ณ กลางใจ
email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

วาทกรรม ณ แดนโลกีย์บทที่ เจ็ด

ชื่อตอน : วาทกรรม ณ แดนโลกีย์บทที่ เจ็ด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 89

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 22 พ.ย. 2563 03:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
วาทกรรม ณ แดนโลกีย์บทที่ เจ็ด
แบบอักษร

 

วันถัดมาฮ่องเต้ทรงพระประชวร ขุนนางจึงเสนอให้องค์รัชทายาทขึ้นสำเร็จราชการแทน เป็นเช่นนี้ราชวงศ์ต้าฉินที่สามจวนเจียนจะล่มสลายเนื่องจากชาวบ้านที่ร่วมก่อกบฎต่างพากันฮึกเหริม กำหนดการก่อกบฏก็ใกล้เข้ามาทุกที แต่ก่อนจะบุกไปที่พระราชวัง ก็ไม่ลืมที่จะวางแผนในการทำลายจวนเหลี่ยงอ๋องเพื่อสร้างเสริมกำลังใจของกลุ่มพวกตน

 

ในเมื่อมีศิลากำหนดว่าหากคนผู้นี้ตาย ราชวงศ์จะดับสิ้น เช่นนั้นก็จงแวะไปกำจัดที่อัปมงคลแห่งนั้นก่อนเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย

 

.......

 

ภายในห้องที่กว้างขวางหน้าต่างที่มุมผนังเปิดกว้างรับแสงแดดอ่อนๆ ที่ส่องเข้ามากระทบสองบุรุษงามดั่งหยกที่นั่งอยู่ในห้องทั้งสองคน เมื่อเช้าพระพิรุณของปลายเหมันต์ระรินจึงไม่เป็นใจให้ออกไปข้างนอก

อันจวนแห่งนี้ไม่มีกฏเข้มงวดอะไรนอกจากกฏของสาวใช้หลบหนี และด้วยความที่วังหลวงไม่ได้ส่งคนมากำชับพวกเขาฮวาเหลียนจึงถือคติ อยากทำอะไรก็ทำ

ณ ตอนนี้ คนหนึ่งนั่งพิงหัวเตียงดวงตาสีทองประกายมองเห็นเพียงแค่ความมืดมิด อีกคนถือวิสาสะนอนตักอย่างใกล้ชิดสนิทสนม เขานอนตะแคงพลิกหน้ากระดาษอ่านหนังสือนิทานพื้นบ้านออกเสียงหวังให้อีกฝ่ายได้สดับรับฟังไปร่วมกัน

พอหนังสือจบลงฮวาเหลียนก็ปิดหนังสือวางลงบนอกตน สายตาเหลือบเห็นหยาดพิรุณที่ค้างคาอยู่ขอบหน้าต่างค่อยๆหยดลงทีละเม็ด ท่ามกลางกลิ่นหอมของดินปะปนแดดกรุ่นลอยเข้ามาในเรือน สุ่มเสียงนกน้อยที่กำลังออกจากรัง ทั้งยังมีแสงสีทองรำไรสาดเข้ามาพาให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น  อดทำให้ฮวาเหลียนลอบคิดในใจไม่ได้ว่า ฟ้าหลังฝน ย่อมงามงามเสมอ พลันถูกแรงสะเทือนแผ่วเบาที่ศีรษะก็ทำให้เขาละความสนใจไป จึงทราบว่าเหลี่ยงอ๋องใช้ฝ่ามือของพระองค์ลูบที่ศีรษะให้ตนด้วยความแผ่วเบา ในใจพลันรู้สึกหวาบหวาม เกิดขึ้นบ้างแต่เขาก็คิดว่ามันเป็นเพียงความแปลกใหม่

คนหนึ่งไร้ใครใส่ใจดูแล เกิดมามองโลกก็เห็นเพียงความมืดมิด ได้ยินเพียงเสียงเยาะเย้ยตั้งแต่จำความได้

อีกคนถูกดูแลเข้มงวดกวดขัน แต่ไม่เป็นอิสระใดๆ

พวกเขาทั้งสองเริ่มจำความได้ครั้งสิ่งที่รับรู้ มิใช่ฝ่ามือของมารดาที่อ่อนโยน ไม่ใช่สุ่มเสียงหัวเราะของบิดา แต่เป็นวาจาจากคนรอบข้างที่คอยกล่าวว่าพวกเขาเป็น ตัวกาลกินี ภัยแห่งแคว้น อัปมงคล...

 ฮวาเหลียนหลับตาลงปล่อยให้อีกฝ่ายลูบศีรษะของตนให้พอใจรู้ตัวอีกทีก็หลับลึกไปเสียงแล้ว ส่วนเหลี่ยงอ๋องหลังจากอีกฝ่ายหลับไปได้ครึ่งถ้วยชาพระองค์ก็หลับตาลงงีบหลับไปพร้อมความเงียบสงบ

 

ห้วงนิทราที่ลึกที่สุด เสียงนกเฟิ่งหวงเจ็ดตัวดังรายล้อม เบื้องนภาเป็นแสงสีสว่างสาดเข้ากระทบม่านตาจนเขาต้องหลี่ลงเล็กน้อย  

“โปรดทานด้วยพ่ะย่ะค่ะ” เสียงสุขุมปรากฏขึ้นพร้อมร่างโปร่งสายหนึ่งค่อยๆชัดแจ้งมีใบหน้ารูปกาย ในมือเขาถือยาลูกกลอนสีขาวใสหนึ่งเม็ด “ลูกกลอนพิเคราะห์จิตจะนำจิตในร่างมนุษย์ของท่านกลับคืนสู่ร่างเซียน ณ สวรรค์ชั้นฟ้ามิไปตกหล่นที่อื่น ข้าน้อยขออภัยท่านเนื่องจากสถานะการณ์ของเผ่าสวรรค์ระส่ำระส่ายเป็นอย่างมาก แม้จะทราบถึงบารมีของพระองค์แต่ก็อยากจะป้องกันไว้ก่อนพ่ะย่ะคะ”

เนื่องจากดวงจิตที่จะกลับสวรรค์นั้นเป็นดวงจิตขององค์รัชทายาทเผ่าสวรรค์ หากถูกเผ่ามารที่มีความสามารถและจิตใจแรงกล้าช่วงชิงไปจะเกิดปัญหาไม่จบสิ้นจึงจำเป็นต้องทานลูกกลอนเม็ดนี้

เขาไม่รีรอรับยาลูกกลอนนั้นกลืนลงคอทันที

 

“เหลี่ยงอ๋อง”

คนถูกเรียกรู้สึกราวกลับว่าถูกกระชากจิตวิญญาณกลับเข้าร่าง เหลี่ยงอ๋องพยักหน้าให้เป็นการตอบรับแต่ยังไม่เปิดเปลือกตา พระองค์จำได้ว่าเมื่อครู่ทรงสุบินนิมิต แต่เมื่อนึกกลับคิดอะไรไม่ได้สักอย่างเขาจึงปล่อยไป

“ท่านหลับนานมากข้าไม่อยากปลุกแต่เวลานี้พลบค่ำแล้ว ยังไม่ยอมตื่นข้ากังวลว่าดึกๆท่านจะหิวจึงเรียกท่าน”

เหลี่ยงอ๋องผยักหน้าหนึ่งครั้ง ฮวาเหลียนจึงให้คนจัดโต๊ะอาหารและให้ลากโต๊ะมาติดขอบเตียงก่อนประคองเหลี่ยงอ๋องมาชิดขอบโต๊ะ

“พระชายาทำเช่นนี้จะไม่เหมาะ”

ฮวาเหลียนทราบดีว่าการกินอาหารบนแท่นบรรทมมันไม่ถูก แต่นี้ก็ดึกมาแล้วทานที่ไหนก็เหมือนกันขอแค่ทานจะได้ไม่ลำบากเหลี่ยงอ๋องถูกห่ามไปห่ามมา

“ไม่มีใครมาว่าได้ ข้ารับผิดชอบเอง” ฮวาเหลียนโบกมือไหล่สาวใช้ให้ออกไปหลังจากนางรินชาใส่จอกก็พากันถอยออกจากห้องบรรทม

 ก่อนหน้านี้ตัวฮวาเหลียนทานไปก่อนแล้ว มัวแต่ไปชำระร่างกาย พอกลับมาเห็นยังไม่ตื่นก็เกรงใจอยู่นานทำให้เลยเวลาทานอาหารเย็นทำให้เหลี่ยงอ๋องต้องทานมื้อดึก

ฮวาเหลียนจับมือเหลี่ยงอ๋องสัมผัสช้อนนอกจากนั้นพระองค์ก็สามารถเสวยได้เองโดยที่ไม่จำเป็นต้องเปิดเปลือกตาขึ้นด้วยซ้ำ เขาจึงลุกไปสั่งสาวใช้เตรียมน้ำร้อนรอชำระร่างกายให้เหลี่ยงอ๋อง

 

เหตุการณ์เมื่อวานใช่ว่าฮวาเหลี่ยงจะลืมเลือน เขาเพียงแค่ไม่พูดถึงท่านั้น ตอนแรกว่าจะถามสาวใช้แต่ดูท่าทางแล้วไม่สมควรยิ่ง คนในจวนยิ่งแล้วใหญ่ ฮวาเหลียนจับถุงผ้าข้างเอวที่เขาพกติดตัวตลอดเวลาไว้แน่นมือ

ข้าจะออกไปหาความจริงเรื่องของเหลี่ยงอ๋องในวันพรุ่งนี้

ตั้งเป้าหมายหลักแล้วก็ตระเตรียมสิ่งของพกติดตัว จำพวกร่มหากฝนตก เงินพันตำลึงแบ่งเก็บสาบเสื้อช่วงอก แบ่งเก็บในกระเป๋าในแขนเสื้อเพราะอาจถูกต้มตุ๋นหลอกลวง ไหนจะมีหมวกผ้าคลุมหน้า หรือจะปิดครึ่งหน้าออกไปดี อาภรณ์ที่ใส่ต้องเป็นเนื้อผ้าราคาถูกไม่สะดุดตาการวางตัวต้องไม่ตื่นเต้นเกินไป พกอาวุธเผื่อเจอผู้ร้าย...

“อื้ออ” ฮวาเหลียนตื่นเต้นจนกุมหัวตัวเองแรงๆทีหนึ่งแล้วกั้นสียงออกมาเนื่องจากมีความคิดในการพกของพรุงพะรังเต็มหัวไปหมด

เพราะความเงียบทำให้เขาลืมไปว่ามีคนอยู่ข้างหลัง เมื่อเขาหันกลับไปมอง สิ่งที่พบคือเหลี่ยงอ๋องมองมาตามต้นทางของเสียง

“ข..ข้าข้า..ข้าดึงปิ่นปักผมไม่ออกมันพันผมข้าเล็กน้อย”

แม้จะมองไม่เห็นแต่ได้กลิ่นชัดเจนว่าเขาพึ่งอาบน้ำได้ไม่นาน ทั้งก่อนหน้านี้ที่นอนตักของพระองค์ก็ไม่ได้ปักปิ่นเสียงหน่อย เหลี่ยงอ่องตรัสถามไม่ได้ ทำได้เพียงแค่ปล่อยผ่านไปไม่คิดเล็กคิดน้อย

ทั้งสองไม่มีใครใคร่ล่วงรู้เลยว่าวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายของการอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน

 

 

ความคิดเห็น