email-icon facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่12 : ครั้งสุดท้าย

ชื่อตอน : ตอนที่12 : ครั้งสุดท้าย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.1k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 26 พ.ย. 2563 04:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่12 : ครั้งสุดท้าย
แบบอักษร

ตอนที่12 : ครั้งสุดท้าย

 

 

และแล้ววันงานเลี้ยงก็มาถึง ร่างสูงของธันวานั่งทำหน้าซังกะตายอยู่ในรถหรู เขารู้สึกเบื่อและเซ็งกับงานแบบนี้มาก แต่ไม่ว่ายังไงสุดท้ายเขาก็ต้องไปอยู่ดี เพราะหนีเงื้อมมือของผู้เป็นแม่ไม่พ้น

ชายหนุ่มนั่งหน้าเครียดอยู่ข้างคนขับ ส่วนหลังเบาะเป็นพ่อกับแม่ที่เขาไปรับมาจากสนามบินเมื่อตอนเที่ยง ส่วนคนขับก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากเจต เลขาหนุ่มที่พ่วงตำแหน่งบอดี้การ์ดคนเดิม ทั้งสี่มุ่งหน้าตรงไปยังสถานที่จัดงานเลี้ยง โดยไม่มีใครพูดอะไรกันเลยแม้แต่น้อย ในรถเงียบจนทำให้เกิดบรรยากาศชวนน่าอึดอัด แต่แล้วก็เป็นหญิงวัยกลางคนที่พูดออกมาเพราะทนความอึดอัดไม่ไหว

 

"ทำหน้าให้มันดีๆหน่อยธัน ฉันไม่ได้จะให้แกไปตายนะ" ผู้เป็นแม่ว่าให้ลูกชายเสียงแข็ง

"ก็ผมบอกแล้วไงว่าไม่อยากไปๆ แม่ก็บังคับผมอยู่นั่นแหละ คราวนี้จะให้ผมไปเจอลูกคุณหญิงคุณนายคนไหนอีกล่ะ" ธันวาตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ใบหน้าหล่อเหลาแสดงความหงุดหงิดออกมาอย่างปิดไม่มิด เขาไม่ชอบเลยจริงๆที่โดนบังคับให้มาทำอะไรไร้สาระแบบนี้ รู้ทั้งรู้ว่าพามาแนะนำกี่คนยังไงเขาก็ไม่สนใจอยู่ดี

"ลูกคุณหญิงสุดา แกต้องไปทำความรู้จักกับน้องลิน ฉันบอกคุณหญิงไว้แล้วไปถึงคงได้เจอกัน" ผู้เป็นแม่บอกเสียงเรียบ เธอทำเหมือนไม่รับรู้ถึงความอัดอั้นตันใจของลูก ทั้งที่ความจริงเธอรู้ทุกอย่างอยู่เต็มอก แต่เธอก็ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมา นอกจากจ้องมองลูกชายสุดหล่อด้วยสายตาเรียบเฉยเหมือนเดิม

 

"นี่แม่! ผมถามจริงๆเถอะ แม่ไม่เบื่อบ้างรึไงที่จับคู่ให้ผมกับคนโน้นทีคนนี้ทีอ่ะ ผมโคตรเบื่อเลยรู้ปะ" ผู้เป็นลูกที่ทนแรงกดดันไม่ไหวระเบิดความรู้สึกออกมาทันที ที่ผ่านมาเขายอมทนมาตลอดเพราะคิดว่าสักวันผู้เป็นแม่คงเหนื่อยและยอมหยุดเอง แต่มาถึงตอนนี้เขาคิดได้แล้วว่ามารดาคงไม่ยอมหยุดง่ายๆแน่ เพราะนี่ก็ผ่านมาสองปีแล้วที่เขายอมให้เธอยัดเยียดใครก็ไม่รู้เข้ามาในชีวิตเขา และตอนนี้เขาคิดว่ามันพอแล้ว ถ้าแม่ไม่ยอมหยุดเขาจะเป็นคนหยุดแม่เอง ธันวาคิดในใจ

 

"เบื่อสิ แกคิดว่าฉันกับพ่อแกมีความสุขมากรึไงที่ต้องบังคับแกอยู่แบบนี้ ที่ฉันต้องทำแบบนี้เพราะแกจะได้มีคนรักดีๆกับเขาสักทีไง เข้าใจมั้ย!" ผู้เป็นแม่เองก็ตอบกลับด้วยความอัดอั้นเช่นเดียวกัน เธอจ้องมองลูกชายด้วยแววตาเศร้าๆ เพราะความจริงเธอเองก็ไม่ได้อยากทำแบบนี้กับอีกฝ่ายเลยสักนิด และก็คิดมาแล้วว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอจะบังคับลูก ถ้าอีกฝ่ายยังยืนยันว่าไม่ชอบหญิงสาวที่เธอแนะนำให้ เธอก็จะปล่อยให้เขาได้เป็นอิสระ และจะไม่ก้าวก่ายเรื่องความรักของอีกฝ่ายอีก

 

"แล้วแม่ถามเคยผมสักคำมั้ยว่าผมต้องการมั้ย! เคยถามผมสักคำมั้ย!" ธันวาที่ทนแรงกดดันไม่ไหวเผลอตะคอกใส่ผู้เป็นแม่เสียงดัง ตอนนี้เขาเหมือนคนสติหลุดไปแล้ว เพราะในหัวมีแต่คำว่าทำไม ทำไมและทำไม ทำไมแม่ต้องคอยยัดเยียดผู้หญิงพวกนั้นให้เขาด้วย ทำไมไม่เข้าใจความต้องการของเขาบ้าง เขาได้แต่ถามตัวเองซ้ำๆอยู่แบบนั้น

 

"ธัน! หยุด! คุณเองก็เหมือนกัน จะทะเลาะกันให้มันได้อะไรขึ้นมาห้ะ!" ผู้เป็นพ่อตะโกนขึ้นมาเสียงดัง หลังจากที่นั่งฟังทั้งคู่เถียงกันไปเถียงกันมาจนเรื่องมันชักจะไปกันใหญ่แล้ว และนั้นก็ทำให้ทั้งคู่เงียบลงไปทันที เพราะมีไม่บ่อยนักที่ผู้เป็นพ่อจะตะคอกออกมาแบบนี้

 

"..."

ธันวาเงียบไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาแค่มองสบตาผู้เป็นพ่อผ่านกระจกนิ่งๆ ส่วนหญิงวัยกลางคนเองก็เช่นกัน เธอนั่งนิ่งมองลูกชายด้วยแววตาเศร้าเสียใจ ทำให้บรรยากาศในรถตอนนี้กลับมาเงียบสงัดเหมือนเดิม

 

"ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่แม่เขาจะบังคับแก ทนๆไปหน่อยละกัน ถ้าคนนี้ยังไม่ถูกใจพวกฉันก็จะไม่ก้าวก่ายเรื่องนี้กับแกอีก" หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งผู้เป็นพ่อก็พูดทำลายความเงียบขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้ธันวารีบหันขวับไปมองผู้เป็นพ่อแทบจะทันที

"จริงเหรอพ่อ? พ่อไม่ได้โกหกผมใช่มั้ย" ทันทีที่ได้ยินแบบนั้นก็เอ่ยถามผู้เป็นพ่อด้วยน้ำเสียงตื่นๆ เพราะนี่ถือเป็นข่าวที่ดีสำหรับเขามากเลยทีเดียว

"..."

ผู้เป็นพ่อไม่ตอบแต่หันไปหาเมียสุดที่รักของตัวเองแทน เพื่อบ่งบอกว่าให้เธอเป็นคนตอบลูกชายแทน

"อืม นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันจะทำแบบนี้ ทีนี่แกพอใจรึยัง" ผู้เป็นแม่ตอบเสียงแข็ง และเมื่อได้รับคำยืนยันจากผู้เป็นแม่ สีหน้าเคร่งเครียดก่อนหน้านั้นได้แปรเปลี่ยนเป็นยิ้มร่าทันที

 

"พะ...พอใจครับ พอใจมากกก..ขอโทษที่เมื่อกี้ผมอารมณ์เสียใส่นะครับ ผมรักแม่ที่สุดเลย" จากคนที่เคยอารมณ์เสียตอนนี้กลับกลายเป็นคนอารมณ์ดีไปซะแล้ว ชายหนุ่มพูดบอกผู้เป็นแม่ด้วยสีหน้าตื่นเต้น เพราะดีใจที่สุดท้ายแม่ก็เข้าใจความรู้สึกของตนสักที ส่วนผู้เป็นแม่ถึงกับส่ายหน้าให้กับท่าทีที่เปลี่ยนไปกระทันหันของลูกชาย เพราะเมื่อกี้อีกฝ่ายยังสติแตกเถียงเธอปาวๆอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับยิ้มหน้าบานเหมือนก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นซะงั้น เธอล่ะยอมนิสัยขึ้นๆลงๆของลูกชายคนนี้เลยจริงๆ

"แกนี่นะ โตป่านนี้แล้วยังเอาแต่ใจไม่เลิกอีก แบบนี้ใครเขาจะทนกับคนอย่างแกได้เนี่ย ฉันล่ะเหนื่อยใจจริงๆ" ผู้เป็นแม่ว่าให้ลูกชายอย่างปลดปลง เธอไม่ได้โกรธเรื่องที่ลูกตะคอกใส่เธอเลยสักนิด เพราะเธอเองก็รู้ดีว่าลูกคงทนอึดอัดและเก็บความรู้สึกมานาน

 

"เรื่องนั้นแม่ไม่ต้องหวงหรอกครับ เดี๋ยวผมก็หาลูกสะใภ้ดีๆให้แม่เองแหละ" ธันวาบอกกลับเหมือนไม่ใส่ใจ แต่ถ้าสังเกตใบหน้าหล่อดีๆจะรู้ว่าเขากำลังบอกเป็นในๆให้อีกฝ่ายอยู่ พ่อกับแม่เลิกคิ้วสงสัย แต่พวกท่านก็ไม่ได้ถามอะไรออกมา เพราะคิดว่าลูกชายคงพูดเล่นเรื่อยเปื่อยเหมือนที่ชอบทำ จนสุดท้ายพวกเขาก็เดินทางมาถึงสถาที่จัดงานเลี้ยงพอดี

และแน่นอนว่าเมื่อพวกเขามาถึงหน้างานก็มีนักข่าวมารอถ่ายรูปและสัมภาษณ์พวกเขาอยู่ไม่น้อย คู่สามีภรรยาจึงเดินลงจากรถมาด้วยกัน ส่วนร่างสูงของธันวาก็เดินตามหลังผู้เป็นพ่อกับแม่มาอีกที

ทั้งสามโดนรั่วชัตเตอร์ใส่อยู่นานสองนานและโดนนักข่าวสัมภาษณ์อยู่สองสามเรื่อง และแน่นอนว่าเรื่องที่นักข่าวสนใจก็ไม่พ้นเรื่องสถานะหรือหวานใจของผู้เป็นลูกอย่างธันวาอยู่ดี แต่เขาก็ไม่ได้ตอบอะไรมากมายนอกจากตอบไปว่าโสดสนิทและยังไม่มีแฟน จนสุดท้ายพวกเขาก็หลุดออกมาจากวงนักข่าวได้สำเร็จ

คุณนายนรินทร์ทิพย์ไม่รอช้ารีบควงสามีและพาลูกชายไปทักทายคุณหญิงสุดาทันที ซึ่งก็เหมือนว่าอีกฝ่ายเองก็กำลังเดินมาหาเพื่อจะทักทายพวกเขาด้วยเช่นกัน

 

"สวัสดีค่ะคุณหญิง ไม่ทราบว่ามานานรึยังคะ" คุณหญิงนรินทร์ทิตย์เอ่ยถามเพื่อนด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

"สวัสดีค่ะ ดิฉันมาถึงก่อนคุณหญิงไม่นานเองค่ะ" คุณหญิงสุดาทักทายกลับด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเช่นกัน เธอหันไปทักทายสามีเพื่อนและลูกชายของอีกฝ่ายที่หล่อและดูดีจนสะดุดตาคนทั้งงาน ซึ่งนั่นก็ทำให้เธอรู้สึกพอใจและสนใจในตัวของชายหนุ่มไม่น้อย เธออยากแนะนำให้ลูกสาวของตนได้รู้จักกับผู้ชายอย่างธันวา เพราะเธอรู้ดีว่าธันวานั้นไม่ได้มีดีแค่หน้าตา แต่ชายหนุ่มยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความสามารถและเสน่ห์ที่ไม่ว่าผู้หญิงคนไหนก็ต้องอยากได้ และเธอคิดว่าลูกสาวของเธอเองก็ต้องชอบธันวาเหมือนผู้หญิงพวกนั้นเช่นกัน

 

"สวัสดีค่ะคุณโตมร ส่วนนี่ก็คงจะเป็นธันวา..ลูกชายคนโตของคุณสินะคะ หล่อไม่แพ้คุณเลย แถมตัวจริงยังหล่อกว่าในทีวีอีก" เธอบอกพร้อมกับใช้สายตามองชายหนุ่มอย่างพิจารณา เธอพอใจและอยากได้ธันวามาเป็นลูกเขยของเธอมาก เหมือนกับคุณหญิงนรินทร์ทิตย์ที่อยากได้ลูกสาวของเธอเป็นลูกสะใภ้มากเช่นกัน ทั้งสองจึงปรึกษากันเพื่อให้ลูกของตัวเองมาเจอกันในงานนี้ ถ้าทั้งคู่ชอบกันก็ให้ทั้งคู่ศึกษาดูใจกันไป แต่ถ้าทั้งคู่ไม่ชอบกันพวกเธอก็จะไม่บังคับหรือฝืนใจลูกเช่นกัน

 

"ขอบคุณครับคุณป้า" ธันวาเอ่ยขอบคุณและก้มหัวให้หญิงวัยกลางคนตามมารยาท ทำให้ผู้คนที่พบเห็นและแอบมองต่างชื่นชมความอ่อนน้อมของชายหนุ่ม หญิงสาวที่อยู่รอบๆต่างแอบมองและส่งสายตาหวานมาให้เขา แต่เขากลับไม่สนใจหรือแม้แต่จะชายตามองพวกหล่อนเลยสักนิด

 

"แล้วหนูลลินไม่มาด้วยเหรอคะ ดิฉันคิดว่าคุณหญิงจะพามาด้วยซะอีก" คุณหญิงนรินทร์ทิตย์เอ่ยถามขึ้นมาบ้าง เพราะก่อนหน้านี้เธอได้พยายามมองหาหญิงสาวรอบๆแล้วแต่ก็ไม่เจอ เธอจึงสงสัยว่าเพื่อนไม่ได้พาลูกสาวมาด้วยเหรอ

"ออ...ยัยลินไปเข้าห้องน้ำน่ะค่ะ อีกเดี๋ยวก็คงมา...อ้าว นั่นไงคะมาแล้ว" คุณหญิงสุดายังพูดไม่ทันจบ หญิงสาวสุดสวยก็เดินสง่าเข้ามาทางนี้พอดี ผู้คนต่างมองและให้ความสนใจเธอเป็นอย่างมาก เพราะเธอนั้นเป็นถึงนางแบบดังระดับประเทศที่ใครๆก็ต้องรู้จัก ใบหน้าสวยไร้ที่ติมีเครื่องสำอางราคาแพงแต่งแต้ม บวกกับชุดราตรีสีขาวสุดหรูที่ช่วยทำให้เธอดูสวยสง่ามาขึ้นไปอีก ธันวาชำเลืองมองหญิงสาวเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมา ถึงผู้หญิงตรงหน้าจะสวยและมีเสน่ห์แค่ไหน แต่เธอก็ไม่ได้ทำใก็เขารู้สึกตกตะลึงหริอสนใจเลยสักนิด เพราะตอนนี้หัวใจทั้งดวงของเขาได้ยกให้หนุ่มหล่อหน้าตี๋คนนั้นไปแล้ว

 

"มานี่สิลิน มาทำความรู้จักคุณหญิงทิตย์กับครอบครัวหน่อย" คุณหญิงสุดาเอ่ยบอกลูกสาวที่เดินมาหยุดอยู่ข้างเธอพอดี ซึ่งหญิงสาวก็ทำตามที่ผู้เป็นแม่สั่งอย่างว่าง่าย โดยยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองคนและชายหนุ่มหน้าตาดีที่ยืนอยู่ข้างๆทั้งสอง

"สวัสดีค่ะคุณลุงคุณป้า หนูลลินนะคะ หรือเรียกลินเฉยๆก็ได้ค่ะ" เธอไหว้และกล่าวทักทายผู้ใหญ่ทั้งสองด้วยความสุภาพ ใบหน้าสวยเผยรอยยิ้มจริงใจจนผู้ใหญ่ทั้งสองคนรู้สึกได้ มีแต่ธันวาที่ยังคงยืนทำหน้านิ่งเหมือนเดิม เขาแค่ยกมือขึ้นมารับไหว้หญิงสาวเท่านั้น

"สวัสดีจ้ะหนูลิน วันนี้หนูสวยมากเลยนะจ๊ะ ป้าดีใจนะที่มีโอกาสได้เจอหนูสักที ส่วนนี่ลูกชายป้าจ่ะ ชื่อธันวา หรือเรียกพี่เขาว่าธันเฉยๆก็ได้" คุณหญิงนรินทร์พูดคุยกับหญิงสาวด้วยรอยยิ้ม เธอรู้สึกเอ็นดูและถูกใจลลินเป็นอย่างมาก จึงหันไปส่งสายตาให้ธันวาพูดอะไรสักอย่างกับหญิงสาว

 

"ครับ เรียกพี่ว่าธันก็พอครับ" และธันวาก็จำใจพูดออกมาจนได้ ทำให้ผู้เป็นแม่ระบายยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ คุณหญิงเองสุดาก็เช่นกัน เธอยืนมองหนุ่มสาวทั้งคู่ด้วยความรู้สึกยินดี เพราะทั้งคู่ดูเหมาะสมและเข้ากันมาก ยกเว้นชายวัยกลางคนที่ไม่ได้รู้สึกแบบนั้น เขารู้ดีว่าลูกชายของตนกำลังฝืนแค่ไหน เขาทำหน้าเครียดเพราะไม่อยากให้ลูกตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้เลย แต่เขาก็ต้องทนเพราะรับปากกับภรรยาไว้ว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอจะบังคับลูกแบบนี้ได้

 

"สวัสดีค่ะพี่ธัน ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ" หญิงสาวเอ่ยพร้อมกับยื่นมือมาให้ชายหนุ่ม

"...ครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ" ธันวานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจยื่นมือมาจับเพื่อเช็คแฮนด์กับหญิงสาว

 

"งั้นลินกับธันคุยกันไปก่อนนะ ป้ากับแม่หนูมีเรื่องต้องคุยกันนิดหน่อยน่ะจ่ะ ธัน..แม่ฝากน้องด้วยนะลูก" คุณหญิงนรินทร์ทิตย์หันไปบอกหญิงสาว ก่อนจะหันกลับมาส่งสายตาให้ลูกชายตัวเอง ซึ่งนี่ก็เป็นเหมือนทุกครั้งที่เธอให้พยายามทำให้เขาได้ทำความรู้จักกับหญิงสาว

"ค่ะ เชิญคุณป้ากับคุณแม่ตามสบายค่ะ" หญิงสาวบอกกลับด้วยรอยยิ้ม แล้วผู้ใหญ่ทั้งสามคนก็ปลีกตัวออกไป ปล่อยให้หนุ่มหล่อสาวสวยได้ยืนอยู่ด้วยกันตามลำพัง ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนชายหนุ่มคงบอกว่ามีธุระและคงชิ่งหนีกลับไปแล้ว แต่นี่เป็นครั้งสุดท้ายเขาจึงอยากอยู่ให้จบงาน เพื่อให้แม่สบายใจและเลิกบังคับเขาตามที่พูด

 

"เห้อ! หลุดพ้นสักที" หญิงสาวสบถออกมาทันทีที่ผู้ใหญ่ทั้งสามเดินออกไปแล้ว เธอหันมามองชายตรงหน้านิ่งๆ ก่อนจะพูดอะไรที่ชายหนุ่มคาดไม่ถึงออกมา

"นี่พี่ธัน พี่เลิกทำหน้าเหมือนคนแบกโลกไว้ทั้งใบไว้ได้แล้ว ฉันรู้นะว่าพี่ก็โดนแม่บังคับมาเหมือนกัน"

"หื้ม? เธอเองก็โดนแม่บังคับมาเหรอ" ธันวาเลิกคิ้วถามอีกฝ่ายด้วยความสงสัย เพราะผู้หญิงคนอื่นที่ผ่านมานั้นล้วนเต็มใจอยากมาทำความรู้จักกับเขาเองทั้งนั้น เขาจึงแปลกใจเมื่อลลินบอกว่าเธอก็ถูกแม่บังคับมาเหมือนกัน

 

"ก็ใช่น่ะสิ นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันโดนนะ พี่เองก็เหมือนกันใช่มั้ยล่ะ" หญิงสาวถามกลับเหมือนจะรู้ เพราะดูจากสีหน้าของชายหนุ่มแล้ว เธอคิดว่าอีกฝ่ายคงโดนผู้เป็นแม่บังคับมาหลายครั้งเหมือนตนแน่นอน เพราะเพื่อนของเธอเคยมาเล่าให้ฟังว่าได้ทำความรู้จักกับธันวา แต่พอผู้ใหญ่ปล่อยให้คุยกันสองคนชายหนุ่มก็จะชิ่งหนีทันที

"อืม พี่ชินแล้วล่ะ แต่นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่แม่จะบังคับพี่ เพราะท่านสัญญาแล้วว่าถ้าเราไม่ชอบกัน ท่านก็จะไม่เข้ามายุ่งเรื่องความรักของพี่อีก" ธันวาเปิดใจพูดความจริงให้หญิงสาวได้รับรู้ เธอเหมือนชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดของชายหนุ่ม แต่แล้วเธอก็ยิ้มออกมาเหมือนโล่งใจกับคำตอบที่ได้

 

"ฉันรู้ว่าพี่ไม่ชอบฉันหรอก ดูจากสายตาก็รู้แล้วว่าพี่ไม่มีทางชอบฉัน ส่วนฉันเองก็ไม่ได้ชอบพี่เหมือนกัน เพราะฉันมีคนรักอยู่แล้ว แต่เราแค่เปิดเผยให้ใครรู้ไม่ได้เฉยๆ แต่โชคดีน้อที่วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่พี่โดนบังคับ ส่วนฉันไม่รู้ว่าต้องทนไปอีกนานแค่ไหน" หญิงสาวบอกกลับด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ เธอรู้สึกอิจฉาที่ชายหนุ่มจะหลุดพ้นจากการถูกยัดเยียดแล้ว แต่เธอนี่สิ ไม่รู้ว่าต้องทนให้ผู้เป็นแม่ทำแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน เพราะไม่ว่าเธอจะพยายามพูดให้อีกฝ่ายเข้าใจยังไง แต่แม่ของเธอก็ไม่เข้าใจอยู่ดี แถมยังคอยหาผู้ชายมาแนะนำให้เธอไม่ขาดสาย จนบางทีเธอก็อยากหนีไปให้พ้นๆ แต่เธอรักท่านเกินกว่าจะทำร้ายจิตใจท่านได้

 

"อืม สู้ๆนะ พี่เชื่อว่าสักวันลินจะผ่านปัญหานี้ไปได้ ลองค่อยๆคุยกับท่านสิ พี่ว่าอีกไม่นานท่านคงเข้าใจลินเองแหละ" ชายหนุ่มพูดปลอบใจเมื่อเห็นท่าทีและสีหน้าของลินดูเศร้าลง เขารู้สึกได้ว่าเธอก็รู้สึกอัดอั้นกับสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้ แต่เขาคงทำอะไรมากไม่ได้ นอกจากให้กำลังใจเพราะเคยอยู่จุดๆนี้เหมือนกัน แต่วันนี้เขาจะหลุดพ้นแล้ว หลังจากวันนี้เขาจะไม่ต้องทนอึดอัดเพราะแม่คงไม่หาใครมายัดเยียดให้เขาอีกแล้ว

 

"ขอบคุณนะคะ พี่ไม่ได้เย็นชาเหมือนที่คนอื่นพูดเลย ฉันดีใจนะที่อย่างน้อยก็ได้เห็นมุมๆนี้ของพี่" หญิงสาวบอกกลับด้วยรอยยิ้ม เพราะเธอรู้สึกอบอุ่นกับคำพูดปลอบใจของธันวาจริงๆ ถึงมันจะเป็นคำพูดเรียบๆและไม่ได้นุ่มนวลอะไร แต่เธอกลับรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ชายที่อบอุ่น

"ไม่หรอก ใครๆก็บอกว่าพี่เป็นคนไม่มีหัวใจ" ชายหนุ่มบอกกลับเสียงเรียบ

"ไม่จริงหรอกค่ะ ฉันรู้ว่าพี่จะแสดงความเป็นตัวเองออกมาเมื่ออยู่กับคนที่พี่รัก ฉันไปก่อนะคะ ขอให้พี่โชคดีกับชีวิตอิสระของพี่นะ บ๊ายบาย" หญิงสาวบอกยิ้มๆก่อนจะเดินหันหลังเดินจากไป แต่ก่อนจะลับสายตาไปเธอก็หันกลับมาโบกมือบ๊ายบายให้เขา ซึ่งเขาเองก็โบกมือให้เธอกลับเช่นกัน จนสุดท้ายหญิงสาวสุดสวยก็เดินลับหายไปในที่สุด

 

"เป็นตัวเองเมื่ออยู่กับคนที่รักงั้นเหรอ?" ธันวาพึมพำกับตัวเองพร้อมกับคิดทบทวนสิ่งที่หญิงสาวพูด แล้วจู่ๆเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับหมอไป๋ก็ผุดขึ้นมาในหัว ทั้งตอนที่เจอกันครั้งแรก ตอนทะเลาะกัน หรือแม้กระทั่งตอนหมอไป๋สะดุดล้มจนทำให้พวกเขาจูบกัน รอยยิ้มมีเสน่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อโดยที่เขาไม่รู้ตัว

"ใช่สินะ เรามักจะเป็นตัวเองเมื่ออยู่กับคนที่เรารักเสมอ" ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเองด้วยรอยยิ้ม ทำให้สาวๆแถวนั้นถึงกับแอบกรี๊ดและตกตลึงกับรอยยิ้มที่มีเสน่ห์ของเขา แต่แล้วจู่ๆก็มีเสียงฮือฮาดังขึ้น ก่อนจะตามมาด้วยการปรากฏตัวของชายหนุ่มหน้าตาดีสามคนที่เดินเข้ามาในงานพร้อมกัน นั้นก็คือเฟยหยางนักธุรกิจหนุ่มและมาเฟียผู้ยิ่งใหญ่ ส่วนคนที่ยืนควงแขนเขาอยู่นั้นก็คือแฟนหนุ่มอย่างเวล วาทิน ลูกชายคนที่สองของตระกูลอภิพงษ์สกุล และอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆที่คอยส่งรอยยิ้มให้บรรดานักข่าวและผู้คนในงานนั้นก็คือ คุณหมอไป๋เซียน เจ้าของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีสาขาไปทั่วประเทศ ซึ่งการมาของทั้งสามคนก็เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย รวมทั้งชายหนุ่มสุดหล่อที่ยืนเกาะอกมองชายชุดสูทด้วยความหลงไหล

แต่พอมองไปรอบๆแล้วเห็นสายตาผู้ชายบางกลุ่มที่มองหมอหนุ่มด้วยสายตาหลงไหลเขาก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที ใบหน้าหล่อคิ้วขมวดเข้าหากันอย่างอัตโนมัติ 'ไอ้พวกเวรนี่กล้าดียังไงมามองคนของกูแบบนี้' ธันวาก่นด่าพวกผู้ชายพวกนั้นในใจ พร้อมกับใช้สายตาแข็งกร้าวจ้องมองพวกมันไปด้วย

 

 

"อ้าวพี่ธัน มานานแล้วเหรอพี่" แต่แล้วร่างสูงก็ต้องสะดุ้ง เพราะเวลที่เดินมายืนข้างเขาเมื่อไหร่ไม่รู้สะกิดจนทำให้เขารู้สึกตัว

"อะ...อืม มาได้สักพักแล้วล่ะ แล้วทำไมพวกแกถึงมาช้าจัง" ชายหนุ่มถามกลับ พร้อมกับพยายามทำสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด

"อ้อ...ตอนแรกพวกผมจะมาแล้วแหละ แต่หยางมันอยากให้พี่หมอมาด้วยไง พวกผมก็เลยไปรับพี่หมอมาด้วยกัน" เวลบอกกลับตามความจริง ทำให้ธันวาหันไปมองหน้าเฟยหยางเล็กน้อย และอีกฝ่ายก็ยักคิ้วมาให้เขากวนๆ ซึ่งนั้นก็ทำให้เขารู้ได้ทันทีเลยว่ามาเฟียหนุ่มตั้งใจพาพี่ชายของตนมาที่นี่เพื่อให้เขาได้ทำคะแนนนั่นเอง ธันวาจึงอมยิ้มและยักคิ้วกวนๆกลับไปให้น้องเขยเช่นกัน

 

"ออ...อืม" ธันวาตอบน้องชายสั้นๆ ก่อนจะหันไปมองหมอหนุ่มที่ยืนข้างๆมาเฟียหนุ่มเงียบๆ

"ทำไมพี่มายืนอยู่คนเดียวล่ะ แล้วพ่อกับแม่หายไปไหน" เวลถามต่อพร้อมกับหันซ้ายหันขวาเพื่อมองหาพ่อแม่ของตน ร่างสูงจึงต้องละสายตาจากใบหน้าหวานเพื่อกลับมาตอบคำถามของน้องชาย

"พ่อกับแม่ไปคุยธุระกับคุณหญิงน่ะ แล้วพวกแกกินอะไรกันมารึยัง ไปหาอะไรกินกันมั้ย"

"ยังเลยพี่ พวกผมกะว่าจะมาหาอะไรกินที่นี่นี่แหละ" เวลบอกกลับพร้อมกับมองอาหารที่วางรายเรียงกันอยู่รอบๆงาน ซึ่งหมอหนุ่มเองก็มีอาการไม่ต่างกัน เพราะเขามัวแต่ทำงานจนลืมกินข้าวเย็นไปซะสนิทเลย พอจะไปหาอะไรกินก็ถูกเฟยหยางพามางานเลี้ยงนี่อีก นี้จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาต้องหิ้วท้องมากินที่งานนี่แทน

"งั้นพวกมึงไปหาไรกินเถอะ มีของอร่อยๆเพียบเลย" ธันวาบอกผู้เป็นน้อง ก่อนจะหันไปยักคิ้วเพื่อส่งสัญญาณอะไรบางอย่างให้เฟยหยาง และอีกฝ่ายก็เหมือนจะรับรู้จึงเดินพาเวลออกไปจากตรงนั้นทันที ทิ้งให้หมอไป๋ยืนประจันหน้ากับธันวาแค่สองคน

 

"เห้ย! หยาง รอเฮียด้วยดิ" หมอหนุ่มที่ทำตัวไม่ถูกรีบร้องตะโกนเรียกน้องชายตัวเองทันที แต่ก็ไม่ทันเพราะถูกมือแกร่งของธันวาลากออกไปจากงานซะก่อน

"เห้ยไอ้ธัน! มึงจะลากกูไปไหนเนี่ย ปล่อย! กูจะไปหาอะไรกิน" หมอหนุ่มพูดบอกพร้อมกับใช้มือที่ว่างแกะมือแกร่งของอีกฝ่ายออก แต่ก็ไม่เป็นผลเป็นอีกฝ่ายกลับกระชับจับข้อมือของเขาแน่นขึ้น

"ปล่อย! มึงจะพากูไปไหนเนี่ย" หมอหนุ่มเอ่ยถามพร้อมกับก้าวเดินตามร่างสูงไปเรื่อยๆ

"มึงหิวไม่ใช่เหรอ กูก็จะพาไปหาอะไรกินไง" ธันวาพูดเสียงเรียบ ก่อนจะหยุดเดินเมื่อทั้งคู่เดินมาถึงลานจอดรถแล้ว

"พาไปไหนอะไร... กูจะกินที่นี่" หมอหนุ่มบอกกลับเสียงแข็ง เพราะตอนนี้เขาหิวจนจะกินช้างได้ทั้งตัวอยู่แล้ว

"ไม่เอาอ่ะ กูจะพามึงไปกินที่อื่น ที่นี่คนเยอะกูรำคาญ" คนหล่อพูดอย่างเอาแต่ใจก่อนจะกดมือถือโทรให้เลขาหนุ่มเอากุญแจรถมาให้ และไม่ถึงห้านาทีเจตก็เดินออกมา

 

"เดี๋ยวบอกแม่นะว่าฉันกลับไปก่อนแล้ว ส่วนนายก็กลับไปเอารถอีกคันพาพวกท่านกลับละกัน เดือนนี้ฉันจะเพิ่มเงินเดือนให้" พูดจบธันวาก็เปิดประตูดันให้หมอหนุ่มเข้าไปนั่งในรถ ส่วนตัวเองก็วิ่งข้ามไปอีกฝั่งแล้วเปิดประตูขึ้นไปนั่งฝั่งคนขับอย่างรวดเร็ว จากนั้นรถหรูสีขาวก็ขับเคลื่อนเข้าสู่ถนนใหญ่อีกครั้ง เลขาหนุ่มก็ได้ส่ายหน้าไปมาให้กับความเอาแต่ใจของเจ้านายอยู่ที่เดิม

 

 

"มึงเป็นบ้าอะไรเนี่ย อยู่ๆก็ลากกูออกมาแบบนี้" หมอหนุ่มที่ทนสงสัยไม่ไหวเอ่ยถามชายหนุ่มออกไปตามตรง เพราะเขาไม่เข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายทำสักนิด ยังไม่ได้พูดอะไรกันเลยก็ถูกลากออกมาซะแล้ว

"ก็กูยังเลี้ยงมึงไม่ครบหนึ่งอาทิตย์เลยนิ เหลืออีกตั้งสองวัน เดี๋ยวกูพาไปกินร้านเด็ด" คนหล่อตอบเหมือนไม่ใส่ใจ แต่ความจริงคือตอนนี้เขารู้สึกมีความสุขมาก เพราะแค่ได้อยู่ใกล้หมอหนุ่ม มันก็ทำให้เขารู้สึกกระชุ่มกระชวยแล้ว

"มึงไม่ต้องจริงจังขนาดนั้นก็ได้ แค่ที่ผ่านมามันก็มากพอแล้วนะ" หมอหนุ่มตอบกลับตามความรู้สึก เขาคิดว่าแค่ห้าวันที่ผ่านมาอีกฝ่ายก็ทำเพื่อเขามากเกินไปแล้ว ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์เขาแทบไม่ต้องออกไปซื้อาหารข้างนอกเลย เพราะธันวาซื้อกับข้าวสุดหรูและอร่อยๆมาส่งให้เขาทุกวัน ส่วนวันเสาร์กับวันนี้ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ อีกฝ่ายไม่ได้มาส่งเพราะเขาไม่ได้ไปทำงาน ซึ่งข้อนี้เขาก็รู้ดีจึงไม่ได้ติดใจอะไร

 

"ไม่ได้! มึงบอกหนึ่งอาทิตย์ก็ต้องหนึ่งอาทิตย์ แล้วก็ห้ามขัดกูด้วย โอเค!"

"เออๆ โอเคก็โอเค ถ้าไม่อร่อยขึ้นมาล่ะน่าดู" หมอหนุ่มพูดเสียงแข็งพร้อมกับใช่มือชี้ร่างสูงเป็นเชิงขู่ แต่ใครจะไปรู้ว่าการกระทำแบบนี้ของหมอหนุ่มกลับยิ่งทำให้ธันวามองอีกฝ่ายน่ารักขึ้นไปอีก เขาแอบอมยิ้มและมองปากบางที่เพิ่งบ่นตัวเองไปเมื่อกี้อย่างมั่นเขี้ยว 'มันน่าจูบให้ปากเปื่อยซะจริงๆ' ชายหนุ่มคิดในใจ

 

"ยิ้มอะไรของมึง อยู่ๆก็ยิ้ม...บ้าปะเนี่ย" หมอหนุ่มว่าให้อีกฝ่ายเมื่อเห็นว่าอยู่ๆก็ยิ้มขึ้นมาเขาเลิกคิ้วมองชายหนุ่มด้วยความสงสัย แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้ตอบอะไร ร่างสูงแค่ไหวไหล่กวนๆให้เขาแล้วกลับไปตั้งใจขับรถเหมือนเดิม

"..."

"อะไรของมันวะ สงสัยจะบ้าไปแล้วจริงๆ" หมอหนุ่มพึมพำกับตัวเองเบาๆก่อนจะหันไปมองวิวนอกรถผ่านกระจก แต่ชายหนุ่มที่นั่งตรงข้ามกลับได้ยินทุกคำพูดของเขาอย่างชัดเจน ชายหนุ่มแอบยิ้มขำกับคำพูดของอีกฝ่าย ไม่รู้ว่าเขาจะรู้ตัวมั้ยว่าทำคนๆหนึ่งหลงได้มากมายขนาดนี้...

 

 

 

To be continued...

ไอ้พี่ธันเอ้ย แกมันคนคลั่งรักอ่ะ ฉันล่ะยอมความลงทุนของแกจริงๆ 55555 เป็นไงกันบ้างค่ะกับตอนนี้ พอจะทำให้หายคิดถึงกันบ้างไหม ขอโทษที่หายไปหลายวันนะ เขาพยายามมากจริงๆ ขอโทษจริงๆนะครับ แต่รับรองว่าตอนหน้ามีฉากฟินๆมากให้รีดทุกคนแน่นอน อดใจรอกันหน่อยน้าาา รักทุกคนค้าบ จุ๊ป 😍💗😘

 

***นิยายเรื่องนี้ยังไม่ผ่านการตรวจคำและตรวจคำผิด หากมีอะไรผิดพลาดขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ 🙏

 

 

 

 

ความคิดเห็น