกั้นแม่น้ำเป็นที่ยึดจับสำหรับทรงตัว

               เขาเหมือนไม่ใช่ปวีร์คนที่เธอรู้จัก สิ่งใดทำให้เขาเหนื่อยล้าขนาดนี้...

               บุริมนาถลอบสังเกตพลางครุ่นคิด แล้วปวีร์ก็หลับตาลงพร้อมยกสองมือประนมไหว้แม่น้ำ หวนให้นึกถึงวันลอยกระทงหลายปีที่ผ่านมาที่เขาและเธอได้นั่งอธิษฐานขอพรริมน้ำด้วยกัน

               ‘บัวอธิษฐานอะไร’  

           ‘ขอให้วีเลิกสูบบุหรี่ ขอให้วีสุขภาพร่างกายแข็งแรง”  

           ‘แล้ววีล่ะอธิษฐานอะไร ขอนานทุกปี’  

           ‘ไม่บอก’  

               แต่วันนี้ไม่ใช่วันลอยกระทง ปวีร์มีเรื่องอะไรหนักใจถึงถ่อมาไหว้แม่น้ำปิงกลางวันแสกๆ อะไรน่ะ...เขาเช็ดน้ำตาด้วย

               หญิงสาวตะลึงงันกับการขยับมือขึ้นปาดบริเวณใต้ขอบตาของชายหนุ่มซ้ำๆ ปวีร์หันกลับมาดวงตาแดงก่ำ เขาเงยหน้าพลางสูดน้ำมูกเข้าหลายหนก่อนเดินข้ามไปฝั่งตลาดดอกไม้ บุริมนาถแฝงตัวปะปนกลุ่มคนที่กำลังข้ามไปอีกฟากถนน เดินตามปวีร์เงียบๆ หลบหลังเสาไฟบ้างหลังคนบ้างตอนเขาหยุดทักทายพ่อค้าแม่ขาย เธอเพิ่งรู้ว่าปวีร์สนิทสนมกับคนแถวนี้ด้วย

               “สวัสดีครับพี่พิณ”

               “อ้าว...วี นึกว่าวันนี้จะไม่มาแล้ว”

               เจ้าของร้านยิ้มกว้างต้อนรับชายหนุ่มที่น่าจะเป็นลูกค้าประจำของร้าน เพราะบุริมนาถได้ยินว่า ‘นึกว่าวันนี้จะไม่มาแล้ว’ นั่นหมายถึงก่อนหน้านี้เขาเคยมาที่นี่

               “ผมเข้างานตอนบ่ายช้าน่ะครับ เลยมีงานค้างต้องสะสางจนถึงเย็น”

               “วันอาทิตย์ก็ยังขยันทำงานนะ”

               “ทำยังไงได้ล่ะครับพี่ ต้องทำชดเชยที่เข้างานสาย เลิกงานก่อนเวลาวันก่อนๆ” เขาตอบในขณะที่ก้มเลือกดอกไม้ในถังสีฟ้า

               บุริมนาถไม่อยากเชื่อหูตัวเอง...ปวีร์ทำงานที่ออฟฟิศนั้นจริงๆ เหรอ เขาตัดใจเลิกร้องเพลงกลางคืนที่รักนักรักหนาได้ยังไง ใครกันที่เกลี้ยกล่อมเขาสำเร็จ

               “อย่าหาว่าพี่ยุ่งเลยนะวี ซื้อกุหลาบให้ทุกวันขนาดนี้ สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นอีกเหรอ”

               “ยังครับ”

               “ใจแฟนเรานี่ทำจากหินหรือยังไง ผู้ชายหล่อๆ ง้อด้วยดอกกุหลาบสวยๆ ทุกวัน ทำไมใจร้ายไม่ยอมใจอ่อนสักที”

               “ผมทำผิดเองแหละครับ...” ชายหนุ่มชะงัก ยิ้มเศร้าๆ “ถ้าผมไม่ทำผิดกับเขาก่อน เรื่องคงไม่เป็นแบบนี้” ปวีร์หยิบดอกกุหลาบสีขาวดอกไม่ตูมและไม่บานเกินไปดอกสุดท้ายขึ้นมาจากถัง “เข้าช่อสวยๆ เลยนะครับพี่พิณ” เขาส่งดอกกุหลาบเกินสิบให้เจ้าของร้าน

               นักสืบสาวเอะใจกับบทสนทนาที่ได้ยิน แปลกตั้งแต่เขาทำงานบริษัท แวะซื้อดอกกุหลาบทุกวัน เลือกดอกกุหลาบสีขาวที่ไม่ตูมไม่บานแบบที่เธอชอบ แถมแม่ค้ายังพูดถึง ‘แฟน’ ของปวีร์ แต่บุริมนาถไม่เคยได้รับดอกกุหลาบสีขาวจากปวีร์ตั้งแต่บอกเลิกเขาวันนั้น นั่นเท่ากับว่าบุคคลที่สามที่พวกเขากล่าวถึงไม่ใช่เธอ

               ปวีร์มีคนอื่น!

               เขาซื้อกุหลาบเพื่อขอคืนดีกับแฟน ซึ่งไม่น่าใช่คนที่บุริมนาถเคยเจอ ก่อนออกจากที่ทำงาน...ปวีร์กับผู้หญิงคนนั้นยังคุยกันปกติ บุริมนาถสับสนไปหมดว่าลับหลังเธอ ปวีร์คบซ้อนกี่คน เธอไม่น่าใจอ่อนเพราะฝันบ้าบอนั่นเลย

               เสียงข้อความเข้าดึงสติหญิงสาวให้หลุดจากอารมณ์เคืองขุ่น สหัสวรรษบอกจะวนรถกลับมารับเธอตรงจุดเดิม พอดีกับที่ปวีร์จ่ายเงินแลกกับช่อดอกกุหลาบแสนสวยจากหญิงต่างวัยเสร็จ บุริมนาถรีบข้ามถนนกลับมารอสหัสวรรษ ไม่นานนักรถของเขาก็เคลื่อนมาหยุดตรงหน้า

               “จะให้ผมไปส่งที่บ้านหรือให้ตามเขาต่อดี”

               “ตามค่ะ! มาถึงขนาดนี้แล้ว”

               บุริมนาถอยากรู้ว่า ‘แฟน’ ของปวีร์คือใคร

               “รับทราบครับผม” สารถีกระตุกยิ้มอย่างพึงพอใจ ดวงตาเปล่งแสงระยิบระยับประหนึ่งรอรับความบันเทิงในชีวิต เท้าเตรียมพร้อมเหยียบมิดไมล์ทันทีที่นายหญิงสั่ง

               สหัสวรรษไม่ทำให้ผิดหวัง จี้ตามปวีร์ติดๆ ตลอดเส้นทาง กระทั่งหักเลี้ยวเข้าโรงพยาบาลมีเหตุให้คลาดกันอีกจนได้ เพราะจักรยานยนต์กับรถยนต์ถูกบังคับให้เดินรถกันคนละช่องทาง และด้านหน้ารถยนต์ติดกันยาวเหยียด ต้องกลับลำกลับบ้านบุริมนาถอย่างน่าเสียดาย

 

               “กลับมากันแล้วเหรอลูก”

               “สวัสดีครับคุณแม่” สหัสวรรษยกมือไหว้บุษณีที่เดินยิ้มหวานออกมารอทั้งคู่ลงรถ “ผมกับบัวซื้อสตรอว์เบอร์รี่มาฝากด้วยครับ” ชายหนุ่มยกลังผลไม้เมืองหนาวในมือขึ้นจากเดิมเล็กน้อยให้เห็นถึงความตั้งใจของตัวเองพ่วงด้วยชื่อหญิงสาว เข้าทางแม่สุดฤทธิ์สุดเดช 

               “ขอบใจจ้ะ แม่ก็เตรียมอาหารรอลูกๆ ไว้แล้ว”

               “หนูขอตัวไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะคะแม่” บุริมนาถเหลือกตามองบน ปลีกตัวเข้าบ้านก่อน ความสองมาตรฐานของมารดาทำให้เธออึดอัด บุษณีไม่มีวันพูดจาหวานหูแบบนี้กับปวีร์เหมือนในฝัน

               ทว่าไม่ได้มีเพียงมารดาที่เลือกปฏิบัติ บิดาของบุริมนาถก็เช่นกัน ครึ่งชั่วโมงหลังจากทำธุระส่วนตัวเรียบร้อย...หญิงสาวลงบันไดมาก็พบว่ารณเกียรติกำลังสนทนาหัวข้อการปลูกต้นไม้กับสหัสวรรษระหว่างรอเธอบนโต๊ะอาหารดูออกรสออกชาติเข้ากันดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย ใบหน้าเปื้อนยิ้มมากกว่าเวลาคุยกับเธอเสียอีก

               “พรุ่งนี้ผมกับคุณพ่อว่าจะไปดูต้นไม้ที่สวนของเพื่อนผมที่หางดง บัวไปด้วยกันไหม”

               “บัวต้องทำงานค่ะ เดี๋ยวถูกหักเงินเดือน” บุริมนาถแอบกระแหนะกระแหนกระทบผู้ให้กำเนิดที่เข้มงวดเรื่องการทำงาน

               “พ่อไปเดี๋ยวเดียว นานๆ ทีจะมีคนคุยเรื่องเดียวกันถูกคอ ทั้งเรื่องรถ เรื่องจัดสวน เรื่องตีกอล์ฟ” ประมุขของบ้านเอื้อมมือมาตบไหล่ชมเชยหนุ่มรุ่นลูก

               ปวีร์ก็รู้เรื่องต้นไม้ แต่พ่อไม่คิดจะคุยกับเขา...บุริมนาถเอือมระอาไม่โต้ตอบ ตักข้าวเข้าปากเงียบๆ

               “คุณพ่ออยากไปที่ไหนก็บอกผมนะครับ ผมยินดีขับรถ”

               “ขอบใจนะทูเดย์ ไปไหนมาไหนด้วยรถยนต์นี่ทั้งสะดวกสบายแล้วก็ปลอดภัยกว่าใช้มอเตอร์ไซค์ตั้งเยอะ ทำไมบางคนไม่ยอมเข้าใจไม่รู้” รณเกียรติเหล่มองลูกสาวคนเดียว เจตนาพาดพิงถึงคนรักบุริมนาถด้วย

               พ่อเธอสิคนจริง...เสมอต้นเสมอปลายไม่ว่าในฝันหรือความจริง  

               “คงแล้วแต่ความชอบของแต่ละคนครับ” หญิงสาวเกือบปรบมือให้กับสหัสวรรษแล้ว แต่ประโยคถัดมาเล่นเอาหัวแทบทิ่มจาน “สำหรับผม...ผมเลือกรถยนต์เพื่อตัวเอง ผมต้องปลอดภัยในทุกวันเพื่อจะได้อยู่ดูแลคนที่ผมรักไปนานๆ” ตอบแพทเทิร์นเดียวกับนางงามเดินสายเรียกคะแนนจากกรรมการ

               “ความคิดดีมาก เพราะชีวิตเราไม่ได้เป็นของเราคนเดียว จะเที่ยวทำอะไรตามใจชอบ ไม่คิดถึงความสุขในครอบครัวมันไม่ได้นะ” กรรมการเห็นดีเห็นงามถึงขั้นตบเข่าฉาด ยกนิ้วโป้งชื่นชมสหัสวรรษ แต่ทำร้ายจิตใจลูกในไส้ตัวเอง

               “สองหนุ่มหยุดจ้อได้แล้วค่ะ ทานข้าวกันดีกว่า อาหารเย็นชืดหมดแล้ว” บุษณีเบรกคู่ซี้ต่างวัยด้วยสงสารบุริมนาถที่กลืนข้าวฝืดคอลงเรื่อยๆ

               “ครับคุณแม่” สหัสวรรษรีบขานรับเอาใจบุษณี

               “บัวอิ่มแล้วค่ะ” บุริมนาถรวบช้อนส้อม ลุกขึ้นยืนท่ามกลางความงุนงงของทุกคน โดยเฉพาะสหัสวรรษ “ขอบคุณที่พาไปเที่ยวนะคะ ไว้เจอกันค่ะทูเดย์” บอกลาสั้นๆ ไม่สนใจเสียงทักท้วงไล่หลังของรณเกียรติ

               “ยายเด็กคนนี้นี่ดื้อจริงๆ”

               “บัวคงเหนื่อยน่ะครับคุณพ่อ”

               

               บุริมนาถทิ้งตัวลงบนที่นอน หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดอ่านข้อความที่ปวีร์ส่งมาซ้ำๆ อย่างไม่เข้าใจ ความคิดและการกระทำเขาซับซ้อนเกินหยั่งได้ ในขณะเศร้าเสียใจ ร้องไห้หมดเรี่ยวแรงเพราะผู้หญิงคนหนึ่ง เขากลับส่งข้อความขอร้องให้ผู้หญิงอีกคนกลับมาหา

               คนผีทะเล...เหยียบเรือสองแคม...จับปลาสองมือ...

               หญิงสาวไม่รู้จะด่าเขาด้วยคำหรือสำนวนไหนแล้ว เพราะสุดท้ายคนที่ช้ำใจที่สุดคือตัวเธอเอง บุริมนาถใช้เวลาสี่ปีศึกษาเรียนรู้ชายหนุ่มแล้วพบว่าตอนนี้ไม่รู้จักเขาสักนิด รอยยิ้ม คำพูดดีๆ การกระทำชวนลุ่มหลงพวกนั้นเป็นการแสดงละครตบตาเธอมาตลอดสินะ

               เธอมันโง่เองที่รักเขาไม่เผื่อใจ

               

               ผมรู้บัวยังไม่นอน ออกมาที่ระเบียงหน่อยสิ หยิบโทรศัพท์มาด้วย 

  

           ข้อความที่ปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์ขัดอารมณ์เศร้า บุริมนาถถือเครื่องมือสื่อสารลุกจากเตียงไปตามคำขอของสหัสวรรษ คนตัวสูงยืนอยู่ด้านล่าง ชี้ที่โทรศัพท์มือถือตัวเองส่งสัญญาณก่อนโทรมาหา

               “ว่าไงคะ”

               “พรุ่งนี้ตอนเย็นเราไปทำภารกิจต่อไหม”

               “ภารกิจอะไรคะ”

               “อ้าว...ตามปวีร์ไง อย่าบอกนะว่าบัวไม่อยากรู้แล้ว”

               “เรื่องนั้นเอง...” บุริมนาถพยักหน้าเข้าใจ “พรุ่งนี้หลังทูเดย์กับพ่อไปหางดงมาแล้วค่อยว่ากันค่ะ วันนี้บัวเหนื่อย ขอพักก่อนนะคะ”

               “ก็ได้ครับ ฝันดีนะ” โบกไม้โบกมือส่งจูบให้อย่างน่าหมั่นไส้ก่อนเดินไปที่รถตัวเอง

บุริมนาถโกหก...ความจริงเธอมีแผนการสำหรับพรุ่งนี้แล้ว 

ความคิดเห็น