Hanabidou
facebook-icon

Good Things take time

ชื่อตอน : Chapter 27

คำค้น : Hanabidou, คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว, ฟีลกู๊ด, เด็ก, ครอบครัว, วาย, BL, ญี่ปุ่น, คนทำงาน, ออฟฟิศ, ซิงเกิลแด๊ด

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 291

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 22 พ.ย. 2563 14:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 27
แบบอักษร

27 

 

             “37.8”  

             มุคาเอดะอ่านตัวเลขดิจิทัลบนหน้าปัดปรอทวัดไข้ มองหนูน้อยในผ้าห่มที่หน้าแดงแต่ยังมองตาแป๋วแล้วก็ถอนหายใจ เขาก็คิดไว้อยู่แล้วล่ะว่าหลังพวกงานอีเว้นต์ใหญ่ๆ เช่นงานกีฬาอะไรแบบนี้ โอกาสที่เด็กจะไม่สบายมีไข้ขึ้นมาแบบนี้มีบ่อยมาก จะว่าไปสัญญาณก็เริ่มมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ตอนจะเข้านอนโอโตนามิบอกว่าจับแขนแล้วเหมือนตัวรุมๆ พอวัดไข้ดูก็ได้ 37.4 องศา เขาก็ยังหวังว่านอนเต็มที่แล้วจะหาย

             “โทโอรุ” ประตูหน้าเปิดเข้ามาพร้อมเสียงเรียกของโอโตนามิที่เพิ่งกลับจากการเดินเอาขยะไปทิ้ง มาถึงก็คลานเข้าไปในห้องญี่ปุ่น วางมือบนหน้าผากเด็กหญิงที่ทำหน้าอ้อน

             “เป็นไงบ้างมิสุเอะจัง?”

             “ไข้ 37.8 ครับ ต้องหยุดเรียนแน่นอน” มุคาเอดะถอนหายใจ “เดี๋ยวผมจะโทรไปลางานก่อน”

             “ช่วงเช้าฉันดูให้ได้นะ แต่เย็นนี้มีลูกค้าจองที่ร้านเอาไว้ประมาณสิบที่ ตอนบ่ายคงต้องออกไปซื้อของมาเพิ่ม นายลาแค่ครึ่งวันก็ได้”

             “ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวช่วงเช้าจะได้พาไปหาหมอด้วย”

             “ไม่เอา” พอได้ยินคำว่า `หมอ` ปุ๊บ มิสุเอะก็ทำหน้าเบ้ทันที “ไม่เอาๆ ไม่หาหมอ มิสุเอะไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ”

             “ไม่ได้หรอก ไปให้คุณหมอดูหน่อย ได้ยามากินจะได้หายเร็วๆ ไง” มุคาเอดะปลอบ แต่จากหน้าที่แค่เบะๆ กลายเป็นร้องไห้แงทันที

             “ไม่เอา มิสุเอะไม่ไปหาหมอ ฮือออออ”

             “เคยมีประสบการณ์อะไรไม่ดีเหรอ” โอโตนามิหันไปถามมุคาเอดะที่ทำหน้าลำบากใจ แต่ก็พยายามลูบหัวปลอบ

             “น่าจะตอนไปฉีดวัคซีนน่ะครับ ฟุซาโกะเป็นคนพาไป ได้ยินว่าตอนหมอบอกให้จับแขนลูกเอาไว้แล้วแม่เขาจับไม่แน่น มิสุเอะดิ้นออกมาได้ซึ่งมันอันตรายมาก คุณหมอโกรธแล้วก็ดุเสียงดังมาก จริงๆ น่าจะดุฟุซาโกะแหละ... แต่มิสุเอะคงฝังใจว่าตัวเองโดนดุ”

             “โธ่เอ๊ย มิสุเอะจัง หมอแถวนี้ใจดีนะ” พอโอโตนามิยื่นมือสองข้างไปหา เด็กหญิงก็ตะกายไปเข้าอ้อมกอดทันที ทำเหมือนกับว่าถ้าเลือกอยู่กับโอโตนามิแล้วปะป๊าก็คงจะพาไปหาหมอไม่ได้

             “มิสุเอะไม่หาหมอ หมอดุ” นอกจากจะเกาะแน่นแล้ว น้ำหูน้ำตายังไหลจนเปรอะเสื้อนอนคนอุ้มไปหมด

             “เดี๋ยวคุณชินไปด้วย คุณหมอไม่กล้าดุแน่นอน”

             “คุณชินต้องบอกคุณหมอนะ ว่าไม่เอาฉีดยา”

             “ไม่ฉีดยาๆ มีแต่ยาน้ำหวานๆ”

             “มิสุเอะอยากได้หนังสือสวีทคิดส์รายเดือน ที่มีพิ้งค์กี้พิ้งค์”

             “หึ้ม?” โอโตนามิเลิกคิ้ว ได้ยินไม่ชัดเพราะเสียงร้องไห้ไปพูดไป มุคาเอดะมองลูกสาวแล้วทำหน้าระอา ไอ้ความดราม่าควีนแต่ก็ยังใช้โอกาสนี้อ้อนขอของนี่มันเหมือนใครกันนะ...

             “ชื่อหนังสือการ์ตูนรายเดือนครับ หนังสือเด็กๆ แบบที่มีของเล่นแถมน่ะ เดือนนี้มีพิ้งค์กี้พิ้งค์ขึ้นปก... เห็นในโฆษณาทีวีตอนดูพิ้งค์กี้พิ้งค์เมื่อวันก่อน”

             “โอเคๆ เดี๋ยวคุณชินซื้อให้” ตอบพลางเอามือลูบหัวมิสุเอะไปมา เด็กหญิงหยุดร้องไห้แล้ว แต่ยังคงสูดน้ำมูกสะอื้นเป็นจังหวะน่าเอ็นดู หันมองบิดาอย่างผู้ชนะ

             เหมือนใครกันนะ...  

             มุคาเอดะถอนหายใจ เดินไปหยิบเสื้อผ้าจากตู้มาให้เด็กหญิงเปลี่ยน

             “วันนี้มีคนจองร้านไว้สิบคนเลยเหรอครับ แล้วคุณชินทำไหวเหรอ?” นึกได้ตอนกำลังหวีผมให้มิสุเอะ ก็เลยถาม

             “สบาย ร้านเรารับจัดพวกอย่างนี้อยู่แล้ว ปกติรับจัดได้ตั้งแต่ห้าถึงยี่สิบคนน่ะ โทโอรุจะจัดงานอะไรไหม”

             “...จะจัดงานอะไรละครับ”

             มองรอยยิ้มโอโตนามิแล้วพูดอะไรไม่ออก มิสุเอะยังเกาะชายหนุ่มแน่น เอาหน้าซุกกับลำคอไม่หันไปมองข้างหลัง โอโตนามิก็เลยกระเถิบตัวไปเอาริมฝีปากแตะแก้มให้แทนคำตอบ มุคาเอดะหลบสายตา เปลี่ยนเรื่องพูด

             “ไหนๆ ก็หยุดงานแล้ว เดี๋ยวเย็นนี้ผมช่วยงานในร้านเองก็ได้ครับ”

             “ไม่เป็นไรนะ นายดูมิสุเอะเถอะ”

             “ก็ถ้ามิสุเอะไม่เป็นไรมากน่ะนะครับ”

             โอโตนามิยิ้มให้ อุ้มมิสุเอะลุกขึ้น

             “นายก็ไปแต่งตัวได้แล้ว เดี๋ยวไปหาหมอกัน”

 

             “นี่นายบ้าหรือบ้าเนี่ย ไทเซ” ยะจิมะกอดอก จ้องเส้นผมดัดหยักศก ย้อมสีเทาโทนไฮเกรย์เล่นเงา เปลี่ยนสีผมก็ตะลึงแล้ว ดวงตายังใส่คอนแทคเลนส์สีเดียวกันแต่ออกเข้มกว่า จะเรียกว่าเข้ากับเจ้าตัวก็ใช่ แต่มีเด็กอินเทิร์นที่ไหน... ทำผมสีดำเรียบร้อยอยู่ดีๆ แล้วก็ไปเปลี่ยนเป็นสีนี้มาทำงานกันมั้ย ตอบ!

             “นายเป็นอินเทิร์นนะ หยุดแค่เสาร์อาทิตย์สองวัน ทำไมโผล่มาอีกทีเป็นคนรัสเซียไปแล้วเฮอะ” เมื่อวานตอนกลับบ้านผมนายก็ยังดำอยู่ไม่ใช่เรอะ! 

             “ง่า...” ไทเซนั่งเก้าอี้ของมุคาเอดะ ก้มหน้าตอบอึกอัก “ก...ก็ ของเดิมมันแบบ... เหมือนรุ่นพี่มุคาเอดะอะครับ... คือ... กลัวคนจะหาว่าเลียนแบบรุ่นพี่เขา” ก็จงใจเลียนแบบอะนะ // ไทเซ  

             “ก็ใช่ ตอนเห็นนายครั้งแรกก็คิดงั้นเหมือนกัน แต่ก็ไม่เห็นต้องไปทำสีใหม่เลยนี่นา แล้วนี่ยังไงดีเนี่ย สีนี้มันโอเคไหมอะ ฉันก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่องกฎบริษัทมากด้วย รุ่นพี่มุคาเอดะก็ลาหยุดวันนี้”

             “ทำไมหยุดล่ะครับ ไม่สบายเหรอ?”

             “มิสุเอะจังมีไข้น่ะ เป็นเรื่องปกติแหละนะ เด็กเล็กๆ ชอบมีไข้ขึ้นหลังอีเว้นต์ของโรงเรียนอะไรพวกนี้ อืมม์” ยะจิมะกอดอกมองอย่างพิจารณา ยกมือถือขึ้นมากด “เอาอย่างนี้ เดี๋ยวฉันถ่ายรูปนายส่งไปให้รุ่นพี่มุคาเอดะดูดีกว่า แล้วถามว่าโทนสีผมแบบนี้บริษัทโอเคไหม”

             “ได้ครับ”

             นายไม่ต้องชูสองนิ้วเว้ย... // ยะจิมะ 

             “อ้อ ตั้งแต่วันนี้ไป นายมีโต๊ะของตัวเองแล้วนะ อยู่ตรงนู้น” ยะจิมะทำหน้านึกขึ้นได้ ชี้ไปที่โต๊ะทำงานว่างๆ ตรงริมหน้าต่าง “รุ่นพี่มุคาเอดะให้เคลียร์โต๊ะทำงานให้นายน่ะ ต่อไปก็ใช้โต๊ะตัวนั้นได้จนหมดช่วงอินเทิร์นเลย”

             “จริงเหรอ? มีโต๊ะทำงานผมด้วยเหรอ”

             “โน้ตบุ๊คที่วางบนโต๊ะนั่นก็ของนาย ของบนโต๊ะนั้นใช้ได้หมดแหละ” ยะจิมะมองเด็กอินเทิร์นที่ขนของตัวเองไปวางทันที แถมยังหยิบข้าวของดูด้วยดวงตาเป็นประกายชวนขำ แค่โต๊ะทำงานต้องดีใจเหมือนเด็กประถมได้โต๊ะอ่านหนังสือตัวแรกอย่างนั้นเลย...

             “วันนี้รุ่นพี่มุคาเอดะลาหยุด งานนายก็แค่คอยช่วยฉันเฉยๆ ไม่น่าจะมีอะไรมาก แต่เดี๋ยวฉันเมสเสจถามให้ว่าจะสั่งงานอะไรนายเพิ่มไหม”

             ไทเซพยักหน้า เปิดโน้ตบุ๊คยังไม่ทันจะกดอะไรก็ต้องสะดุ้ง เพราะมีคนวิ่งเข้ามาในแผนก ส่งเสียงดังลั่น

             “ยะจิม้าาาา!! แย่แล้วๆ ด่วนมากๆๆ เลย เย็นนี้นายว่างมั้ย?”

             คนทักเป็นคุวาบาระแผนกขาย แต่ไทเซไม่รู้จัก ก็เลยได้แต่ทำหน้าเลิ่กลั่ก ทว่าพอเห็นเส้นผมยาวเลยหูย้อมสีน้ำตาล แถมยังใส่เสื้อเชิ้ตหลุดๆ ออกนอกขอบกางเกงไม่เรียบร้อยแล้วก็ใจชื้น ไอ้คนแบบนี้ยังเป็นพนักงานประจำในบริษัทได้ แล้วใครจะมาว่าเรื่องเส้นผมสีใหม่ของเขาได้หือ...

             “...ก็ไม่ได้มีธุระอะไร จะว่าว่างก็ว่างหรอก นายมีอะไรอีกล่ะ” ยะจิมะตอบเสียงไม่ค่อยเต็มใจ แต่แค่นั้นก็ทำให้คุวาบาระพุ่งเข้ามาบีบมือ ทำหน้าเป็นบุญคุณล้นเหลือ

             “ดีเลย! ไป! เย็นนี้นายไปโกกงกัน!”

             “ห้ะ?”

             ม่านตายะจิมะขยาย อ้าปากกำลังจะพูดอะไรตอบ แต่คุวาบาระก็รีบดัก

             “หยุด! ห้ามปฏิเสธเด็ดขาด! โกกงกับสาวพนักงานแบงก์เลยนะเว้ย! โอกาสแบบนี้ไม่ได้จะมีบ่อย จู่ๆ เพื่อนฉันก็ติดต่อมาเมื่อกี้นี้ ถ้าหาคนครบได้ก็จะนัดกันเย็นนี้เลย นายต้องไปนะ ถือว่าช่วยเพื่อน!”

             ยะจิมะอ้าปากพะงาบๆ ไม่มีโอกาสได้พูดอะไรอีกแล้ว เพราะสายตาของเพื่อนรุ่นเดียวกันหันไปหาน้องอินเทิร์น พอล็อกเป้าหมายได้ ก็รีบพุ่งตัวเข้าไปหาไทเซต่อ

             “นาย!”

             “อ๊ะ อย่าไปยุ่งกับไทเซคุงนะ” ยะจิมะห้ามไม่ทัน เพราะคุวาบาระเข้าไปคุกเข่าหน้าโต๊ะ บีบมือแน่นอีกคนแล้ว

             “นายชื่ออะไร? อะ ไม่เป็นไร ชื่อไว้ทีหลัง นายก็โอเคใช่มะ ไปได้ใช่มะ โกกง สาวแบงก์เลยนะเว้ย!”

             “อ่า... เอ่อ...” ไทเซอ้ำอึ้งเหงื่อแตกพลั่ก แต่คุวาบาระน่าจะคิดว่าตอบตกลงเรียบร้อยแล้ว มือยังจับมือไทเซไว้อยู่ แต่สายตาหันไปสอดส่ายหาคนอื่นในห้อง

             “อีกสองคน! ต้องหาสมาชิกเพิ่มอีกสองคนนะยะจิมะ นายมีใครในแผนกจะแนะนำไหม? รุ่นพี่มุคาเอดะไปไหน?”

             “ลาหยุด...”

             “ลาหยุดเนี่ยนะ! ทำไมมาหยุดเอาวันเน้! จะได้โกกงกับสาวแบงก์เลยนะเว้ย!”

             ถึงเขาอยู่เขาก็ไม่ไปหรอก... // ยะจิมะ 

             “อินเทิร์นคุ~ง”

             ยะจิมะทำท่าอยากจะกุมขมับ เพราะขนาดมาแต่เสียง เขาก็จำได้ทันทีว่าเป็นเสียงของใคร ไม่ต้องเดาให้เสียเวลาก็รู้ว่าเป็นอีกคนที่จะมาเพิ่มความวุ่นวายให้แต่เช้า ไอ้คนพวกนี้คืออะไร ทำไมมันไม่อยู่เตรียมทำงานในห้องตัวเองกัน ห้องทำงานก็อยู่กันคนละชั้นกันไม่ใช่เหรอ

             “หายเหนื่อยจากงานกีฬาแล้วรึยัง? เย็นนี้นายว่างมะ” มาให้ฉันกินซะดีๆ

             คุโบะผงะทันทีที่เห็นคุบาวาระกำลังนั่งย่อตัวหน้าโต๊ะที่ไทเซนั่งอยู่ มือบีบมือไทเซแน่น สายตามองรอบๆ เหมือนกำลังหาอะไรในห้อง

             ใครวะ! // คุโบะ 

             คุวาบาระตกใจสะดุ้ง เพราะมือที่กำลังจับไทเซไว้โดนกระชากออก แถมยังหันไปเจอรัศมีอำมหิตพร้อมสายตาเหมือนกำลังถูกขู่ฆ่า ไม่รู้เหมือนกันว่าใคร... แต่เห็นแค่นี้เหงื่อก็ไหลเต็มแผ่นหลัง

             “นายเป็นใครไม่ทราบ มายุ่งอะไรกับเหยื่... เอ๊ย เด็กอินเทิร์นของฉัน”

             ไม่ใช่เด็กอินเทิร์นแผนกพี่ครับ... // ยะจิมะ 

             “อะ... เอ่อ...” คุวาบาระยิ้มแห้ง ความกลัวทำให้ต้องรีบตอบไปตามตรง “คุ... คุวาบาระแผนกเซลล์ครับ แค่มาชวนไปโกกงเย็นนี้กัน นายสองคนนี้ก็ตอบตกลงแล้วเนอะๆๆ”

             “โกกง? นัดบอดน่ะเหรอ? กับใคร? สาวๆ?”

             “ใช่ดิครับ ถามแปลก”

             คุโบะนิ่งอึ้งไปนิดหนึ่ง

             ได้ไงวะ!

             แกจะไปได้ยังไงเฮอะ ไอ้โกกงนัดบอดอะไรเนี่ย! แกเป็นเหยื่อฉัน! // คุโบะ 

             “ก็ยังขาดอีกสองคน รุ่นพี่มุคาเอดะไปไม่ได้จริงเหรอ? โทรถามให้หน่อยดิ” คุวาบาระถามยะจิมะอีกรอบ ซึ่งยะจิมะก็ส่ายหน้าบอกว่าเป็นไปไม่ได้แน่นอน

             “ฉันไปเอง”

             ไม่ใช่แค่ยะจิมะที่ช็อค ไทเซก็หันไปมองตาค้าง เพราะไม่นึกว่าคนอย่างคุโบะจะตอบตกลงไปงานแบบนี้ แต่คุวาบาระที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ยิ้มกว้าง ทำหน้าดีใจพลางก้าวไปจับมือเขย่า เหมือนคนกำลังตกลงทำธุรกิจ

             “โหย ขอบคุณมากครับ! ดีเลย! ถ้ามีคนหน้าตาแบบรุ่นพี่ไปด้วย รับรองว่าพวกสาวแบงก์ต้องดีใจกันแน่ๆ อ้อ ลืมบอกว่างานนี้มีแต่สาวแบงก์ทั้งนั้นเลยนะครับ พลาดไม่ได้”

             คุโบะมองด้วยสายตาแข็งกระด้าง แต่อีกคนไม่รู้สึกรู้สา

             “ยังขาดอีกคนใช่มั้ย ก็ไอ้นัมเบอร์วันของแผนกเซลล์ไง เท่านี้ก็ครบคนแล้ว” พอคุโบะตอบเสียงขรึม ยะจิมะก็อ้าปากค้าง

             “รุ่นพี่นาคากุจิน่ะเหรอครับ? เออจริงด้วย ทำไมลืมนึกถึงไปเลย! ถ้าเป็นรุ่นพี่นาคากุจิละก็ งานไม่กร่อยแน่นอนเพราะรุ่นพี่คุยสนุก ว่าแต่เขาจะไปด้วยหรือเปล่านี่สิ” คุวาบุระทำหน้าเห็นด้วย

             “ไปด้วยอยู่แล้ว นายลองบอกชื่อสมาชิกที่จะไปดูสิ” ได้ยินชื่อยะจิมะมันก็ต้องมาอยู่แล้ว เชื่อฉัน // คุโบะ 

             “เดี๋ยวครับ” ยะจิมะยืนขึ้นทำหน้าท้วง “ถ้ารุ่นพี่นาคากุจิไปด้วยละก็... ผมไม่ไปดีกว่า”

             “ทำไมล่ะ? ไอ้นัมเบอร์วันก็ยังโสดไม่ใช่เหรอ?” คุโบะยิ้มถาม ไทเซมองซ้ายทีขวาที ไม่ค่อยเข้าใจบรรยากาศที่เกิดขึ้น แถมยะจิมะก็ได้แต่หลบสายตา ตอบอะไรไม่ถูก

             “ตกลงตามนี้ ครบคนละ ทีนี้ก็จะได้เจอสาวแบงก์แล้วนะ” คุโบะยิ้มให้คุวาบาระที่พยักหน้าหงึกๆ ตบไหล่ทั้งที่สายตามองไทเซซึ่งยังนั่งขมวดคิ้วทำหน้างงอยู่

             “สีผมสวยนะ อินเทิร์น”

             “...ไทเซครับ”

             คุวาบาระยกมือถือขึ้นกดส่งเมสเสจหาใครบางคน ในขณะที่ยะจิมะสีหน้าไม่ค่อยดี คุโบะเลยเดินไปย่อตัวลงหน้าโต๊ะไทเซแทน แล้วก็เอามือตบโต๊ะเบาๆ

             “โห นี่นายมีโต๊ะทำงานของตัวเองแล้วเหรอ เมื่อวานนายกลับไงอะ?”

             “รุ่นพี่นาคากุจิไปส่งครับ... หัวหน้าคุโบะกลับไปตอนไหนเหรอครับ?”

             “ก็ตอนนายหลับนั่นแหละ แล้วนี่นายเลิกเป็นมุคาเอดะแล้วเหรอ?” ถามขำๆ เพราะเห็นทั้งสีผมและสีตาเปลี่ยน พอไปทักเข้า เจ้าตัวก็หน้าแดงก่ำ

             “รุ่นพี่ยะจิมะกำลังถามรุ่นพี่มุคาเอดะว่าผมสีนี้โอเคไหม ผิดกฎบริษัทหรือเปล่าไม่รู้”

             “ไหนดูซิ”

             ไทเซนิ่งเงียบ เพราะมือใหญ่ยื่นมาจับเส้นผมตัวเองแล้วขยี้ปอยเล็กๆ ดู แถมยังรู้สึกแปลกเล็กน้อยที่คุโบะยื่นหน้ามาดูซะใกล้ โอเค... หน้าตาไม่ใช่แบบโอชิที่ชอบ ดูหยิ่งทะนงแบบพวกตัวชั่ว (?) แต่ก็คือหน้าหล่อถูกมะ! สำหรับคนธรรมดาทั่วไป คุโบะก็ถือว่าหล่อมาก เสียก็แต่ดูออกว่าน่าจะเป็นพวกไม่จริงจังกับความรักใดๆ แล้วก็ได้ยินมาว่าโหมดตอนทำงานโหดน่าดู ถ้าโดนดุขึ้นมาเขาต้องร้องไห้แหงม...

             “ก็ไม่น่าจะเป็นอะไรนิ บริษัทแค่ไม่ให้ทำสีฉูดฉาดเท่านั้น จริงๆ นอก จากแผนกที่ต้องพบลูกค้าอย่างแผนกเซลล์ก็ไม่ซีเรียสอะไรนะ”

             แต่พี่คนนั้นเขาอยู่แผนกเซลล์ใช่มั้ยครับ พี่คนนั้น... // ไทเซหันมองคุวาบาระ 

             “ถ้าแผนกหัวหน้ามีคนทำผมสีนี้หัวหน้าจะเรียกไปเตือนไหมครับ”

             “เตือนดิ”

             “...”

             “อ๊ะ รุ่นพี่มุคาเอดะตอบมาแล้ว บอกว่าสีนี้ไม่มีปัญหา ถ้าใครมีปัญหาให้มาคุยกับเขาเอง โชคดีไปนะไทเซ” ยะจิมะที่กำลังดูมือถือหันมาบอก

             “เห็นมะ แม่นายอนุมัติแล้ว” คุโบะตอบขำๆ ทำท่าจะลุกขึ้น แต่ตัวเอียงไปข้าง เพราะคนนั่งเก้าอี้ดึงแขนไว้ พอหันไปมองก็เห็นกำลังทำหน้ายุ่ง

             “หัวหน้าคุโบะ ขอคุยด้วยหน่อยสิครับ”

             หือ?  

             คุโบะไม่ได้ว่าอะไร ปล่อยให้ไอ้เด็กอินเทิร์นลากแขนอาดๆ เข้าไปในห้องประชุมแผนกซึ่งว่างเปล่า แล้วก็พามานั่งยองๆ คุยกันตรงมุมห้อง เหมือนกำลังแอบครูฝ่ายปกครองคุยกันไม่ให้โดนด่า

             “หัวหน้าคุโบะจะเอายังไงกับรุ่นพี่ยะจิมะอะครับ” ไทเซถามด้วยเสียงกระซิบ “ที่จะไปโกกงด้วยเพราะหวงรุ่นพี่ยะจิมะใช่ไหม?”

             เพราะแกเว้ย… // คุโบะ 

             “นี่นะ อินเทิร์นคุง” คุโบะกอดอก ทำหน้าจริงจัง “ฉันก็ไม่ได้บอกนายว่าจะจีบยัจจี้นะ”

             ไทเซทำตาโต อะไร? ทำไมนายต้องตกใจขนาดนั้น // คุโบะ 

             “ไม่ได้จีบรุ่นพี่ยะจิมะ... แล้วจะไปงานกีฬากับไอ้โกกงนี่ทำไมละครับ”

             ก็ใช่น่ะสิ คิดสิคิด! // คุโบะ 

             “คือว่านะ ฉันดันไปรู้ความลับของสองคนนั้นเข้าน่ะสิ” คุโบะลดเสียงเป็นกระซิบ

             “สองคนนั้น?”

             “ไอ้นัมเบอร์วันกับยัจจี้ไง! ถ้าฉันบอกนายแล้วห้ามไปบอกใครเด็ด ขาดเลยนะ”

             ไทเซพยักหน้าแข็งขัน โคตรจริงจังจนเกือบเผลอเอาริมฝีปากไปแตะแก้มเพื่อดูปฏิกิริยาเล่น แต่เฮ้ย ไม่ได้ๆ! คราวก่อนก็เผลอไปรอบนึงละ ทำไมนายถึงได้อันตรายอย่างนี้เฮอะ เป็นแค่เหยื่อนะเว้ย!

             “สองคนนั่นน่ะ มีซัมติงกันแน่นอน”

             “!!” ไทเซทำตาโตกว่าเดิม พูดอะไรไม่ออก คุโบะเลยพูดต่อ

             “ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าใครเป็นฝ่ายชอบใครอะไรยังไงนะ ไอ้นัมเบอร์วันน่ะ สนใจยัจจี้อยู่แน่ๆ น่าจะมีอะไรผิดใจกันอยู่”

             “หัวหน้าเลยเสนอชื่อรุ่นพี่นาคากุจิให้ไปโกกงด้วยเหรอครับ”

             “ช่าย ถ้ามันมารู้ทีหลังเดี๋ยวช็อค” แค่นี้ก็น่าจะช็อคละนะ “เมื่อวานนายบอกว่านาคากุจิไปส่งนายกลับบ้านไม่ใช่เหรอ?”

             “ก็ใช่...”

             “นั่นแหละๆ สาเหตุที่ทำให้สองคนนั้นร้าวฉาน”

             ไทเซอ้าปากค้าง หน้าแดงพรวดพราด

             “ต...แต่เมื่อวานไม่มีอะไรเลยนะครับ! รุ่นพี่นาคากุจิเอารถมา ก็เลยไปส่งให้เฉยๆ จริงๆ ก็ไปส่งรุ่นพี่ยะจิมะก่อนด้วย!”

             “ฉันรู้ๆ แต่ไปส่งนายทีหลัง มันก็มีเวลาอยู่กันสองคนถูกมะ”

             ไทเซหน้าซีด ทำท่าอึกอัก

             อะไรกัน... เพิ่งจะเคลียร์เรื่องรุ่นพี่มุคาเอดะไปได้ จะไปสร้างเรื่องใหม่ด้วยการทำให้รุ่นพี่ยะจิมะกับรุ่นพี่นาคากุจิผิดใจกันอีกแล้วเหรอ มิน่า... เมื่อเช้ารุ่นพี่ยะจิมะก็เลยอารมณ์ไม่ดีตอนที่เห็นทรงผมเขา หรือคิดว่าเขาเปลี่ยนทรงผมเพราะรุ่นพี่นาคากุจิ? โอ๊ยยยย แล้วทำไง! 

             “ไม่ต้องทำหน้างั้น เดี๋ยวเย็นนี้เขาก็รู้กันเองว่านายไม่ได้มีอะไร” คุโบะหลุบตามองสีหน้ากังวล แล้วริมฝีปากก็เหยียดออกนิดๆ บ๊ะ เชื่ออีกแล้ว นายนี่มันแกล้งอะไรก็สนุก 

             “ก็แค่แก้เรื่องที่เขาเข้าใจผิดซะ ช่วยให้เขาเคลียร์กันได้ก็จบ”

             “ยังไงเหรอครับ?”

             คุโบะยิ้มเหมือนเห็นคนติดกับดัก เอานิ้วไปจิ้มที่หน้าอก

             “ก็แค่นายกับฉันหาโอกาสให้สองคนนั่นได้อยู่ด้วยกัน ได้ปรับความเข้าใจกันอะไรอย่างนี้”

             ไทเซพยักหน้าว่าง่าย แล้วก็พูดออกมาตามที่คิด

             “...หัวหน้าเป็นคนไม่จริงจังกับความรักของตัวเองก็จริง แต่ก็มองรอบข้างมากกว่าที่คิดนะครับ แถมยังชอบช่วยเหลือความรักของคนอื่นอีก”

             สมกับที่เป็นสมองเทพนิยายจริงๆ... // คุโบะ 

             “ช่าย ก็อย่างที่บอกไง พวกเราฝูงแกะ ต้องช่วยกัน” คุโบะดีดนิ้วดังเปาะ “เพราะฉะนั้นถ้ายะจิมะมาพยายามจะมาคุยกับนายเพราะงอนหมอนั่น นายก็ต้องคอยหลบเลี่ยงนะ เข้าใจไหม”

             “จะให้หลบเลี่ยงยังไงอะครับ ก็มีกันอยู่แค่นี้”

             “ก็หนีมาอยู่กับฉันไง นายอยู่ติดฉันไว้ตลอด คุยแต่กับฉัน ทีนี้ยัจจี้จะหวังพึ่งนายก็ไม่ได้ ต้องคุยกับไอ้นัมเบอร์วันไปเท่านั้น”

             “...แล้วสาวแบงก์ละครับ?”

             เออ ลืม // คุโบะ 

             “ก็คุยส่งๆ ไปเท่านั้นก็พอน่ะ”

             “แล้วหัวหน้าคุโบะไม่สนสาวแบงก์เหรอ?” ไทเซทำหน้างอ “หัวหน้าได้ทั้งผู้หญิงผู้ชายนี่”

             “ไทเซคุง” คุโบะยื่นมือไปจับไหล่ หลุบตามองด้วยสายตาเหมือนกำลังมองพวกที่ไม่รู้อะไรเสียบ้างเลย “ต่อให้เป็นสัตว์ป่าที่กระหายของกินแค่ไหน มันก็ล่าเหยื่อแล้วลากไปกินแค่ทีละตัวเท่านั้นแหละนะ”

             “ก็คือจะเลือกสาวแบงก์แค่คนเดียว...?”

             “ไม่สนสาวแบงก์ต่างหาก เพราะมีเหยื่อชั้นดีกว่านั้น”

             ไทเซขมวดคิ้ว

             “หมายถึงพวกคนที่เจอตามร้านนั่งดริ๊งก์น่ะเหรอ? พวกนั้นดีกว่าสาวแบงก์อีกเหรอครับ?”

             “นายไปเอามาจากไหนว่าฉันจีบคนที่เจอตามร้านนั่งดริ๊งก์น่ะเฮอะ”

             “อ้าว ก็หัวหน้าดูเป็นพวกเที่ยวกลางคืนนี่ แล้วก็เป็นพวกไม่คิดมากกับเรื่องอย่างว่า ก็น่าจะเป็นพวกจีบคนตามร้านแบบนั้นสิ”

             “ก็ถ้าคิดจะหาคนที่เงื่อนไขตรงกันแค่ครั้งคราว ร้านพวกนั้นก็เป็นทางเลือกหนึ่งน่ะนะ”

             “พาไปหน่อยสิครับ”

             คุโบะนิ่งเงียบ มองเจ้าของคอนแทคเลนส์สีเทาที่ยื่นหน้าเข้ามาใกล้

             เดี๋ยวๆๆๆ // คุโบะ 

             “นายจะไปจีบเขาหรือจะหาคนมาจีบนายน่ะเฮอะ...?”

             “ก็อกหักจากคุณชินไปแล้วนี่” ไทเซยักไหล่ ทำเสียงไม่สนโลก “ไปร้านแบบนั้นอาจจะมีคนมาชอบผมมั่งก็ได้”

             “หยุด” คุโบะเอาสันมือสับกลางศีรษะ “ไปหาตามที่แบบนั้นมันอันตราย เฟ้ย! คนแปลกๆ ก็มีเยอะแยะ แล้วแถวนั้นมันเป็นที่ของพวกหมาป่านะ ส่วนใหญ่เป็นพวกหาคู่นอนด้วยเล่นๆ พวกสมองเทพนิยายตามหารักแท้อย่างนายควรจะอยู่ห่างๆ ไว้ ห้ามไปที่แบบนั้นคนเดียวเด็ดขาด”

             “อ้าว~ แล้วพวกที่รักกันดีๆ เขาไปหาจากไหนกันอะครับ”

             “มันจะมีได้ยังไงเฮอะ เลิกเพ้อฝันได้แล้ว”

             ไทเซทำหน้าไม่ยอมแพ้ ยกมือถือขึ้นมาเปิด

             “แต่คุณมิกิอาจจะจัดนัดบอดอีกก็ได้ คราวหน้าไม่มีคุณชินแล้ว อาจจะเป็นโอกาสเจอใครใหม่ๆ ก็ได้นะ เพราะที่ผ่านมาผมไม่ยอมมองใครนอกจากคุณชินแท้ๆ เลย”

             คุโบะจึ๊ปาก รีบดึงมือถือออกจากมือ

             “สงบสติอารมณ์หน่อยเซ่ นายเพิ่งอกหักไม่ใช่เรอะ ทำไมทำใจได้เร็วขนาดนั้น”

             “ก็อยากลืมได้เร็วๆ นี่”

             ก็นี่ไงล่ะ รอจะปลอบอยู่! // คุโบะ 

             “รีบหาเป้าหมายใหม่เกินไปมันจะพลาดได้นะ”

             “แต่เห็นคนอื่นมีความสุข ผมก็อยากมีแฟนมั่งนี่ รุ่นพี่ยะจิมะยังมีเลย”

             “ใจเย็นๆ เฟ้ย” เด็กสมัยนี้พูดว่าอยากมีแฟนกันหน้าตาเฉยเลยเหรอวะ! “นายยังไม่มีจูบแรกเลยด้วยซ้ำ ประสบการณ์อย่างว่าก็ยังไม่มีใช่มั้ย”

             “ม...ไม่มี” ไทเซอ้าปากพะงาบๆ หน้าแดงก่ำ “ไม่มีแฟนแล้วจะมีเรื่องแบบนั้นได้ไงละครับ!”

             “มีได้เซะ” คุโบะเหล่อย่างมีนัย “ฉันยังมีได้เลย”

             “...ผมไม่ใช่คนแบบหัวหน้านี่”

             “เชื่อฉันซี่ ประสบการณ์ครั้งแรกมันต้องกับพวกเทคนิคสูง” คุโบะกอดอก “รักแท้แฟนเฟินอะไรมันเพ้อเจ้อ”

             “...”

             ไทเซทำหน้าบึ้ง อ้าปากจะเถียง แต่ได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาในแผนกอีกรอบก็เลยชะเง้อหน้าดู แล้วก็เห็นคุวาบาระถือโทรศัพท์วิ่งกระหืดกระหอบกลับมา พร้อมเสียงตะโกนบอก

             “โกกงเย็นนี้นัดเจอกันที่ร้านไร้เสียงตรงหัวสะพานนะ ที่อยู่ห่างจากสถานีไปสามไฟแดงน่ะ รู้จักใช่มั้ย? อีกฝ่ายเขาจองไว้แล้ว”

             ทั้งยะจิมะทั้งไทเซทำตาโต ไม่เว้นแม้แต่คุโบะที่ตะโกนออกมาว่า

             “หา!!!!!!”

 

             เสียงมือถือสั่นเพราะมีเมสเสจเข้าทำให้มุคาเอดะต้องยกมือถือขึ้นมาดู ปกติเช้าวันจันทร์ก็ค่อนข้างจะมีคนมาหาหมอที่คลินิคกันเยอะอยู่แล้ว ลูกสาวเขาถือเป็นผู้ป่วยใหม่ที่เพิ่งมาครั้งแรก แถมไม่ได้นัดเอาไว้อีก ก็เลยต้องใช้เวลารอนานหน่อย ในร้านหมอมีมุมสำหรับเด็ก ซึ่งก็มีเด็กเล็กหลายคนไปนั่งเล่นของเล่นกัน แต่ลูกสาวเขานั่งกอดโอโตนามิติดหนึบ ไม่มีทีท่าแม้แต่จะไปหยิบหนังสือพิ้งค์กี้พิ้งค์มาอ่านเล่น

             มุคาเอดะเปิดเมสเสจหน้าจอเป็นรูปไทเซกำลังชูสองนิ้วแล้วก็อึ้งๆ แถมรุ่นน้องคนที่ว่ายังทำสีผมสีตามาใหม่... ถึงขนาดต้องดูชื่ออีกทีว่านี่ส่งมาจากยะจิมะ

             “ที่บริษัทมีอะไรต้องทำหรือเปล่า?” โอโตนามิถาม มุคาเอดะก็เลยยื่นรูปให้ดู

             “ยะจิมะถามว่าสีผมแบบนี้ได้หรือเปล่าน่ะครับ ไทเซไปทำสีผมใหม่มา”

             “นี่มันสีเดิมนี่ หมอนั่นทำสีนี้มาตลอดเลยนะ”

             มุคาเอดะรับในลำคอ ก็แปลว่าที่เห็นทำผมแบบเดียวกับเขานั้นไม่ได้คิดไปเอง ชายหนุ่มขยายรูปขึ้นดูให้ชัดๆ แล้วค่อยกดตัวหนังสือตอบ

             “นายโอเคกับเรื่องไทเซหรือยัง?” โอโตนามิถามต่อ

             “โอเค? ผมไม่ได้มีปัญหาอะไรกับไทเซนะครับ” มุคาเอดะถอนหายใจ “แต่ดูจากท่าทางเมื่อวานที่เขาเคลียร์ตัวเองได้แล้ว ก็คงจะโอเคมั้ง”

             “แล้วต้องมาทำอินเทิร์นอะไรนี่ถึงเมื่อไหร่น่ะ”

             “ปลายเดือนหน้ามั้งครับ ยังไม่เห็นตารางเหมือนกัน แต่มหาวิทยาลัยก็อยู่ห่างไปไม่เท่าไหร่ เมื่อวานนาคากุจิไปส่งให้ที่หอพัก เห็นบอกว่าอยู่ใกล้ๆ ห้องของยะจิมะนี่เอง”

             “ก็เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันนี่นะ”

             “ยะจิมะก็อยู่ที่เดิมมาตั้งแต่สมัยนั้นแหละครับ” มุคาเอดะตอบพลางยกมือถือขึ้นมาดูอีกรอบเพราะมีเสียงสั่น คราวนี้เป็นชื่อนาคากุจิโทรมา พูดถึงก็มาเลยเหรอ ตายยากชะมัด

             “ไม่รับเหรอ?”

             “เอาไว้เดี๋ยวค่อยโทรกลับ” ตอนแรกมุคาเอดะคิดว่าอย่างนั้น แต่เสียงสั่นก็ไม่ยอมหยุดง่ายๆ เลยต้องขอตัวเดินออกไปคุยหน้าคลินิค

             “มุคาเอดะ!!!” รู้สึกว่าตัวเองคิดถูก ที่เดินออกมาห่างไกลจากฝูงชน เพราะเสียงเรียกชื่อดังออกมานอกลำโพงทำเอาแก้วหูแทบแตก “ทำไรอยู่อะ? นายรู้มั้ยว่าเกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”

             “ใครเป็นอะไรอีกล่ะ นี่ฉันอยู่คลินิค” มุคาเอดะตอบด้วยท่าทีสงบ “มิสุเอะไม่สบาย เลยพามาหาหมอกับคุณชิน แต่ก็แค่มีไข้นิดหน่อยแหละนะ น่าจะเหนื่อยจากเมื่อวาน”

             “จิงดิ นายไม่น่าหยุดงานวันนี้เลยยยย ถ้านายอยู่ในห้องตอนนั้นมันต้องไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ไอ้บ้า! แล้วจะทำไงดีวะ”

             “...มีอะไรก็ว่ามา”

             “คุวาบาระรุ่นน้องฉันอะดิ มันไปหาสมาชิกโกกงที่แผนกนาย!” แค่ฟังคำเกริ่นของเพื่อน มุคาเอดะก็เริ่มเดาได้ “แล้วมันก็ไปชวนยะจิมะ!! เข้าใจมั้ย แต่นั่นยังไม่เท่าไหร่ ที่ผ่านมานายบอกไม่ใช่เหรอ หมอนั่นไม่เคยไปงานนัดบอดอะไรแบบนี้จริงๆ นายบอกไม่ใช่เหรอว่ามันชอบฉัน แต่นี่มันตอบตกลงนะ มันบอกมันจะไปโกกงงงงงง”

             มุคาเอดะยกโทรศัพท์ออกห่างจากหู ขมวดคิ้วมองค่อยพูดต่อ

             “แต่นายเคยสารภาพรักแล้วโดนปฏิเสธไปแล้วไม่ใช่เหรอ หมอนั่นก็ขอให้กลับไปเป็นเหมือนเดิมกันแล้ว นายก็ควรจะเลิกคิดว่าหมอนั่นยังชอบตัวเองอยู่ได้แล้วนะ ฉันนึกว่าพวกนายกลับไปเป็นแบบเดิมกันได้แล้วเสียอีก”

             “ไม่ด้ายยยย จะเป็นได้ไงเฮอะ! นายอย่าเพิ่งนอกเรื่อง ยะจิมะจะไปโกกงนะ! โกกงมันคือนัดบอดนะ! กับสาวแบงก์ด้วยนะ! มันจะตัดใจจากฉันจริงๆ แล้ว แถมตัดสินใจจะคบกับผู้หญิง!”

             “...ก็ปกติหรือเปล่า”

             “โอ๊ย ฉันอุตส่าห์คิดว่าช่วงนี้เหมือนจะดีๆ แล้วเชียว กะว่าอาทิตย์หน้าจะสารภาพรักอีกรอบแล้วนะ”

             “อะไรทำให้นายคิดแบบนั้นเฮอะ แล้วอะไรคือว่าจะสารภาพรักอาทิตย์ หน้า นายปรึกษาฉันก่อนไหม” ตบปากตัวเองสามทีเดี๋ยวนี้! // มุคาเอดะ 

             “อ้าว นายไม่คิดว่ามันจะโอเคเหรอ?”

             “ไม่คิด” และไม่เข้าใจด้วยว่านายเอาตรงไหนมาคิด // มุคาเอดะ 

             “ไม่จริง! นายดูไม่ออกเหรอว่ามันชอบฉัน!”

             “คุณนาคากุจิครับ โปรดสงบสติอารมณ์ครับ” มุคาเอดะสูดลมหายใจลึก “ก่อนอื่น นายตกลงกับตัวเองได้แล้วเหรอ ว่านายชอบหมอนั่น?”

             “ก็ใช่ดิ”

             โคตรไม่น่าเชื่อถือ... // มุคาเอดะ 

             “นายไม่สนผู้หญิงแล้วเหรอ?”

             “เอ่อ...” เพิ่งมีคำตอบนี้ ที่คนตอบทำเสียงอึกอัก “ฉันคิดว่านะ... น่าจะเป็นอย่างนั้นแหละ เพราะว่าแบบ... คือหลังจากนั้นมา มันก็แบบ... ไม่ได้อะ”

             “อะไรไม่ได้?”

             “มีอารมณ์คิดเรื่องพวกนั้นสิวะ”

             มุคาเอดะยกมือกดขมับ

             “ฉันก็พยายามไปหาคลิปโป๊มาดูหลายๆ หมวดหมู่แล้วนะ แต่คือมันไม่ได้แล้วอะ มันไม่หือไม่อืออะไรเลยเว้ย ยังไงดี มันเทียบกับหมอนั่นไม่ได้เลย อ้อ นายสงสัยว่าตั้งแต่ตอนไหนใช่มะ ก็ตั้งแต่ที่มันมาค้างห้องตอนงานบาร์บิคิว แล้ว...”

             “หยุด ไม่ต้องเล่า” มุคาเอดะด่า ถามฉันด้วยว่าอยากฟังเรื่องแบบนี้แต่เช้ามั้ย! “สรุปก็คือ นายคิดว่าตัวเองชอบหมอนั่นแล้ว”

             “ใช่ เห็นหน้าแล้วคิดดีไม่ได้”

             ทำไมนายต้องอธิบายขนาดนี้! // มุคาเอดะ 

             “สรุปนะ วันนี้ฉัน ยะจิมะ คุวาบาระ หัวหน้าคุโบะกับไทเซ จะไปโกกงกับสาวแบงก์ที่ร้านคุณชิน ถ้าเห็นอะไรไม่ดี นายช่วยฉันด้วยนะเว้ย”

             มุคาเอดะอ้าปากค้างไปไม่ทันตอบ อีกฝ่ายก็ตัดสายไปเหมือนสาแก่ใจที่ได้บ่น แถมประตูคลินิคก็เปิดออกมาพอดี พร้อมโอโตนามิกับลูกสาวเขาที่ยังเกาะคอแน่นเป็นหมีโคอาล่า

             “โทโอรุ หมอเรียกพอดีฉันเลยเข้าไปในห้องตรวจคนเดียวน่ะ ไม่มีอาการอย่างอื่นนอกจากไข้ ที่คอก็ไม่มีอะไร เลยได้ยาลดไข้อย่างเดียว เดี๋ยวไปเอาที่ร้านยากัน”

             มุคาเอดะหันมอง ค้างไปนิดๆ

             “คุณชิน... วันนี้ที่นัดสิบที่นี่ จัดงานอะไรครับ?”

             “ฮึ้ม? เป็นผู้หญิงห้ากับผู้ชายห้า โกกงละมั้ง?”

             มุคาเอดะเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะรู้สึกอยากกลับเข้าไปหาหมอ แล้วขอใบสั่งยาแก้ปวดหัวมาด้วย...

 

             มือผู้ใหญ่แตะหน้าผากกับแก้มเด็กหญิงด้วยสีหน้าเบาใจว่าไข้ลด รู้สึกโล่งใจที่ไม่ต้องให้ยาลดไข้อีกเป็นรอบที่สอง เพราะยังสยองไม่หายกับยาลดไข้แบบเหน็บที่ได้ (ไหนคุณชินบอกว่ายาน้ำหวานๆ ไง) ตอนที่เปิดถุงยามา เขาก็อึ้งไปเล็กน้อย ถึงจะอ่านคำอธิบายวิธีการใช้ดีแล้วก็ยังกลัวจนมือสั่น ต้องใช้เวลาทำใจอยู่นานกว่าจะจัดการสอดเข้าไปตามวิธีการใช้ที่ถูกต้องได้... ถึงจะรู้ว่ามันจะทำให้ยาออกฤทธิ์เร็วก็เถอะ

             มุคาเอดะถอนหายใจ แล้วก็คลานไปที่ชั้นหนังสือเตี้ยๆ ปลายเท้า เอากล้องวีดีโอใหม่เอี่ยมที่เพิ่งใช้เมื่อวาน (การใช้ก่อนหน้านั้นเขาจะไม่นับ) มาตั้ง เซ็ทให้เชื่อมต่อกับแอพที่มือถือเขาแล้วลองเปิดดู เห็นภาพลูกสาวเขานอนสบายชัดใสแจ๋วบนหน้าจอโทรศัพท์แล้วก็ทึ่ง เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีก้าวไปไกลขนาดนี้แล้ว มีระบบตั้งเตือนไปที่แอพเขาถ้ามีอะไรในหน้าจอขยับด้วย

             มุคาเอดะมองเวลา แล้วเห็นว่าเลยเวลาห้าโมงครึ่งไปแล้ว ที่ทำงานเขาเลิกห้าโมงครึ่ง ถ้าเดินจากที่ทำงานมาก็ประมาณสามช่วงถนน ต่อให้เดินช้าๆ ไม่เกินยี่สิบนาทีก็น่าจะมาถึง ตอนแรกเขากะจะไปช่วยโอโตนามิในร้านตั้งแต่บ่ายสาม แต่โอโตนามิบอกว่าไม่ต้อง คิโกะก็มาแล้วด้วย เขาก็เลยอยู่ดูมิสุเอะคนเดียวไปก่อน

             ตอนที่มุคาเอดะเปิดประตูเข้าไปในร้าน คิโกะกำลังจัดเตรียมโต๊ะเก้าอี้สิบที่เรียบร้อย พอเห็นเขาก็รีบถามเรื่องอาการของมิสุเอะ จากนั้นก็ยื่นผ้ากันเปื้อนของทางร้านให้พลางบอกว่าโอโตนามิบอกให้เขาใส่ มุคาเอดะรับผ้ากันเปื้อนมาผูก พลางเดินเข้าไปในครัวด้านหลัง เพราะคิดว่าโอโตนามิน่าจะอยู่

             “มิสุเอะจังหลับแล้วเหรอ?” เจ้าของร้านที่กำลังเตรียมอาหารเข้าเตาอบเงยหน้ามาถาม พอเห็นว่ามุคาเอดะผูกผ้ากันเปื้อนสีดำที่มีชื่อร้านปักตามที่เขาบอกก็นิ่งเงียบ ถึงกับยืนมองด้วยความปลาบปลื้ม (?) เป็นคนบอกให้ใส่เอง แต่พอเห็นตอนใส่จริงๆ แล้วก็อึ้งกว่าที่คิด อ๋อ ไม่มีอะไร ชื่อร้านมันนามสกุลเขาเฉยๆ... 

             “เพิ่งเคยเห็นนายใส่ผ้ากันเปื้อน”

             “ก็ปกติไม่ได้ใช้นี่ครับ” มุคาเอดะพับแขนเสื้อ “จะให้ช่วยอะไรครับ แต่ทำอาหารไม่ได้นะ ชงเหล้าพอได้...” เงยหน้ามองเพราะอีกคนเอามือเท้าตู้แช่แข็งด้านหลัง คร่อมร่างเขาเอาไว้ ทำให้ต้องถอยเอาแผ่นหลังไปแนบติดประตูตู้อะลูมิเนียมเย็นเฉียบ ยังไม่ทันจะว่าอะไร โอโตนามิก็ก้มลงมาจูบ

             “...ผมลงมาช่วยนะ ไม่ได้มาขัดขวางการทำงาน”

             “ก็นายอยากเข้ากับผ้ากันเปื้อนมากทำไม แถมยังปักนามสกุลฉันอีกต่างหาก อย่างนี้เวลาใครจะเรียกนาย ก็ต้องเรียก `คุณโอโตนามิ`”

             “...ใครจะเรียกครับ แค่มองก็รู้ไหมว่าชื่อร้าน?” มุคาเอดะมองเหงื่อตก ไม่นึกว่าแค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างนี้จะทำให้อีกคนก้มลงมาไซ้ต้นคอหนัก มาก กว่านี้ก็ไม่ต้องเตรียมอะไรกันแล้ว เลยต้องรีบผลักออก “คิโกะก็ใส่ผ้ากันเปื้อนแบบเดียวกันนะครับ”

             “มันไม่เหมือนกัน! นี่แฟนฉัน! แค่เห็นนายมาช่วยงานในร้านฉันก็ตื่นเต้นแล้ว” โอโตนามิทำเสียงตัดพ้อ แต่ยอมเงยหน้า “เหมือนทำร้านด้วยกันสองคนเลย”

             “...ใช้วิธีนี้หลีคนอื่นแล้วก็จะไม่จ่ายค่าจ้างใช่ไหมครับ”

             โอโตนามิขำพรืด ก้มเอาริมฝีปากแตะแก้มอีกรอบ

             “ใครบอก? จ่ายเป็นอย่างอื่นต่างหาก”

             “แล้วจะรู้ได้ยังไงว่ามันจะคุ้มไม่คุ้ม”

             “นายเคยได้อะไรไม่คุ้มด้วยเหรอ?”

             “...”

             ตรงนั้นไม่ปฏิเสธสินะ // โอโตนามิ 

             “มาสเตอร์คะ ลูกค้าที่จองไว้ทยอยมากันแล้วค่ะ อ๊ะ” คิโกะเดินเข้ามาหลังครัว เห็นมุคาเอดะยืนกอดอกพิงแผ่นหลังติดกับตู้ เจ้าของร้านเอามือสองข้างเท้าคร่อม ดูยังไงไม่ใช่ท่าคนยืนคุยกันสักกะนิด

             “เชิญค่ะ เชิญตามสบาย แต่ขอถ่ายรูปส่งในกรุ๊ปไลน์นิดนึงนะคะ” มือนึงผายเชื้อเชิญ อีกมือรีบล้วงมือถือขึ้นมาจะกด ยังอยู่อีกเหรอไอ้กรุ๊ปแบบนั้น // โอโตนามิ 

             “ไปเตรียมสลัดได้แล้ว” โอโตนามิผละตัวออก ทำท่าอยากจะเขกกะโหลกพนักงานสาว มุคาเอดะหมุนตัวเดินออกไปทางหน้าร้านแทน พยายามซ่อนหน้าแดงไว้ ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าพวกที่จองร้านไว้เป็นพวกไหน แต่พอเห็นนั่งกันที่โต๊ะพร้อมเสียงพูดคุยโดยมีหญิงสาวนั่งฝั่งตรงข้ามจริงๆ ก็อดนิ่งอึ้งไปไม่ได้

             นอกจากคุโบะที่โบกมือให้เขา และคุวาบาระที่พยายามจ้อเรียกคะแนน จากสาวๆ แล้ว... คนอื่นนั่งก้มหน้าหลบสายตาเขากันหมด

             มุคาเอดะหยิบเหยือกน้ำเดินไปที่โต๊ะ คิโกะจัดจานอาหารและแก้วน้ำเตรียมไว้หมดแล้ว เขาก็เลยแค่เดินไปหยิบแก้วมารินน้ำให้ทีละแก้ว สาวๆ กำลังคุยกันเพลิดเพลิน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไฮเทนชั่นอยู่แล้ว หรือเพราะเห็นกลุ่มที่มาวันนี้แล้วรู้สึกเป็นการโกกงที่ไม่พลาด เสียงหัวเราะก็เลยดังลั่น

             “เมนูเครื่องดื่มแบบบุฟเฟ่ต์อยู่ตรงนั้นนะครับ จะสั่งเครื่องดื่มแก้วแรกเลยไหม?”

             รินน้ำวางแล้วก็ส่งยิ้มให้ ค่อยรู้สึกตัวว่าเสียงพูดคุยของสาวๆ หยุดลงทันที ทุกคนหันมามองเขาแล้วก็เงียบ

             รุ่นพี่มุคาเอดะ! ทำไมมาอยู่ที่นี่!! // คุวาบาระ 

          แกอีกแล้ว มุคาเอดะ // คุโบะ 

          ก็คิดไว้แล้วว่าจะต้องเป็นอย่างนี้ตั้งแต่ได้ยินว่าจะมาร้านนี้ // ยะจิมะ 

          โทรให้แกช่วยกันยะจิมะจากสาวๆ ไม่ได้ให้แกมาตกสาวแบงก์ซะเองโว้ย! // นาคากุจิ 

          (หน้าแดงฉ่า) // ไทเซ  

             คุโบะเอามือจับกลางหัวไทเซ แล้วก็พลิกให้หันมองเมนูเครื่องดื่ม

             นายจะไปหน้าแดงใส่มุคาเอดะทำไม เมื่อไหร่นายจะชินเฮอะไอ้อินเทิร์น! // คุโบะ 

             “นี่ๆ สาวๆ อ่านชื่อร้านนี้ว่ายังไงกันเหรอ?” คุวาบาระเรียกความสนใจด้วยการถามคำถามเล่นๆ สาวๆ หัวเราะ ตอบแบบเดียวกันหมด

             “โอโตนาชิไม่ใช่เหรอ?”

             “โอโตนาชิสิ”

             “ก็ต้องโอโตนาชิสิค้า~”

             มุคาเอดะกดออเดอร์เครื่องดื่มตามที่มือแต่ละคนชี้

             “ผิดดดดด อ่านว่า `โอโตนามิ` ต่างหาก เป็นนามสกุลเจ้าของร้านเขา ร้านนี้เปิดมาสองรุ่นแล้วด้วยนะ” คุวาบาระเฉลยด้วยท่าทางโชว์ภูมิ เรียกเสียงเฮฮาจากสาวๆ ได้ทันที

             “เคยผ่านร้านนี้หลายรอบแล้ว แต่เพิ่งเคยเข้ามานี่แหละ บรรยากาศในร้านดีมากเลยค่ะคุณโอโตนามิ ฉันชอบบรรยากาศร้านแบบนี้จัง”

             “เอ้อ...ครับ” มุคาเอดะเงยหน้ายิ้มให้ เพราะหญิงสาวหันมาพูดด้วย

             “คุณโอโตนามิยังดูหนุ่มอยู่เลย อายุเท่าไหร่คะ? ทำมานานหรือยัง?”

             “...35 ครับ ได้ยินว่าทำมาสิบปีแล้ว”

             “จริงเหรอคะ! นี่ถ้าบอกว่ายี่สิบต้นๆ ฉันก็เชื่อนะ คุณยังดูหนุ่มมากเลยค่ะคุณโอโตนามิ”

             มุคาเอดะทำตาปริบๆ ทำเสียง `อ๊ะ` ก่อนจะก้มลงจับตรงชื่อที่ผ้ากันเปื้อน แก้มเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ

             “ที่ปักนี่ชื่อร้านครับ ไม่ใช่ชื่อพนักงาน ผมมุคาเอดะ” เผลอบอกชื่อตัวเองไปด้วย เพราะนึกขึ้นมาได้ว่าลืมเขียนป้ายชื่อมาติด

             สาวๆ มองหน้าแดงกับท่าทางเลิ่กลั่กของมุคาเอดะแล้วก็นิ่งอึ้งกันไปอีกรอบ คุโบะมองบรรยากาศฟุ้งๆ บ้าบออะไรนี่แล้วหมั่นไส้ แถมยังเหลือบไปเห็นไอ้เจ้าของร้านตัวจริงแอบมองทุกอย่างอยู่จากมุมเสาข้างครัว แกไม่ต้องทำหน้าปลื้มอกปลื้มใจที่มีคนเรียกแฟนแกด้วยนามสกุลแกก็ได้ แผนของแกชัดๆ ไอ้โอโตนามิ! // คุโบะ 

             สาวๆ เปลี่ยนมาถามคำถามหนุ่มๆ ในโต๊ะต่อหลังจากมุคาเอดะเดินกลับเข้าไปข้างหลังและคิโกะเอาสลัดผักไปเสิร์ฟ มุคาเอดะแอบมองด้วยท่าทางอยากรู้ว่าการนัดบอดจะราบรื่นดีไหม เขาไม่มีเวลาคุยกับนาคากุจิว่ามันกลายมาเป็นอย่างนี้ได้ยังไง... แต่อย่างน้อยสองคนนั่นก็ตอบคำถามสาวๆ ด้วยท่า ทางปกติไม่ให้เสียมารยาท ไม่มั่นใจว่าสาวๆ แต่ละคนเล็งใครไว้บ้าง แต่หนึ่งในนั้นน่าจะเล็งเพื่อนสนิทเขาอยู่แน่ๆ เพราะพอได้ยินเรื่องหน้าที่การงานของหมอนั่นแล้ว ตาก็เป็นประกายขึ้นมาวูบวาบ

             เขาไม่เข้าใจจุดประสงค์ของคุโบะที่พูดขึ้นมาว่านาคากุจิเป็นนัมเบอร์วันของแผนกเซลล์ แถมยังซื้อคอนโดฯ ตรงสถานีเอาไว้ นอกจากเงินเดือนประจำ แล้ว ก็ยังได้ค่าคอมมิชชั่นกับสวัสดิการนู่นนี่สูงกว่าชาวบ้าน พอสาวคนที่นั่งตรงข้ามนาคากุจิทำตาเป็นประกายเหมือนจะล็อคเป้าหมายได้ ยะจิมะก็เลยนั่งเงียบ ทั้งที่ผู้หญิงคนที่นั่งตรงข้ามยะจิมะเองก็พยายามแสดงออกว่าสนใจเขาอยู่

             อีกสามคนที่เหลือน่าจะสนใจคุโบะ ซึ่งเขาก็ไม่มั่นใจว่าเป็นแผนอะไรของหัวหน้าแผนกบัญชีคนนี้อีกหรือเปล่า เพราะไม่ว่าอาหารอะไรจะออกมาวาง คุโบะก็ตักใส่จานแบ่งให้ไทเซคนเดียว... คือจะให้น้องมันกินโดยไม่มีเวลาพูดกับใคร ตัวเองจะได้ตกสาวๆ ที่เหลือทั้งหมดอะไรอย่างนั้นละมั้ง แล้วไทเซก็เหมือนจะติดกับตามนั้น เพราะตั้งแต่เมนูสลัดจานแรกไปวาง ก็ตักทุกอย่างที่คุโบะแบ่งให้มาเข้าปาก ไม่พูดไม่จาอะไรกับใครทั้งสิ้น

             นายรู้จักงานงานนัดบอดแน่ใช่มั้ยเนี่ย... 

             “หมอนี่ถ้าแบตฯ หมดแล้วมันจะหลับไปเลยอะครับ” คุโบะวางจานไก่ทอดราดซอสที่ตักออกมาให้ตรงหน้าไทเซ “ต้องให้มันกินก่อนจะได้อิ่มๆ เพราะไม่รู้มันจะอยู่ถึงเมนูสุดท้ายหรือเปล่า”

             “...อย่าเอาแค่เรื่องเมื่อวานมาตัดสินกันอย่างนั้นสิครับ ผมไม่ได้หลับง่ายขนาดนั้นนะ” ไทเซเถียง

             “นายมันกินจุ ถ้าไม่แบ่งให้ก็กินหมดคนเดียว”

             “ผมไม่ไร้มารยาทขนาดนั้นหรอกน่า”

             สาวๆ หัวเราะกับบทสนทนาของคุโบะและไทเซที่ทำหน้างอหงิก มุคาเอดะไม่รู้ว่านี่ก็คือการจะทำคะแนนของคุโบะอีกหรือเปล่า ส่วนเขาหยิบมือถือขึ้นมาเปิดดูว่ามิสุเอะยังหลับอยู่ แล้วก็หันไปบอกโอโตนามิว่าขอตัวกลับขึ้นไปดูลูกสาวหน่อย

             กลับลงมาอีกที เมนูก็เหลือแต่ของหวานแล้ว นอกจากไทเซที่โดนห้ามเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คนอื่นที่เหลือก็ดูอยู่ในอาการกรึ่มเบาๆ ได้ที่ ตอนที่เขาเดินเข้าไปในครัวด้านหลัง โอโตนามิก็ไม่มีอะไรต้องทำเพิ่ม คิโกะก็กลับไปแล้วด้วย

             “ขอตัวไปเข้าห้องน้ำหน่อยนะครับ”

             ยะจิมะเลื่อนเก้าอี้เดินไปทางมุมตรอกซึ่งเป็นห้องน้ำของร้าน คนอื่นยังคุยกันสนุก แต่ผ่านไปได้ไม่ถึงนาที นาคากุจิก็ลุกขึ้นบอกจะไปเข้าห้องน้ำบ้าง คุโบะเหลือบมองพลางตบกระเป๋าเสื้อหาบุหรี่ แล้วก็ยืนขึ้นขอออกไปสูบบุหรี่ข้างนอกอีกคนด้วย

             จากประสบการณ์อันยาวนานของคุโบะ เขามั่นใจว่าไอ้นัมเบอร์วันนั่นมันต้องไปพูดอะไรกับยะจิมะแน่นอน พวกสาวๆ คงหาเวลาคุยกันอยู่ว่าใครจะไปต่อกับคนไหน เพราะฉะนั้นเขาก็คงต้องวางแผนเดี๋ยวนี้ว่าจะเอาไอ้เด็กอินเทิร์น นี่กลับไปด้วยได้ยังไง ที่แน่ๆ แผนของเขาที่ทำให้ไอ้หมอนั่นไม่ต้องยุ่งกับใครและไม่มีใครมายุ่งก็ดูจะสำเร็จด้วยดี ขำหน้าไอ้นัมเบอร์วันนั่นชะมัด ถึงจะอยากห้ามไม่ให้ใครคุยกับยะจิมะแต่ก็ห้ามไม่ได้ หน้ามันก็เลยเป็นแบบนั้น ไม่รู้จักวางแผนเหมือนฉันก็อย่างนี้แหละนะ ชั่วโมงบินมันต่างกันเฟ้ย

             “หัวหน้าคุโบะ”

             ที่คาดไม่ถึงก็คือ ไทเซเปิดประตูตามออกมาจากร้าน แล้วก็เดินอ้อมมาตรงมุมสูบบุหรี่ที่เขายืนพิงผนังอยู่

             “มีอะไร? ไม่อิ่มหรือไง กินของหวานของฉันด้วยก็ได้นะ” ลืมไปว่านายมันกินจุ // คุโบะ 

             “ไม่ใช่ซะหน่อย” ไทเซทำหน้าหงิก “ก็หัวหน้าคุโบะบอกว่าให้อยู่ติดหัวหน้าไว้ไง หนีออกมาแล้วจะอยู่ติดยังไงเฮอะ”

             นายกะจะอยู่ติดขนาดนั้นเลยเรอะ // คุโบะ 

             “ข้างในคุยอะไรกันมั่ง?”

             “พอหัวหน้าไม่อยู่ เขาก็รุมถามเรื่องของหัวหน้าคุโบะกันใหญ่เลย” ไทเซ ทำหน้าหงิกกว่าเดิม “ก็ไม่เข้าใจ หัวหน้าไม่สนผู้หญิงแล้วไปทำตัวมนุษยสัมพันธ์ ดีกับเขาทำไม แบบนี้ภาษาชาวบ้านเรียกว่าให้ความหวังนะ”

             “ฉันช่วยไอ้สองคนนั้นเฟ้ย นายหึงไปก็เท่านั้นนะ บอกแล้วว่าฉันไม่นับใครเป็นแฟน”

             ถึงแก้มไทเซจะเปลี่ยนเป็นสีแดง แต่น้ำเสียงก็เหมือนจะโกรธ

             “จะหึงได้ยังไง แล้วถึงจะอยากมีแฟนแค่ไหน ก็ไม่มีทางเป็นแฟนกับหัวหน้าคุโบะหรอก”

             “ทำไมต้องอยากมีแฟนขนาดนั้นเฮอะ?”

             “หัวหน้านั่นแหละ ทำไมถึงต้องไม่อยากมีแฟนขนาดนั้น”

             “มันไม่สะดวกเว้ย” คุโบะพ่นควันออกจากปาก “มีคนมาทำตัวเป็นเจ้าของเจ้าของ มีกฎของการเป็นแฟนกันว่าต้องอย่างนู้นอย่างนี้ มีบริบทของสังคมที่ไม่บอกแต่ก็ต้องรู้ แล้วพอทำไม่ได้ก็โดนงอนใส่อีก ไม่คิดว่ามันไร้สาระเสียเวลาชีวิตบ้างเหรอ”

             “ไหนบอกไม่เคยมีแฟนไง?”

             “ไม่มี” คุโบะเอานิ้วจิ้มหน้าผากเด็ก “แต่ก็มีบางคนที่เป็นพวกสมองเทพนิยายอย่างนายเนี่ยแหละ พอมีความสัมพันธ์กันมากกว่าคนอื่นนิดหน่อยแล้วคิดเป็นตุเป็นตะไปเองว่าเป็นแฟนกัน พยายามจะแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ ถึงได้ต้องมีเส้นขีดแบ่งไว้ตั้งแต่แรก เข้าใจไหม”

             “อย่างหัวหน้าคุโบะน่ะไม่มีใครเขาคาดหวังให้ทำอะไรให้อยู่แล้วครับ”

             ไอ้เด็กบ้า หัดสำนึกซะบ้างว่าฉันตักของกินให้ตั้งเยอะ! // คุโบะ 

             “แต่ถ้ารับเงื่อนไขกันได้ ฉันเซอร์วิสให้เต็มที่นะบอกเสียก่อน” สูดควันเข้าปอด แล้วก็พ่นออกมาพลางเหล่มองอย่างมีนัย “สนใจหาประสบการณ์ละก็บอกได้ เชื่อสิว่าครั้งแรกต้องมีกับผู้เชี่ยวชาญก่อน ของอย่างนี้มันต้องเรียนรู้กับคนมีเทคนิคเข้าใจไหม ถ้าจู่ๆ ไปมีครั้งแรกทื่อๆ นายจะโดนล้อเอานา”

             ไทเซทำหน้าหงิก ถามต่อด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดไม่พอใจ

             “สอนถึงขั้นไหน ต้องเสียเงินไหม? แล้วได้อะไรมั่งครับ?”

             แทบสำลักควันตาย

             นายจะลงเรียนคอร์สแบบเก็บหน่วยกิตเหรอ... // คุโบะ 

             “ใครจะไปเก็บเงินนายกับเรื่องพวกนี้เฮอะ... ว่าแต่นายไม่เลือกรักแท้แล้วเหรอ?”

             “ก็ไม่ได้เลือกหัวหน้าคุโบะนี่”

             อุ... // คุโบะ 

             “โอเคๆ” คุโบะกดบุหรี่ลงกับที่เขี่ย “งั้นก็ไปเอากระเป๋าออกมา นายเลือกได้เลย อยากไปโรงแรมหรือที่ห้องฉัน” ง่ายๆ แบบนี้ก็ดี 

             พอพูดอย่างนี้คนฟังก็หน้าแดงขึ้นมาจริงจัง หลบสายตาพลางทำเสียงขุ่น

             “...ก็ไม่ได้บอกว่าจะวันนี้นะ แค่ถามเผื่อๆ เอาไว้ ถ้าไม่มีคนมาชอบผมมั่งจริงๆ ก็อาจจะคิด”

             อ๋อเหรอ แต่จริงๆ วันนี้นายก็ไม่รอดอยู่แล้วล่ะ คิดเหรอว่าพูดแบบนี้แล้วจะปล่อย // คุโบะ 

             “แค่มีแฟนมันไม่ใช่เรื่องดีขนาดนั้นหรอก ไปเอามาจากไหนว่าถ้ามีแฟนสักคนแล้วจะช่วยให้หายเหงาน่ะ เลี้ยงลูกแกะไว้ดูเล่นยังดีกว่า”

             ไทเซขำพรืด

             “ทำไมเป็นลูกแกะ?”

             ก็แกนั่นแหละ! // คุโบะ  

             คนเป็นผู้ใหญ่กว่าถอนหายใจระอา แต่ก็อดเอามือวางบนศีรษะไม่ได้

             “นี่นะ จะบอกให้ว่าคนชอบนายน่าจะมีเยอะแยะ หัดมั่นใจในตัวเองซะบ้าง อย่างนายถ้าเอาไปปล่อยในที่ที่มีพวกเสือสิงห์กระทิงแรดเยอะๆ ละก็ ไม่มีใครปล่อยนายไว้เกินห้านาทีเด็ดขาด ไม่เชื่อก็ลองดู” นายจะดูถูกสายตาและประสบการณ์อันโชกโชนของฉันมากเกินไปแล้ว คิดว่าฉันต้องพยายามขนาดนี้เพราะอะไรน่ะเฮอะ ถ้าไม่ใช่เพราะคิดว่าได้เจอวัตถุดิบชั้นดีที่ต้องหาทางกินก่อนที่มันจะกลายเป็นเพชรราคาสูงในตลาดน่ะ! // คุโบะ 

             “ลองยังไงอะครับ...?” ไทเซขมวดคิ้ว มองตาปริบๆ

             “ไปร้านที่นายอยากลองไปกัน”

             คุโบะกอดอก

             “เดี๋ยวฉันพาไปเอง”

 

             ยะจิมะล้างมือในอ่าง ดึงกระดาษแผ่นหนามาเช็ดแล้วโยนลงถังขยะ เงยหน้ามองกระจกเงียบๆ พลางถอนหายใจ เหมือนเหนื่อยกับการปั้นรอยยิ้มมนุษยสัมพันธ์ดีตลอดงานนี้แล้ว แต่ถ้าก้าวออกจากประตูห้องน้ำนี้ไป ก็ต้องปั้นรอยยิ้มแบบนั้นอีก ที่ผ่านมาเขาทำท่าอยากจะไปร่วมงานโกกงที่คุวาบาระจัดหลายครั้งก็จริง แต่ไม่เคยได้ไปร่วมจริงๆ สักครั้ง ก็แปลกดีที่เคยเอาเรื่องนี้ไปใช้เปิดประเด็นสนทนากับพวกรุ่นพี่ ซึ่งรุ่นพี่นาคากุจิก็ไม่เคยมีปฏิกิริยาอะไรกับเรื่องนี้เลยสักครั้ง

             ตอนนี้เขาคิดว่าไม่จำเป็นต้องทำอะไรแบบนั้นอีกแล้ว และถึงคุวาบาระจะรู้ว่าเขามีคนที่ชอบอยู่ในบริษัท ก็ไม่รู้ว่าคนนั้นคือรุ่นพี่นาคากุจิ งานวันนี้มันถึงได้ยุ่งอิรุงตุงนังอย่างนี้ ...ทั้งที่คิดว่าภายในใจของเขามันจบไปแล้ว และตัวเองก็กลับมาทำตัวเหมือนเดิมได้ดีอยู่ แต่พอได้มาเห็นว่ามีผู้หญิงแสดงความสนใจรุ่นพี่ขนาดนี้แล้วถึงได้พบว่า ไม่มีอะไรกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้เลย เขาอาจจะพยายามอยู่สงบๆ และตัดใจได้ แต่ก็ไม่ได้อยากมาเห็นภาพนี้หรือรับรู้ความจริงว่ารุ่นพี่ดำเนินชีวิตคนละเส้นทางกับเขาได้เป็นปกติ แถมมันก็ต้องดีกว่าอยู่กับเขาอยู่แล้ว รุ่นพี่นาคากุจิไม่ได้มีรสนิยมแบบเขาตั้งแต่แรก สามารถมีแฟนสาว แต่งงาน แล้วก็มีลูก ดูยังไงก็มีชีวิตที่มั่นคงอย่างที่สังคมยอมรับได้ เขาเลือกถอยห่างก็เพราะอย่างนั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอยากจะเห็นโมเม้นต์หรือวินาทีที่เป็นอย่างนั้นเสียหน่อย

             เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ใช่แค่ทำใจไม่ได้ แต่ยังระลึกความจริงได้อีกข้อว่าถ้าทำงานอยู่บริษัทเดียวกันอย่างนี้ สักวันก็คงต้องเห็นภาพนั้นอยู่ดี... ไหนบอกว่าจะกลับมาเป็นรุ่นน้องที่คอยชื่นชมและมีแต่ความหวังดีให้ไง ถ้ามีเรื่องดีๆ กับรุ่นพี่แบบนั้นจริงๆ เขาจะอวยพรได้เหรอ...

             งานวันนี้ เขาควรจะหายตัวไปก่อนที่จะมีสาวๆ คนไหนสักคนในกรุ๊ปชวนให้รุ่นพี่นาคากุจิไปต่อด้วยกัน ไม่อยากเห็นวินาทีที่รุ่นพี่คนนั้นตอบตกลง ถูกไหม...

             ยะจิมะเปิดประตูออกมาแล้วก็สะดุ้ง เพราะไม่คิดว่านาคากุจิจะกอดอกพิงผนังยืนรออยู่หน้าห้อง นิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะรีบตอบตะกุกตะกัก

             “เอ้อ ขอโทษที่เข้านานครับ”

             “ไม่เป็นไร ไม่ได้จะมาเข้าห้องน้ำน่ะ”

             ยะจิมะยืนเงียบ เพราะทางเข้าห้องน้ำเป็นมุมตัดเข้ามาในตรอกแคบที่เดินสวนกันแทบจะไม่ได้ และตอนนี้นาคากุจิก็ยืนขวางหน้าอยู่

             “แค่อยากถามความคิดนายหน่อย... ว่าทำไมถึงได้มางานโกกงนี่ ได้ยินมาว่าถึงคุวาบาระมาชวน นายก็ไม่เคยไปร่วมจริงๆ สักครั้งไม่ใช่เหรอ คราวนี้ทำไมถึงยอมมาล่ะ? เพราะอยากจะเปลี่ยนมาหาใครสักคนจริงๆ จังๆ หรือเพราะเห็นว่าเป็นสาวแบงก์?”

             ยะจิมะนิ่งอึ้ง มองสีหน้ากังวลของอีกฝ่ายแล้วบอกไม่ถูกว่าควรจะตอบว่าอะไร อันที่จริงแค่หัวเราะแล้วตอบไปว่าไม่มีอะไร รสนิยมเขาก็ยังเหมือน เดิม แค่ปฏิเสธคำขอร้องของคุวาบาระไม่ได้มันก็จบ แต่จะว่าไป นี่ก็อาจจะเป็นโอกาสตัดจบให้มันสิ้นสุดไปเลยก็ได้ จะฟางเส้นสุดท้ายหรือหนามที่ตำอยู่ ยังไงก็ต้องเอาออก หรือไม่ก็ตัดทิ้งไปอย่างเด็ดขาดถึงจะจบ

             “ทั้งสองอย่างครับ ฮะ ฮะ” ยะจิมะหัวเราะ “ก็คิดว่าอาจจะเป็นโอกาสที่ดีก็ได้ ชักจะเหนื่อยกับการเป็นแบบนี้แล้ว”

             จะเป็นคำตอบที่อีกฝ่ายอยากฟังหรือไม่เขาไม่รู้ แต่เพราะไม่เคยเห็นรุ่นพี่สายร่าเริงอย่างนาคากุจิทำหน้าผิดหวังขนาดนั้น เขาก็เลยต้องหันหน้าหลบ อาจจะคิดไปเองว่าแค่หัวใจเต้นในจังหวะผิดปกติ ภายในอกก็ปวดตุบๆ

             “เหนื่อยเพราะอะไร? เพราะฉันน่ะเหรอ งั้นก็ขอโทษนะ”

             ยะจิมะรู้สึกว่าใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาแปลกๆ เลยตัดสินใจไม่เงยหน้า ถ้าตอนนี้มีน้ำตาคลออยู่จะว่ายังไง... ไม่เคยบอกใครใช่ไหม ว่าเขาน่ะเป็นพวกบ่อน้ำตาตื้น ก็แล้วทำไมถึงต้องพูดอะไรแบบนี้ขึ้นมาตอนนี้ล่ะ ที่เคยสารภาพรักนั่นเขาก็อุตส่าห์สะสางในใจให้แล้วว่าพูดออกมาเพราะประเมินน้ำหนักของความรู้สึกไม่เท่ากัน ถึงได้ปฏิเสธแล้วขอให้กลับไปเป็นเหมือนเดิมให้แล้ว ไม่เข้าใจว่ารุ่นพี่ยังจะมีอะไรข้องใจอยู่ ถ้าแค่เรื่องคืนนั้นคืนเดียว ก็รีบลืมๆ ไปเถอะ

             “รุ่นพี่ก็พูดได้ เพราะไม่ใช่คนฝั่งเดียวกันเสียหน่อย รุ่นพี่ไม่รู้หรอกว่าเป็นคนฝั่งนี้ต้องเจอกับอะไรบ้าง แล้วมันเหนื่อยใจแค่ไหน การเผลอไปชอบคนที่เขามีรสนิยมปกติน่ะมันจะลงเอยยังไง ผมก็แค่เหนื่อยแล้ว อยากมีความรักปกติบ้าง ก็งานจับคู่แบบนี้ไม่ใช่เหรอครับ ที่สังคมบอกว่ามัน `ปกติ`”

             “อะไรที่คนบอกว่ามัน `ไม่ปกติ` ก็ไม่ใช่ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเสมอไปนี่ มันอาจจะแค่ `พิเศษ`กว่าคนอื่นก็ได้” นาคากุจิตอบฉับ “ฉันก็เคยสงสัย เคยถามเรื่องนี้กับมุคาเอดะเหมือนกัน ถามตรงๆ เลยว่ามีความรักกับผู้ชายด้วยกันมันไม่ลำบากเหรอ?”

             ยะจิมะนิ่งอึ้ง แต่ก็เชื่อว่าถ้าเป็นรุ่นพี่นาคากุจิ ก็คงถามคำถามที่ไร้ความละเอียดอ่อนขนาดนั้นออกไปได้

             “หมอนั่นตอบว่าไม่ว่าจะคบกับคนเพศไหน มันก็มีความลำบากของมันอยู่ แค่ว่ามีเรื่องที่ต้องยอมรับมากน้อยต่างกันแค่นั้นเอง” คำของนาคากุจิทำคนฟังนิ่งอึ้ง “เพราะงั้นนายอย่าคิดไปเองเลยว่าเลือกคบกับคนบนเส้นทางที่สังคมบอกว่าปกติแล้วมันจะราบรื่นกว่าน่ะ จะเส้นทางไหนมันก็แค่ลำบากกว่าเป็นบางเรื่อง แต่มันก็อาจจะดีกว่าเป็นบางเรื่องก็ได้นี่ ทุกทางมันก็อย่างนี้ มีทั้งดีไม่ดีนั่นแหละ คือเรื่อง `ปกติ`”

             ยะจิมะนิ่งเงียบ รู้ตัวจริงจังว่าน้ำตาคลอ แต่ก็ห้ามอะไรไม่ได้ พูดอะไรไม่ออก

             “เรื่องที่สารภาพรักกับนายคราวก่อน... ฉันก็ยอมรับจริงแหละว่าไม่ได้คิดให้ดี... ก็นิสัยเป็นแบบนี้อะนะ เลยโดนมุคาเอดะด่า” นาคากุจิหัวเราะแห้งๆ “หมอนั่นบอกว่าฉันจะไปทำนายเจ็บซ้ำซ้อน ต้องอธิบายความรู้สึกตัวเองให้ได้ก่อน ถึงจะไปบอกความรู้สึกกับนายได้ ฉันก็เลยอยาเงียบๆ สักพัก ตอนนี้ฉันก็เลยคิดว่าพร้อมจะอธิบายนายได้แล้วว่า...”

             พูดได้ไม่จบ เพราะยะจิมะยื่นมือไปปิดปาก ใบหน้าซีดสนิท

             “ไม่เอา...” ขนาดส่ายหน้าแค่เบาๆ น้ำตาที่คลออยู่ก็แทบจะร่วงเผาะ “ไม่พูดนะครับ ผมไม่อยากปฏิเสธอีกรอบ”

             “ก็อย่าปฏิเสธซี่!” นาคากุจิสะบัดหน้า ปัดมือออก “นายไม่ต้องปฏิเสธอะไรนี่ แค่ตอบตกลงมาก็จบ!”

             “มันไม่เหมือนกันนะ!” ยะจิมะโต้กลับอย่างหมดความอดทน “เพราะรู้จักรุ่นพี่ดี ถึงได้รู้ว่ารุ่นพี่น่ะไม่ได้คิดหน้าคิดหลังให้ดีหรอก! ไม่ได้คิดใช่ไหมว่าถ้ามันไม่เวิร์คแล้วมันจะเป็นยังไง ยังต้องทำงานอยู่ด้วยกัน ยังต้องเจอหน้ากัน สำหรับรุ่นพี่นาคากุจิก็ไม่มีปัญหาหรอก รุ่นพี่มีทางไปเรื่อยๆ แป๊บเดียวก็ลืมหมด คนที่ไปต่อไม่ได้สุดท้ายก็ผมเอง เหนื่อยแล้วกับการขุดตัวเองขึ้นมาจากหลุมแบบนั้น ตอนแรกจะพูดยังไงก็ได้แหละ พอตอนจะไปก็พูดง่ายๆ แล้วก็โยนความผิดให้”

             “อย่าเอาฉันไปเทียบกับคนเก่าของนาย!” นาคากุจิบีบไหล่ “นายเอาอะไรมาตัดสินล่ะว่าฉันจะไม่มีปัญหา ทุกวันนี้นายต่างหากที่ไม่มีปัญหา ฉันมีปัญหาตลอด! ให้เห็นหน้านายโดยไม่คิดอะไร ฉันทำไม่ได้!”

             ยะจิมะนิ่งเงียบ เหมือนจะสงบสติอารมณ์ได้เล็กน้อยจากแรงบีบ ตัดสินใจหลบสายตา พูดต่อเบาๆ ด้วยเสียงถอดใจ

             “รุ่นพี่เข้าใจหน่อยเถอะครับ อยู่อย่างนี้มันดีที่สุดแล้ว ถ้าต้องเสียแม้แต่พื้นที่ที่ได้คุยด้วยแบบนี้ไป...” เสียงหายไปเหมือนพูดไม่ออก เลยเปลี่ยน ไปพูดประโยคอื่น “ไม่ได้อยากได้อะไรมากกว่านี้ อยากได้แค่นี้จริงๆ”

             “ยะจิมะ...”

             ไม่ทันได้พูดอะไรต่อ เพราะได้ยินเสียงรองเท้าส้นสูงเดินมาทางนี้ นาคากุจิตัดสินใจปล่อยมือออกจากไหล่ ยะจิมะเองก็ปาดน้ำตาทิ้งรวดเร็ว ไม่มั่นใจว่าคนข้างนอกจะได้ยินเสียงพวกเขาทะเลาะกันหรือไม่ แต่ก็คิดว่าไม่ได้ทำเสียงดังขนาดนั้น ในร้านมีเสียงดนตรีเปิด โต๊ะก็อยู่ใกล้กับประตูทางเข้าที่ห่างจากตรงนี้ พวกนั้นก็น่าจะคุยกันเพลินจนไม่ได้ยินไม่ใช่เหรอ

             “มีอะไรหรือเปล่าคะ เห็นไปเข้าห้องน้ำนานเลยเป็นห่วง” หญิงสาวคนหนึ่งในกลุ่มเดินมาถาม ยื่นมือมาดึงแขนนาคากุจิพลางส่งยิ้มให้อย่างเนียนๆ

             “ชวนไปคาราโอเกะต่อแต่คุณคุโบะกับน้องไทเซไม่ยอมไปน่ะค่ะ กลับกันไปก่อนเฉยเลย คุวาบาระคุงก็จะไปต่อกันสองคนกับริโกะ ฉันเลยรีบเดินมาชวนคุณก่อน เดี๋ยวมีคนมาแย่ง” พูดพลางช้อนสายตามอง จงใจสื่อความหมายพิเศษ “คุณนาคากุจิไปหาที่ดื่มต่อกันสองคนกับฉันไหมคะ เพิ่งจะสามทุ่มเอง”

             นาคากุจิมองยะจิมะที่หลบสายตาไปเงียบๆ คำชวนแบบนี้เป็นเรื่องปกติในงานนัดบอดแบบนี้อยู่แล้ว เรียกได้ว่าต่อให้หญิงสาวเดินมาชวนต่อหน้าใครในกรุ๊ปแบบนี้ก็ไม่มีใครว่าอะไรได้ด้วยซ้ำ เรื่องแบบนี้ด้านได้อายอด

             “ไม่ละครับ” นาคากุจิยิ้มให้ ตอบด้วยเสียงร่าเริง ก่อนจะคว้าแขนยะจิมะที่ยังยืนอึ้งอยู่ในมุมเดิม “ไม่ได้มาเพราะจุดประสงค์แบบนั้น ที่มางานนี้ก็เพราะหมอนี่เท่านั้นเอง”

             หญิงสาวทำหน้าเหวอ ต้องเบี่ยงตัวสุดฤทธิ์เพราะนาคากุจิคว้าแขนรุ่นน้องในที่ทำงานดึงออกไปจากตรอก พอถึงโต๊ะที่เหลือแค่คุวาบาระกับพวกสาวๆ ก็หลุบตามองแบงก์หมื่นเยนที่คนวางเอาไว้น่าจะเป็นคุโบะ เจ้าตัวไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว รวมถึงไทเซและข้าวของของหมอนั่นด้วย

             นาคากุจิคว้ากระเป๋าของตัวเองบ้าง หยิบแบงก์หมื่นเยนออกมาวางซ้อนให้อีกใบ ในขณะที่รุ่นน้องของแผนกเขาได้แต่เงยหน้ามองด้วยสีหน้าฉงน

             ที่เหวอกว่าคือมือที่จับรุ่นน้องของอีกแผนกแน่นเหมือนคนกลัวว่าเขาจะหนี

             “ฉันกับยะจิมะกลับก่อนนะ แล้วเจอกันพรุ่งนี้”

             ทิ้งท้ายไว้แบบนั้น แล้วก็ออกจากร้านไปกันอีกสองคน

        

To be continue

 

MEB E-book ID >> Hanabidou

ความคิดเห็น