ลิตเติ้ลมักเกิ้ล / ตรงนู้นก็ไล่มาเล่นตรงนี้
facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก EP.8 [ริมฝีปากและความจริง]

ชื่อตอน : Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก EP.8 [ริมฝีปากและความจริง]

คำค้น : แวมไพร์ , ไวท์กัปตัน , ปุณณ์โน่ , เงินออกัส , midnight society , midnight , society , vampire , lovesick , ผีดิบ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 20

ปรับปรุงล่าสุด : 25 เม.ย. 2559 21:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก EP.8 [ริมฝีปากและความจริง]
แบบอักษร

 

Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก

 

PARTแรก เงิน+กัส / ตอนที่ 8 [ริมฝีปากและความจริง]

 

 

...........................................................

 

ตอนนี้น้ำเงินเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า เขาสมควรจะได้รู้ ในสิ่งที่ตัวเองกำลังสับสนอยู่หรือไม่

.

บางทีเขาก็รู้สึกดีที่มีออกัสอยู่ข้างๆ แต่บางทีเขาก็กลัว...

.

กลัวว่าถ้าหากความจริง เป็นอย่างที่เขากำลังคิดอยู่ขึ้นมา แล้วสัตวแพทย์หนุ่มของเราจะทำยังไง

ไม่มีใครเตรียมใจจะมาเจอกับเรื่องแบบนี้มาก่อน แค่ให้มาเลี้ยงม้ายูนิคอร์นก็ช็อคมากแล้วสำหรับเขา ถ้าจะให้ต้องมาเจอเรื่องราวอภินิหารมากไปกว่านี้ สาบานได้ว่าน้ำเงินคงสติแตกแน่ๆ

อีกอย่าง...

น้ำเงินเริ่มกลัวความรู้สึกของตัวเอง แทนที่เขาจะขอถอนตัวจากงานนี้ แล้วกลับเชียงใหม่ไปซะ แต่เขากลับตื่นเต้น และมีความอยากรู้เพิ่มมากขึ้นซะงั้น

นับว่าเป็นเรื่องราวบ้าบอที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขาอย่างรวดเร็ว ไม่ได้ตั้งหลักอะไรมาก่อน จริงๆ ก็ไม่ได้ตั้งหลักตั้งแต่มาเจอม้า 2 ตัวนั้นแล้วล่ะ เขาอยู่ที่นี่มาตั้งเกือบ 2 เดือน คิดว่าคงไม่มีอะไรจะเซอร์ไพรซ์ไปมากกว่านี้อีกแล้ว แต่ก็มีจนได้

ภาวนาอย่างเดียว ขออย่าให้เป็นอย่างที่เขาคิดก็แล้วกัน ขอให้พระเจ้าคุ้มครองหัวใจของเขาด้วย อย่าให้มีสัตวแพทย์ต้องมาหัวใจวายตายกลางป่านี่เลย

.

มันไม่น่าดูเท่าไหร่หรอก

.

.

#เสียงจากน้ำเงิน

รถถูกจอดเอาไว้ที่โรงรถของปราสาท...

ผมเดินเข้ามาข้างในอย่างเงียบๆ แบบเงียบที่สุดเท่าที่เคยจะเงียบได้ ตอนกลางวันแบบนี้คนในบ้านอลาสเตอร์จะนอนหลับกัน ซึ่งมันผิดปกติวิสัยของมนุษย์ ที่ควรจะตื่นมาทำกิจกรรมในตอนกลางวันกันมากกว่า ผมเดินเข้ามานั่งตั้งสติอยู่ในห้องนอนของตัวเอง และยกมือขึ้นมากุมหัวใจที่เต้นตึกๆ เอาไว้ เพราะกลัวว่ามันจะเด้งทะลุเสื้อออกมาเสียก่อน บรรยากาศในบ้านเงียบกริบจนทำให้ผมอดคิดฟุ้งซ่านถึงคำพูดของเฟียร์ขึ้นมาอีกครั้งนึงไม่ได้

[ป้ายหน้าห้องนั่น ถ้าเฟียร์มองไม่ผิด น่าจะแปลว่า สาวก หรือลูกหลาน หรือทายาทของเคาท์ แดรกคิวล่าค่ะ]

โอ๊ย!

ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว สถานการณ์ตอนนี้ก็ชวนให้คิดไปในทางนั้นเสียเหลือเกิน

“น้ำเงิน”

“ค ครับ” เสียงออกัสเรียกผมอยู่หน้าห้อง

ผมเดินออกมาด้วยท่าทางที่ (คิดว่า) ปกติที่สุด แล้วส่งยิ้มหวานเอาฤกษ์ก่อนเป็นอันดับแรก

“คุณออกัสมีอะไรให้ผมรับใช้ครับ”

“อะไรนะ” เขาทำหน้าประหลาดใจ

“นี่นายผีเข้าหรือไงกันถึงได้พูดกับฉันแบบนั้น ฉันแค่จะมาถามว่าทานข้าวเที่ยงหรือยัง”

“อ เอ่อ ยังเลยครับ”

“แล้วโอนเงินเรียบร้อยดีมั้ย”

“เรียบร้อยครับ”

“น้ำเงิน”

“ครับ”

“นายยืนจ้องฉันทำไม ฉันมีอะไรผิดปกติเหรอ” ออกัสถาม

.

ผมเพิ่งรู้ตัวว่ายืนจ้องเขา และไม่รู้ว่าเริ่มจ้องไปตั้งแต่เมื่อไหร่ เลยได้แต่ขอโทษอ่อยๆ ไป คุณออกัสเรียกผมไปนั่งคุยในห้องทำงานที่ปิดทึบให้บรรยากาศเหมือนตอนกลางคืน จนผมเริ่มสงสัยและอยากพิสูจน์ในอะไรบางอย่างขึ้นมา

“เอ่อ วันนี้ตอนผมออกไปโอนเงินให้แม่ เห็นในเมืองเขามีการจัดนิทรรศการภาพถ่ายศิลปะ มีแต่ช่างภาพชื่อดังทั้งนั้น คุณออกัสสนใจไปดูกับผมมั้ยครับ เดี๋ยวผมขับรถให้เอง”

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า แววตาคู่นั้นจะมองผมยังไง เขาหันขวับมาจ้องหน้าผมด้วยแววตาที่มีแต่ความสงสัย จนผมขนลุกไปหมด

“คิดยังไง อยู่ดีๆ มาชวนฉันออกไปดูนิทรรศการภาพถ่าย”

“เบื่อๆ น่ะครับ ตอนกลางวันไม่มีอะไรทำ”

“เหรอ งั้นหาอะไรทำกันมั้ยล่ะ” เขาตอบ ตามมาด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก

.

.

อึ้ก! ทำไมขนลุกขึ้นมาได้ก็ไม่รู้

.

“ไปดูภาพถ่ายใช่มั้ยครับ”

ออกัสเงียบไป และเปิดหนังสือออกอ่านไปสองสามหน้า

“เย็นๆ ค่อยไป”

“นิทรรศการเปิดถึงแค่ 6 โมงเย็นนะครับ”

“ตอนนี้แดดมันร้อน นายก็รู้ว่าฉันไม่ชอบแดด”

ก็นั่นแหละฮะ คือสิ่งที่ผมต้องการ

.

ผมอยากรู้ว่า ออกัสออกแดดได้หรือไม่ หรือถ้าโดนแดด เขาจะเป็นอะไรรึเปล่า

.

“แต่ผมอยากไปจริงๆ นะครับ” ส่งสายตาวิงค์ๆ

“ก็ไปคนเดียวสิ หรือไม่ก็ให้อาเธอร์ไปเป็นเพื่อน”

“โธ่ คุณอาเธอร์แก่แล้วนะครับ ความรู้สึกไม่เหมือนเวลาไปกับคุณหรอก”

“หืม?” สายตาเฉียบคมนั่นหันมามองหน้าผมอีกครั้ง

.

คราวนี้มองไม่ละสายตาด้วย “นายว่ายังไงนะ”

“.....”

“น้ำเงิน”

“อ เอ่อ ผมบอกว่า ผมอยากไปกับคุณครับ”

“ทำไม”

“ก็ คุณอยู่แต่ในนี้ ไม่ออกไปไหนเลยตั้งแต่ที่ผมมาอยู่ที่นี่ ไม่เบื่อบ้างเหรอฮะ ออกไปเปิดหูเปิดตาซะบ้างก็ดีนะคุณ จะได้มีเพื่อนใหม่บ้างไง”

“ฉันไม่ต้องการเพื่อนเยอะๆ หรอก”

“แต่ผมอยากให้คุณไปด้วยนี่นา หรือว่าคุณมีอะไรผิดปกติ ถึงออกแดดไม่ได้?”

“นี่นายกำลังจะสื่ออะไร” เขาเริ่มชักสีหน้า

.

ผมรู้ว่าออกัสกำลังหงุดหงิด เขาโยนหนังสือทิ้งไปบนพื้น และเดินมาหาผมด้วยสีหน้าเรียบเฉย

.

ดวงตาสีอัลมอนด์ที่ผมเคยหลงใหล มาถึงจุดนี้ ผมกลับกลัว

.

ผ้าที่พันอยู่ที่คอ ถูกผมกระชับให้แน่นขึ้น

“ฉันให้เวลานาย 5 นาที ไปเอารถมารับฉันหน้าปราสาท ไม่งั้น ยกเลิก”

“อ โอเคครับ!” หลังได้ยินคำอนุญาต ผมจึงรีบเดินให้ไวที่สุดไปยังโรงจอดรถ และเหยียบคันเร่งจนมิดรถแทบบิน เพื่อเอารถมาจอดหน้าปราสาทให้ทันภายใน 5 นาที

.

ออกัสเดินออกมาตรงเวลา ด้วยเสื้อสูทสีดำและเชิ้ตตัวในสีขาว ผมรีบหลบสายตา เพราะไอ้หมอนั่นแม่งเสือกมาหล่ออะไรกันตอนนี้ แถมหล่อมากจนทำให้ผมเกือบลืมความสงสัยในใจไปเสียสนิท หล่อแม้กระทั่งปลายเส้นผมที่ปลิวเวลาต้องสายลมพัด เห็นแค่ท่าเดินก็หล่อไม่บันยะบันยังแล้ว

เขาก้าวเข้ามานั่งในรถเบาะข้างคนขับ และคาดเข็มขัดนิรภัย

“ไปสิ ไหนว่าปิด 6 โมงเย็นไง ไม่รีบไปเดี๋ยวก็ดูไม่ทันหรอก”

“เอ่อ ครับๆ”

บุญวาสนาของคนเรานี่มันสร้างมาไม่เท่ากันจริงๆ ทำยังไงผมถึงจะได้ออร่าแบบนั้นบ้างนะ ผิวพรรณงี้ หน้าตางี้ บุคลิกงี้

อิจฉา!

“นายจะจ้องฉันอีกนานมั้ยน้ำเงิน กระจกเค้ามีไว้ให้มองรถข้างหลัง ไม่ใช่มองหน้าฉัน” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นมานิ่งๆ

ผมแทบหน้าทิ่มเมื่อรู้สึกตัว เลยพยายามตั้งสติขับรถต่อไปเงียบๆ เป้าหมายคือ อยากรู้ว่าเขาออกแดดได้มั้ย มีอะไรผิดปกติกับผิวหนังเวลาออกแดดรึเปล่า เท่านั้นเองน้ำเงิน อย่านอกเรื่องนะ

แล้วก็อย่างที่ผมเคยบอก คือไม่ว่าผมจะคิดอะไรอยู่ในใจ ออกัสมักจะรู้ทันผมเสมอ

“ทำไมไม่ชมฉันตรงๆ ล่ะ”

“ชมอะไรครับ”

“นายกำลังคิดว่าฉันหล่อมากอยู่ไม่ใช่เหรอ”

แหน่ะ รู้ทันอีกละ “เปล่านี่ครับ ผมแค่คิดว่าวันนี้แดดแรงดีจัง ถ้าตากผ้าคงแห้งเร็ว”

“ไถไปเรื่อยจริงๆ” เขาพูดกลั้วหัวเราะ

.

ดูดิ แค่เสียงหัวเราะแม่งยังหล่ออะ T^T

.

ผมตั้งหน้าตั้งตาขับรถมาถึงที่หมายให้เร็วที่สุด พยายามควบคุมสมาธิ ตั้งสติไม่ให้วอกแวก ซึ่งเป็นไปได้ยากเมื่อออกัสอยู่ข้างๆ ผม แต่จนแล้วจนรอดผมก็พาเขามาถึงสถานที่จัดงานได้อย่างปลอดภัย

ออกัสก้าวลงจากรถและหยิบแว่นตากันแดดขึ้นมาสวม

“ร้อนจะตาย จะอยากมาทำไมตอนนี้ก็ไม่รู้” เขาบ่น แต่ก็เดินนำผมเข้าไปในงาน

.

ผมเดินตามเขาไปติดๆ หน้าจ้องแทบจะติดแขนเขาอยู่แล้ว ออกัสออกแดดได้นี่นา ผิวหนังไม่ไหม้ ไม่เหมือนตำนานแวมไพร์ที่ผมเคยอ่านเจอเลย

หรือว่าเขาจะไม่ใช่แวมไพร์

“เอ่อ คุณว่าภาพนี้เป็นยังไงบ้างครับ” ผมเอ่ยถามเพื่อไม่ให้มีข้อสงสัย

ออกัสพิจารณารูปภาพทะเลสีครามแล้วพูดเบาๆ “ฉันรู้สึกเฉยๆ”

“แล้วรูปนี้ล่ะครับ” ผมชี้ไปอีกภาพนึง เป็นภาพของพยาบาลดูเข็มเจาะเลือด

ออกัสมองมันแค่แว็บเดียวก็ส่ายหัว “ไม่เห็นน่าสนใจตรงไหน”

ผมดูท่าทางแล้ว ผู้ชายคนนี้คงจะขี้เบื่ออยู่มิใช่น้อย เขาไม่ค่อยใช้เวลากับรูปภาพใดนานๆ แค่ดูแล้วก็เดินจากไป ทุกท่วงท่าอิริยาบถมีแต่คำว่า เบื่อแปะอยู่เต็มหน้าผากไปหมด

“นี่...ไทยแลนด์”

“ใช่ครับ” ผมพยักหน้า “นั่นรูปวัดพระแก้ว แล้วนี่ก็พระบรมหาราชวัง สวยมากเลยใช่มั้ยล่ะ”

“สวยจริง” เขาพึมพำ ผมกวาดสายตามองหาชื่อช่างภาพ แล้วก็โป๊ะเช๊ะเข้าให้!

“รูปนี้รุ่นน้องผมเป็นคนถ่ายนี่นา ภาพนี้มาไกลถึงนี่เลยเหรอเนี่ย” ฮัดช้า...บังเอิญจริงๆ

“รุ่นน้อง?”

“ใช่ครับ ผมเคยเล่าให้คุณฟังรึเปล่า ว่าผมมีรุ่นน้องที่มหาลัยคนนึงเป็นช่างภาพ”

“ไม่”

“งั้นผมเล่าเลยละกัน ภาพนี้เขาเป็นคนถ่าย นี่ไงฮะ ลายเซ็นยังอยู่ที่รูปอยู่เลย” นิ้วของผมชี้ไปที่ตัว C ตัวใหญ่เบ้อเร่อที่กรอบรูป

ออกัสไล่นิ้วชี้สีซีดตามไป “รุ่นน้องนายถ่ายรูปสวยดี มุมนี้ให้ความรู้สึกสง่าแล้วก็...ไม่รู้สิ อธิบายยากจัง แต่ฉันชอบภาพของเขานะ”

“กัปตันมันคงดีใจ ที่มีคนชอบภาพของมัน”

“อืม” คนร่างสูงพยักหน้าให้ผม “อยู่เชียงใหม่เหรอ”

“เปล่าหรอก มันเป็นคนกรุงเทพ แบ็งค็อกที่คุณรู้จักนั่นแหละ เราสนิทกันประมาณนึง ช่วงฤดูหนาว เวลามันขึ้นมาถ่ายรูปที่เชียงใหม่ ก็มานอนบ้านผมประจำ ก่อนผมมาที่นี่ยังขึ้นดอยไปกับมันอยู่เลย”

“ชื่ออะไรนะ”

“กัปตันครับ” ผมตอบอย่างกระตือรือร้น

เอาจริงๆ พอคุยไปคุยมา ก็เริ่มจะลืมเรื่องที่ตัวเองสงสัยไปแล้ว เขาก็ดูเป็นคนปกติ ไม่เห็นจะมีอะไรแปลกประหลาดตรงไหนนี่นา

ผมยกโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดกล้องหน้าเตรียมถ่ายรูป และขออนุญาตลากแขนออกัสเข้ามาร่วมเฟรมด้วย

...ถ้าถ่ายไม่ติดหน้าเขา ก็แสดงว่า...

1 2 3” แช๊ะ!

.

รูปออกัสและผม เด่นหราอยู่หน้าจอ

ก็ถ่ายติดนี่หว่า...ไม่ใช่ผีสักหน่อย

ผมมองรูปในมือถือแล้วสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป หรือผมจะคิดไปเอง ออกัสคงเป็นแค่คนธรรมดา พี่ชายเขาอาจจะอยากเปลี่ยนบรรยากาศไปนอนเล่นในโลงก็ได้

อาจจะแค่มีนิสัยแปลกๆ กันทั้งบ้านเท่านั้นเอง

นิทรรศการนี้ไม่ได้ใหญ่มากนัก เราเดินกันอยู่แค่ชั่วโมงเดียวก็สามารถดูภาพได้จนทั่ว ผมหันไปมองเขาเห็นว่าหาวแล้วหาวอีก สงสัยจะง่วง เพราะปกติจะนอนตอนกลางวันตลอด เลยชวนเขากลับพร้อมกัน

“ไปสิ ฉันอยากนอนจะแย่” เขาบ่นพึมพำ และเดินนำไปที่รถ

.

ทุกอย่างเกือบทำให้ผมคลายความสงสัยไปหมดแล้ว ถ้าผมไม่บังเอิญมองตามเท้าของออกัสไปด้วย

.

ออกัสไม่มีเงา!!!!

.

ผมรีบก้มลงมองตัวเองทันที เงาสีดำยังทอดยาวไปตามแสงของพระอาทิตย์ที่แผดจ้า มันเป็นปกติวิสัยของทุกสรรพสิ่งบนโลกนี้ เมื่อมีแสงก็ต้องมีเงา แต่ออกัสไม่มี!

เรื่องราวต่างๆ เริ่มวนกลับเข้ามาในหัวของผมอีกครั้งในขณะที่ผมนั่งประจำที่คนขับ และกำลังคาดเข็มขัดนิรภัย

“คุณออกัส”

“อะไร”

“ผมขอถามอะไรคุณอย่างนึงได้ไหมครับ”

“ถามอะไร” เขาพูด และเอนตัวลงพิงเบาะทำท่าจะหลับ

.

ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และกลั้นใจโพล่งถามออกไป วันนี้เป็นไงเป็นกัน ยังไงผมก็ต้องรู้ความจริงให้ได้ ไม่งั้นผมทำงานที่นี่ต่อไม่ไหวแน่

“ห้องนอนบนชั้น 3 ห้องพี่ชายคุณ ทำไมถึงมีโลงศพหกเหลี่ยมสีทองวางอยู่กลางห้อง ทำไมมีหนามกุหลาบพันโลงเอาไว้ แล้วทำไมพี่ชายคุณถึงนอนอยู่ในนั้น คือ...ผมขอโทษที่เข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาตนะครับ”

“.....” ออกัสนิ่ง

เขานิ่งไปนานหลายนาทีจนผมกลัว

.

ผมกระแอมทีนึงและออกรถมาช้าๆ เขาอาจจะไม่อยากตอบ หรือไม่ก็อาจจะตอบผมไม่ได้ หรืออีกหลายอย่างบลาๆ

เมื่อบรรยากาศเงียบ ความคิดในหัวของผมก็เกิดขึ้นเป็นร้อยเป็นพัน

“นายขึ้นไปบนห้องนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่”

“เอ่อ วันที่พวกคุณหายไปกันหมดน่ะฮะ”

“วันทำพิธีสินะ” เขาพูด

ผมรู้สึกได้ว่าบรรยากาศรอบตัวมันเย็นผิดปกติ หรือแอร์รถจะเสีย แต่ผมไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เลย

...ชวนให้รู้สึกเหมือนอยู่ในป่าช้า

“ป้ายหน้าห้องเอกสารชั้น 3 แปลว่าทายาทแดรกคิวล่า แล้วผมก็เห็นเอกสารใบนึงของคุณในห้องนั้น บอกถึงการทำพิธีในวันพระจันทร์เต็มดวง อำนาจการเยียวยาของเลือดยูนิคอร์น”

“นายอ่านภาษากรีกได้?”

“เปล่าครับ ผมให้เพื่อนช่วย”

ออกัสหันขวับมองหน้าผมทันที นั่นทำให้ผมตกใจจนเหยียบเบรกรถกะทันหัน สายตาของเขาวาวโรจน์ บ่งบอกว่าเขากำลังโกรธ หรือไม่พอใจอะไรบางอย่าง ผมสบตากับเขาเพื่อยืนยันความคิดว่าผมไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่าการอยากรู้ความจริง แต่ออกัสคงไม่ได้คิดเช่นนั้น

“ฉันเคยบอกนายแล้ว อย่าอยากรู้ในสิ่งที่ไม่ควรรู้! ฉันมีสิทธิ์ฆ่านายได้เดี๋ยวนี้เลยนะน้ำเงิน!

“งั้นก่อนตาย ผมขอรู้ก่อนได้มั้ย ว่าสิ่งที่ผมคิดอยู่มันคือความจริงรึเปล่า”

“อะไร!!!” เสียงทุ้มดังขึ้นจนผมสะดุ้ง

“คุณตื่นกลางคืน ไม่กินกระเทียม ผิวซีด มีแรงเยอะกว่าคนทั่วไป และ...คุณไม่มีเงา”

“.....”

“รวมไปถึงสิ่งที่ผมเห็นบนชั้น 3 ทุกอย่างกำลังบอกผมว่า คุณเป็นแวมไพร์!

“.....”

“ผมยังไม่นับรวมเรื่องม้ายูนิคอร์นนะ”

“หึ” เขาแค่นหัวเราะ

มือขาวซีดนั่นปล่อยออกจากการจับกุมของข้อมือผม มิสเตอร์อลาสเตอร์พิงเบาะแล้วกอดอก ก่อนจะถอดแว่นตาวางที่หัวเข่า

ผมได้ยินเสียงหัวเราะเยือกเย็นดังลอดออกมาจากลำคอของเขาอีกสองสามครั้ง ก่อนที่สายตาเย้ยหยันนั่นจะมองมาทางผมอย่างไม่กลัวเกรง

“รู้ความจริงแล้วสินะ...”

.

“นี่ตกลง คุณเป็น...”

“ใช่”

เห้ย!

ตอนแรกแค่คิดเล่นๆ ลองปะติดปะต่อเรื่องเล่นๆ ไม่คิดว่าทั้งหมดนี่จะเป็นความจริง

ผมกระชับผ้าพันคอแน่นขึ้นกว่าเดิม จนแทบจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว

“ฉันเป็นแวมไพร์”

เอื้อก!

“ฉันต้องใช้เลือดยูนิคอร์น เพราะพี่ชายฉันต้องการการรักษา แต่เราไม่ต้องการใช้เลือดมนุษย์ เพราะมันเป็นบาป เลือดสัตว์จึงเป็นทางเลือกต่อมา ส่วนที่ฉันไม่ใช้เลือดแพะ หรือเลือดหมู ก็เพราะสัตว์พวกนั้นเป็นสัตว์ชั้นต่ำ ยูนิคอร์น เป็นสัตว์ชั้นสูง และคุณแอ็ดวิคกับคุณวิคตอเรียก็อยู่กับพวกเรามานาน เขายินดีช่วย”

“.....” มันมีเรื่องแบบนี้อยู่บนโลกจริงๆ เหรอวะเนี่ย!

“นายคงจะตกใจมากสินะ”

มาก!

“ไม่ต้องกลัวหรอก พวกเราเป็นแวมไพร์สายเลือดบริสุทธิ์ สืบทอดเชื้อสายโดยตรงจากท่านเคาท์ แดรกคิวล่า เราไม่ดื่มเลือดมนุษย์ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ แวมไพร์ที่ดื่มเลือดมนุษย์ก็จะเป็นผีดิบสายเลือดชั้นต่ำเท่านั้น”

สายเลือดบริสุทธิ์ไปอีก!!

ผมเปิดกระจกรถลงและสูดอากาศเข้าไปให้เต็มปอด ก่อนจะบอกให้ตัวเองตั้งสติดีๆ แล้วขับรถต่อมาเงียบๆ

ผมช็อคมากกับสิ่งที่ตัวเองกำลังเผชิญ

.

จนเราพ้นเขตเมืองมาสู่เขตที่ใกล้ป่าก่อนเข้าปราสาทอลาสเตอร์ อยู่ๆ รถก็ดับกะทันหัน ผมไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร น้ำมันก็ไม่ได้หมด

แต่มีอยู่คนนึง ที่ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรเลย เขาคือออกัส

“เดี๋ยวผมลงไปดู...”

“ไม่ต้อง”

“.....”

“ฉันสั่งให้หยุดเองแหละ”

สั่งให้รถหยุดได้ด้วย T^T มึงน่ากลัวเกินไปแล้วนะเว้ย

“บอกว่าไม่ต้องกลัวฉันไง” เขาหันหน้ามาสบตาผม

.

อึ้ก! เสือกรู้อีกว่ากูคิดไรอยู่

“ค คุณจะไม่กัดคอผมจริงๆ นะ แบบในหนัง...”

“บ้า!” เขาสวนกลับทันที “เพ้อเจ้อมากไปแล้ว นายคิดว่าพวกเราจะเป็นแบบในหนังทั้งหมดรึไง”

“ก ก็...”

“ในหนังน่ะ แวมไพร์ชั้นต่ำ กินเลือดมนุษย์ พวกเราจะกินก็ต่อเมื่อจำเป็นจริงๆ เพื่อรักษาชีวิตเท่านั้น ถ้ายังมีทางเลือกอยู่ ก็จะใช้เลือดยูนิคอร์นแทน ดังนั้น ถ้านายเห็นบ้านไหนมีม้ายูนิคอร์นอีก ก็เชื่อได้เลยว่าเขาคือแวมไพร์สายเลือดบริสุทธิ์”

.

น นี่ยังมีอีกเหรอ!

“แล้วถ้าเกิดคุณจำเป็นต้องกินเลือดผมขึ้นมาล่ะ”

“นายนี่มันบ้าจริงๆ” เขาพูดและหัวเราะ

ออกัสดูอารมณ์ดีขึ้นแล้ว มือใหญ่นั่นเอื้อมมือมาขยี้ผมของผมเบาๆ

“ถ้าฉันคิดจะทำแบบนั้น นายไม่รอดมาจนวินาทีนี้หรอก”

เอื้อก!

“ถ้าจะกัดคอนาย มันง่ายนิดเดียว ผ้าพันคอแค่นั้นห้ามฉันไม่ได้หรอกน่า ถอดมันออกซะ ฉันเห็นแล้วร้อนแทน”

ผมกระเดือกน้ำลายลงคอเอื้อกใหญ่อีกหลายต่อหลายรอบ ไอ้หมอนี่บทจะทำให้ขนลุกล่ะก็น่ากลัวยิ่งกว่าแม่นาค แม้ผมจะคลายใจไปได้บางส่วน แต่ยังไงเขาก็คือแวมไพร์ เกิดวันดีคืนดีจับผมหักคอกินเลือดขึ้นมาจะทำยังไง

คนร่างสูงที่นั่งอยู่เบาะข้างๆ เหมือนจะรู้ว่าผมคิดอะไรอยู่ เขาจึงขยับเข้ามาใกล้ และดึงเอาผ้าพันคอที่ผมพยายามยื้อไว้ออกไปทิ้งลงข้างทางจนได้

นิ้วเรียวซีดนั่นลูบเบาๆ ที่ต้นคอผม

“ไม่ต้องกลัวหรอก”

ไม่กลัวได้ไงเล่า T_T

“ฉันเป็นไวมไพร์ที่ใจดีที่สุดในโลกแล้วล่ะ ใจดีกว่าพี่ไวท์อีกนะ นายโชคดีแค่ไหนแล้วที่มาเจอฉัน ไม่ใช่เขา”

เข้าข้างตัวเองไปอีก...

“ส่วนคอของนาย...”

.

อย่าพูดถึงมัน! อย่าสนใจมัน T^T

.

ผมขยับถอยจนติดประตูรถ ออกัสเอื้อมมือผ่านหน้าผมมาล็อคประตูไว้ ทำให้ผมเปิดประตูลงจากรถไม่ได้ แผงอกกว้างคืบคลานเข้ามาใกล้ ใกล้เสียจนลมหายใจของเรารินรดกัน

ผมหลับตาปี๋ พลางคิดในใจไปว่า วันนี้กูคงไม่รอดแน่แล้ว

.

ผมนุ่มๆ ของเขาระต้นคอผม ตามมาด้วยริมฝีปากที่กดบดลงไป ผมเสียวแปลบและขนลุกไปทั้งร่างกาย ฟันขาวขบลงเบาๆ บริเวณริมติ่งหู และกดริมฝีปากซ้ำก่อนจะดูดเน้นที่คอจนผมหวั่นไหว

.

เสียงดังจ๊วบเบาๆ ทำให้ผมได้สติ มือของไอ้หมอนั่นประสานมือผมไว้ และเริ่มลามจากข้างซ้ายมาข้างขวา

“สำหรับนาย” เสียงทุ้มเอ่ยแผ่วๆ “ฉันขอเปลี่ยนจากกัด เป็นดูดแทนก็แล้วกัน”

O O!

ผมตั้งสติแทบไม่ได้ เมื่อริมฝีปากของเขาดูดเน้นที่คออีกข้าง กว่าจะตั้งหลักได้ก็อ่อนระทวยไปหมด แรงของเขาไม่ใช่น้อยๆ แค่ปลายริมฝีปากสัมผัส คอของผมก็ขึ้นจุดแดงเป็นจ้ำ

“หึหึ” แถมยังกลับไปนั่งหัวเราะอารมณ์ดีอีกเฉย

.

สัตวแพทย์อย่างผม ทำได้แค่นั่งกุมหัวใจตัวเอง และขับรถกลับปราสาทอลาสเตอร์ด้วยมืออันสั่นเทา ออกัสแกล้งเอามือมาลูบต้นขาผมเป็นระยะๆ ยิ่งทำให้ใจผมสั่นหนักกว่าเดิมเข้าไปอีก

“ระวังคอของนายเอาไว้ให้ดีล่ะหมีน้อย เกิดฉันเผลอตัวบุกเข้าไปกัดถึงในห้องนอนเดี๋ยวจะยุ่งนะ”

“คุณออกัส!” ผมเหวใส่

.

ความรู้สึกร้อนวาบยังประทับที่คออยู่เลย

“หึหึ  เข้าห้องของนายไปซะ แล้วอย่าลืม ดูแลรักษาคอของนายเอาไว้ให้ดี ฉันเริ่มจะติดใจซะแล้วสิ”

ไม่ว่าเปล่า เขายังสาวเท้าเข้ามาประชิดตัวผมอีกด้วย

“คนบ้า!” ผมเหวใส่อีกครั้ง และวิ่งเข้าห้องนอนของตัวเองอย่างไวที่สุด

.

เสียงหัวเราะของไอ้บ้านั่นยังดังตามเข้ามา จนผมได้ยินเสียงฝีเท้าของเขาดังหายขึ้นไปบนชั้น 3 เสียงหัวเราะจึงพลอยหายไปด้วย

...ให้ตายเถอะครับ...

ผมควรกลัว ผมควรหนี ผมควรออกไปให้ไกล ผมควรจะรู้สึกอย่างนั้น ไม่ใช่รู้สึกหวั่นไหวกับสัมผัสของออกัสแบบนี้

...แถมไอ้เรื่องที่ควรจะกลับเชียงใหม่ ก็ไม่ได้อยู่ในหัวของผมเลยสักนิด

.

บ้า! ต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ

ผมนี่แหละที่บ้า ดันมาเกิดความรู้สึกแบบนี้ขึ้นมาได้ยังไง บ้าไปแล้ว น้ำเงินเอ๊ย!

.

........................................................

----- โปรดติดตามตอนต่อไป -----

 

ว๊ายย งานดูดคอก็มา >< คอมเม้นต์กันหน่อยเร็ว ^^

ความคิดเห็น