'พงพี' ขอบคุณทุกคนมากเลยนะครับ ตอนนี้ "เกล็ดมณี" ดำเนินเรื่องมาไกลมากเลย ยังไงก็ขอฝากเนื้อฝากตัว แล้วอยู่ด้วยกันนานๆ นะครับ ;]

ชื่อตอน : 10. สงคราม

คำค้น : #ธัญล่าฝันซีซั่น3 #ธัญวลัยxสถาพรบุ๊คส์ #นาค #นาคี #นาคา #ครุฑ #นิยายรัก #นิยาย

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 23

ปรับปรุงล่าสุด : 27 พ.ย. 2563 22:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
10. สงคราม
แบบอักษร

10. 

สงคราม 

 

ฉิมพลียามนี้แน่นขนัดไปด้วยเหล่าทหารหาญ และประชาชนชายจากเหล่าวิหคทุกเผ่าพันธุ์ที่สามารถร่วมรบในศึกครานี้ วิหรุตยืนจับจ้องกำลังพลที่ถูกเกณฑ์มาร่วมขบวนศึกด้วยความวิตก ถึงแม้ในใจจะร้อนรุ่มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความกระวนกระวาย แต่ก็มิอาจแสดงสิ่งใดออกมาให้ไพร่ฟ้าเห็นได้ว่าบัดนี้ตนทุกข์ใจเพียงใด 

“เสด็จอา” 

เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยเรียกจากทางด้านหลัง ราชาครุฑเหลียวไปมองเจ้าของเสียงทุ้มที่บัดนี้ต่างก็มีใบหน้าร้อนใจมิต่างกัน หากคิดถึงบุตรชายของตน ที่บัดนี้ยังมิตื่นจากบรรทมในวิมาน มิได้เป็นเดือดเป็นร้อนใดๆ กับศึกสงครามที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเสี้ยวนาทีนับจากนี้ 

“อนิลเองหรอกหรือ” 

“พระองค์ทรงได้พักผ่อนพระวรกายบ้างหรือไม่พะยะค่ะ” 

“ข้าข่มตานอนมิลงหรอกหนา...” กล่าวพลางพาหลานชายที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับบุตร แต่กลับดูเอาการเอางานเสียมากกว่า ถึงแม้ตนจะรู้ดีว่ามิควรคิดเปรียบเทียบบุตรชายกับหลานชายผู้นี้ แต่เขาก็อดคิดมิได้ว่าทำไมกันหนอ ลลินพรตจึงไร้หัวคิดด้านการวางตน หากแต่พะวงหลงระเริงเพียงเรื่องสนุกสนาน ทั้งสองทิ้งกายลงนั่งยังศาลาไม้หอม ซึ่งเป็นที่ประทับขณะวางแผนการศึกซึ่งอยู่มิไกลจากลานรวมพลมากนัก “การรบครานี้ดูท่าว่าท่านภูชาเคนทร์จักมิยอมแต่โดยดี หากต้องการลดไพร่พลล้มตาย ข้าคงต้องลงบัญชาการศึกเอง” 

“จักทรงแผนการใดกันพะยะค่ะ” 

สายลมเย็นพัดพานกลิ่นหอมจากเนื้อไม้ให้บำรุงดวงจิต ราชาครุฑจักทอดมองไปยังกระดานไม้ที่แสดงถึงภูมิศาสตร์ประเทศของแดนหิมพานต์ การศึกครานี้มิใช้การดำเนินโดยการบุก หรือซุ่มจู่โจม แต่เป็นศึกที่ตรงไปตรงมา การวางแผนการรบจึงเป็นไปได้ยากยิ่ง แต่เขาก็หมายให้บุตรแลหลานชายจักอยู่รอดปลอดภัยทั้งคู่ในการออกรบครานี้ 

“เจ้ายังเด็กนักอนิล...” วิหรุตเผยยิ้มกริ่ม ยิ่งเมื่อจับจ้องใบหน้าใสซื่อนี้กลับยิ่งหวนคิดถึงเชษฐาที่สิ้นพระชนต์ไป  เขารู้ดีถึงความกตัญญูของครุฑหนุ่มผู้นี้ แต่เขามิอยากให้หลานชายต้องมาเสี่ยงชีวิตเพราะตัวเขาเอง “เจ้าออกจากฉิมพลีแล้วจากไปเงียบๆ เสียเถิด ข้ามิอยากให้เจ้าข้องแวะในศึกครานี้” 

“พระองค์ชุบเลี้ยงกระหม่อมมิต่างจากพระราชบิดา...” อนิลเอ่ยด้วยใบหน้าเรียบเฉย นัยน์ตาคมกริบฉายแววจริงจังจนคู่สนทนารู้สึกได้ถึงพลังอำนาจที่อยู่ภายใน “กระหม่อมคงหนีไปมิได้พะยะค่ะ” 

“เจ้าเลือกทิ้งนางไว้เบื้องหลังเช่นนั้นหรือ” 

“นาง...” เมื่อได้ยินเสด็จอาตรัสเช่นนั้น ตัวเขาเองกลับรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่ภายใน เพราะไม่รู้ว่าควรวางตนอย่างไร เกล็ดมณีนาคีผู้นี้ถึงแม้จะหลุดออกจากราชวงศ์ขององค์วิหรุตแล้ว แต่คราหนึ่งก็เคยแต่งเข้ามาเป็นสะใภ้แห่งฉิมพลี หรือจะพูดให้ง่ายคือนางเคยพระสนมเอกของเสด็จอาของเขามาก่อน ภายในใจของเขาถึงจะว้าวุ่น แต่ก็เชื่อใจนางอย่างแปลกประหลาด “นางมิเห็นด้วยกับศึกครานี้หรอกพะยะค่ะ” 

“ข้าถึงบอกให้เจ้าไปอย่างไรเล่า” 

“หม่อมฉันมิอาจอกตัญญูต่อฉิมพลีได้” เขายังคงปฏิเสธ 

“มันก็แน่อยู่แล้ว...” เสียงคำรามที่วางตนเหนือกว่าอนิลดังมาแต่ไกล ลลินพรตสาวเท้ามาในชุดพร้อมออกรบเต็มยศ เคียงข้างมากับพิลาสมยุราที่เดินนวยหน้าด้วยท่วงท่าสง่างาม อนิลลุกออกจากที่นั่งหมายให้ลลินพรตเข้ามาแทนที่ แต่เขากลับแสดงท่าทีรังเกียจตั่งเงินตัวนั้น แล้วเลือกที่จะยืนสนทนากับพระราชบิดาแทน “ข้าพร้อมออกบัญชาการรบแทนเสด็จพ่อ และพร้อมจะกุดหัวราชานาคาตนนั้นมาให้จงได้” 

“อย่าหลงระเริงไปเลยลลินพรต...” น้ำเสียงนั้นราบเรียบมิต่างจากว่าผู้เอ่ยกำลังพยายามข่มความรู้สึกบางอย่างเอาไว้ภายใน “ท่านภูชาเคนทร์นาคามิใช่ผู้ที่จักโค่นล้มได้โดยง่าย หรือแม้แต่ข้าเองก็เคยสู้รบปรบมือกับท่านมาหลายร้อยปี ก็ยังมิอาจเอาชนะได้ เจ้าเกิดหลังข้ากว่าเก้าร้อยปี ไยจักสู้ท่านภูชาเคนทร์ได้กันเล่า” 

“มันก็แค่นาคา เราเป็นครุฑ เราได้เปรียบกว่าเป็นไหน” 

“การออกรบที่สมพระเกียรติของเผ่าพันธุ์ มิได้รบกันด้วยร่างแห่งครุฑหรือนาคหรอกหนา...” ลลินพรตขมวดคิ้วมุ่น วิหรุตจึงได้ระบายลมหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยหน่าย ก่อนอธิบายให้บุตรชายได้รับรู้ “แต่ไหนแต่ไรในการทำสงครามกันมา พวกเราสองเผ่าพันธุ์ต่างรบกันด้วยร่างแห่งทิพย์ของรูปลักษณ์มนุษย์เช่นนี้ ประมือกันด้วยคมหอก คมดาบ เพื่อมิให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบหรือเสียเปรียบในร่างเดิม มันเป็นเช่นนี้มาหลายยุคหลายสมัย หากสู้รบด้วยร่างทิพย์จนรู้แพ้รู้ชนะกันแล้ว ก็จักรู้ได้ว่าเผ่าพันธุ์ใดเหนือกว่า” 

“ไยต้องทำให้เป็นเรื่องเสียเปรียบเช่นนั้นด้วยเล่าเสด็จพ่อ เพราะเมื่อเหล่าเผ่าวิหคกลับสู่ร่างครุฑ พวกเราก็จับนาคเหล่านั้นมาฉีกทึ้งได้อย่างง่ายดาย” 

“เกียรติของเจ้าอยู่ที่ใดกันเล่าลลินพรต...” ผู้เป็นบุตรชายคล้ายถูกตบหน้าแรงๆ สักฉาด ใบหน้าของวิหรุตยามนี้แสดงออกชัดเจนถึงความดูถูกดูแคลนบุตรชายอย่างเห็นได้ชัด นั่นเพราะนอกเหนือจากหัวคิดที่มิมีแล้ว วาจายังพล่อยคล้ายกับมิได้รับการอบรมสั่งสอน พิลาสมยุราที่เห็นบุตรชายกำหมัดแน่นจึงได้วางมือลงบนบ่าแกร่งเพื่อปลอบประโลม และแทรกกายขึ้นมาเบื้องหน้าเพื่อปกป้องเขา “เกียรติและศักดิ์ศรีของเจ้าอยู่ที่ใดกัน” 

“สวามีเพคะ ลูกมิเคยออกศึกมาก่อน ลูกจักเข้าใจได้อย่างไร” 

“เจ้าให้ท้ายลูกเกินไปแล้วนะพิลาสมยุรา” 

“หม่อมฉันแค่มิอยากให้พ่อลูกต้องผิดใจกัน...” กล่าวพลางเหลียวไปมองใบหน้าเลอลักษณ์ของอนิลที่ยืนนิ่งสงบมิห่างจากองค์วิหรุตมากนัก “ยิ่งแถวนี้มีลูกเสือลูกตะเข้อยู่ด้วยแล้ว มันยิ่งอันตรายนะเพคะ” 

“อนิล...” วิหรุตเอ่ยเรียกในทันใด เขาวางทีท่าไม่สนใจพิลาสมยุราจนนางเผลอเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรง พยายามข่มความน้อยเนื้อต่ำใจเอาไว้ภายใน อนิลก้มหัวรับฟังในสิ่งที่เสด็จอาของเขากำลังจะสั่งการ “เจ้ากลับไปก่อนเถิด” 

“พะยะค่ะ” เขารับคำก่อนถวายบังคมต่อทั้งสองพระองค์และจากมา 

เมื่ออนิลเดินหายลับไปจากสายตาของราชาครุฑ เขากลับเหลียวไปมองใบหน้างามที่เชิดขึ้น เพราะต่างมิพอใจในการที่พระสวามีสนิทสนมกับหลานชายมากกว่าบุตรของนาง ทีท่ากระแง้กระงอนเช่นนี้ วิหรุตได้ยลบ่อยครั้ง และทุกครั้งทุกครา เขามักจะง้อนางด้วยทองคำหรืออัญมณีสวยสด แต่ครานี้คงปล่อยให้เป็นเช่นนั้นมิได้ 

“การศึกอยู่เบื้องหน้าอีกมิไกล ไยเจ้ายังคิดเรื่องมิเป็นเรื่องอยู่กันเล่า” 

“สวามีเพคะ หม่อมฉันแค่มองว่าครุฑนั่นเลือกไปแล้วที่จะอยู่เคียงข้างเหล่านาค หม่อมฉันมิเห็นสมควรว่าเขาจะได้รับความเมตตาใดๆ จากพระองค์” 

“อนิลเลือกร่วมรบข้างข้า...” วิหรุตตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ มิต่างจากแฝงแววตำหนิในที “กำลังพลของเราเหลือน้อยนิดนัก การจะให้ลลินพรตไปเสี่ยงกับข้าก็เกรงว่าจักยากกระมัง ข้าเองก็หมายปกป้องลูก” 

“มิต้องปกป้องข้า...” ผู้ถูกพาดพิงรีบโพล่งขึ้นมาด้วยความหุนหันพลันแล่น ใบหน้าของเขาฉายชัดถึงความภาคภูมิใจ เขายืดอกขึ้นและเชิดหน้าที่หยิ่งทะนงมิต่างจากมารดา บัดนี้เขาโตขึ้นมากก็จริง แต่ขาดความสุขุมที่เหมือนกับบิดาเมื่อครายังหนุ่มแน่น “ข้าเติบใหญ่พอที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว และศึกครานี้ ข้ามั่นใจว่าจักเอาชัยมาให้พระองค์ได้” 

“อย่ามั่นใจจนเกินไปลูกข้า” 

“เสด็จพ่อทรงมอบหมายศึกครานี้ให้ข้าเป็นแม่ทัพเถิด” 

“ท่านภูชาเคนทร์หมายสู้กับข้าโดยตรงเพื่อลดการล้มตาย...” วิหรุตหันไปหาบุตรชายที่ยังคงยืดอกอยู่ ใบหน้าของเขามุ่งมั่นหมายจะเผด็จศึกครานี้ด้วยตนเอง แต่หาได้รู้จักการสูญเสียมาก่อนไม่ “ศึกครานี้ข้าคงเลี่ยงมิได้ที่ต้องเป็นผู้ลงบัญชาการด้วยตนเอง เจ้าแค่คอยบัญชาการทัพเสริมแลทัพหลังก็เพียงพอ” 

“แล้วหากเสด็จพ่อทรงพลาดท่าเสียทีให้กับนาคาตนนั้นกันเล่า” 

“เจ้าก็จะได้ขึ้นเป็นกษัตริย์อย่างไรเล่าลูกรัก” 

พิลาสมยุรายกมือขึ้นปิดปากด้วยมิคิดจะได้ยินถ้อยคำเช่นนั้นจากปากของสวามี ลลินพรตเผยใบหน้าแห่งความวิตกอย่างเห็นได้ชัด เมื่อผู้เป็นบิดากลับตอบคำถามด้วยน้ำเสียงเศร้าสลด เมื่อหันไปสบตากับผู้เป็นมารดา เขากลับพบว่านางส่ายหน้าไปมาช้าๆ กับการตัดสินใจในครานี้ของสวามี 

“พระองค์จะทรงเสียท่ามิได้นะเพคะ” 

“ชะตาของข้าอาจสิ้นสุดตรงนี้ก็ได้...” วิหรุตเผยยิ้ม มันมิใช่รอยยิ้มของผู้เสียสติ หากแต่เป็นรอยยิ้มที่ปล่อยวางจนเหมือนกับว่าเขาหมดแล้วซึ่งความห่วงใดๆ และอาจมอบความตายของตนเพื่อยุติศึกในครานี้ ให้สมใจแด่ภูชาเคนทร์นาคราช “หากข้าเป็นอะไรขึ้นมา เจ้าต้องช่วยลูกปกครองเหล่าครุฑให้รุ่งเรือง เจ้าเข้าใจในสิ่งที่ข้าสั่งใช่หรือไม่” 

“สวามี อย่าทรงตรัสเป็นลางเช่นนี้เลยเพคะ” 

“พวกเจ้าไปพักผ่อนเสียเถิด ข้าอยากอยู่ลำพัง” 

ไร้ซึ่งคำตอบใดๆ พิลาสมยุราก้มหัวเล็กน้อยพร้อมกับน้ำตาที่รื้นขึ้นมา ปล่อยให้พระราชาครุฑนั่งนิ่งๆ พินิจถึงเรื่องราวต่างๆ เพียงลำพัง นางพาลลินพรตเดินออกมาจากศาลาไม้หอม ทุกย่างก้าวมิต่างจากแสนความวิตกในสิ่งที่สวามีได้ตรัสเมื่อครู่ 

พระองค์หมายจะไปดับสิ้นชีวิตของตนเอง... 

ตลอดการเดินทางมายังวิมานของตน พิลาสมยุราลอบกรรแสงอย่างเงียบๆ เรื่อยมา สิ่งที่นางคิดในตอนนี้ล้วนเป็นความจริงที่วิหรุตตัดสินใจ เขาหมายชดใช้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากตัวเขาเองให้กับเกล็ดมณีด้วยการจบชีวิตลง เพื่อมิให้สงครามเกิดขึ้นในยุคสมัยของลลินพรต แต่สิ่งนั้นพิลาสมยุราจักมิยอมแน่ 

“ลลินพรต” นางหันไปเอ่ยเรียกบุตรชายที่เดินอยู่เคียงข้าง 

“ว่าอย่างไรพะยะค่ะเสด็จแม่” 

“ตามข้ามา” 

นางสาวเท้าเดินนำบุตรชายด้วยร้อนใจ เป้าหมายของการชักนำบุตรชายในครานี้ใหญ่หลวงจนเกินกว่านางจักขออนุญาตผู้ใดได้ นั่นเพราะหากพลาดแม้เพียงน้อย ผลร้ายที่ตามมาอาจทำให้นางหรือบุตรชายต้องถูกประหารลงโดยพลัน แต่ถึงอย่างไรนางก็มิอาจปล่อยให้พระสวามีจบชีวิตลงอย่างที่เขาหมายได้ 

ถึงแม้ลลินพรตจะสงสัยอยู่บ้างในทีท่าร้อนรนของมารดา แต่เขาก็ยอมสาวเท้าตามนางมาติดๆ ด้วยความระแวดระวังทุกย่างก้าว นางพาเขามายังวิมานหลวงที่วิหรุตกับนางพำนักอยู่แต่เดิม แล้วตรงเข้าไปยังเบื้องลึกสุดของวิมานในทันใด 

ข้าจักมิยอมให้สวามีต้องมาพ่ายต่อนาคเป็นอันขาด... 

 

วิมานใต้สระลึกลับช่างเงียบงัน เกล็ดมณีพยายามข่มใจให้สงบภายใต้การทำสมาธิเพื่อบำเพ็ญบารมี รอยจูบวาบหวามที่นางได้รับยังมิทำลายสมาธิของนาง เทียบเท่าเรื่องของสงครามที่ผู้เป็นพระราชบิดากำลังจะยกทัพมาต่อสู้กับเหล่าครุฑพวกนั้น 

ข้าเป็นห่วงท่านเหลือเกินเสด็จพ่อ... 

ความกระสับกระส่ายของนางที่มิอาจเข้าสมาธิได้ ทำให้นางต้องลืมตาตื่นขึ้นมาท่ามกลางราตรีดึกสงัด มิมีสรรพสำเนียงใดก้องเข้ามาในวิมานยามนี้ นางจึงลอบเดินออกไปเบื้องนอกโดยปกติธารทิพย์จะนอนเฝ้านางอยู่ด้านนอกประตู แต่บัดนี้สถานที่ตรงนั้นกลับมีเพียงผ้าแพรบางที่พับไว้บนหมอนนุ่มหุ้มแพรสีมรกต 

นางอยู่ที่ใด... 

เกล็ดมณีรีบสาวเท้าออกมาเบื้องนอกในทันที ราตรีนี้เงียบสงัดก็จริง แต่เบื้องนอกวิมานยามนี้ นาคีรับใช้กำลังนั่งคุกเข่ายังพื้นหินทรายเย็นเยียบ ต่างพนมมือสวดภาวนาอย่างใจจดใจจ่อ กระแสแห่งดวงจิตบริสุทธิ์ผุดผาดแผ่ซ่านความอบอุ่นออกมาจนทำให้ผู้เป็นนายจิตใจสงบลงได้ในทันที 

“ธารทิพย์” 

สุรเสียงที่เปล่งออกมายามนี้คล้ายแก้วกังวาน นาคีรับใช้รีบเหลียวมามองเบื้องหลัง เห็นผู้เป็นนายยืนนิ่งอยู่ที่หน้าวิมานจึงรีบลุกขึ้นแล้วตรงเข้าหาทันที 

“หม่อมฉันทำให้องค์หญิงทรงเสียสมาธิหรือเพคะ” 

“เปล่าหรอก จิตใจข้าระส่ำระส่ายอยู่ก่อนแล้ว หาได้เกี่ยวข้องอันใดกับเจ้าไม่” 

“ราตรีนี้หนาวเหน็บ องค์หญิงเสด็จเข้าด้านในก่อนเถิดเพคะ” 

“หยุดก่อนเถิด...” เกล็ดมณีปรามนาคีรับใช้ที่พยายามจะพานางเขาไปพักที่ด้านใน เมื่อพบว่าบัดนี้นายเหนือหัวน้ำตาคลอคล้ายจะกรรแสง นางจึงขยับเข้าไปใกล้เกล็ดมณีมากขึ้น หมายปลอบประโลมผู้ที่ตนรับใช้ให้สบายใจจากเรื่องราวที่วิตก “ข้าเป็นห่วงเสด็จพ่อ” 

“โธ่!! องค์หญิงเพคะ” 

“ข้าอยากไปที่บาดาลเพื่อดูว่าพวกท่านเป็นอย่างไรบ้างจังเลยธารทิพย์” 

“แต่พระนางต้องบำเพ็ญเพียรอยู่ที่นี่นะเพคะ” 

“ข้าจึงอยากวานให้เจ้าช่วยไปที่บาดาลแทนข้าได้หรือไม่” 

“หม่อมฉันจะรีบไปรีบกลับเพคะ” นางรีบรับคำเพื่อทำให้องค์หญิงทรงสบายพระทัย 

“ระวังตัวด้วย” 

ธารทิพย์รีบเดินทางสู่ห้วงบาดาลในบัดดล เส้นทางระหว่างหิมพานต์มายังบาดาลนครเบื้องลึกแห่งห้วงกระแสธารเป็นเรื่องที่ช่ำชองของนาคีอย่างนางอยู่แล้ว นางจึงใช้เวลาไม่นานนักในการข้ามห้วงแห้งกระแสพลังใสเย็น มาเยือนยังนครเดิมที่เคยสถิตยังเบื้องลึกแห่งนี้ 

กระแสทิพย์ใสเย็นกำจายไปถ้วนทั่วด้วยพลังแห่งวารีวิสุทธิ์ ผืนน้ำที่นางก้าวข้ามลงมาเป็นกระแสแห่งความปรวนแปรที่มิเคยได้สัมผัสมานานเนิ่น ทั่วทั้งผืนน้ำเต็มไปด้วยมวลมัจฉาแห่งมนุษยภูมิหลากพันธุ์ แต่หากเป็นมวลมัจฉาที่เหล่านาคคุ้นชิน เห็นจะเป็นเพียงเหล่าบึกยังกระมัง ธารทิพย์มุ่งไปยังเบื้องลึกสุดแห่งทางเชื่อมสู่นครเบื้องล่าง ตรงสู่วิมานหลวงแห่งบาดาลนครทันที 

วิมานยังบาดาลนครถือเป็นอีกวิมานโสภีแห่งความอุดมสมบูรณ์ ตัววิมานหลวงเป็นหินศิลาแลงที่ถูกสรรค์สร้างขึ้นมาอย่างวิจิตร ยามราตรีทอแสงสะยิบสีครามมิต่างจากแก้วมณีสีฟ้าอ่อน ทั่วทั้งพื้นที่ล้วนเต็มไปด้วยสระบัวสีสันงดงามส่งกลิ่นหอมเชยชวน เหล่าผู้ที่อาศัยแต่งอาภรณ์สีเขียวบ้าง มรกตบ้าง หรือเลื่อมครามบ้างตามแต่วรรณะแห่งนาคของตน พื้นที่ทางเดินเป็นหินศิลาแลงแผ่นใหญ่ทอดยาว รายเรียงด้วยเสานางเรียงสองข้างทางประดับดอกบัวจงกลนีเบ่งบาน 

ธารทิพย์ปรากฏกายยังเบื้องหน้าของวิมานชั้นใน ที่นั่นมีเหล่านาคีรับใช้เดินขวักไขว่อย่างร้อนรน เพราะเบื้องนอกเหล่าไพร่พลบุรุษกำลังรวมพลเพื่อสร้างกองทัพอย่างอลหม่าน 

สิ่งที่พระนางทรงกังวลกำลังจักเกิดขึ้นในมิช้า... 

ธารทิพย์สาวเท้าไปตามทางเดินของวังบาดาล มุ่งตรงสู่พระตำหนักชั้นใน ซึ่งเป็นสถานที่พำนักของเชื้อพระวงศ์ ทุกการเยื้องย่างของนางล้วนเป็นที่ลอบมองของเหล่าข้าทาสบริวารนาคีต่างๆ นั่นเพราะถึงการแต่งกายจะมิต่างจากนาคีรับใช้ตนอื่นๆ แต่กระแสทิพย์ที่บริสุทธิ์กลับฟุ้งกำจายออกมา จนทำให้นาคีเหล่านั้นต่างต้องเหลียวแลด้วยความเลื่อมใส 

“ธารทิพย์” น้ำเสียงนั้นคล้ายกรีดร้อง แต่มันเต็มไปด้วยน้ำตาและอากัปกิริยาที่เร่งรีบ จนแทบสะดุดชายซิ่นสีมรกตเลื่อมคราม 

“พระนาง…” เป็นผู้ที่ถูกเรียกขานเองต้องรีบตรงเข้าไปหาร่างสง่างามที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาหา ราชินีแห่งบาดาลตระหนกมิใช่น้อยที่เห็นนาคีรับใช้ของบุตรีของตนปรากฏกายขึ้นที่นี่ “อย่าทรงรีบร้อนเลยเพคะ ทรงระวังองค์ด้วยเพคะ” 

“เหตุใดเจ้ามาปรากฏกายที่นี่…” น้ำเสียงนั้นแฝงด้วยความร้อนรน ธารทิพย์รีบคุกเข่าลงโค้งคำนับต่อผู้เป็นใหญ่สุดในมวลนาคี “เกิดเหตุร้ายอันใดขึ้นกับเกล็ดมณีเช่นนั้นหรือ” 

“หามิได้เพคะ” นางรีบปฏิเสธ 

“ถ้าเช่นนั้นก็เข้าไปข้างในก่อนเถิด” 

บุษปาเดินนำธารทิพย์เข้ามาที่ด้านในวิมาน บัดนี้เหล่านาคาต่างไปรวมตัวกันยังเขตนอกพระราชฐาน จะมีก็เพียงแต่เหล่านาคีที่มารวมกันอยู่ภายใน ราชาภูชาเคนทร์นาคาได้ตระเตรียมไพร่พลพร้อมสู้ศึกในครานี้ คล้ายกับตระเตรียมแผนการมาเนิ่นนาน อีกทั้งไพร่ฟ้าข้าแผนดินแห่งนาค ต่างพร้อมพลีกายเพื่อนำชัยกลับมาล้างมลทินให้องค์หญิงของพวกเขา 

“พระนางทรงสบายดีหรือไม่เพคะ” ธารทิพย์เอ่ยถามเมื่อบุษปาพำนักลงยังบัลลังก์ศิลาด้านใน 

“ข้าอยู่มิสุขเลยธารทิพย์ ในคราแรกข้าอยากดับสิ้นไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด…” เมื่อตรัสได้เพียงน้อย อัสสุชาหยาดหนึ่งพลันไหลรินออกมาคล้ายเก็บกลั้นมานาน แต่บัดนี้นางกลับกรรแสงด้วยรอยยิ้ม “ข้านึกว่าข้าเสียลูกไปแล้ว แต่เมื่อวันดิวาลีเสด็จพี่บอกว่าได้พบกับลูก ข้าจึงพอจะมีกำลังใจในการมีชีวิตอยู่ต่อบ้าง” 

“ทรงถนอมพระวรกายด้วยเพคะ บัดนี้องค์หญิงทรงเสด็จมาที่นี่มิได้ แต่ก็ทรงเป็นห่วงทั้งสองพระองค์เป็นอย่างมาก จึงได้ให้หม่อมฉันเดินทางมาดูสถานการณ์เพลานี้” 

“ลูกข้าสบายดีใช่หรือไม่” 

“องค์หญิงทรงสุขสำราญดีในสถานที่ที่พระแม่ลักษมีเทวีทรงเนรมิตขึ้นมาเพื่อนางโดยจำเพาะเพคะ” 

“ถ้าเช่นนั้นข้าก็โล่งอกไปที…” บุษปายกนิ้วเรียวขึ้นปาดน้ำตาที่รื้นขึ้นที่ขอบตา ท่วงท่าสง่างามสงบเสงี่ยมมิต่างจากเกล็ดมณี จะว่าเกล็ดมณีถอดแบบมาจากนางเลยก็ว่าได้ ทั้งใบหน้างามงด หรือเกศายาวสลวยสีดำขลับ ยังรวมถึงผิวขาวนวลเนียน ยิ่งยามต้องแสงจันทราหรือสุริยาทิตย์ ก็จะทอแสงระเรื่อฉายความงดงามออกมาให้ผู้พบเห็นได้ยล ถึงแม้นางจะมีอายุอยู่มาพันกว่าปีแล้ว แต่ร่างทิพยาของนางก็กลับมิเปลี่ยนแปลงไป “หลังจากที่เราได้ส่งมอบตัวเกล็ดมณีให้กับชาวครุฑ ตัวข้าเองก็เอาแต่สวดมนตร์ภาวนาให้นางปลอดภัย ขอบคุณพระแม่ที่ทรงเมตตา” 

ธารทิพย์กวาดสายตาไปโดยรอบเพื่อสำรวจทั่วทุกพื้นที่ ถึงแม้ภายนอกจะมีไพร่พลนาคารวมตนกันหนาแน่น แต่ภายในนี้กลับมีเหล่านาคีอยู่กันเป็นส่วนน้อย หากให้เหล่านาคีมารวมกันที่ด้านในเขตพระราชฐาน ควรจะต้องมีเหล่านาคีหนาแน่นกว่าในยามนี้เป็นแน่ 

“ไยที่นี่มีนาคีอยู่น้อยนิดนักเพคะ” 

“เมื่อพวกเขารู้เรื่องว่าเกล็ดมณีถูกเหยียดหยามเกียรติและศักดิ์ศรี ถึงจะเป็นนาคี พวกนางกลับมวยเกศาไว้เหนือเศียรและสวมเกราะออกรบพร้อมกับท่านภูชาเคนทร์ เพื่อมิให้ผู้ใดดูถูกเหล่านาคีได้” 

“โธ่!! ศึกครานี้ องค์หญิงมิหมายให้เกิดขึ้นเลยนะเพคะ” 

“ข้าเข้าใจในสิ่งที่เจ้าต้องการจะเอ่ย…” บุษปากำหมัดแน่น ลุกขึ้นจากบัลลังก์ศิลาแล้วตรงมาหาธารทิพย์ที่นั่งพับเพียบอยู่เบื้องหน้า “ขนาดข้าเองยังหมายจักออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเสด็จพี่ แต่ท่านกลับห้ามข้าเอาไว้ มันผู้ใดที่ทำร้ายแก้วตาดวงใจของข้า ข้ามิยอมปล่อยมันให้มีชีวิตรอดหรอกหนา” 

นัยน์ตาที่เคยอ่อนหวานกลับแดงก่ำมิต่างจากเปลวเพลิงแห่งขุมนรก พร้อมเผาไม้ทุกสรรพสิ่งที่ได้ทอดมอง ธารทิพย์เริ่มรับรู้ถึงเหตุที่จะเกิดขึ้นในเบื้องหน้า ทุกสิ่งอย่างล้วนต้องคลี่คลายให้เร็วที่สุด หากมิเช่นนั้นจะต้องมีการสูญสิ้นของราชวงศ์ใดราชวงศ์หนึ่งเป็นแน่ 

“หม่อมฉันมาที่นี่ตามคำสั่งขององค์หญิง…” บุษปาหลับตาลงเพียงครู่ นัยน์ตาแดงก่ำพลันมลายกลายเป็นสีนิลดังเดิม นางรีบเหลียวมามองนาคีรับใช้ด้วยความเอ็นดูดังเช่นที่ผ่านมา “หม่อมฉันต้องพบว่าท่านภูชาเคนทร์ทรงมีพระพลานามัยที่สมบูรณ์ หม่อมฉันจึงเดินทางกลับได้เพคะ” 

หากจักพูดให้ถูก ธารทิพย์หมายพบกับภูชาเคนทร์นาคาเพื่ออ้อนวอนให้พระองค์ทรงละเลิกศึกสงครามเสีย เพราะหากสงครามยังดำเนินต่อไป องค์หญิงของนางคงอยู่มิเป็นสุข และจักกลับมาทุกข์ระทมอีกเป็นแน่ 

“ถ้าเป็นความสบายใจของลูกหญิง เจ้าก็ตามข้ามาเถิด” 

บุษปาเดินนำธารทิพย์ออกมานอกวิมาน ก่อนตรงไปยังทิศเหนือของวังบาดาล สถานที่แห่งนั้นเป็นเวิ้งกว้างของใต้ท้องสมุทร พื้นที่โดยรอบเป็นทรายขาวละเอียด เห็นจะมีกอสาหร่ายหนาขึ้นเป็นหย่อมหญ้า เหล่านาคอยู่ในชุดเกราะสีเขียวเข้มพร้อมออกรบ ราชานาคาภูชาเคนทร์ยืนตระหง่านท่ามกลางเหล่าพลทหารหาญ นิลพรายสวมชุดเกราะสีดำมะเมื่อมยืนบัญชาการทัพอยู่มิห่างจากผู้เป็นราชา ทันทีที่การปรากฏกายของราชินีเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของพวกเขา เหล่านาคบริวารทุกผู้ต่างรีบคุกเข่าลงโดยพลัน 

“บุษปา เจ้ามาทำอะไรที่นี่” ราชานาคาเอ่ยถามทันควัน 

“ข้าพานางมา” 

ภูชาเคนทร์รีบเดินตรงเข้ามาหาธารทิพย์ในทันทีด้วยความร้อนรน ใบหน้าของเขาตระหนกอย่างเห็นได้ชัด เพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้นกับบุตรีที่หวงแหน 

“ธารทิพย์ไยเจ้ามาอยู่ที่นี่” 

“องค์หญิงส่งหม่อมฉันมาเพคะ ต่างเป็นห่วงทั้งสองพระองค์” 

ราชานาคเหลียวไปสบตากับคู่ชีวิตที่น้ำตารื้นขึ้นมาอีกครั้ง ธารทิพย์ต่างระบายลมหายใจออกมาอย่างเลี่ยงมิได้ นั่นเพราะตอนนี้นางเองก็เป็นห่วงเหล่าวงวารที่เป็นนาคร่วมชาติพันธุ์ ต่างมิอยากให้เกิดการสูญเสียใดขึ้น ไม่ว่าจักกี่ชีวิตก็ตามที 

“เจ้ากลับไปหานางเสียเถิด แล้วบอกนางว่าข้าและไพร่พลที่จงรักภักดีจักทวงความยุติธรรมมาให้นางให้จงได้” 

“องค์หญิงมิได้ต้องการเช่นนั้นหรอกนะเพคะ…” ธารทิพย์ปล่อยหยาดน้ำตาออกมาในท้ายที่สุด ด้วยเพราะรู้ดีว่าราชานาคามิอาจรามือเป็นแน่ แต่ตอนนี้สิ่งที่นางเป็นห่วงที่สุด เห็นจะเป็นองค์หญิงของนางเอง นางต่างรู้สึกผิดมิน้อยที่อาจต้องทำให้เหล่านาคหลายชีวิตต้องดับสูญเพียงเพราะนางเอง “ก่อนหน้านี้องค์หญิงก็ทุกข์ใจมามากแล้วเพคะ พระนางทรงบำเพ็ญเพียรทั้งน้ำตาเพราะเรื่องราวในอดีต จักดีขึ้นก็ตอนที่ได้พบองค์อนิล และเมื่อได้ยินว่าจะเกิดสงครามอีกครา พระนางก็ทรงระสับระส่ายและไม่อาจมีสมาธิบำเพ็ญเพียรได้อีกเลย” 

“ธารทิพย์…” น้ำเสียงของราชานาคเยียบเย็น จนทำให้นาคีรับใช้ผวาจนร่างกายสั่นเทิ้มเพราะเกรงอาญาในสิ่งที่ได้พูดออกไปอย่างแจ่มแจ้ง “เจ้ากลับไปอยู่เป็นเพื่อนลูกข้าเสียเถิด แล้วบอกนางว่ามิต้องเป็นห่วงสิ่งใด” 

“แต่พระองค์ก็ทรงทราบดี…” นาคีรับใช้พยายามกลั้นลูกสะอื้นเอาไว้ “องค์หญิงทรงรักทั้งสองพระองค์มาก ยิ่งทรงทราบว่าองค์ภูชาเคนทร์นาคาจักลงบัญชาการศึกด้วยตนเองแล้ว พระนางยิ่งวางพระทัยมิได้เพคะ” 

“เรื่องนี้ข้าตัดสินใจไปแล้ว…” ภูชาเคนทร์หันหลังให้นาคีรับใช้ในทันที “เจ้าอย่าบีบบังคับให้ข้าต้องล้มเลิกเลยหนา เพราะสิ่งที่วิหรุตกระทำแก่เกล็ดมณี มันเกินกว่าจักให้อภัย” 

“พระองค์…” 

“เจ้ากลับไปเสียเถิด” ราชานาคตัดบท 

ธารทิพย์รู้แล้วว่าบัดนี้นางมิอาจเปลี่ยนใจผู้ใดได้ นางคุกเข่าลงแทบพื้นทรายละเอียด ก้มหัวให้ผู้ที่เป็นทั้งราชาและราชินีพร้อมทั้งน้ำตาที่มิอาจหักห้ามได้ ด้วยเกรงว่าตนจะมิมีโอกาสได้แสดงความเคารพต่อพระองค์ใดพระองค์หนึ่งแห่งบาดาล นางจึงก้มลงจนหน้าผากมนแทบจรดพื้นทราย เพื่อแสดงความจงรักภักดีที่ออกมาจากเบื้องลึกของจิตใจ 

“ขอให้ทั้งสองพระองค์ทรงมีพระชนต์มายุยิ่งยืนนานเพคะ” ร่างของนางสลายกลายเป็นละอองมรกต ก่อนเดินทางไกลสู่สระบัวลึกลับในบัดดล 

เกล็ดมณีประทับนั่งอยู่บนตั่งไม้สักทองใต้ต้นกัลปพฤกษ์ด้วยความพะวง นางเองก็มิอาจไขข้อสงสัยให้กับตัวเองได้ ว่าเหตุใดจิตใจนางจึงระสับระส่ายเช่นนี้ จักว่าเป็นความอาทรก็ว่าได้ หรือจักเป็นเพราะลางบอกเหตุบางอย่าง นางก็มิอาจรู้ 

ไยใจข้ามิเป็นสุข… 

ถึงแม้ว่าจะพยายามทำสมาธิเพียงไร ใจนางก็มิอาจปล่อยวางได้เช่นแต่ก่อน ยามเมื่อก่อนหน้านี้ก็ทุกข์เพราะพิษรัก แต่บัดนี้นางกลับเป็นทุกข์เพราะอาทรแก่พระราชบิดาด้วย ใจนางมิอยากให้ผู้ใดต้องมาบาดเจ็บล้มตายเพียงเพราะกระแสกรรมแห่งตน เมื่อคิดดังนั้นนางกลับยิ่งแต่รู้สึกผิดบาปมากขึ้นไปอีก 

“ข้าควรหาทางออกเยี่ยงไรดี” เอื้อนเอ่ยโดยมิได้ต้องการคำตอบใด 

ยามราตรีนี้หนาวเหน็บเสียยิ่งกว่าทุกครา ยิ่งพระพายพัดหอบกระแสลมเย็นมาด้วยแล้ว ร่างบางที่นั่งตระหง่านยามนี้กลับนิ่งสงบ เหตุเพราะภายในร้อนรุ่มไปด้วยความกังวล ความหนาวเหน็บโดยรอบจึงมิอาจทำให้นางไหวติงได้ ถึงแม้กระแสลมจักพัดแรงเพียงไร เกล็ดมณีก็ยังคงนิ่งงันอยู่ตรงนั้นเพื่อรอคอยการกลับมาของนาคีรับใช้ ที่นางให้เดินทางไปยังบาดาลนคร 

ละอองมรกตกำจายเบื้องหน้าตั่งไม้สักทอง พร้อมกับร่างของธารทิพย์ที่ปรากฏขึ้นอย่างช้าๆ ใบหน้าเปื้อนหยาดน้ำตาที่รินไหลอาบสองข้างแก้มนวล จนทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกตระหนก 

“ธารทิพย์ เจ้าเป็นอะไร…” เกล็ดมณีรีบโผเข้ามาปลอบนางในทันที นาคีรับใช้ยังมิเอ่ยสิ่งใด เอาแต่ปล่อยหยาดน้ำตาให้รินไหลออกมาโดยมิอาจห้ามได้ “เกิดเหตุอันใดขึ้นที่บาดาล” 

“มิมีสิ่งใดเกิดขึ้นหรอกเพคะ…” ถึงจะพยายามห้ามอย่างไร แต่น้ำตากลับออกมามิหยุดหย่อน นั่นเพราะในใจกลัดกลุ้มจนมิอาจทำสิ่งใดได้ ร่างกายจึงอ่อนล้าเสียจนมิมีเรี่ยวแรง “หากแต่ราชานาคากำลังเกณฑ์ไพร่พลเพื่อออกรบ มิใช่มีเพียงแต่นาคานะเพคะ หากแต่เหล่านาคีต่างก็มิมีผู้ใดยินยอมที่องค์วิหรุตย่ำยีศักดิ์ศรีขององค์หญิง จึงออกมาร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเหล่านาคาเพคะ” 

“เจ้าว่าอย่างไรนะ แล้วเสด็จแม่ของข้าเล่า” 

“เดิมทีพระนางก็จักออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับองค์ภูชาเคนทร์...” นางยังเอ่ยพร้อมทั้งพยายามกลั้นลูกสะอื้นที่ดันขึ้นมาจนจุกอก ทั้งสงสารองค์หญิงที่ทรงกังวลหนักกว่าเดิม และทั้งความห่วงใยในผู้ปกครองบาดาลนครทั้งสอง “แต่พระองค์มิทรงยอม จึงให้พระนางอยู่ดูแลวังบาดาลเพคะ” 

“อะไรกัน” 

เกล็ดมณีทรุดกายนั่งลงข้างๆ กับธารทิพย์ อัสสุชาหยาดรินออกมามิต่างจากนาคีรับใช้ ความรู้สึกทุกอย่างตีกันยุ่งเหยิง ทั้งหมายยุติสงครามที่จะทำลายหลายสรรพชีวิตลง แต่ตนก็พยายามจนถึงที่สุดแล้ว นางมิอาจห้ามปรามพระราชบิดาได้ และดูเหมือนว่าวิหรุตเองก็ทะนงในศักดิ์ศรีมิแพ้กันจึงได้รับคำท้ารบครานั้น 

“ตอนนี้ พวกเราคงทำได้เพียงรอเวลาแล้วล่ะเพคะ...” ธารทิพย์เองก็เสียใจมิน้อย เกล็ดมณีโอบกอดนางเอาไว้เพื่อปลอบประโลม ทั้งสองต่างเสียใจกับเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ก็มิอาจเลี่ยงสิ่งที่เป็นโชคชะตาได้ “ราตรีนี้ช่างหนาวเหน็บ ทรงเสด็จลงไปยังวิมานเถิดนะเพคะ” 

“อืม” 

ถึงแม้ดวงหทัยจักปวดร้าวเพียงใด ทั้งสองก็ประคับประคองกันลงมาจนถึงก้นบึ้งของสระลึกลับ ธารทิพย์พาเกล็ดมณีเข้ามายังห้องบรรทม ใบหน้าของทั้งสองต่างเปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำใสที่ไหลมามิขาด แต่ในกาลนี้พวกนางต่างอยู่ในฐานะที่มิอาจกระทำการอันใดได้ 

“เกล็ดมณี...” เสียงหวานกังวานดุจแก้วใสกระทบกันดังก้องสะท้อนทั่ววิมาน เกล็ดมณีเหลียวมองไปจนทั่วเพื่อหาต้นตอของเสียงพิเราะ แต่กลับมิพบต้นตอของเสียงที่ว่า ยิ่งมองหามากเพียงใด เสียงนั้นกลับยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ จนคล้ายกับพยายามหลอกหลอนนาง “เกล็ดมณี” 

“เสียงใครน่ะ” 

“องค์หญิง...” เกล็ดมณีเหลียวมองไปมาคล้ายหวาดผวา จนธารทิพย์รู้สึกเป็นห่วง จึงต้องเข้าไปคอยอยู่ใกล้ๆ นายเหนือหัวที่ประทับอยู่บนเตียง “เป็นอะไรหรือเพคะ” 

“เจ้ามิได้ยินหรอกหรือ...” ธารทิพย์กวาดสายตาไปโดยรอบ ก่อนส่ายหน้าไปมา “เสียงเรียกข้า” 

“หม่อมฉันมิได้ยินเสียใดเลยเพคะ” 

“เกล็ดมณี...” เสียงนั้นยังคงดังสะท้อนไปจนทั่ว 

“นั่นไงเล่าธารทิพย์...” ความระสับระส่ายปรากฏขึ้นทันทีที่เสียงนั้นก้องกังวาล “เสียงนั้นดังอีกแล้ว” 

“หม่อมฉันมิได้ยินเลยเพคะ” นาคีรับใช้รีบเข้าไปประคองร่างของผู้เป็นนายก่อนออกแรงเขย่าเบาๆ เพื่อเรียกสติ 

“สติ เกล็ดมณี...” น้ำเสียงนั้นเริ่มชัดเจนขึ้น จนทำให้เจ้าของชื่อที่ถูกเรียกขานเริ่มนิ่งงัน สุรเสียงที่ทำให้หวาดหวั่นเมื่อครู่กลับแทรกซึมความอบอุ่นแผ่ซ่านมาตามกระแสทิพย์ที่อยู่ในอากาศธาตุโดยรอบ เพียงเท่านั้นเกล็ดมณีก็รับรู้ได้ทันทีว่าสุรเสียงกังวานนั้นเป็นของผู้ใด “ปล่อยวางเถิดหนาลูกเอ๋ย” 

“พระแม่ลักษมีเทวี” 

เมื่อจับต้นตอของสุรเสียงพิเราะได้แล้ว นางจึงหยัดกายตรง นั่งขัดสมาธิในทันทีที่สำนึกรู้ ธารทิพย์จับจ้องดูทีท่าของนายเหนือหัวมิห่าง เมื่อพบว่านางวางหัตถ์ขวาทับซ้าย แล้วค่อยๆ หลับตาลงเพื่อเข้าสู่ห้วงสมาธิ ตนจึงขยับออกห่างเล็กน้อย แล้วนั่งหยัดกายตรงในท่วงท่าสบายๆ เพื่อหมายเข้าสมาธิพร้อมกับผู้ที่อยู่ตรงหน้ามิต่างกัน 

แต่กระแสลมแรงพัดสะท้อนผืนน้ำด้านบนจนทำให้เกิดแรงสะเทือนมายังวิมานเบื้องล่าง นาคีรับใช้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เหลียวมองนายเหนือหัวสลับกับบานประตูที่หมายออกไปนอกวิมาน ตัวนางเองมิเข้าสมาธิก็มิเป็นไร แต่บัดนี้เกล็ดมณีอุตส่าห์สลัดความว้าวุ่นออกไปได้แล้ว นางจึงอยากให้ผู้เป็นองค์หญิงเข้าสมาธิได้อย่างสุขสงบ จึงจำเป็นต้องลุกขึ้นแล้วรีบตรงออกไปที่ด้านนอกเพื่อหยุดสุรเสียงของผู้มาเยือนในบัดดล 

บัดนี้ใต้ร่มกัลปพฤกษ์ยามราตรีกาลที่สายลมเย็นพันพานมามิหยุดหย่อน เหล่าดอกบัวสุวรรณพรรณรายที่เบ่งบานรับแสงจันทราต้องพลิ้วไหวจากแรงกระพือปีกของเจ้าของเส้นขนสีนิลที่มาเยือนยามวิกาล เมื่อกลับสู่ร่างทิพยาเป็นบุรุษเลอลักษณ์ แล้วหมายเพรียกหาผู้ที่ตนหมายพานพบ ก็กลับถูกกระแสทิพย์แห่งวารีอีกกระแสหนึ่งหยุดเขาไว้เสียก่อน 

“ช้าก่อนเพคะ...” ธารทิพย์ปรากฏกายขึ้นขวางหน้าของอนิลไว้ทันท่วงที “พระองค์เสด็จมาที่นี่ด้วยเหตุอันใด” 

“ข้ามาพบเกล็ดมณี” 

“องค์หญิงทรงเข้าสู่ห้วงสมาธิแล้วเพคะ...” ถึงแม้ว่าสิ่งที่นางทำอยู่จะเป็นการปกป้ององค์หญิง แต่นางกลับมิแน่ใจว่าสิ่งที่ตนกระทำอยู่นั้นถูกต้องหรือเปล่า เพราะเมื่อสังเกตใบหน้าหล่อเหลาที่ฉายแววเศร้าสลดนั้น นางกลับรู้สึกว่าเขามาที่นี่เพราะเหตุจำเป็น “หม่อมฉันคิดว่า มิควรรบกวน” 

“ข้ามาพบนาง...” ถึงแม้จะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้าสลด แต่ใบหน้านั้นแสดงออกถึงความจริงใจเป็นล้นพ้น “เผื่อว่าข้ามิได้กลับมาพบนางอีก” 

“องค์อนิล” ธารทิพย์หลุดเรียกนามของเขาด้วยความสงสาร 

แต่ข้าจักปล่อยให้องค์อนิลรบกวนการเข้าสมาธิขององค์หญิงมิได้เป็นอันขาด... 

 

____________________________ 

มาต่อแล้วนะครับ กับ บทที่ 10 ของการดำเนินเรื่อง 

อันดับแรกเลยต้องขอขอบคุณทุกกำลังใจจากรีดเดอร์ทุกท่าน ที่มาคอมเมนต์ หรือกดให้กำลังใจ ทั้งที่แสดงตัวตนหรือไม่แสดงตัวก็ตาม 

อยากบอกว่าผมได้กำลังใจเยอะมากๆ เลยครับ ปลื้มปีติมากที่สุด 

เนื้อหากำลังเข้าใกล้ฉากสำคัญแล้ว อย่างไร ผมขอฝากทุกท่าน นำพา 'เกล็ดมณี' ไปให้ถึงฝั่งฝันของนางด้วยนะครับ 

. 

ขอบคุณทุกกำลังใจ และโปรดอย่าปิดกั้นการมองเห็น 

สามารถแสดงความคิดเห็น หรือกดให้กำลังใจนักเขียน หรือตัวละครได้นะครับ 

#เกล็ดมณีนาคี #อนิลครุฑา 

. 

ในลำดับต่อไปคงต้องขอพักการโพสก่อนนะครับ จนกว่าจะประกาศผลการคัดเลือกรอบที่ 3 

ซึ่งเป็นรอบ 10 เรื่องสุดท้ายของโครงการ ธัญล่าฝันซีซั่น 3 

ฝากติดตาม และมารอลุ้นไปกับตัวละครทุกตัวด้วยนะครับ รวมถึงลุ้นไปกับไรท์ด้วยนะ 

...โดยประกาศรายชื่อผู้เข้ารอบ 10 เรื่องสุดท้าย วันที่ 14 ธันวาคม 2563 เวลา 18.00 น. ... 

"ขอบคุณครับ" 

By. 

พงพี 

ความคิดเห็น