email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Episode 2 ภาพฝัน

คำค้น : เซฟแมงป่อง ตบหลุมรัก My heart November นิยายวาย ตบจูบ ฟิวกูดรักมหาลัย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 30.3k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 27 พ.ย. 2563 09:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 300
× 0
× 0
แชร์ :
Episode 2 ภาพฝัน
แบบอักษร

Episode 2 

ภาพฝัน 

[All]  

 

 

 

อาคมเดินกลับมาที่ห้องพักด้วยสีหน้าที่สดชื่นขึ้นมาก ร่างกายกำยำของเขาเต็มไปด้วยหยาดน้ำเกาะอยู่บนทุกพื้นผิวเนียนละเอียด ผมที่เพิ่งสระมายังคงเปียกแฉะหยดไปตามใบหน้า กลิ่นสบู่ก้อนอ่อน ๆ หอมฟุ้งไปทั่ว 

 

เขาตัดสินใจจะไปตามที่พลังพูดเอาไว้ ร้านเล้าโลม...ร้านอาหารกึ่งบาร์พร้อมดนตรีสด คือจุดหมายปลายทางในค่ำคืนนี้ เสื้อกล้ามแขนกุดกางเกงยีนส์ขายาวถูกหยิบขึ้นมาสวมใส่ จัดการทาครีมไปทั่วทั้งผิวหน้าและผิวกาย อาคมไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะเปลี่ยนแปลงไปได้มากขนาดนี้ จากเด็กที่ไม่เคยสนใจดูแลตัวเองเลยแม้แต่น้อย กลับกลายเป็นว่าของพวกนี้เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันเสียแล้ว 

 

จากหน้ามหา’ลัยไปหลังมหา’ลัยเรียกได้ว่าไกลเกินกว่าจะเดินไหวมิหนำซ้ำเขาเองก็ไม่รู้ด้วยว่าร้านเหล้าที่ว่านั่นอยู่ตรงไหนอีก ทางเดียวที่จะไปถูกคือต้องเพิ่งพาพี่วินมอเตอร์ไซค์จากหอพักไปเท่านั้น ใช้เวลาเพียงไปนานหนุ่มร่างสูงก็มายืนหยุดมองที่หน้าร้านเป้าหมายแล้ว 

 

อาคมเป็นที่จับตามองของเหล่านักศึกษารุ่นพี่ด้วยความที่มีส่วนสูงและหน้าตาโดดเด่นเลยทำให้เขากลายเป็นจุดสนใจของผู้คนภายในร้านได้อย่างไม่ยากเย็นนัก สายตาของเขาก็สอดส่ายมองหาคนที่อยากจะเจอแต่ก็ยังไม่พบจนได้แต่ยอมจำนนเดินไปนั่งรอที่เคาน์เตอร์บาร์แทน 

 

โต๊ะส่วนใหญ่ภายในร้านถูกจับจองด้วยป้ายอะคริลิกใสรูปสามเหลี่ยมมีข้อความบ่งบอกชื่อของแต่ละคณะอยู่บนนั้นเพื่อแจ้งว่ามีเจ้าของ เวลาสามทุ่มกว่าคงเรียกได้ว่ายังเช้าเกินไปสำหรับนักท่องราตรีทั่วไปที่จะเดินทางมายังสถานที่อโคจรเช่นนี้ มีเพียงกลุ่มวัยรุ่นบางตาและส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเหล่าสตาฟรุ่นพี่ที่ดูเหมือนไม่ค่อยอยากมากันสักเท่าไหร่ 

 

“ขอเบียร์ขวดครับ” เซฟไม่รอช้าที่จะสั่งเครื่องดื่มกับพนักงานหนุ่มโดยปกติร้านแถบนี้มีกฎไม่ขายเครื่องดื่มให้กับเด็กที่อายุต่ำกว่ายี่สิบปีแต่ด้วยรูปร่างหน้าตาและส่วนสูงที่เกินวัยของเขาทำให้พนักงานเชื่อว่าอายุน่าจะเกินแล้วแน่นอนโดยไม่ขอดูบัตรประชาชนด้วยซ้ำ ขวดเบียร์สีเขียวถูกส่งมาวางไว้ตรงหน้าโดยง่ายดายหลังจากจ่ายเงินเสร็จเขาก็นั่งหันหลังพิงเคาน์เตอร์จิบเครื่องดื่มมองผู้คนภายในร้าน 

 

สาวสวยหลายคนที่เดินผ่านไปมาก็พยายามส่งสายตาเชิญชวนสนอกสนใจกับรูปโฉมภายนอกของอาคมแต่ถึงกระนั้นเซฟกลับไม่มีท่าทีตอบสนองต่อแววตาพวกนั้นเลยแม้แต่นิดเดียวไม่ว่าพวกเธอจะโฉบผ่านตัวเขาบ่อยแค่ไหนก็ตาม 

 

จนกระทั่งมีสาวร่างอวบเดินเข้ามาที่เคาน์เตอร์เพื่อสอบถามบางอย่างกับบาร์เทนเดอร์หนุ่มที่ยังง่วนอยู่กับการเตรียมของภายในร้าน 

 

“ขอโทษนะคะพี่ โต๊ะของคณะนิเทศศาสตร์ที่จองเอาไว้อยู่ตรงไหนเหรอคะ” น้ำเสียงไม่มั่นใจเอ่ยปากถามในขณะที่พนักงานหนุ่มก็ชี้ไปที่โต๊ะด้านหน้าของนายอาคมพอดิบพอดี 

 

“ยังไม่มีใครมาเลยเหรอ?” เธอกระซิบบ่นออกมากับตัวเองเสียงแผ่วเบาด้วยท่าทางกระสับกระส่ายเหมือนไม่ค่อยอยากมาอยู่ตรงนี้เสียเท่าไหร่ล้วงหยิบมือถือขึ้นมากดข้อความบางอย่างอยู่สักพักก่อนที่จะมีผู้หญิงอีกสองคนเดินเข้ามาทัก 

 

“อ้าว แอร์มาทำอะไรที่นี่?” สายตาคนมาใหม่จ้องมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าทำให้อาคมเข้าใจได้ในทันทีว่ามันเป็นรอยยิ้มเพื่อดูถูกคนที่ด้อยกว่า สาวสวยใบหน้าเนียน ดวงตาสีอ่อนที่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่ามีเชื้อสายชาวผสมต่างชาติกับทรวดทรงองเอวที่ใครเห็นเป็นต้องเหลียวมอง เสื้อผ้ากระเป๋าราคาแพงจากแบรนด์ดังกับเพื่อนตัวเล็กของเธอที่เรียกได้ว่าก๊อบปี้เครื่องแต่งกายตามกันมาติด ๆ ส่งเสียงหัวเราะอยู่ในลำคอกับความบ้านนอกของเด็กสาวตรงหน้า 

 

“ระ...รุ้งคือเรามา...” แอร์เริ่มประหม่าด้วยสีหน้าไม่สบายใจนิ้วมือกุมเกี่ยวกันไปมา 

 

“โอ๊ย...น่ารำคาญจะพูดก็ไม่พูดสักทีไปเถอะรุ้ง!” เสียงของคนตัวเล็กตวาดร้องออกมาเสียงดังจนเด็กสาวถึงกับสะดุ้ง 

 

รุ้งยิ้มเยาะออกมาบนใบหน้า “อย่าพูดกับน้องแบบนั้นสิพันซ์ ดูก็รู้ว่าแอร์เขาแค่มาจองโต๊ะให้พวกในคณะเฉย ๆ” สายตาเหยียดยิ้มมองไปตามเสื้อผ้าที่เทียบเธอไม่ติดเลยแม้แต่น้อย “เดี๋ยวพอทำหน้าที่ตัวเองเสร็จก็คงกลับแล้วใช่ไหม?” น้ำเสียงดูถูกที่มองเธอต่ำไม่ต่างกับทาสทำให้เซฟเองถึงกับเก็บอารมณ์ไม่อยู่เช่นกัน 

 

“ทำไมต้องกลับในเมื่อแอร์มากับเรา” เสียงของเซฟดังขึ้นขัดสองสาว นิ้วมือคว้าต้นแขนของหญิงสาวร่างอวบดึงมาจนชิดตัวเขา 

 

“จริงดิ! อย่างยัยเนี่ยนะจะมีใครกล้ามาด้วย” พันซ์ว่าขึ้นแบบไม่เชื่อสายตาตัวเอง อันที่จริงเธอเองก็แอบสนใจอาคมอยู่ไม่น้อยแต่ก็ยังเกรงใจเพื่อนตัวเองที่เหล่มองเด็กหนุ่มอยู่นานมากแล้ว 

 

“แล้วยังไง? แอร์ไม่ดีตรงไหนทั้งน่ารักทั้งเรียบร้อยดูน่าคบกว่าพวกที่แต่งหน้าเงาเป็นหนังปลาทูซะอีก” คำพูดจากปากอาคมแทบจะทำให้สาวสวยที่ชื่อพันซ์เกือบแทบจะกรี๊ดออกมาในทันใดหากแต่มีใครคนหนึ่งเดินเข้ามาขวางระหว่างพวกเขาเสียก่อน 

 

“หยุดวุ่นวายกับเด็กคณะอื่นซะทีรุ้ง...พันซ์...กลับไปที่ของตัวเองได้แล้ว” เสียงเข้มดุของหนุ่มหน้าฝรั่งดังขึ้นพร้อมกับชี้นิ้วให้สองสาวกลับไปที่โต๊ะในทันที ถึงพวกเธอจะมีท่าทางไม่พอใจอยู่บ้างแต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งของชายผู้นี้ เขาหันมามองที่เซฟกับแอร์ด้วยรอยยิ้ม

 

“พี่ขอโทษแทนรุ้งด้วยนะแอร์ เป็นยังไงบ้างสบายดีรึเปล่า?”

 

“ค่ะ...สบายดีค่ะพี่...”

 

“อ้าว พี่เรย์ลมอะไรหอบมาที่ร้านนี้ได้ครับ? พวกคณะพี่จัดเลี้ยงกันที่ร้านลงแขกไม่ใช่เหรอ?” เสียงของพลังเอ่ยทักขึ้น ด้านหลังก็มีแมงป่องที่เพิ่งเดินตามมาพอเขาเห็นเซฟก็ถึงกับหยุดชะงักหลิ่วตามองพลังแล้วส่ายหัวขึ้นอย่างหงุดหงิด 

 

“พี่ตามมาดูรุ้งไม่ให้ก่อนเรื่องน่ะ เนี่ยยังไม่ทันถึงโต๊ะก็เที่ยวหาเรื่องแขวะคนอื่นไปทั่วแล้ว” เรย์หันกลับมาที่แอร์แล้วลูบมือไปที่หัวของเธอเบา ๆ “แอร์เข้มแข็งเอาไว้นะแล้วถ้ายัยรุ้งยังตามมาตอแยอีกก็ซัดหน้าสักหมัดได้เลยพี่อนุญาต”

 

“ฮืมมมม...แบบนี้ก็ได้เหรอวะพี่เรย์ นั่นน้องสาวสุดที่รักของพี่เลยนะ”

 

“พลังถ้ามึงพอจะมีเวลาว่างพี่ฝากพารุ้งไปนั่งสมาธิสวดมนต์บ้างเถอะ เสียคนจนพี่เอาไม่อยู่แล้ว”

 

“อย่าเลยพี่อีกสองปีเดี๋ยวก็แยกย้ายกันแล้วขืนพารุ้งเข้าวัด แทนที่พระจะได้อยู่อย่างสงบมีหวังได้ร้อนกันยิ่งกว่าไฟป่าแน่แล้วที่สำคัญน้องพี่น่ากลัวจะตายผมไม่อยากตกเป็นข่าวว่ากลายเป็นเด็กในสต๊อกรุ้งอีกคน”

 

“เออเอาเถอะ ว่าแต่เด็กนี่เป็นน้องในคณะมึงเหรอพลังหน้าตาหล่อไม่แพ้พวกมึงเลยนะ” เรย์กระซิบถามพลังที่กำลังยิ้มร้ายปรากฏบนใบหน้า

 

“ไม่ใช่หรอกพี่...เซฟมันเป็นน้องใหม่คณะศิลปกรรมน่ะ น่าจะได้เป็นตัวเต็งเดือนคณะด้วยมั้งผมว่านะ”

 

“หึ สายตามึงไม่เคยพลาดอยู่แล้ว งั้นพี่ไปก่อนนะขอไปดูยัยรุ้งหน่อย” เรย์หันมายกมือลาทุกคนพร้อมกับเดินตรงไปยังโต๊ะด้านใน

 

“แอร์ไปนั่งที่โต๊ะคณะกัน” พลังพูดขึ้นกล่าวกับสาวร่างท้วมแต่เธอกลับมามาที่เซฟก่อนจะหันไปตอบ

 

“พลังกับแมงป่องไปก่อนเลยเดี๋ยวเราตามไป”

 

“โอเค ไปมึงแมงป่องยืนเอ๋ออยู่นั่นแหละหรือจะให้กูจุดธูปสวดบทพระอภิธรรม 7 คัมภีร์เชิญดวงวิญญาณมึงตามมาด้วยอีกคน” พลังตบไหล่ดันหลังแมงป่องให้เดินไปนั่ง

 

รุ่นพี่สาวร่างท้วมปรายตามองนายอาคมด้วยแววตาชื่นชม “พี่ขอบคุณนะที่ช่วยพี่ไว้”

 

“ผมไม่ได้ทำอะไรเลย” เซฟรู้สึกได้ว่ารุ่นพี่สาวคนนี้เหมือนกับเป็นภาพสะท้อนของตัวเองในวัยเด็กเพียงแต่ตอนนี้เขาได้ก้าวข้ามมันมาได้แล้ว “ทำไมพี่ถึงไม่สู้เพื่อปกป้องตัวเองเลยล่ะ”

 

“ไม่ใช่พี่ไม่สู้นะแต่ยิ่งสู้ก็ยิ่งแย่” คำพูดของแอร์เหมือนกับเข็มที่กำลังทิ่มแทงตัวเขาอยู่ ทั้งที่อาคมเองก็น่าจะรู้ดีที่สุดว่าการที่สู้แล้วยังต้องพ่ายแพ้มันเป็นยังไง “จริง ๆ แล้วพี่ไม่ได้อยู่ปีสองเหรอตอนที่พี่เข้าปีหนึ่งพี่เรียนอักษรศาสตร์น่ะ แต่ตอนนี้ก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นมนุษยศาสตร์แล้วล่ะเพียงแต่บางคนก็ยังติดปากเรียกว่าตึกอักษรบ้าง ศิลปศาสตร์บ้าง”

 

“...”

 

“พี่กับรุ้งเองก็เคยเรียนอยู่คลาสเดียวกันมาก่อน ด้วยความที่รุ้งมีนิสัยเอาแต่ใจเลยทำให้ไม่ค่อยมีเพื่อนมากนักส่วนพวกที่เข้าหาก็หวังบางอย่างจากเธอ อยากโดดเด่นแต่ก็ต้องแลกด้วยการตกเป็นเบี้ยล่าง”

 

“แล้ว?”

 

แอร์ยิ้มออกมาเล็กน้อย “มันก็เหมือนกับสังคมของหมาป่านั่นแหละเมื่อมีจ่าฝูงก็ย่อมต้องมีตัวที่ด้อยที่สุดในฝูงเสมอ เพื่อทำให้ทั้งกลุ่มยอมรับวิธีที่ดีที่สุดคือการข่มคนอื่นเชือดไก่ให้ลิงดู”

 

“จะบอกว่าพี่เป็นไก่ตัวนั้นสินะ” เด็กหนุ่มเลิกคิ้วถามออกมา

 

“ก็ไม่เชิงถึงพี่กับพวกนั้นจะไม่ได้สนิทกัน แต่ก็อย่างที่เห็นนั่นแหละเจอหน้าเป็นต้องแขวะตลอด ขยันยกปมด้อยของคนอื่นเพื่อให้ตัวเองดูเด่น จนบางครั้งพี่น่ะแทบจะเก็บอารมณ์ไม่อยู่อยากจะกระโดดตบแล้วบีบคอให้มันรู้แล้วรู้รอดเลยล่ะ” แอร์เริ่มหัวเราะออกมาเมื่อนึกถึงเรื่องนี้

 

“แล้วทำไมไม่ทำล่ะครับ?”

 

“เพราะมันมีทางเลือกอื่นน่ะสิ ถ้าพี่ทำแบบนั้นแล้วต้องเจอหน้ากันไปอีกตั้งสี่ปีคงเป็นประสาทตายไปซะก่อน ถึงพี่จะต้องเสียเวลาไปเกือบปีเพราะซิ่วย้ายมาเรียนนิเทศแทนแต่มันก็คุ้มค่านะมันทำให้พี่ได้รู้ว่าโลกมันไม่ได้โหดร้ายไปเสียหมด เพียงแต่ตอนนั้นเราอาจจะโชคไม่ดีเท่านั้นเองแล้วตอนนี้พี่เองก็มีความสุขกับสิ่งที่พี่เลือกด้วย”

 

“โลกมันช่างไม่ยุติธรรมเลยนะ...สุดท้ายคนชั่วก็ยังลอยนวลอยู่ดี” เสียงพึมพำแผ่วเบาของอาคมทำให้รุ่นพี่สาวส่ายหน้าออกมาไม่เห็นด้วย

 

“ไม่จริงหรอกเซฟการที่พี่ซิ่วย้ายคณะมามันก็ทิ้งอะไรบางอย่างเอาไว้ พี่เรย์เคยบอกว่ารุ้งเองก็แอบร้องไห้เสียใจอยู่ไม่น้อยกับเรื่องที่เกิดขึ้นเพียงแต่ไม่พูดออกมาให้ใครฟังเท่านั้น แล้วบางคนในภาคก็แอนตี้ในสิ่งที่รุ้งทำเหมือนกัน”

 

อาคมพยายามเก็บงำความรู้สึกของตัวเองเมื่อได้ยินแอร์เล่าเรื่องราวที่ผ่านมานิ้วมือลูบไปตามขวดแก้วเย็นฉ่ำในมือส่วนหนึ่งตรงไหนสักแห่งในใจเขากำลังมองแมงป่องด้วยความอาวรณ์

 

“พี่เห็นนะเรื่องเมื่อกลางวันน่ะ ทีแรกพี่คิดว่าเซฟกำลังทะเลาะกับแมงป่องแต่สายตาที่เซฟมองเพื่อนพี่เมื่อตะกี้มันมีแต่ความรู้สึกผิดและเสียใจอยู่เต็มไปหมด เซฟอาจจะยังไม่รู้ก็ได้ตั้งแต่ที่แมงป่องเดินเข้ามาในร้านเซฟก็ไม่เห็นคนอื่นอยู่ในสายตาอีกเลยรู้ตัวไหม?”

 

“ผมแสดงออกชัดเจนขนาดนั้นเลยเหรอครับ”

 

“ก็ไม่หรอกคนทั่วไปอาจจะดูไม่ออก แต่เซนส์ของพี่มันไวน่ะ...เซฟคงรักแมงป่องใช่ไหม?”

 

“...” คำถามของแอร์ทำเอาเด็กหนุ่มได้แต่นิ่งเงียบแน่นอนว่าเขารักแมงป่องหมดหัวใจแต่เรื่องราวที่ผ่านมาก็ทำให้เขาเกลียดแมงป่องด้วยเช่นกันเหมือนกับตาชั่งที่ไม่สามารถวัดได้เลยว่าความรู้สึกไหนที่มันเหนือกว่ากัน

 

“งั้นพี่ไปก่อนนะ” แอร์หันหลังก้าวตรงไปยังโต๊ะเบื้องหน้าก่อนที่จะหยุดเดินแล้วหันมาพูดกับเขาอีกประโยชน์หนึ่งด้วยรอยยิ้ม “คนเรามักจะเห็นค่าสิ่งใด ก็ต่อเมื่อเราเสียมันไปแล้ว”  

 

 

[Part Playsave]  

 

คำพูดทิ้งท้ายก่อนที่รุ่นพี่ที่ชื่อแอร์จะเดินจากไปมันทำให้ผมกังวลใจจนต้องขมวดคิ้วออกมาแบบไม่รู้ตัว ทั้งที่ตอนนี้ผมก็มาถึงที่นี่แล้ว ได้อยู่ในที่เดียวกับที่แมงป่องมันอยู่แต่ผมกลับไม่มีความกล้าพอที่จะถามมันไปตรง ๆ หลายคำถาม หลายเหตุผลที่ยังคงค้างคาใจผมอยู่ทุกวัน...คำตอบมันไม่ได้ชัดเจนขึ้นเลยแม้แต่น้อย 

 

ใครกันที่เป็นคนบอกว่า...จะเห็นคุณค่าก็ต่อเมื่อเราเสียเขาไป...มันไม่จริงเลยทั้งที่ผมพยายามทำทุกอย่างเพื่อเขา อดทนทุกอย่างเพื่อให้ได้ใกล้ชิดขึ้นอีกแม้แค่นิดเดียวสุดท้ายก็ยังต้องเสียมันไปอยู่ดี 

 

ของบางอย่างไม่ว่าจะพยายามขนาดไหนก็ไม่มีสิทธิ์ได้ครอบครอง 

 

...เรื่องหัวใจก็เช่นกัน... 

 

หลังจากผมใช้ความพยายามเกือบสี่ปีเพื่อออกกำลังกายลดความอ้วนอย่างหนัก ถึงแม้ว่าน้ำหนักตัวจะลดลงไปมากแต่เพราะรูปร่างที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วตามวัยเพียงแค่จบชั้นมัธยมปลายปีที่สี่ก็มีส่วนสูงปาไปเกือบ 180 เซนติเมตรแล้ว สุดท้ายน้ำหนักมันก็ไม่ลดลงอีกเลยคำสัญญาที่แมงป่องเคยบอกว่าจะให้ผมถ้าลดน้ำหนักได้ถึงสี่สิบกิโลก็เป็นอันต้องฝันสลายเป็นหมันไปในที่สุด  

 

ที่แย่ที่สุดคือนับวันแมงป่องมันก็ยิ่งดูดีขึ้นหล่อขึ้นจนกลายเป็นหนุ่มหล่อติดอันดับท็อปสิบของเด็กมัธยมปลายในตัวจังหวัดระยอง หนำซ้ำยังได้เป็นพรีเซนเตอร์โปรโมทการท่องเที่ยวลงในวารสารประจำเดือนพฤศจิกายนและนั่นยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่าคงไม่มีวันได้ขึ้นไปเทียบเคียงเขาได้เลยแม้แต่น้อย 

 

...แค่จะยืนเคียงข้างยังทำไม่ได้ 

 

หลังจากจบชั้นมัธยมต้นทุกช่วงปิดเทอมผมก็ต้องออกมาช่วยคุณปู่ที่ร้านเหล้าเกือบทุกวัน ส่วนพี่แซนพี่สาวผมก็อยู่เฝ้าบ้านตลอดพี่แซนไม่เคยคิดจะมาเหยียบที่ร้านของปู่เลยแม้แต่ครั้งเดียว ยิ่งมาปิดเทอมในช่วงฤดูร้อนแบบนี้นักท่องเที่ยวยิ่งเยอะเป็นพิเศษ ไหนจะต้องเตรียมร้าน เตรียมอาหารสดเอาไว้บริการลูกค้า อีกอย่างปู่เองก็อายุมากขึ้นทุกวันถึงสุขภาพจะแข็งแรงดีแต่ก็หนีความชราไปไม่พ้น 

 

ชายวัยเกือบห้าสิบกว่า ๆ ที่ต้องทำงานและดูแลหลานเพียงลำพังมาตั้งแต่เล็กมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแม้แต่น้อย คุณย่าเองก็มาเสียไปพร้อมกับพ่อแม่เพราะอุบัติเหตุรถยนต์นั่นยิ่งทำให้คุณปู่กลายเป็นคนที่พูดจาโผงผางหาความอ่อนหวานกับหลานไม่ได้เลยสักนิด มือถึงตีนถึงตามสไตล์คนโบราณด่าก็เก่งถึงแม้ตอนด่าจะแอบติดตลกมาด้วยก็เถอะ 

 

เผียะ!  

 

ฝ่ามือหนาตบมาที่หลังต้นคอจนผมถึงกับสะดุ้งตัวหันไปจ้องหน้าปู่ที่ยังมองผมตาขวาง 

 

“ไอ้เซฟ! นั่งเหม่ออยู่ได้รีบ ๆ ฉะข้าว (กินข้าว) แล้วไปยกโต๊ะเก้าอี้ออกมาตั้งเลย กูเนี่ยปวดเข่าจนเดินกะงอกกะแงกไปหมดแล้ว” ข้าวผัดทะเลฝีมือปู่ถูกเหวี่ยงลงมาตรงหน้าผม “แดกเสร็จแล้วก็ช่วยกูกระอึบ (เอื้อมไปหยิบ) ลังเบียร์ที่อยู่ข้างบนลงมาให้ด้วย”  

 

“ปู่แม่งพูดดี ๆ กับหลานหน่อยไม่ได้รึไงเอะอะก็ลงไม้ลงมือตลอด คองี้แดงหมดแล้วมั้ง”  

 

“รีบฉะ (กิน) แล้วรีบไปทำงาน! พูดมากเดี๋ยวกูฟาดปากแตก” แม้ปูจะพูดไปแบบนั้นแต่ไม่เคยตีผมจริง ๆ หรอก ถึงภายนอกแกจะดูแข็งกระด้างแต่ภายในกลับหวานละมุนเป็นน้ำผึ้งป่าเดือนห้าเลยล่ะ ยิ่งเวลามีลูกค้าสาว ๆ ต่างชาติเนี่ยหูดำยิ่งกว่าหม้อหุงข้าวซะอีกตางี้เป็นประกายระยิบระยับเชียว 

 

“ลุงปลิว...ลุงปลิว...” เสียงของน้านันดังขึ้นเรียกปู่ผมอยู่ไม่ไกล 

 

“ว่าไงไอ้นัน? แหกปากซะลั่นหาดกูไม่ได้หูตึงนะแล้วนี่มึงจะงั่ก (รีบ) ไปไหน”  

 

“ขอนางรีรำพันแก้วหนึ่งก่อนดิลุงวิ่งมาเหนื่อยจะได้กะรื้นคอ (ลื้นคอ) ” ปู่ส่ายหน้าพร้อมกับเดินไปตักเหล้ายาดองส่งให้น้านันไปเป๊กหนึ่ง 

 

“เอ้า! มีอะไรก็รีบพูดมากูยังมีงานต้องทำอีกแยะ”  

 

“ผมจะบอกว่าพวกไอ้หุ่นน่ะมันมาโชว์ควงไฟให้ลุงไม่ได้แล้วนะ”  

 

“ทำไมวะ?” ปู่ขมวดคิ้วเท้ามือไปที่เคาน์เตอร์ไม้สีขาวอย่างไม่สบอารมณ์เลยในตอนนี้ 

 

“พวกมันโดนรีสอร์ตเปิดใหม่ตรงอ่าวกิ่วจ้างประจำไปแล้วอะลุงเห็นว่าวันนึงโชว์กันหลายรอบเลยวิ่งกลับมาเล่นที่ร้านลุงไม่ทันน่ะ”  

 

“เออ เอาเถอะพวกมันก็ต้องหาเลี้ยงครอบครัวในเมื่อมันมีงานที่มั่นคงกว่ากูก็ต้องยินดีกับมันด้วย” ปู่ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายสำหรับผมแล้วพวกโชว์ควงกระบองไฟ โซ่ไฟเนี่ยคือมันเฉย ๆ อะเห็นมาจนเบื่อแต่ดันกลับกลายเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าต่างชาติซะงั้น 

 

น้านันหันมามองที่ผมตั้งแต่หัวจรดเท้าจนผมเองก็ต้องยกมือไหว้ไปอย่างเสียไม่ได้ “เด็กนี่ใครน่ะลุง”  

 

ก็ไม่แปลกที่น้านันจะจำผมไม่ได้ ครั้งสุดท้ายที่น้าแกเห็นผมก็ตอนประถมนู่น ตัวกำลังกลมน่าฟัดเลย “ไอ้เซฟหลานกูไงมึงจำไม่ได้เหรอวะ มันไปลดความอ้วนออกกำลังกายเล่นกล้ามอยู่ตั้งหลายปีจนผอมเลยนี่แหละ”  

 

“หูย กำลังดีเลยลุง” น้านันเดินตรงมาทางผมพร้อมกับสำรวจไปทั่วร่าง “ไหนเอ็งลองยืนหน่อยสิเซฟ” ก็ได้แต่ทำตาม น้าแกคงแปลกใจที่ผมดูเปลี่ยนไปล่ะมั้ง 

 

“สูงมาก...อายุเท่าไหร่แล้วไอ้เซฟ”  

 

“สิบหกย่างสิบเจ็บครับ”  

 

“ดี ๆ ตอนนี้อยู่ม.อะไรล่ะ”  

 

“กำลังขึ้นมอห้าแล้วน้า”  

 

“โห เด็กรุ่นนี้มันกรรมพันธุ์ดีจริง ๆ ช่วยถอดเสื้อให้น้าดูหน่อยเร็ว” ผมหันไปมองหน้าปู่อย่างงุนงงแต่เป็นปู่นั่นแหละที่พยักหน้าให้ผมทำตาม ยกแขนขึ้นค่อย ๆ ดึงเสื้อยืดจากลำตัวเผยให้เห็นหน้าอกและกล้ามท้องที่ผมพยายามปั้นมาอยู่หลายปี 

 

น้านันเดินหมุนหน้าหมุนหลังผมอยู่หลายรอบ จับไหลบ้างหน้าท้องบ้างปีกหลังบ้างจนขนลุกไปหมด “รูปร่างเอ็งกำลังสวยเลยเซฟ ไม่ต้องไปเน้นเล่นให้มันใหญ่กว่านี้แล้วนะ ส่วนผิวพรรณเอ็งคือพังพินาศมากถ้าไม่อยากแก่ก่อนวัยก็หัดใช้โลชั่นบ้างเถอะ”  

 

“...”  

 

นิ้วมือบีบมาที่สันจมูกไล่มาจับริมฝีปาก กล้ามและต้นคอทีละส่วน “น้าว่าถ้าเซฟทำจมูก แก้ปากให้บางลงหน่อย ตัดกรามอีกสักนิดต้องหล่อระเบิดแน่ส่วนฟันเนี่ยจัดมากี่ปีแล้วฮึ”  

 

...พูดขนาดนี้อยากจะกระโดดขาคู่ถีบหน้าน้ามันชะมัด!  

 

“สามปีกว่าแล้วไอ้เซฟมันแอบเอาเงินค่าขนมที่กูให้ไปโรงเรียนทุกวันไปทำตั้งแต่อยู่มอหนึ่งนั่นแหละแถมยังไปเอาเงินเก็บที่พ่อแม่มันทิ้งไว้ให้โดยไม่บอกกูสักคำ” ปู่หันกลับมาพูดอย่างหัวเสีย ก็ตอนนั้นมันเด็กอะ อยากหล่อด้วยพอผอมลงนิดหน่อยมันก็แอบดีใจไงเลยไปฉกเอาเงินค่าทำขวัญ ค่าสินไหมทดแทนที่คู่กรณีจ่ายมาตอนพ่อแม่เกิดอุบัติเหตุเกือบหกล้านที่ปู่ซ่อนไว้มาใช้ 

 

ปู่ก็ผิดเองเปล่าวะเล่นฝากบัญชีในชื่อของผมกับพี่แซนคนละสองล้านแต่จะเบิกเองก็ไม่ได้ต้องมีผู้ปกครองไปยินยอมตอนถอน ส่วนเงินอีกสองล้านปู่ก็เอามาเช่าที่ร้านบนเกาะเสม็ดนี่แหละแล้วตอนไปจัดฟันสามสี่เดือนแรกมันก็พออดข้าวอดน้ำเอาเงินค่าขนมไปจ่ายได้ไงเดือนแค่สองพันน่ะไหวอยู่ แต่พอหลาย ๆ เดือนค่านู่นค่านี่ตามมาจุกจิกมากแค่แอบหยิบไปสองพันยังเกือบจะถูกปู่เตะเลย แต่ไม่รู้ทำไมอยู่ ๆ ปู่ก็หันมาจ่ายให้แทนทุกเดือน  

 

น้านันหันกลับไปคุยกับปู่ผมต่อ “ลุงปลิวผมว่าหลานลุงใช้ได้เลย หน่วยก้านไม่เลวลุงไม่คิดจะให้เซฟมันมาฝึกควงไฟหน่อยเหรอใช้เวลาเรียนไม่นานหรอก แถมลุงก็จะได้มีหลานชายคอยช่วยเวลาที่ขาดคนไง”  

 

“กูก็ต้องแล้วแต่มันนะ มันอยากทำไม่อยากทำกูไม่อยากบังคับหลานชายคนเดียวของกูหรอก” ปู่ตะโกนกลับมาแล้วหันกลับไปเริ่มจัดข้าวของในร้านต่อ 

 

...แต่ที่ต้องมาอยู่ร้านทุกปิดเทอมเนี่ยไม่ได้บังคับเลยเนอะ!  

 

“ว่าไงไอ้เซฟ เอ็งอยากลองฝึกศิลปะการควงไฟไหม? นอกจากจะได้เงินค่าโชว์แล้วคืนไหนโชคดีเผลอ ๆ อาจจะได้ทิปจากฝรั่งต่ออีกคืนเป็นพันเลยนะ จะได้มีเงินไปทำดั้งโมหน้าใหม่ด้วยลูกสาวน้าเองก็จบมาทางศัลยกรรมตกแต่งเดี๋ยวน้าบอกมันให้หั่นครึ่งราคาเลย”  

 

“ไอ้นันมึงถามเด็กมันรึยังว่ามันอยากทำรึเปล่า แล้วถ้ามันอยากทำจริงกูก็มีเงินให้มันทำนะโว้ย” เสียงตะโกนของปู่มันทำให้น้านันหัวเราะอย่างอารมณ์ดี 

 

“น้าถามตรง ๆ เลยนะไอ้เซฟเอ็งมีแฟนรึยัง?” ผมส่ายหน้าแทบจะในทันที ถึงจะผอมลงมากแต่ก็ไม่เคยมีใครอยากเฉียดใกล้ผมเลยสักนิด...ยกเว้นพี่แมงป่องที่ยังคงรักษาสัญญาพาผมไปออกกำลังกายทุกวันมาตลอดหลายปี 

 

“แล้วเอ็งมีคนที่แอบชอบอยู่รึเปล่าแต่ไม่กล้าบอกน่ะ หน้าตามันเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกภาพที่ดีนะ ถ้าหน้าตาดีมันก็ช่วยให้เอ็งมีความมั่นใจมากขึ้น ภูมิใจในตัวเองมากขึ้นด้วย”  

 

“แต่...” แน่นอนว่าใครมันก็ต้องอยากหล่อไอ้เรื่องผ่าตัดน่ะไม่มีกลัวหรอกขอแค่ได้ยืนเคียงข้างคนที่ชอบต่อให้ต้องเจ็บตัวแค่ไหนก็ยอม...ผมหันไปมองปู่ที่ยืนเท้าสะเอวส่ายหัว ฉีกยิ้มจนเห็นฟันขาว ๆ  

 

“อยากทำมึงก็ทำไอ้เซฟเดี๋ยวกูออกให้เองแต่มึงต้องรับปากกับปู่นะว่าจะมาช่วยที่ร้านแบบผูกขาด ห้ามไปโชว์ที่อื่นเด็ดขาดส่วนค่าหมอก็หักเอาจากค่าแรงก็ได้” ปู่เดินมาทางผมเหมือนกับรู้ว่าใจจริงผมต้องการอะไร “กูไม่เคยให้อะไรมึงเลยเซฟแม้แต่เวลา...อะไรที่กูพอจะทำให้มึงมีความสุขได้กูก็อยากทำ แต่เรื่องนี้ต้องเก็บเป็นความลับกับยัยแซนนะถ้ามันถามมึงก็บอกว่าไปทำงานโชว์ควงไฟเก็บเงินมาผ่อนไอ้น้านันมันละกัน”  

 

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการทำศัลยกรรมใบหน้าครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเด็กคนหนึ่ง เอาจริงก็เกือบต้องฝันสลายอยู่เหมือนกันเมื่อน้านันพาผมไปพบกับอาจารย์หมอลูกสาวของแก กว่าจะได้ทำพี่หมอก็ถามนู่นถามนี่ตลอด ย้ำแล้วย้ำอีกว่าอายุยังน้อยใบหน้าอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อีกให้รอสักสองสามปีค่อยมาทำดีกว่าไหม พี่หมอก็เตือนว่าถ้ารีบทำตอนนี้พอร่างกายเจริญเติบโตเต็มที่อาจจะต้องกลับมาแก้ใหม่แต่พูดก็พูดเถอะตอนนี้ในหัวมันคิดแต่ว่าอยากจะหล่อขึ้นอย่างเดียว 

 

โชคดีในความโชคร้ายอย่างหนึ่งคือขนาดอายุจะเข้าสิบเจ็ดแล้ว กระดูกอ่อนตรงสันจมูกยังแทบไม่ขึ้นเหมือนส่วนอื่นของร่างกายที่โตเกินวัยเลย ในครั้งแรกพี่หมอเลยยอมทำศัลยกรรมจมูกกับศัลยกรรมปากบางให้ก่อนเพราะปิดเทอมใหญ่เกือบสองเดือนครึ่งแผลน่าจะหายทันก่อนเปิดเรียน 

 

การประเมินรูปทรงจมูกและปากเป็นไปอย่างเหมาะสมตามที่พี่หมอเห็นว่าสมควร คางไม่ต้องทำเพราะดีอยู่แล้ว ส่วนการผ่าตัดเหลากรามพี่หมอขอให้รอไปก่อนจนกว่าทุกอย่างจะหายดีหมดแล้วเพื่อประเมินรูปหน้ากันใหม่อีกที  

 

หลังการผ่าตัดหน้าผมถูกพันศีรษะจนเป็นมัมมี่เพราะการทำถึงสองอย่างพร้อมกันไม่ใช่เรื่องที่ดีสักเท่าไหร่ โชคดีที่โครงหน้ายาวจมูกยาวพอเสริมเข้าไปเพียงเล็กน้อยก็ดูโด่งธรรมชาติ ไม่พุ่งเป็นแม่มดแบบในหนังการ์ตูน ส่วนปากก็แค่ตัดแต่งให้บางลงเล็กน้อยไม่ถึงขั้นบางปากกระจับเพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นนางโชว์แทน 

 

ช่วงสัปดาห์แรกหลังการทำศัลยกรรมคือนรกแห่งความทรมานตัวเองที่แท้จริง ผมต้องนอนในท่านั่งอยู่เกือบอาทิตย์ ลดการขยับใบหน้าตรงใต้ตาก็เขียวช้ำเหมือนคนโดนกระทืบ ส่วนปากก็ไม่ได้เจ่อบวมอะไรมากมายแต่ก็กินแบบคนปกติไม่ได้ต้องพกหลอดดูดน้ำข้าวต้มกับหมูหย็องป่นติดตัว ระหว่างการพักรักษาตัวปู่ฝากผมให้มาอยู่ที่บ้านลุงแอดเพื่อนของแกบนเกาะเสม็ด  

 

เวลาว่างก็ฝึกควงกระบองตามที่แกสอนเพราะแกเปิดสอนคอร์สสั้น ๆ ให้กับพวกต่างชาติแต่กับผมเรียกว่าลุงแอดแกถ่ายทอดทุกอย่างมาให้จนหมดทุกกระบวนยุทธ์ ทั้งท่วงท่าในการควงกระบองไฟ โซ่ไฟ (poi) และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ใช้ในการโชว์ เทคนิคการอมและพ่นน้ำมัน การป้องกันตัวเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดเดาได้จากการเล่นไฟ 

 

มันหนีกันไม่พันหรอกครับเล่นกับไฟก็ต้องมีบาดแผลพุพองกันบ้างตอนซ้อมก็ยังปกติไม่ได้จุดไฟ พอลองจุดไฟครั้งแรกนี่แทบจะเขวี้ยงใส่หน้าลุงแอดเลยก็มันร้อนอะ กลัวเหวี่ยงกระบองไปโดนหน้าตัวเองพังด้วย 

 

หลังจากแผลเริ่มสนิทดีผมก็กลับไปหาพี่หมอเพื่อเอาไหมออกและไปตรวจแผลอยู่หลายครั้งจนเกือบเดือนทุกอย่างก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง ไม่ว่าจะส่องกระจกเท่าไหร่ผมก็ยังไม่ชินกับตัวตนใหม่สักที  

 

แมงป่องโทรมาหาผมอยู่เกือบทุกวันก็ได้แต่บอกเขาไปว่าต้องมาอยู่ช่วยปู่ที่ร้านและยังต้องฝึกควงไฟอีก ทั้งที่ใจจริงอยากจะเจอเขาจะแย่ อยากจะให้เขาได้เห็นผมคนใหม่ 

 

...ผมคนที่จะยืนเคียงข้างพี่แมงป่องได้โดยไม่ต้องอายใคร...  

 

วันเวลามันผ่านไปเร็วเหมือนโกหกตลอดสองเดือนช่วงปิดเทอมผมแทบไม่เคยออกไปจากเกาะเลยตอนนี้จมูกกับปากมันดูเหมือนคนปกติมาก พอตกเย็นก็รีบมาช่วยปู่ที่ร้านตอนออกไปควงไฟโชว์แรก ๆ ก็เกร็งกลัวไปหมด เลยเล่นเฉพาะท่าที่มันไม่ผาดโผนมากนัก พอทำไปสักพักมันก็เริ่มชินเริ่มชำนาญเลยฝึกท่าที่มันยากขึ้นเรื่อย ๆ  

 

จากหน้าตากับรูปร่างที่เปลี่ยนไปของผมทำให้มีแต่คนเข้าหาเต็มไปหมดทั้งนักท่องเที่ยวไทยบ้าง ต่างชาติบ้าง บางคนก็มาแบบถึงเนื้อถึงตัวพยายามพูดจาขอมีอะไรด้วย ไล่ก็ไม่ยอมไปสุดท้ายก็เป็นปู่อีกนั่นแหละที่เป็นคนจัดการออกมาไล่ด้วยตัวเอง ผมถึงได้เข้าใจว่าทำไมปู่ถึงไม่ยอมให้ผมไปโชว์ที่ร้านอื่นเป็นเพราะแกกลัวว่าผมจะโดนฉุดเข้าสักวันนี่เอง 

 

อีกไม่กี่วันผมก็เปิดเทอมขึ้นชั้นมอห้าแล้วผมก็ยังเอาแต่คิดถึงพี่แมงป่องอยู่ตลอดเวลา แต่สัญญาก็ต้องเป็นสัญญาในเมื่อรับปากปู่ไปแล้วก็ต้องทำให้ได้ไม่งั้นแกคงไม่ให้โอกาสผมอีกแน่ เป็นอีกคืนที่ผมต้องออกมาโชว์ต่อหน้าลูกค้าและผู้คนมากหน้าหลายตา ตอนนี้ร้านของปู่ขายดิบขายดีลูกค้าแน่นขนัดน่าจะเป็นเพราะข่าวลือเรื่องหลานชายร้านนี้หน้าตาดีนี่แหละ  

 

แต่สิ่งที่ไม่เหมือนทุกคืนคือชายคนหนึ่งในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงครีมกำลังมองมาที่ผมด้วยสีหน้าที่เดาไม่ออกเลยสักนิด  

 

...พี่แมงป่อง ไม่ได้ทั้งยิ้มหรือบึ้งตึงเขาเพียงแค่มองมาเท่านั้นแต่มันถึงกับทำให้หัวใจของผมเต้นรัวไม่เป็นจังหวะคนที่อยากเจอมาตลอดกลับมาอยู่ตรงนี้แล้ว หลังจากโชว์จบผมก็รีบเก็บอุปกรณ์แล้วตรงไปหาเขาในทันที 

 

แมงป่องเขาไม่ได้พูดอะไรเลยนอกจากคว้าขวดน้ำแล้วเดินไปที่ชายหาดที่อยู่ไม่ห่างจากร้านของปู่นัก สายตาของหนุ่มรูปหล่อจ้องมองไปในทะเลดำมืดยามค่ำคืน 

 

...ผมไม่รู้ว่าเขากำลังโกรธเรื่องที่ผมทำหน้ามาโดยไม่ได้บอกรึเปล่า เวลานี้ได้แต่เดินตามไปยืนอยู่ห่าง ๆ ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดีทั้งที่หน้าตาก็ดีขึ้นแล้วแต่พออยู่ต่อหน้าเขาผมกลับกลายเป็นเด็กที่ยังไม่มีความมั่นใจอยู่ดีได้แต่ก้มมองพื้นทรายไม่ต่างกับคนโง่ 

 

“เจ็บรึเปล่า?” เสียงพูดที่ดังลอยมากับสายลมเย็นมันทำให้ให้ต้องเงยหน้าในทันที 

 

“...” พยักหน้าตอบแมงป่องไปตามจริงทุกวันนี้ปากยังชาอยู่เลยพี่หมอบอกต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนถึงจะเป็นปกติแต่สำหรับบางเคสก็ชาแบบถาวรไปเลยก็มี 

 

แมงป่องเดินกลับมาที่ผมนิ้วมือยกขึ้นเกลี่ยไปตามใบหน้าแล้วริมฝีปาก มันเป็นสัมผัสที่แผ่วเบาและแปลกประหลาดที่สุดในชีวิตตั้งแต่ผมเกิดมา “ตอนนี้ยังเจ็บอยู่ไหม?” ผมส่ายหน้าเป็นคำตอบจนแมงป่องเริ่มยิ้มออกมาเล็กน้อย 

 

“ดีแล้วล่ะแต่ทีหลังถ้าจะทำอะไรแบบนี้ก็บอกพี่หน่อยเถอะ รู้ไหมว่าพี่เป็นห่วงนะ” แรงบีบของนิ้วที่กดมาที่หัวไหล่มันทำให้ผมต้องหวั่นไหวจนแทบอยากจะสวมตัวกอดเขาแต่มันทำไม่ได้ ในสายตาของแมงป่องผมเป็นแค่เพียงน้องชายคนหนึ่งเท่านั้น 

ความคิดเห็น