Hanabidou
facebook-icon

Good Things take time

ชื่อตอน : Chapter 26

คำค้น : Hanabidou, คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว, ฟีลกู๊ด, เด็ก, ครอบครัว, วาย, BL, ญี่ปุ่น, คนทำงาน, ออฟฟิศ, ซิงเกิลแด๊ด

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 627

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 21 พ.ย. 2563 18:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 26
แบบอักษร

26

             มุคาเอดะผูกเชือกระหว่างผ้าใบกับท่อเหล็กที่เต๊นท์เพิ่มเพราะเห็นว่าวันนี้ลมแรง ถึงอย่างนั้นอากาศก็ทำท่าว่าจะค่อยๆ ร้อนขึ้น สมกับที่เขาเช็คจากแอพพยากรณ์อากาศมาว่าไม่มีวันที่ฝนจะตกในวันนี้โดยเด็ดขาด มีคนมาช่วยเตรียมงานกีฬามากกว่าที่คิด ทำให้การเตรียมงานทุกอย่างเสร็จราบรื่นก่อนเวลาเยอะ จนคนส่วนหนึ่งไปยืนจับกลุ่มคุยกันได้ แรงงานวัยหนุ่มกลุ่มเขาได้รับคำชมไม่ขาดปาก โดยเฉพาะตัวเขา... ที่ได้ยินคนพูดถึงตลอดว่าคุณพ่อของมิสุเอะจังอายุแค่ยี่สิบแปด ขนาดอยู่ไกลก็ยังได้ยินพวกพ่อบ้านคุยกันเรื่องนี้เป็นสิบรอบแล้ว

             มุคาเอดะหันมองคนอื่นที่น่าจะค่อยๆ เสร็จงานเหมือนกับเขา โอโตนามิไม่ใช่แค่ถูกครูอนุบาลรุมล้อม แต่ยังมีพวกแม่ๆ ที่มาก่อนเวลาเข้าไปยืนคุยด้วย ก็สมแล้วที่เป็นโอโตนามิ คนคนนี้ไปยืนที่ไหนก็เด่น ยิ่งคนรู้ว่าเขาเป็นเจ้าของร้านกาแฟหัวสะพานที่อยู่ตรงทางลงเนินพอดีก็ยิ่งสนใจกันใหญ่ คิดว่าคงจะได้ลูกค้า มาเพิ่มอีกเพียบ จริงๆ ก็น่าจะเป็นเรื่องน่ายินดี แต่พอนึกภาพว่า พวกครูและแม่ๆ คงจะกรี๊ดกร๊าดกันประมาณนี้ทุกครั้งตอนที่โอโตนามิมารับมิสุเอะแทนให้แล้ว ก็อดหมั่นไส้ไม่ได้

             ถึงจะว่างั้น แต่คนที่ทำหน้าบูดไม่ใช่เขา กลับเป็นลูกสาวที่ยืนกอดอกมองข้างๆ แล้วก็ทำหน้างอนแล้วงอนอีก

             “ปะป๊าดูสิ คุณชินมีคนมาคุยด้วยตั้งเยอะ”

             “คุณชินทำร้านกาแฟใกล้ๆ โรงเรียนนี่ แล้วปกติก็คุยเก่งอยู่แล้ว”

             “แต่คุณชินมีแฟนแล้วนะ”

             “...”

             อ้อ... ยังจำเรื่องนั้นได้แฮะ // มุคาเอดะ 

             “มิสุเอะจังไปยุ่งอะไรกับเขาล่ะ”

             “ก็คุณชินเป็นเจ้าสาวบ้านเรา มีแฟนแล้วด้วย ปะป๊าต้องไปเตือน”

             ตกลงฉันเป็นแม่ของทั้งคู่ใช่ไหม... // มุคาเอดะ 

             “ไปนั่งรอที่เสื่อดีกว่า เดี๋ยวคุณชินเสร็จเรื่องก็ตามมาเอง” มุคาเอดะถอดถุงมือทำงานออก ยื่นมือไปจูงเด็กหญิงให้ไปทางผ้าปูที่ปูจองที่ไว้ วันนี้เขาอยู่ในเสื้อยืดสีขาวล้วนไม่มีลวดลายใดๆ คลุมทับด้วยเสื้อคาร์ดิแกนหน้าร้อนแขนเจ็ดส่วนสีนาวี่ ใส่นาฬิกาข้อมือเรือนที่ใช้อยู่ประจำ ท่อนล่างเป็นกางเกงสีน้ำตาลกับรองเท้าผ้าใบสีขาว ดูแล้วแปลกตาสำหรับคนที่ไม่เคยเห็นเขาใส่ชุดอื่นนอกจากชุดสูท แต่ถึงยังไงก็ยังดูสะอาดสะอ้าน เนี้ยบเรียบง่าย ดูดีทุกกระเบียด สมกับเป็นรุ่นพี่มุคาเอดะ...

             ไม่เคยคิดว่าเสื้อสีนาวี่มันจะเอามาใส่เข้ากับกางเกงสีน้ำตาลแล้วออกมาดูดีได้ขนาดนี้ ความยาวของทุกอย่างก็กำลังดี นาฬิกาข้อมือสายหนังสีน้ำตาลเข้มนี่ก็ขับผิวขาวๆ ดีมาก ผมสีดำตัดสั้นมีระเบียบ ขนาดแดดยังไม่แรง แค่ทำงานกลางแจ้งนิดหน่อยแก้มสีขาวก็เปลี่ยนเป็นอมชมพูเรื่อ มีเหงื่อจับต้นคอนิดหนึ่ง ดูแล้วเซ็กซี่แปลกๆ

             “...”

             คุโบะเอามือจับกลางหัวไทเซ หมุนช้าๆ ให้หันไปทางโอโตนามิที่ถูกผู้คนรุมล้อม พูดใส่ด้วยเสียงหงุดหงิด

             “คนที่นายต้องดูอยู่นู่น นู่น เห็นไหม มีคนมารุมใหญ่แล้ว”

             ใครใช้ให้นายไล่สายตาตามมุคาเอดะตลอดเวลาอย่างนั้นเฮอะ! // คุโบะ 

             ไทเซทำตาปริบๆ หลังจากขนพวกกล่องเครื่องดื่มที่จะแจกเด็กๆ มาวางในซุ้มแล้วก็เผลอยืนมองมุคาเอดะอยู่อย่างนั้น จนคุโบะมาจับหัวให้หันมองโอโตนามินี่แหละ สีหน้าถึงค่อยเปลี่ยนเป็นเลิ่กลั่กเพราะเพิ่งนึกได้ แต่พอทำท่าจะเดินออกไปเรียก คุโบะก็ดึงแขนไว้อีก

             “เดี๋ยวๆ ก่อนจะไปทบทวนแผนการก่อนซิ นายมาทำอะไรวันนี้เฮอะ”

             “เอ่อ...” ไทเซหันมองคุโบะอย่างงงๆ “...หาทางทำให้ลูกสาวรุ่นพี่มุคาเอดะอยากมีแม่ใหม่เป็นคุณครูอนุบาลที่ตัวเองชื่นชอบครับ”

             “ดีมาก เพราะฉะนั้นเห็นมั้ย” คุโบะเอามือโอบไหล่ อีกมือชี้ไปที่โอโตนามิต่อ “ตอนนี้ครูไปรุมล้อมโอโตนามิกันหมดแล้ว ที่นายต้องไปเอาออกมาคือ `ครู` เข้าใจมั้ย”

             “ไปดึงความสนใจครูเหรอครับ?”

             “ใช่แล้ว แล้วก็ใช้โอกาสนี้ดูชื่อที่ป้ายห้อยคอพวกครูเอาไว้ เจอคนไหนน่าสนใจแล้วมาบอกฉัน”

             ไทเซพยักหน้าหงึกๆ บ๊ะ ว่าง่ายชะมัด แถมโดนโอบไหล่ก็ยังไม่รู้ตัว // คุโบะ 

             พอปล่อยมือออกจากไหล่ เด็กหนุ่มวัยมหาวิทยาลัยก็วิ่งแจ้นเข้าไปกลางกลุ่ม นี่ก็ใส่เสื้อยืดลายขวางสีแดงสดใส กางเกงขาสั้นสีดำ รองเท้าแตะหน้าร้อนแบบผู้ชาย ที่แขนก็พันสร้อยข้อมืออะไรไว้ไม่รู้ โคตรจะรู้สึกได้ถึงความแตกต่างของวัย... ฉันเลิกใส่อะไรแบบนี้มาเป็นสิบปีได้แล้วมั้ง

             แล้วทะลึ่งวิ่งพรวดเข้าไปจนพวกครูแตกตื่นตกใจกันหมด เดี๋ยวเฮ้ย ใครให้ถือโอกาสจับแขนโอโตนามิเอาไว้เฮอะ บอกแล้วใช่มั้ยว่าอย่าเพิ่งไปยุ่ง เดี๋ยวปั๊ด...

             คุโบะกอดอกยืนมองเงียบๆ ก็ถือว่ายังทำตัวอยู่ในแผนการใช้ได้อยู่ เพราะถึงจะหันไปยิ้มแย้มเล่นหูเล่นตาให้โอโตนามิบ้าง โดยรวมก็ยังไม่ออกนอกคำสั่งเขามาก น่าจะไปถามเรื่องการจัดวางของรางวัลอะไรสักอย่าง พวกครูเลยพาเดินไปที่อีกซุ้ม ช่วยกันจัดของวางต่อ โอโตนามิไม่ได้ตามไปด้วย มองซ้ายขวาแล้วคงเห็นมุคาเอดะกลับไปนั่งที่เสื่อแล้วก็เลยตามไป ใช่ๆ นายต้องอยู่ตรงนั้น สร้างภาพแฟมิลี่สุดหรรษาเอาไว้เยอะๆ หมอนั่นกลับมาเห็นจะได้ช็อคแรง ฉันก็ไม่ได้ใจร้ายอะไรนะ เรื่องแบบนี้ตัดใจได้เร็วก็ดี แถมยิ่งอิมแพคเยอะยิ่งตัดใจได้ง่าย ถูกป่าว

             คุโบะทำท่าจะหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบ แต่แล้วก็นึกได้ว่าทางโรงเรียนห้ามสูบบุหรี่ตลอดงานเลยได้แต่จึ๊ปาก เหลือบมองบรรดาพ่อแม่ลูกที่ทยอยกันมาจับจองพื้นที่นั่งในสนามจนแน่นขนัด กลุ่มเขาไม่ต้องห่วงเพราะมีที่นั่งเรียบร้อยแล้ว มุคาเอดะเป็นคนเตรียมเสื่อมาปูเผื่อเอาไว้ทั้งหมด แถมยังซื้อเครื่องดื่มกับขนมนมเนยเอาไว้ให้ด้วย ทำไมถึงได้เป็นคนที่มีความเป็นคุณแม่สูงอย่างนี้วะ ตอนแรกนึกห่วงว่าไอ้เด็กอินเทิร์นนั่นจะแสดงท่าทีกับโอโตนามิในงานนี้ขนาดไหน ตอนนี้ชักเริ่มห่วงอย่างอื่น... มุคาเอดะ ก็แล้วนายจะมาเป็นศัตรูกับฉันทำไมเล่าไอ้บ้าเอ๊ย! อุตส่าห์เอาวันอาทิตย์สุดมีค่าของฉันมาช่วยนายนะ!

             แล้วยังมีอีกหนึ่งปัญหาที่ไม่คาดคิดมาก่อน... 

             คุโบะมองยะจิมะที่เห็นไทเซยุ่งๆ อยู่ก็รี่เข้าไปช่วย จริงๆ ก็ดูไม่แปลกอะไร ถ้าไม่เห็นนาคากุจิตามเข้าไปด้วย แล้วยะจิมะก็ดูมีท่าทีหลีกเลี่ยงผิดปกติ ถ้าตอนมีคนอื่นอยู่ หมอนั่นก็พูดคุยธรรมดา ไม่ได้มีท่าทีประหลาดอะไรกับนายนัมเบอร์วันของแผนกเซลล์คนนั้น แต่เหมือนว่าถ้าสถานการณ์เหมือนจะต้องอยู่กันสองคนปุ๊บ มันก็จะพยายามเลี่ยงตัวเองออกมาทันที แล้วเพราะเกรงใจมุคาเอดะกับโอโตนามิ ก็เลยต้องไปยุ่งวุ่นวายกับไอ้เด็กอินเทิร์นนี่แทน ถ้าเป็นอย่างนี้แผนฉันก็เสียหมดน่ะสิ

             “ยัจจี้~”

             ไม่ใช่แค่ยะจิมะที่สะดุ้ง แต่ทั้งนาคากุจิกับไทเซที่กำลังช่วยกันจัดของรางวัลวางเรียงบนโต๊ะก็หันมองตามเสียงหัวหน้าแผนกบัญชีที่เดินยิ้มเข้ามาเรียก

             “...อะไรครับ เดี๋ยวก็ยัจจัง เดี๋ยวก็ยัจจี้ หัวหน้าคุโบะเรียกเหมือนคนอื่นเขาไม่ได้เหรอ”

             ยะจิมะทำหน้าบูด จริงๆ ตอนที่โดนย้ายมาอยู่ที่สาขานี้ เขาเช็คชื่อหมอนี่ไว้เป็นคนแรกเลย เพราะสาวๆ ในบริษัทยกให้เป็นไอดอลขวัญใจสาวโสดอันดับหนึ่งของสาขา ประกอบกับยะจิมะเพิ่งเป็นพนักงานเข้าใหม่ ขนาดชุดสูททุกชิ้นก็ยังใหม่เอี่ยมน่าเอ็นดู แต่ตอนเขาไปแอบส่องหมอนี่ที่แผนกพัฒนาบุคลากรก็นั่นแหละ... หมอนี่ตามติดมุคาเอดะตลอดเวลาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว

             แล้วพอได้เจอมุคาเอดะก็นั่นล่ะ เขาก็งงไปเลยว่าทำไมสาวๆ ที่นี่ไม่มีใครพูดถึงมุคาเอดะกันเท่าที่ควร ถึงกับไปสืบแล้วได้รู้ว่าเพราะมุคาเอดะแต่งงาน ไปตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อนและมีลูกสาวหนึ่งคน แต่ตอนที่เขาเข้ามา มุคาเอดะก็เพิ่งจะจัดการเรื่องหย่าเสร็จ กลับมาเป็นโสด และยุ่งวุ่นวายกับการย้ายออกมาอยู่กันเองกับลูกสาวสองคนพอดี คนในบริษัทที่พูดถึงเรื่องนี้มีเยอะมาก แต่ทุกคนก็พยายามเก็บอาการเงียบ รักษามารยาท แอบคุยกันลับๆ เหมือนจะรอให้ชายหนุ่มหายบอบช้ำจากเหตุการณ์ครั้งเก่าก่อน ดังนั้นไม่แปลกหรอกที่ตอนนี้จะมีคนจำนวนไม่น้อยที่เริ่มคิดว่าน่าจะเริ่มเพ่งเล็งมุคาเอดะได้แล้ว แต่ที่ไหนได้ เสร็จไอ้คนที่มันไม่รู้จักเกรงใจใครไปตั้งแต่เมื่อหลายเดือนก่อนแล้วมั้ย...

             “ก็หน้านายมันเหมาะกับชื่อแบบนี้นี่ ว่าไง ตรงนี้มีอะไรให้ช่วยอีกมั้ย”

             ไทเซหันมองตาปริบๆ ก่อนจะนึกได้ว่าหัวหน้าคุโบะน่าจะเข้ามาชวนรุ่นพี่ยะจิมะคุยเพื่อช่วยให้เขาได้ทำมิชชั่นตามคำสั่งต่อโดยไม่มีใครรบกวน ก็เลยหันไปมองป้ายชื่อครูผู้หญิงที่อยู่ใกล้สุด แล้วก็เจอกับชื่อ `ซูซูกิ โมโมกะ` ครูสาวผิวขาว ตาหยี ทำผมทวินเทลเหมือนเด็กๆ อายุน่าจะยี่สิบต้นๆ

             “ก็นี่ไงครับ พวกของรางวัลที่จะแจกเด็กนี่ แบ่งตามกรุ๊ปใส่ตะกร้านี่ แล้วก็เรียงไป” ยะจิมะตอบคุโบะ

             “เหรียญพวกนี้ล่ะ”

             “แยกเหรียญทอง เหรียญเงิน เหรียญทองแดง แล้วก็แขวนไว้ตรงนั้นครับ”

             “แหม รู้ที่ทางไปหมด ยัจจี้นี่ยิ่งกว่าครูอีก หรือเคยจีบครูอนุบาลมาก่อนเฮอะ”

             เกิดเดดแอร์ขึ้นเล็กๆ อย่างที่เขาคาดการณ์ไว้ คุโบะเหลือบมองนาคากุจิที่ยืนอึ้ง เช่นเดียวกับยะจิมะที่ทำหน้าเหวอ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นหลบสายตาพลางหยิบเหรียญที่ว่าไปแขวนเอง

             โฮ่ๆ อึมๆ เข้าใจละ อย่างนี้เองสินะ // คุโบะ 

             “เด็กๆ เริ่มมารวมตัวกันในเต๊นท์แล้ว พวกนายก็กลับไปหามุคาเอดะได้แล้วล่ะ” คุโบะว่า

             ยะจิมะพยักหน้า พอลุกขึ้นเดินออกไป นาคากุจิก็ตามไปด้วย นี่มันหมาที่เลี้ยงไว้ชัดๆ... แต่เอาเป็นว่าเขาเข้าใจอะไรมากขึ้นละ ถึงจะเป็นคนบอกกับไทเซเองว่าให้ชวนยะจิมะมาด้วยเพื่อไม่ให้มุคาเอดะสงสัย แต่ก็ยังไม่ได้คิดแผนไว้ว่าจะกำจัดออกไปยังไงเพื่อที่จะได้กลับออกไปจากงานนี้สองคนกับไอ้เด็กอินเทิร์นนี่ได้ แต่ถ้าเป็นอย่างนี้ก็โอเค ไอ้นัมเบอร์วันของแผนกเซลล์นี่น่าจะใช้ประโยชน์ได้นิดนึง

             คุโบะหันไปมองไทเซที่กำลังง่วนจัดของคนเดียวต่อ เออ จะว่าไป ที่เขามาวันนี้ก็เพื่อเรื่องนี้เรื่องเดียวเลยนี่หว่า แถมต้องวางแผนมากมายเพื่อกำจัดไอ้นั่นไอ้นี่ออกไปจากแผนการหลัก นี่เขาตั้งใจจะกินไอ้เด็กนี่ขนาดนี้เลยเหรอ?? (กับงานเคยพยายามขนาดนี้มั้ย) แต่ช่างเถอะ กินก่อนค่อยว่ากัน (?)

             “อินเทิร์นๆ” คุโบะกวักมือเรียก ไทเซขมวดคิ้ว กระเถิบตัวเข้าไปหา ทำหน้ามู่ทู่ “ตกลงว่าไงบ้าง เจอครูคนไหนที่มุคาเอดะน่าจะสนใจบ้างมั้ย”

             “...ครูโมโมกะครับ” ไทเซตอบพลางเอามือชี้ “เป็นครูอนุบาลของห้องดอกกุหลาบ คนละห้องกับมิสุเอะจัง ไม่รู้รุ่นพี่มุคาเอดะจะรู้จักหรือเปล่า”

             “ดีๆ ทีนี้ก็คุยเรื่องครูโมโมกะกับมิสุเอะจังไว้ เป่าหูไปเยอะๆ”

             “แต่...งานกีฬาแบบนี้ เด็กๆ ก็อยู่แต่ในเต๊นท์ของทางโรงเรียนแทบจะตลอดงานอยู่แล้ว จะได้คุยอีกทีก็ตอนพักกลางวัน แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปคุยเรื่องครูโมโมกะล่ะ”

             “แค่นั้นก็พอแล้ว เด็กๆ ฝังใจง่ายจะตาย” ก็จุดประสงค์ของฉันมันอยู่ที่ครูซะที่ไหน// คุโบะ  

             คุโบะเหลือบมองพวกโอโตนามิ แผนของเขาจริงๆ คือจะทำให้ไอ้เด็กอินเทิร์นนี่เห็นตอนที่มุคาเอดะอยู่กับโอโตนามิเยอะๆ ต่างหาก เขาก็ไม่เคยเห็นน่ะนะ... แต่มันก็น่าจะเป็นภาพอบอุ่นประทับใจจนคนมองต้องใจหายหนีไปร้องไห้หลังส้วมอะไรอย่างนี้ไม่ใช่เหรอวะ ตอนร้องไห้สิ้นหวังนี่เป็นโอกาสปลอบ ใจเห็นๆ ขนาดแค่วันก่อนที่ร้องเพราะกลัวเขาข่มขู่จนหน้าซีดก็ยังน่าเอ็นดูขนาดนั้น ว่าแต่ทำไมโอโตนามินั่งคุยกับพ่อบ้านเสื่อข้างๆ อย่างเมามันขนาดนั้น แกจะเป็นคนอัธยาศัยดีมากไปแล้วเว้ย! คุยกับแฟนแกเซ่! แฟนแก!

             “หัวหน้าคุโบะ”

             มัวแต่มองไอ้พวกนั้น พอถูกเรียกก็เลยหันมาขมวดคิ้ว

             “หือ?”

             “หัวหน้า... จริงๆ วางแผนอย่างอื่นไว้ใช่ไหมครับ...?”

             “ห้ะ? อึ๊??” สายตาเขม่นของไทเซทำเอาหัวใจตกวูบไปแวบหนึ่ง แต่ก็ไม่ถึงกับจะซ่อนสีหน้าเอาไว้ไม่อยู่ เขาเงียบกริบไม่ได้พูดอะไรตอบ ทำหน้าปกติ เด็กหนุ่มก็เลยจี้ด้วยสายตาเพ่งเล็งใส่

             “ที่บอกให้ผมชวนรุ่นพี่ยะจิมะมา ก็เพราะอย่างนี้เองเหรอครับ? จริงๆ ก็คือเล็งรุ่นพี่ยะจิมะอยู่ใช่มั้ย”

             “...”

             “ถ้าบอกกันตรงๆ ผมก็พร้อมช่วยอยู่นะ หัวหน้าคุโบะอุตส่าห์ช่วยผมเรื่องคุณชิน ผมก็ต้องช่วยหัวหน้าเหมือนกันสิ หัวหน้าเป็นคนบอกเองว่าเป็นลูกแกะเหมือนกันก็ต้องช่วยกันไม่ใช่เหรอ”

             ฉันหมาป่าเว้ย!  

          แล้วอะไรคือเหยื่อของฉันนอกจากจะไม่รู้ตัวแล้วยังจะช่วยหาเหยื่อมาให้เพิ่ม // คุโบะ 

             “แล้วเอาไงครับ จะให้ช่วยยังไงก็บอกมา” ไทเซมองยะจิมะที่นั่งคุยกับมุคาเอดะบนเสื่อ “แต่เลิกเรียกผมว่า `อินเทิร์น` ซะทีเถอะ นี่มีชื่อนะ `ไทเซ`”

             คุโบะหันมอง เพราะรู้สึกได้ถึงเสียงขุ่นข้องใจอย่างแรงของคนพูด แถมตอนพูดชื่อตัวเองยังเอามือชี้ที่ริมฝีปาก ออกเสียงหนักทีละพยางค์ให้ดูอีกด้วย

             “ทีรุ่นพี่ยะจิมะก็เรียกยัจจังบ้าง ยัจจี้บ้าง ทำไมถึงเรียกผมว่า `อินเทิร์น` อยู่ได้”

             “...”

             เอ้อ... 

             เขาก็ไม่ได้คิดว่าเหยื่อ เอ๊ย ไอ้เด็กนี่มันจะพูดจาได้น่าเอ็นดูขนาดนี้... นายเป็นแค่เหยื่อนะเฮ้ย! ...ทำยังกับน้อยใจนักหนากะอิแค่ตัวเองไม่ได้รับความสำคัญเท่าอีกคน เด็กสมัยนี้มันเป็นอย่างนี้กันหมดเหรอวะ น้อยใจในประเด็นไร้สาระไม่เข้าเรื่อง

             “โอเคๆ” แล้วเขาตามใจทำไมเนี่ย “ไทเซคุงนะ”

             “ไม่ต้องมี `คุง` ครับ ไม่ได้สนิทกับหัวหน้าขนาดนั้น”

             เรื่องมากอี๊ก! // คุโบะ 

             คุโบะหัวเราะในลำคอ ล้วงกระดาษจากกระเป๋าเสื้อมายื่นใส่มือให้

             “อะ ฉันคืนให้”

             ตอนแรกไทเซก็ทำตาปริบๆ เพราะจำไม่ได้ว่าคือกระดาษอะไร แต่พอคลี่เปิดดูก็หน้าแดงพรวดพราด รีบพับแล้วยัดเก็บใส่กระเป๋าหลังกางเกง เพราะเห็นว่าเป็นกระดาษที่เขียนวางแผนว่าจะหาทางฟ้องเบื้องบนเรื่องถูกรุ่นพี่คุกคาม ด้วยอำนาจในที่ทำงานเมื่อวันก่อน

             “ถึงวางแผนไปนายก็ไม่กล้าทำจริงอยู่แล้วน่ะนะ นายมันก็ได้แต่คิด”

             “ยะ...อย่ามาดูถูกกันนะครับ ไม่เห็นเหรอว่าผมกำลังทำตามแผนที่หัวหน้าคุโบะบอกแค่ไหนน่ะ” ไทเซเถียง

             “ก็เพราะมันไม่ทำร้ายใครไง อย่างนายน่ะกล้าทำร้ายจิตใจคนอื่นเขาซะที่ไหน ยังพูดเรื่องจบแฮปปี้เอ็นดิ้งอะไรอยู่เลย ในหัวนายน่ะมันเทพนิยายชัดๆ” พอโดนเอานิ้วชี้จิ้มที่หน้าผากพลางพูดใส่ด้วยรอยยิ้มกวนประสาท ไทเซก็ทำหน้าขึงขังอ้าปากจะเถียง แต่มีเงาของใครบางคนมายืนอยู่ข้างหลังเสียก่อน

             “เอ้อ ขอบคุณมากนะคะ เพื่อนๆ ของคุณพ่อมิสุเอะจัง ทางนี้เรียบร้อยหมดแล้ว ไม่มีอะไรเหลือให้ทำแล้ว กลับไปนั่งพักรองานเริ่มได้เลยค่ะ” คนที่มาพูดด้วยคือครูโมโมกะที่เขาเล็งไว้ให้มุคาเอดะ จริงๆ ก็ควรจะเป็นโอกาสให้เขาชวนคุยเพื่อสานสัมพันธ์ไว้ก่อน ควรจะชวนคุยเรื่องมิสุเอะจัง แล้วก็พูดเรื่องรุ่นพี่มุคาเอดะให้ฟังเยอะๆ  แต่ไม่รู้เพราะคิดไปเองหรือเปล่า ว่าคุณครูหน้าแดงแล้วก็มองแต่คุโบะ ทำให้ไอ้ที่เขาอยากจะพูดก็พูดไม่ออก

             “ครับผม” พอคุโบะยืดตัวขึ้น ไทเซก็เห็นว่าหัวหน้าที่ทำงานคนนี้ตัวสูงกว่าครูสาวมากอย่างเห็นได้ชัด อย่างว่า... ก็สูงตั้ง 180 กว่าเซนติเมตร ห่างจากเขาที่สูงแค่ 165 เซนติเมตรอยู่เยอะพอกัน แต่เขาก็ไม่ได้ตัวเล็กสุดใช่มะ เพราะรุ่นพี่ยะจิมะก็สูงประมาณเท่าๆ กันกับเขานี่ ส่วนรุ่นพี่มุคาเอดะน่าจะ 170 ต้นๆ

             “ว้าย ตัวสูงจังเลยค่ะ เคยเล่นกีฬาอะไรมาก่อนหรือเปล่าคะเนี่ย” คุณครูยิ้มแย้ม ถามด้วยเสียงตื่นเต้น

             “เคยอยู่ชมรมบาสน่ะครับ แต่มันก็นานมากแล้วนะ” คุโบะหัวเราะ

             ไทเซหรี่ตามอง หัวหน้าคุโบะนี่ก็เหมือนพวกเดียวกันกับเขาหลายคน ที่ภายนอกดูไม่ออกเลยว่ามีรสนิยมทางเพศแบบไหน ลุคผู้ใหญ่แบบคนทำงานเป็นหัวหน้าคนนี่แฝงกลิ่นอันตรายคนละแบบกับโอโตนามิ ถึงจะใส่แว่นและตัดผมสั้นจัดทรงดี แต่ดูก็รู้ว่าต้องเป็นพวกที่ผ่านการเล่นสนุกมาอย่างช่ำชองแล้ว ถึงได้มีแววตาเจ้าเล่ห์ในบางทีและสามารถคิดวางแผนนู่นนี่ได้ไหลลื่นตลอดเวลา ถ้าไม่รู้ว่าเคยชอบรุ่นพี่มุคาเอดะมาก่อนและตอนนี้ก็กำลังเล็งรุ่นพี่ยะจิมะอยู่ เขาก็คงจะนึกว่าพวกคนคบเล่นๆ ที่ผ่านมาของหัวหน้าคุโบะเป็นสาวๆ เรียบ ร้อยแบบครูสาวท่านนี้ เพราะคนที่ชอบเอาตัวเข้าไปเสี่ยงอันตรายแบบนี้มีอยู่ไม่น้อยเลยแหละ

             หึย... พอเห็นอีกฝ่ายถูกใจตัวเองก็ส่งยิ้มหว่านเสน่ห์ได้ทันที ทั้งที่ตัวเองไม่ได้สนผู้หญิงไม่ใช่เหรอ

             “หัวหน้าคุโบะ” ไทเซเรียกพลางดึงแขน จู่ๆ ก็ลากออกมาให้เดินกลับ ไปทางที่ที่พวกตัวเองอยู่ ครูสาวทำหน้าเหวอ แต่ไทเซก็ไม่ได้หันไปมองทั้งสิ้น คนโดนลากขมวดคิ้วแต่ไม่ทันจะถาม ไทเซก็หันมาตำหนิด้วยเสียงขุ่น

             “นั่นมันครูโมโมกะที่ผมเล็งไว้สำหรับแผนการนี้นะครับ จะหว่านเสน่ห์ใครก็ได้ แต่อย่ามาขัดขากันเองซี่”

             “อ้อ ขอโทษๆ” คุโบะหัวเราะ นึกว่าดึงเพราะอย่างอื่นซะอีก

             “หัวหน้านี่ได้ทั้งผู้หญิงผู้ชายเลยเหรอ?”

             “หือ? คิดว่าไงล่ะ?”

             “เป็นประเภทใครเข้าหาก็เอาหมดใช่มั้ย”

             คุโบะหัวเราะพรืด นายก็ไม่ถึงกับจะใสซื่อนี่นา 

             “นี่นายคิดว่าฉันอันตรายขนาดไหนกัน” แต่ไม่เห็นนายระวังตัวอะไรเลยนะ เอาเหอะ ฉันไม่คิดจะเตือนนายหรอก // คุโบะ 

             “อย่างหัวหน้าคุโบะก็น่าจะมีคนเข้าหาเยอะอยู่แล้ว เหมือนคุณชินนั่นแหละ แต่ที่ต่างกันคือ คุณชินปฏิเสธทุกคน แต่หัวหน้าคุโบะรับหมด”

             “ก็ไม่ถึงขนาดน้าน เลือกได้ก็ต้องเลือกสิถูกมะ”

             “หน้าตาอย่างหัวหน้าก็เลือกได้อยู่แล้ว ดูก็รู้ว่าที่ผ่านมาคงจะมีแฟนมาเยอะเลยสินะ”

             ก็คือว่าหล่อใช่มะ // คุโบะ 

             “ผิดแล้วๆ ไม่มีแม้แต่คนเดียว ฉันไม่ยึดติดกับใครทั้งนั้น ไม่เรียกใครว่าแฟนเลยซักกะคน” คุโบะยักไหล่ ส่งยิ้มกรุ้มกริ่มเหมือนจะบอกอะไรเป็นนัย “ยิ่งพวกที่แค่มีอะไรกันครั้งสองครั้งแล้วคิดไปเองว่าเป็นแฟนนี่ ฉันเปลี่ยนเบอร์หนีเลยนะบอกก่อน”

             ไทเซนิ่งอึ้ง สายตาเปลี่ยนเป็นเอาเรื่อง

             “แล้วจะเอาไงครับ จะจริงจังด้วยหรือเปล่า? ถ้าไม่ละก็ ผมไม่ยอมหรอกนะ”

             คุโบะเลิกคิ้วใส่ แต่ก็ยังพยายามรักษาสีหน้าเอาไว้

             ... อย่าบอกนะว่ารู้ตัวอยู่แล้วตั้งแต่แรกน่ะ แล้วถามโต้งๆ แบบนี้เลยเรอะ? หรือเป็นปกติของเด็กสมัยนี้?  

             “เอ่อ... แต่ก็ไม่ได้ชอบอะไรฉันเหมือนกันไม่ใช่เหรอ”

             “จะไปรู้ได้ไงอะครับ”

             เอ้า! // คุโบะ  

             “รุ่นพี่ยะจิมะมีค่ามากกว่านั้นนะครับ ถ้าจะจีบเล่นๆ แค่นี้ ผมจะฟ้องรุ่นพี่มุคาเอดะนะ”

             โฮ่... 

          พูดถึงยะจิมะหรอกเหรอ ไอ้เด็กบร้า! ทำฉันใจหายหมด!// คุโบะ 

             คุโบะผ่อนลมหายใจ เอามือตบกระเป๋าเสื้อ อยากจะสูบบุหรี่ซักมวนให้หายเครียดจริงๆ

             “หรือตอนรุ่นพี่มุคาเอดะก็คิดแบบนี้เหมือนกันครับ? ถ้าระดับรุ่นพี่มุคาเอดะยังทำให้คนอย่างหัวหน้าคุโบะเรียกว่าเป็นแฟนไม่ได้ ก็ไม่มีใครทำได้แล้วมั้ง”

             “ช่าย ว่าแต่ตกลงนายอยู่ข้างใครกันแน่” โคตรจะให้ค่ามุคาเอดะระดับท็อปเลยนี่หว่า “ก็เคยสงสัยเหมือนกันนะว่าถ้าได้คบมุคาเอดะแล้วจะหยุดที่หมอนั่นได้หรือเปล่า”

             “หัวหน้าก็ไม่เห็นจะอกหักจากรุ่นพี่มุคาเอดะตรงไหนเลย อย่างหัวหน้าคุโบะคงไม่เคยอกหักจริงๆ หรอก”

             คุโบะทำเสียงในลำคอเหมือนอยากจะหัวเราะ

             “ไม่เคยมีแฟนแล้วจะอกหักได้ไง”

             “ไม่เคยชอบใครจริงๆ เลยหรือครับ? ตอนที่คนที่คบด้วยหายไปจากชีวิตนี่ หัวหน้าไม่เคยตามเลยเหรอ?”

             “ไม่เคย” คนตอบตอบด้วยคำที่ชัดเจน เอามือล้วงกระเป๋า พูดเหมือนสอน “นี่นะ จะบอกอะไรให้ การมีรสนิยมแบบนี้มันใช้ชีวิตยากกว่าชาวบ้านเขาอยู่แล้ว ถ้าอ่อนแอเปราะบางกับความสัมพันธ์ขนาดนั้นก็อยู่ในสังคมของพวกแบบนี้ไม่ได้หรอก นายเองก็ควรจะเรียนรู้โลกให้มากกว่านี้ ตอนที่สนุกได้ก็แค่สนุกกับมัน ถ้าไปจริงจังกับทุกความสัมพันธ์แบบนั้น นายเองจะได้แผลนับไม่ถ้วน”

             ไทเซทำหน้าบึ้ง

             “ก็ยังดีกว่าไปสร้างบาดแผลให้คนอื่นไม่ใช่เหรอครับ”

             “ฮะ ฮะ โลกนี้มันก็แบบนี้อยู่แล้ว ต่อให้ไม่ตั้งใจก็ยังสร้างแผลในใจให้คนอื่นได้เลย โอโตนามิก็สร้างแผลให้นายไม่ใช่เหรอ?”

             “ไม่ใช่! ผมชอบของผมเอง แล้วผมก็ยังไม่เคยสารภาพความรู้สึกอะไรกับคุณชินเลย ยังไม่ได้ถูกปฏิเสธหรอกนะ”

             “แต่ถ้าโดนปฏิเสธมันก็เจ็บไม่ใช่เหรอ”

             “มันก็ยังดีกว่าตกลงกับทุกคนโดยที่ไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาเลยหรอก”

             “ก็เพราะอย่างนี้ไง ถึงได้เรียกว่า `นายสมองเทพนิยาย`” คุโบะหัวเราะ “โลกไม่ได้สงบสุขเพราะทุกคนมีความสัมพันธ์กลมเกลียวกันอย่างในสมองนายได้อย่างเดียวหรอกนะ ถ้าต่างคนทำตาม `เงื่อนไข` ที่ตรงกันได้ เขาก็อยู่กันแบบสงบสุขของเขาได้เหมือนกัน”

             “หมายความว่าคนที่หัวหน้าคุโบะคบด้วยคือคนที่ยอมรับเงื่อนไขของหัวหน้าได้เหรอ?”

             “ช่าย ไม่เรียกตัวเองว่าเป็นแฟน ไม่เรียกร้องความสำคัญ ถึงเวลาเลิกก็ต้องเลิก”

             ไทเซมองด้วยแววตาเจ็บใจที่เถียงไม่ออก หลบสายตาพลางตอบด้วยเสียงหงุดหงิด

             “ดีนะที่คุณชินไม่ใช่คนแบบหัวหน้าคุโบะ”

             “แล้วนายรู้ได้ไงว่าโอโตนามิไม่ใช่แบบฉันน่ะ อาจจะกินเรียบไปหมดแล้วเหมือนกันก็ได้”

             พอพูดแบบนี้ คนฟังก็หันขวับ ดูขุ่นไปหมดทั้งสีหน้าและน้ำเสียง

             “คุณชินไม่ใช่คนแบบนั้นนะ ใครเข้ามาถึงได้ปฏิเสธหมด”

             “ก็แค่ได้ยินมาไม่ใช่เหรอ ถ้าปฏิเสธหมดอย่างนั้นจะไปคบกับมุคาเอดะได้ยังไง แปลว่าก็ไม่ได้ปฏิเสธหมดเสียหน่อย”

             ไทเซกำมือแน่น หมดคำจะเถียง ยิ่งพอนึกถึงเรื่องที่โอโตนามิเจอกับมุคาเอดะในงานนัดบอด จากนั้นก็ออกจากห้องโรงแรมด้วยกันแล้ว... เขาก็ยิ่งพูดอะไรไม่ออก เพราะมันก็เป็นอย่างที่คุโบะพูดทุกอย่าง

             ก็ใช่ คุณชินเจอรุ่นพี่มุคาเอดะวันนั้น แล้วก็ไม่ปฏิเสธรุ่นพี่มุคาเอดะ... 

             แล้วถ้าคุณชินไม่ได้เพิ่งทำอย่างนั้นเป็นครั้งแรก ก่อนหน้ารุ่นพี่มุคาเอดะก็มีคนอื่นที่มาแบบเดียวกันอีกล่ะ... ไม่จริง คุณชินไม่ใช่คนแบบนั้นหรอก เขาเชื่อ แต่สีหน้าของรุ่นพี่มุคาเอดะเมื่อวันนั้น... มันก็ดูเจ็บปวดมากนะ จนถึงวันนี้เขาไม่เคยลืมสีหน้านั้นได้ แล้วก็พยายามคิดทุกวันว่าอะไรทำให้รุ่นพี่มองเขาด้วยสายตาแบบนั้น

             `ไทเซคุงอาจจะเข้าใจผิดเรื่องงานนัดบอดวันนั้นอยู่ก็ได้` 

             คำของมุคาเอดะแทรกเข้ามาในหัว หรือเพราะอย่างนี้ รุ่นพี่มุคาเอดะเลยบอกว่า ...เขาเจอคุณชินแค่ที่ร้านของคุณมิกิไม่กี่ครั้ง ก็เลยมองคุณชินสวย งามเกินไป

             คุโบะกอดอกมองหน้าซีดและดวงตาคลอน้ำตาของเด็กอินเทิร์น เขาก็ไม่ได้อยากจะไปเถียงอะไรด้วย โดยเฉพาะกับเด็กในวัยเรียนที่เพิ่งจะเดินเตาะ แตะในเส้นทางสายนี้แบบหมอนี่ แต่ก็อดบอกทัศนคติของตัวเองออกไปไม่ได้ เพราะรู้สึกว่าจะกลายเป็นปัญหาในภายหลัง เกิดเขากินไปแล้วมันมาตามติดหรือเรียกร้องอะไรเข้าก็แย่สิวะ เขายิ่งเป็นพวกรักอิสระไม่อยากถูกใครยึดติดเอาไว้อยู่ บอกซะตอนนี้ ต่อไปจะได้ยกขึ้นมาพูดได้ว่า เขาเคยบอกไว้แล้วนะ

             ว่าแต่... มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นว่าไอ้หมอนี่มันต้องกำลังเข้าใจอะไรผิดอีกแน่ๆ...

             “แต่อย่างน้อย คุณชินก็เรียกรุ่นพี่มุคาเอดะเป็นแฟนนะครับ อย่างน้อยตอนนี้ก็คบจริงจังด้วย!” ไทเซเงยหน้าขึ้นมาเถียง ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ

             “เห~ แล้วนายรู้ได้ยังไงล่ะ อาจจะไม่เรียกใครว่าแฟนเหมือนฉันก็ได้นะ นับมุคาเอดะเป็นแฟนหรือเปล่าก็ไม่รู้”

             ไทเซสะอึก ทำหน้ายิ่งกว่าเจ็บใจ หันหลังกลับแล้ววิ่งไปทางพวกมุคาเอดะคนเดียว

 

             “คะสุกิพูดตั้งหลายรอบแล้วครับ ว่าอยากชวนมิสุเอะจังมาเล่นที่บ้าน”  

             “ให้คะสุกิคุงมาเล่นที่บ้านเราดีไหมครับ ลูกสาวคนเดียวก็ต้องห่วงมากหน่อยเป็นธรรมดา จะปล่อยไปเล่นบ้านคนอื่นง่ายๆ ก็เป็นห่วงนิดนึง”

             มุคาเอดะนั่งมองโอโตนามิ ที่คุยกับพ่อของคะสุกิบนเสื่อติดกันอย่างออกรสชาติ เขาก็เพิ่งเคยเจอพ่อของคะสุกิเป็นครั้งแรก ดูแล้วน่าจะอายุประมาณ สี่สิบต้นๆ พอๆ กับตัวภรรยา ท่าทางภูมิฐานสมกับที่ได้ยินว่าเป็นผู้บริหารบริษัทใหญ่ ลูกสาวสองคนที่มาด้วยก็เป็นวัยประถมปลายกับม.ต้น ห่างจากคะสุกิคุงหลายปีอยู่

             “เข้าใจครับเข้าใจ บ้านเราก็มีลูกสาวสองคน ถ้าวันที่หนูมิสุเอะมาเล่นที่บ้าน เดี๋ยวให้ลูกสาวของผมอยู่เล่นด้วยก็ได้” คุณพ่อไม่ละความพยายาม ดูออกว่าคงจะตามใจลูกชายเพียงคนเดียวไม่น้อย เพราะเป็นลูกชายคนเล็กที่อายุห่างจากพวกพี่

             “อืมม์ อย่างนั้นผมไปส่งแล้วนั่งรอที่บ้านด้วยได้ไหมละครับ”

             “อย่างนั้นก็ได้นะครับ ถ้าเป็นห่วงละก็ ครั้งแรกมานั่งรอที่บ้านเราก็ได้”

             คุณชิน... ลืมตัวหรือเปล่าว่าคุณชินไม่ใช่พ่อมิสุเอะ... // มุคาเอดะ 

             มุคาเอดะเงยหน้า เห็นไทเซกับคุโบะเดินกลับมาก็กระเถิบที่ให้นั่ง เขาก็สังเกตอยู่หรอกว่าไทเซทำหน้ามู่ทู่ ทิ้งตัวลงนั่งลงข้างๆ ได้ก็เหลือบมองโอโตนามิแวบหนึ่ง

             คุโบะหลุบตามองแล้วก้าวไปนั่งข้างหลัง กลุ่มเขามาจองที่ตั้งแต่ตอนเช้ามาก ก็เลยได้ที่นั่งในร่ม แถมยังเห็นภายในสนามชัดแจ้ง ก็อย่างที่ไทเซพูดเมื่อกี้ งานกีฬาอย่างนี้ผู้ปกครองไม่ต้องทำอะไรมาก นอกจากมาช่วยงานตอนเช้ากับรอเก็บงานหลังงานเลิก พองานเริ่มแล้วก็แค่นั่งมองแผ่นกระดาษตารางโปรแกรมกีฬา แล้วก็ไล่ถ่ายรูปกับวีดีโอเฉพาะตอนลูกตัวเองลงไปในสนามกัน โดยรวมแล้วก็ถือว่าว่างมาก แต่พวกพ่อแม่หลายคนคงไม่คิดแบบนั้น เพราะเห็นสะพายทั้งกล้องวีดีโอและกล้องถ่ายรูป แถมยังถือขาตั้งกล้องเดินวุ่นวาย เพียงเพื่อจะหามุมเหมาะๆ ถ่ายรูปน่ารักๆ ของลูกตัวเองให้ได้เยอะที่สุด

             “ไทเซ” โอโตนามิหันมาเห็นก็เรียกด้วยน้ำเสียงแจ่มใส เหลือบมองมุคาเอดะที่กระเถิบตัวลงไปให้คุยด้วยง่ายๆ จริงๆ เขาก็ค่อนข้างจะเกรงใจมุคาเอดะอยู่ และกำลังคิดว่าจะวางตัวยังไงให้เหมาะสมดี มุคาเอดะก็ดันพูดคำว่า `หึง` ขึ้นมาเมื่อคืนเสียด้วย คนอย่างหมอนี่ยอมพูดคำว่า `หึง` เลยนะ... อา... โชคดีจริงๆ ที่ตั้งวีดีโออัดไว้ (?) ตอนเช้ากดดูไปตั้งสามรอบแน่ะ

             ที่ผ่านมาก็ดูออกแหละ ว่าเด็กคนนี้ชอบเขา แต่เพราะเจ้าตัวไม่เคยพูดออกมาตรงๆ เขาก็เลยไม่มีโอกาสที่จะปฏิเสธอะไรด้วย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะรู้ว่าเขากับมุคาเอดะเป็นอะไรกันหรือเปล่า ตอนนี้ถึงได้นั่งทำหน้าสลดพิกล ตอนเขาเรียกก็เงยหน้าขึ้นมามองด้วยแววตาหดหู่ เอ่อ... ต้องแสดงออกว่าเศร้าขนาดนั้นเลยเหรอ แล้วฉันต้องทำตัวยังไงดีวะ

             “คุณชิน...”

             ไทเซเรียกเบาๆ พอดีกับที่มีเสียงประกาศเริ่มแข่งวิ่งระยะสั้นของเด็กอนุบาลหนึ่ง เขาเองก็แทบจะไม่ได้ยินจนต้องยื่นหน้าเข้าไปฟัง มุคาเอดะที่นั่งคั่นระหว่างเขากับไทเซน่าจะสังเกตเห็นสีหน้าสะเทือนใจผิดปกติของเด็กคนนี้ ก็เลยหันมามองเงียบๆ ไทเซอ้าปากถามคำถาม ก่อนจะมีเสียงสัญญาณปืนดังก้องสนาม

             “คุณชินนับรุ่นพี่มุคาเอดะเป็นแฟนไหมครับ?”

             “...” // โอโตนามิ

             “...” // มุคาเอดะ

             “...” เหี้_ เอ๊ย!!!! // คุโบะ 

             ถามไม่ถามเปล่า ยังทำสีหน้าขึงขัง แววตาคาดคั้น

             “คุณชินปฏิเสธพวกคนที่มาสารภาพรักจริงๆ ใช่มั้ยครับ! ไม่ได้ฟาดเรียบแล้วไม่ยอมรับว่าใครเป็นแฟนเหมือนที่เขาว่ากันใช่มั้ยครับ! อย่างน้อยก็นับรุ่นพี่มุคาเอดะเป็นแฟนใช่มั้ย?”

             ใครว่า?!  

          เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวๆๆๆ เดี๊ยวววว  

             โอโตนามิเหงื่อแตกพลั่ก หันไปเจอมุคาเอดะที่นั่งจ้องตัวเองเงียบๆ แล้วก็สะดุ้ง

             เอ่อ... โทโอรุ โทโอรุต้องใจเย็นๆ นะโทโอรุ // โอโตนามิ 

             “อ่า... ไม่รู้ว่านายไปฟังอะไรจากไหนมานะ ไทเซ แต่ฉันไปนั่งร้านมิกิบ่อยๆ เพราะว่าเป็นร้านเพื่อน แล้วหมอนี่ก็ไม่ได้เป็นคนมาสารภาพรักอะไรด้วย ฉันเป็นฝ่ายสนใจตั้งแต่แรก ตั้งแต่ตอนที่ทำสัญญาเช่าห้องกันเมื่อตอนเดือนเมษาฯ แล้ว” โอโตนามิอธิบายช้าๆ ชัดๆ

             ไทเซฟังเงียบๆ จะว่าโล่งใจก็ไม่เชิง แต่นึกอีกทีก็ไม่ควรสิ... จะมาโล่งใจเรื่องที่คุณชินไม่ได้เป็นคนอย่างที่คุโบะว่า และรุ่นพี่มุคาเอดะก็ไม่ได้โดนทำร้ายจิตใจอะไรอย่างที่คิดได้ยังไง! หนอย... เพราะหัวหน้าคุโบะดันพูดอะไรแปลกๆ ออกมานั่นแหละ! ทุกอย่างเลยหลุดออกนอกแผนไปหมดเลย เห็นไหม เขาบอกแล้วว่าคุณชินไม่ใช่คนแบบเดียวกับหัวหน้าคุโบะซะหน่อย! แล้วยังมาทำให้เขาห่วงรุ่นพี่มุคาเอดะขึ้นมาได้อีก ก... ก็ไม่ได้ห่วงหรอก แค่กังวลขึ้นมาว่ารุ่นพี่อาจจะเป็นคนเปราะบางกว่าที่คิดก็ได้ ถึงจะเป็นพวกเสแสร้งตีสองหน้าก็เถอะ

             ว่าแต่... 

             “ยังไงนะครับ...? ทำสัญญาเช่าห้องกันตอนเดือนเมษาฯ ?” มีบางประโยคจากปากคุณชิน ที่เขาติดใจจะต้องถามกลับ

             “ก็ตอนทำสัญญาเช่าห้องชั้นสาม แล้วหมอนี่ก็ย้ายเข้ามาเมื่อเดือนเมษาฯ ไง อ๊ะ หรือจำไม่ได้ว่าโทโอรุเคยพูดเรื่องห้องเช่าชั้นสามเมื่อตอนงานนัดบอดน่ะ” โอโตนามิหัวเราะแห้งๆ ใช่ว่าเขาอยากจะรื้อฟื้นความทรงจำเรื่องนั้นขึ้นมาซะเมื่อไหร่

             “...แต่คุณชินเพิ่งเจอรุ่นพี่ในงานนัดบอดแล้วเริ่มคบกันไม่ใช่เหรอ?”

             “หือ? อ๋อออออ” โอโตนามิทำหน้านึก ก่อนจะหัวเราะเขินๆ “ไม่ๆ คบกันมาหลายเดือนแล้ว ที่นายไปเจอในงานนัดบอดนั่น เพราะฉันไปร่วมงานตามคำขอของมิกิเฉยๆ แล้วคือ... ไปร่วมโดยไม่ได้บอกหมอนี่ไว้น่ะ ก็เลยแบบ... อ๊ะ แต่ไม่ได้กะจะไปอะไรใครจริงๆ นะ” พูดแล้วก็เผลอสบตามุคาเอดะชั่วแวบ แล้วก็สะดุ้งกับสายตาเย็นเยือก

             “พ... พูดง่ายๆ ถ้าไปทำให้โทโอรุโกรธก็จะเจอแบบนั้นแหละ นายก็ระวังไว้ด้วย”

             ไทเซเงียบกริบ คราวนี้เงียบไปจริงๆ

             ค่อยนึกภาพย้อนคำพูดและกิริยาของมุคาเอดะในงานเมื่อวันนั้น... จริงๆ แววตาที่มองคุณชินวันนั้นไม่ใช่เชื้อเชิญ แต่กำลังโกรธและแสดงความผิดหวังออกมาอย่างแรงจนคนมองปล่อยไปไม่ได้ โอโตนามิถึงได้มีท่าทีแปลกๆ ตลอดตั้งแต่ตอนที่เห็นหน้ารุ่นพี่...

             มิน่า รุ่นพี่มุคาเอดะถึงได้พูดเรื่องห้องเช่าที่ชั้นสาม มิน่าถึงได้กล้าเอาแก้วเครื่องดื่มคุณชินไปดื่ม... มิน่าถึงออกจากงานไปแบบนั้นแล้วคุณชินก็รีบตามไป มิน่า... ถึงได้พูดว่า

             `ไทเซคุงอาจจะเข้าใจผิดเรื่องงานนัดบอดวันนั้นอยู่ก็ได้` 

             คุโบะที่อยู่ข้างหลังนั่งอึ้ง พัง! พังหมดแล้วแผนของฉัน! นึกยังไงถึงได้ไปถามเรื่องนี้กับโอโตนามิวะ! นายไม่รู้จักเก็บเอาไปคิดเองในใจบ้างเหรอ!  

          เอ๊ะ แต่ก็ไม่ถึงกับเรียกได้ว่าพังหรือเปล่า?? เพราะผลสรุปก็คือได้รู้ว่าโอโตนามิคบกับมุคาเอดะมาตั้งนานแล้ว แล้วสองคนนี้ก็สนิทสนมกันดีเกินกว่าที่นายจะเข้าไปแทรกได้ด้วย ทีนี้ก็เหลือแค่บิ้วให้มันรู้สึกว่าอกหักโลกจะถล่มทลายจนไม่อยากกลับบ้าน ดีๆๆ แบบนี้ก็น่าจะได้อยู่นี่หว่า ฉันก็จะได้หิ้วกลับไปด้วย

             “เห~ ยินดีด้วยนะไทเซ ทีนี้ก็ได้รู้แล้วนี่ว่าคุณชินของนายเป็นคนสนใจมุคาเอดะก่อน แถมยังไม่ใช่คนไม่จริงจังกับใครเหมือนฉัน พวกรักเดียวใจเดียวนี่น่านับถือจริงๆ เลย อย่างนี้ถึงจะมีคนมาสารภาพรักอีกก็คงต้องปฏิเสธแน่เลยใช่ป่าว”

             “...ก็ต้องเป็นอย่างนั้น” โอโตนามิขมวดคิ้วมอง ยังเดาไม่ออกว่าคุโบะต้องการอะไร บอกตามตรง... ตอนแรกเขาก็ไม่ค่อยไว้ใจเท่าไหร่ตอนที่มุคาเอดะบอกว่าหมอนี่ก็จะมางานกีฬานี้ด้วย แต่ก็ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ยุ่งกับเรื่องภาย ในบริษัทหมอนี่มาก ถ้ามุคาเอดะไม่ได้ขอ

             “อ่าฮะ ก็ชัดเจนแล้วนะไทเซ แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ได้ฟังชัดเจนไปเลยมันก็ดีกว่า จะได้ไม่ต้องไปเสียเวลากับเรื่องที่ไม่มีหวัง เรื่องเล็กๆ แค่นี้จิ๊บจ๊อย มาก เดี๋ยววันนี้ขากลับฉันเลี้ยงข้าวนายเอ...”

             คุโบะเอามือตบไหล่ แต่เพราะเห็นรุ่นน้องอินเทิร์นนิ่งเงียบก็เลยยื่นหน้าไปดู แล้วก็ค่อยเห็นว่านั่งก้มหน้า น้ำตาไหลพราก

             “!!!”

             ตะลึงกันไปทั้งโอโตนามิและมุคาเอดะ ขนาดยะจิมะกับนาคากุจิที่นั่งบนเสื่ออีกผืนก็ยังต้องหันมาดูว่ามีอะไรกัน ทุกคนก็คงอึ้งไม่ต่างกันเพราะตอนที่หันมาเห็น ไทเซก็ยกแขนขึ้นมาปาดน้ำตาแล้วก็พูดด้วยเสียงสั่น

             “ฮือ... รุ่นพี่... ขอโทษ...”

             มาร้องอะไรตอนนี้! นายต้องร้องตอนกลับบ้านเซ่! ร้องตอนฉันขับรถไปส่งอะไรเง้! // คุโบะ  

             ไทเซเงยหน้ามองมุคาเอดะที่อยู่ในอาการตกตะลึง เขาก็ไม่รู้ว่าตัวเองร้องไห้ด้วยเรื่องอะไรเหมือนกัน เสียใจที่รู้ว่าโอโตนามิคบกับมุคาเอดะมานานพักใหญ่แล้ว... โล่งใจเรื่องที่มุคาเอดะไม่ใช่คนอย่างที่คิด... หรือรู้สึกผิดที่ไปพูดและทำกิริยาไม่ดีใส่จนถึงขนาดคิดวางแผนแย่ๆ แล้วก็โจมตีด้วยคำพูดตลอดทั้งอาทิตย์นี้

             เอาจริงๆ แล้วเขาก็รู้ มุคาเอดะลำบากใจกับเรื่องของเขามาก แต่ก็ยังแยกแยะได้ ไม่เคยตอบโต้เขา แถมยังไปตามหาเขาที่ติดอยู่ในห้องเอกสารเมื่อวันก่อน

             น้ำตาไหลเพราะสมเพชตัวเองอยู่ดีๆ ใบหน้าก็กระตุกขึ้นเพราะมือของใครบางคนยื่นมาบีบแขนแล้วก็ดึงเข้าไปหา พอเงยหน้าขึ้นก็มีริมฝีปากเอียงลงมาประทับ ม่านตาไทเซขยายกว้าง ทำตาค้างตอนที่ใบหน้าของหัวหน้าแผนกบัญชีถอยห่าง น้ำตาแทบจะเหือดแห้งในบัดดล ในขณะที่คุโบะหลุบตามอง แล้วเพิ่งจะอุทานว่า

             “อ๊ะ...”

             อีกสี่คนที่เหลือมองตาค้าง ดีที่ว่าภายในสนามกำลังเริ่มแข่งกีฬาโปรแกรมใหม่ ทุกคนมัวแต่สนใจความน่ารักของเด็กๆ กันอยู่ และคุโบะเองก็ตัวใหญ่กว่าไทเซขนาดที่ก้มลงไปอย่างเมื่อกี้แผ่นหลังก็บังตัวมิด แต่ถึงยังไงอีกสี่คนที่เหลือก็ทำหน้าเหมือนเห็นคนบ้าอยู่ดี...

             ไทเซก็นั่งช็อคไปแล้ว

             “โทษๆ” คนทำเอามือลูบหัว ยังมีหน้ามาหัวเราะฮะๆ “ลืมตัวน่ะ เห็นหน้าตอนร้องไห้แล้วอดไม่ได้”

             พี่ต้องเป็นเพลย์บอยขนาดไหนครับ ถึงได้ทำอะไรแบบเน้แล้วหัวเราะบอกว่าลืมตัวได้! // ยะจิมะ 

          ย... ยะจิมะ ออกห่างจากไอ้คนแบบนี้เดี๋ยวนี้นะ // นาคากุจิ 

          แล้วต่อไปนี้ฉันจะวางใจให้โทโอรุทำงานบริษัทที่มีคนอย่างแกอยู่ได้ยังไง! // โอโตนามิ 

          ... // มุคาเอดะ

             มีคำด่าในใจคนละเป็นหมื่นล้านคำ แต่เพราะเสียงของมิสุเอะที่ออกไมค์ตอนกำลังจะเริ่มเล่นเกมยืมของดังขึ้น ทั้งมุคาเอดะและโอโตนามิที่จำเสียงได้ก็เลยรีบหันไปมอง เด็กหญิงยืนอยู่กลางสนาม ล้วงมือลงไปในกล่องเพื่อจับกระดาษออกมาอ่าน `เกมยืมของ` เป็นเกมที่ได้รับความนิยมในโรงเรียนอนุบาลและประถมเพราะกฎเกณฑ์เข้าใจง่าย แค่จับสลากคำในกล่องขึ้นมา แล้วก็วิ่งหาของตามคีย์เวิร์ดที่ได้ ส่วนใหญ่จะเป็นคำง่ายๆ ที่หาได้ทั่วไป เพราะสามารถวิ่งหาหรือขอยืมเอาจากคนในสนาม จึงถือเป็นกิจกรรมที่ถือว่าให้ผู้ปกครองได้มีส่วนร่วมกันด้วย

             “คนหล่อ”

             พอเสียงอ่านคำของที่จะต้องหาของมิสุเอะจบ คนก็หัวเราะครืนกันทั้งสนาม

             แล้วทำไมจับได้คีย์เวิร์ดแบบนี้ละลูกกกกก! // มุคาเอดะ 

             ทั้งมุคาเอดะและโอโตนามินิ่งอึ้ง ทำท่าเหมือนจะเตรียมลุกขึ้นเพราะคิดว่ายังไงลูกสาวหันมองซ้ายขวาแล้วก็ต้องวิ่งมาพึ่งพวกตัวเอง พอถึงตอนนั้นก็คงต้องยอมให้จับมือแล้ววิ่งไปเข้าเส้นชัยที่อยู่อีกฝั่ง ทุกคนในสนามจับตามองเด็กหญิงว่าจะวิ่งไปจับมือใคร มิสุเอะหันมาสบตามุคาเอดะด้วยท่าทางลังเล คนเป็นพ่อรีบยื่นมือออกไปให้ ลูกสาวตัวดีกลับหลังหันวิ่งเข้าไปที่เต๊นท์ของห้องดอกทานตะวัน ดึงมือคะสุกิคุงขึ้นมา แล้วก็วิ่งไปเข้าเส้นชัยท่ามกลางเสียงหัวเราะเอ็นดูของทุกคน

             มุคาเอดะเงียบกริบ หน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำเพราะคนที่รู้จักทั้งเขาและมิสุเอะหันมองมาทางเขากันเป็นตาเดียว แถมเขายังอยู่ในท่าชันเข่าเตรียมลุกไปครึ่งตัวแล้วด้วย ดูยังไงก็เหมือนคนมั่นใจมากว่า `คนหล่อ` ของลูกก็ต้องเป็นตัวเองแน่ๆ รอบข้างมีเสียงหัวเราะคิกคักดังไม่หยุด แต่คนที่หัวเราะดังสุดคือโอโตนามิ

             พ่อแม่ของคะสุกิที่นั่งอยู่บนเสื่อผืนข้างๆ รีบขยับตัวกันมาก้มหัวขอโทษ...

 

             “ไท เซ คุง กินเยอะๆ สิ เอานี่อีกมั้ย?”  

             คุโบะเรียกด้วยน้ำเสียงแช่มชื่น คีบกุ้งทอดในกล่องข้าวส่งให้กับเจ้าของชื่อที่ทำหน้าหงิก เกาะติดมุคาเอดะด้วยสีหน้าระแวงสุดๆ

             ทางโรงเรียนปล่อยเด็กให้กลับมานั่งกินข้าวกับพ่อแม่ที่เสื่อ พอมิสุเอะเห็นครอบครัวเพื่อนนั่งข้างๆ ก็ดีใจมากมาย ขอไปนั่งกินกับคะสุกิคุง พ่อของคะสุกิก็ถูกใจโอโตนามิเป็นพิเศษ เลยชวนคุยติดลมจนไม่ได้สนใจคนอื่น คนที่เหลือก็เลยนั่งคุยกันได้โดยไม่ต้องกลัวว่าครอบครัวข้างๆ จะได้ยินอะไรทั้งสิ้น

             “อย่าคิดมากน่า มันก็แค่เผลอจูบไปตามสัญชาตญาณแค่นั้น เป็นไปตามอัตโนมัติเวลาเห็นคนร้องไห้ ก็เหมือนที่นายเห็นหมาทำหน้าเศร้าก็ต้องเข้าไปลูบหัว มันก็เท่านั้นแหละ”

             พี่จูบคนอื่นอารมณ์เดียวกับลูบหัวหมาเหรอ // ยะจิมะ 

             มันช่วยให้คนฟังรู้สึกดีขึ้นไหมวะ // นาคากุจิ 

             “ทีนี้เข้าใจหรือยัง ที่ฉันบอกให้อยู่ห่างๆ หัวหน้าคุโบะน่ะ” มุคาเอดะบ่นแทน ไทเซทำหน้าขึงขัง พยักหน้าหงึกๆ

             “บ๊ะ นี่นายไปบอกไทเซคุงอย่างนั้นเหรอ ฉันไม่ได้อันตรายขนาดนั้นเสียหน่อย เมื่อเช้าก็ยังคุยกันดีๆ เนาะ”

             “เรื่องที่หัวหน้าบอกว่าใครเข้ามาก็โอเคหมดน่ะเหรอ” ไทเซทำตาขวางใส่ คนอื่นยิ่งฟังยิ่งมองด้วยสายตาหดหู่ พี่ไม่มีเรื่องอะไรจะไปคุยกับเด็กแล้วเหรอ...

             “ฟังยังไงของนาย ฉันบอกว่าเลือกได้ก็เลือกต่างหาก เข้ามาเยอะแยะแบบนั้น ใครจะไปโอเคหมด”

             “...มันก็คืออวดใช่มะ”

             “โธ่เอ๊ย อินเทิร์นคุง มันก็แค่จูบ”

             “แต่มันเป็นจูบแรกนี่”

             คนที่เหลือเงียบกริบ หันมองไทเซที่ใช้ตะเกียบคีบไก่ทอดเข้าปาก แล้วก็เคี้ยวหงุดหงิด

             “เอ่อ จ... จูบแรก? เมื่อกี้มันจูบแรกของนายเหรอ?” ยะจิมะทำหน้าเหงื่อตก หันไปมองคุโบะที่ทำหน้าเหมือนจะอุทานว่าฉิบหายละ มุคาเอดะก็เลยเงยหน้ามองด้วยสายตาเย็นเยือก

             นั่นมันลูกชายนายเหรอ! // คุโบะ 

             “ข... เข้าใจแล้ว ไม่ต้องนับ นายไม่ต้องนับไอ้จูบแบบนั้นก็ได้นี่นา ไอ้แบบนั้นเขาไม่เรียกว่าจูบ” คุโบะยกมือโบกปัดหน้าด้านๆ

             “เห็นด้วยๆ นายไม่ต้องนับไอ้จูบแบบนั้นหรอก ยังไม่มีจูบแรกอะไรทั้งนั้น เชื่อฉัน” ยะจิมะเอามือวางบนไหล่รุ่นน้อง แล้วตบดังปุๆ

             “จริงเหรอครับ? ไม่ต้องนับนะ”

             “หัวหน้าคุโบะยังบอกไม่ต้องนับเลย”

             “ใช่ๆ ไม่ต้องนับๆ” คุโบะกอดอกพยักหน้า มองคิ้วของไทเซที่ยังขมวดเข้าหากันอยู่ แต่ก็ดูจะคลี่คลายใจได้บ้างกับคำที่รุ่นพี่บอก

             “นั่นสินะครับ เพราะมันไม่เหมือนอิมเมจที่คิดไว้เลย ก็ว่าอยู่ว่าฉากจูบมันจะต้องเป็นอะไรที่น่าประทับใจกว่านี้ มันต้องมีเรื่องสถานที่และบรรยากาศด้วย เพราะฉะนั้นไอ้แบบเมื่อกี้ก็ไม่น่าจะนับแหละเนอะ”

             ไอ้สมองเทพนิยายเอ๊ย // คุโบะ  

             “ทีนี้ก็โอเคแล้วใช่มะ เลิกระแวงฉันได้แล้ว กินๆๆ” คุโบะคีบนู่นนี่ใส่จานกระดาษในมือไทเซให้อีก เจ้าตัวยังนิ่วหน้า แต่ก็คีบเข้าปากอย่างเสียไม่ได้ ช่วงบ่ายเริ่มด้วยเสียงเสียงประกาศจากครูเรียกให้เด็กๆ ไปรวมตัวกัน เพราะจะเปิดด้วยกิจกรรมเต้นเล็กๆ น้อยๆ ของแม่ลูก มุคาเอดะยืนขึ้น ถอดเสื้อคาร์ดิแกน วางแล้วเดินออกไป โอโตนามิก็เลยลุกขึ้นถือกล้องวีดีโอจะตามไปถ่าย

             ไทเซหันมองตามเงียบๆ บอกความรู้สึกไม่ถูกตอนที่เห็นภาพโอโตนามิเดินคุยกับมุคาเอดะไปทางเต๊นท์จัดงาน เรื่องที่มุคาเอดะพูดก็ไม่ใช่จะถูกหมด ที่บอกว่าให้ลองดูโอโตนามิในยามปกติดูบ้างไม่ได้ช่วยให้ความนิยมชมชอบของเขาที่มีต่อโอโตนามิลดน้อยลงไปตรงไหน ออกจะมากขึ้นด้วยซ้ำที่ได้เห็นผู้ชายคนนี้ในชุดธรรมดาๆ แบบที่ไม่ได้ไปนั่งในร้านกลางคืนอย่างร้านของมิกิ ซึ่งเขาก็รู้อยู่แล้วล่ะ... เขารู้อยู่แล้วว่าคนอย่างโอโตนามิต่อให้ถอดกลิ่นอายอันตรายออกไปก็ยังมีเสน่ห์น่าทึ่งอยู่ เพราะฉะนั้นไอ้สิ่งที่เขาได้มารู้วันนี้จริงๆ น่ะ น่าจะเป็นอย่างอื่น

             ขนาดมุคาเอดะอยู่ในเสื้อยืดสีขาวล้วนที่ไม่มีอะไรเลยก็ยังดูดี การเป็นคุณพ่อเพียงคนเดียวในวงล้อมก็เด่นกว่าใครอยู่แล้ว แก้มที่แดงเด่นชัดบนผิวขาวบ่งบอกว่าไม่ถนัดกับการออกไปเต้นเพลงเด็กอะไรแบบนี้ยิ่งทำให้คนมองเผลอยิ้มกันอย่างเอ็นดู ขนาดเขายังหลุดหัวเราะออกมา ก่อนสายตาจะไปหยุดที่โอโตนามิซึ่งถือกล้องถ่ายวีดีโอ แล้วก็ยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่คนเดียว

             เขาชอบรอยยิ้มของโอโตนามิ แต่ก็ไม่เคยเห็นเวลาที่ยิ้มอย่างนี้ ก็นั่นแหละนะ แค่รอยยิ้มยังเป็นคำตอบได้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร เอาจริงๆ ก็ไม่ถึงกับหดหู่มาก หรือว่าเพราะปล่อยน้ำตาไปแล้วในปริมาณซักครึ่งขวดชานี่ได้ แต่เขาก็ไม่ได้ร้องเพราะเรื่องของโอโตนามิเลยนะ มันเหมือนโล่งใจที่ได้รู้ว่า ...ไม่จำเป็น ต้องเกลียดรุ่นพี่มุคาเอดะต่ออีกแล้วมากกว่า...

             “ถ้าลำบากใจที่จะเป็นอินเทิร์นของแผนกพัฒนาบุคลากรต่อ ย้ายมาอยู่แผนกบัญชีได้นะ เดี๋ยวฉันทำเรื่องให้” เสียงคุโบะพูดข้างๆ ดับความดราม่าทั้งปวงได้ โดยมียะจิมะที่กำลังเก็บข้าวของตะโกนแทรก

             “อย่าไปเชื่อนะไทเซ แผนกเราขาวสะอาดที่สุดในบริษัทแล้ว ได้กลับบ้านตรงเวลาด้วย”

             “แผนกฉันก็ไม่ได้ทำโอกันทุกวันขนาดนั้นนะยัจจี้ ก็แค่ช่วงใกล้สิ้นเดือนเท่านั้นเหอะ” คุโบะหันไปเถียง เอานิ้วชี้หน้านาคากุจิ “ไม่เชื่อลองถามไอ้นัมเบอร์วันของแผนกเซลล์ดูสิ แผนกนั้นมันแบล็คกว่าฉันอีก ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ลูกค้ามา”

             “บริษัทเราเป็นเอเจ้นต์ทรัพยากรบุคคลกับพวกแรงงานนะครับ ไม่ต้องไปขายตรงขนาดน้าน” แล้วผมก็ชื่อนาคากุจิครับพี่ // นาคากุจิ 

             “แต่ก็ต้องไปดื่มกับลูกค้ากลางค่ำกลางคืนประจำใช่ไหมล่ะ”

             “...ก็มีเป็นพักๆ”

             “ช่าย เพื่อให้ได้เป็นนัมเบอร์วันมันก็ต้องเอาตัวเข้าแลก”

             “นั่นมันนัมเบอร์วันของโฮสต์คลับ!”

             “แล้วก็ต้องพาลูกค้าไปรับรองตามร้านพวกอย่างว่าด้วย เห็นมะ งานแผนกขายมันแบล็คกว่าแผนกฉันเห็นๆ”

             นาคากุจิทำตาเหลือก หันมองยะจิมะขวับ

             “มะ... ไม่มีนะ แผนกเราห้ามทำอะไรแบบนั้น นายก็รู้ ประธานเราไม่ชอบอะไรพวกนี้ มันผิดกฎ”

             โอ๊ะ โอ๊ะ // คุโบะยิ้มกริ่ม มองยะจิมะที่หลบสายตาลงไปเก็บกล่องข้าวแทนมุคาเอดะแล้วก็ไม่พูดอะไรต่อ นาคากุจิทำท่าอึกอัก ยื่นมือไปช่วยเก็บแต่ก็พูดอะไรด้วยไม่ได้เพราะมีเขานั่งอยู่ด้วย หึ หึ ทิ้งระเบิดไว้แค่นี้พอละ ทีนี้พวกแกก็ไม่มีเวลาจะมายุ่งเรื่องของไอ้เด็กอินเทิร์นนี่แล้วนะ เอาตัวเองให้รอดก่อน ขากลับก็แยกกลับด้วยกัน แล้วไปปรับความเข้าใจกันซะ

             ว่าแต่...  

             จะว่าไป เขาก็ไม่นึกว่าจะเผลอดึงไอ้เด็กนี่มาจูบเมื่อกี้เหมือนกัน บ้าชะมัด จูบเองยังตกใจเอง! นี่เขาลืมตัวทำอะไรอย่างนั้นไปได้ยังไง อุตส่าห์วาง แผนมาซะดิบดีเพื่อไม่ให้เด็กมันกระโตกกระตาก จะได้หาทางเอากลับบ้านได้สะดวกๆ (?) คราวนี้เลยกลายเป็นว่าไปสร้างความระแวงขั้นสุด! ต้องมาหาทางทำให้มันไว้วางใจยอมให้ไปส่งบ้านอีก

             แต่ไม่เป็นไร เรื่องแค่นี้จิ๊บๆ แก้ได้ (?) ไม่รู้ล่ะ ยังไงวันนี้ฉันก็จะเอากลับบ้าน!(??) 

             “อึ้ม ใครทำกระดาษอะไรตก?”

             คุโบะหันตามเสียงโอโตนามิที่เดินกลับมาพร้อมมุคาเอดะ แล้วก็ก้มลงหยิบแผ่นกระดาษพับบนเสื่อ เขาจำได้ตั้งแต่แรกว่าคือกระดาษอะไรก่อนที่ไทเซจะหันไปเจอ แล้วก็หน้าซีดสนิททันทีที่โอโตนามิเปิดอ่าน

             โอโตนามิขมวดคิ้ว ไล่สายตาอ่านตัวหนังสือที่คนเขียนเขียนสรุปเกี่ยวกับงานที่ทำว่าจะฟ้องเบื้องบนเพื่อให้รุ่นพี่เดือดร้อนเรื่องอะไร มุคาเอดะบอกขอบคุณยะจิมะที่ช่วยเก็บของ หันมาอีกทีก็ได้ยินเสียงโอโตนามิเรียกชื่อไทเซเย็นเฉียบ แววตาดูอันตรายอย่างที่ไม่เคยเห็น ไม่รู้เพราะอย่างนั้นหรือเปล่า เด็กอินเทิร์นรุ่นน้องของเขาถึงได้หน้าซีดเผือด ขานรับด้วยท่าทางกลัวตัวสั่น

             “ไทเซ”

             “ค...ครับ”

             “อันนี้กระดาษของนายหรือเปล่า?”

             ไทเซนิ่งเงียบ หลบสายตาลง พยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้

             “หมายความว่าไงน่ะ” โอโตนามิจ้อง “รู้ไหม พอรู้ว่านายมาเป็นอินเทิร์น ที่บริษัทโทโอรุ ฉันก็ถามโทโอรุทุกวันว่านายทำอะไรให้เดือดร้อนหรือเปล่า” พูดพลางเว้นวรรคด้วยเสียงเครียด

             “แต่โทโอรุตอบว่านายไม่เคยสร้างความเดือดร้อนอะไรให้เลย”

             ไทเซก้มหน้า เม้มปากแน่น ขอบตามีน้ำตาจับ มุคาเอดะกับยะจิมะได้แต่หันมองอึ้งๆ ไม่รู้รายละเอียดว่าโอโตนามิโกรธเรื่องอะไร แต่ทั้งสายตาและน้ำเสียงไม่เหมือนในยามปกติ

             “เอ่อ...คุณชิน...”

             “นายเงียบไปก่อน” มุคาเอดะที่ยื่นมือไปแตะแขนโดนเสียงดุไปด้วย เขาเองก็ไม่เคยได้ยินโอโตนามิพูดด้วยเสียงนี้ แถมยังไม่มองหน้า ก็เลยได้แต่เงียบกริบ ดะ... ดาร์คโอโตนามิ // มุคาเอดะ 

             “ถ้านายไปยุ่งอะไรกับโทโอรุแม้แต่นิดเดียวนะ”

             “ไอ้กระดาษนี่น่ะเหรอ? เด็กอินเทิร์นนี่มันเขียนด่าฉันนะ”

             เสียงตัดของคุโบะเรียกสายตาน่ากลัวของโอโตนามิให้เหลือบมอง แต่คนที่ทำหน้าตกใจกว่าคือไทเซ หันมองหัวหน้าแผนกบัญชีที่ยื่นมือไปดึงกระดาษ นั่นออกจากมือโอโตนามิ

             “...จะฟ้องบริษัทเรื่อง power harassment อะไรนี่น่ะเหรอ?” โอโตนามิถาม

             “ช่าย” คุโบะพับเก็บเข้ากระเป๋าเสื้อโปโลของตัวเอง “พอดีว่ามีความ ลับด้วยกันนิดหน่อย”

             “ไทเซ” มุคาเอดะขมวดคิ้ว ยื่นมือไปจับแขน “หัวหน้าคุโบะทำอะไรนายหรือเปล่า?”

             ไทเซยืนทำตาปริบๆ ยังน้ำตาคลออยู่แต่ตอบอะไรไม่ถูก พออ้าปากจะตอบ คุโบะก็พูดต่อ

             “ใครจะไปทำอะไรได้ แค่ขู่บอกให้พาฉันมางานนี้ด้วยเฉยๆ” คุโบะยักไหล่ หัวเราะขำๆ “งานกีฬาที่มีทั้งมุคาเอดะทั้งยัจจี้ ฉันจะพลาดได้ไง แค่ได้มาดูก็เป็นอาหารตาแล้ว”

             “ไอ้...” โอโตนามิหางคิ้วกระตุก ทำหน้าเตรียมจะด่า แต่ก็เหมือนจะหายข้องใจเรื่องที่ว่าทำไมคุโบะถึงได้มางานนี้ด้วยได้ แถมไทเซยังเป็นคนที่บอกให้มาด้วยกันอีก

             “ดูอย่างเดียวก็ไม่เห็นจะพร่องตรงไหน จะหวงไปทำไมวะ”

             “ห้ามไปขู่อะไรไทเซอีก เป็นผู้ใหญ่ประเภทไหนถึงไปขู่เด็กที่มาทำอินเทิร์นในบริษัทน่ะเฮอะ!”

             “แหม ก็ไม่ได้ขออะไรที่มันร้ายแรงนี่ แค่อยากมางานกีฬาด้วยมันแย่ตรงไหน ถ้าขู่ให้ถวายตัวแล้วพาเข้าโรงแรมก็ว่าไปอย่าง”

             “นั่นมันอาชญากรรมเว้ย”

             คุโบะขำ เหลือบมองไทเซที่ยืนก้มหน้าหลบสายตาแล้วเอานิ้วไปจิ้มหน้าผาก

             “ขู่นิดนึงก็ทำหน้าแบบนี้แล้ว นายมันขี้กลัวไปเอง ก็สมองเทพนิยายนี่นะ”

             โอโตนามิทำท่าจะว่าอะไรต่อ แต่เพราะมีเสียงประกาศจากเต๊นท์อำนวยการก็เลยต้องหยุดฟัง แล้วก็ได้ยินครูบอกว่ากิจกรรมสุดท้ายจะเป็นวิ่งผลัดสี่คูณร้อยของผู้ร่วมงานทั่วไปนอกจากเด็กๆ สามารถเข้าร่วมได้ทั้งผู้ปกครอง ศิษย์เก่า หรืออาสาสมัครที่มาช่วยงานวันนี้ ฟังแล้วน่าจะเป็นไฮไลท์ของงาน เพราะพวกเด็กๆ กระโดดโลดเต้นดีใจกันใหญ่ ผู้ปกครองคนอื่นที่อยู่โรงเรียนนี้มานานแล้วน่าจะรู้กันดี บางคนฟอร์มทีมกันมาก่อน ลุกขึ้นหัวเราะเดินไปรวมตัวหน้าเต๊นท์ที่ครูเรียกเหมือนเตรียมกันมาแล้ว

             “เหย~ มีให้คนนอกร่วมแข่งแบบนี้ด้วย มุคาเอดะนายไม่ไปล่ะ มิสุเอะจังมองใหญ่แล้วเห็นมั้ย” คุโบะหันไปทางมุคาเอดะเพราะได้โอกาสเปลี่ยนเรื่อง พอมองเด็กน้อยในเต๊นท์แล้วก็เห็นกำลังกระโดดทำตาเป็นประกายเหมือนรอให้ผู้ปกครองตัวเองไปร่วมกับเขาด้วย พ่อแม่เพื่อนหลายคนก็ออกไปรวมตัวกันหมดแล้ว ขนาดคุณพ่อของคะสุกิก็ยังไปกับเพื่อนพ่อบ้านในชั้นอีกสามคน

             “อ่า ไม่ถนัดครับ” มุคาเอดะยิ้มอ่อน “สมัยเรียนผมอยู่แค่ชมรมยิงธนูเองนะ”

             “ฉันอยู่บาส นายนัมเบอร์วันนายอยู่ชมรมอะไร?”

             “...ปีนเขาครับ” ชื่อนาคากุจิเว้ย! // นาคากุจิ 

             “ยัจจี้?”

             “...ชมรมวารสาร”

             “โอโตนามิล่ะ?”

             “เคนโด้”

             “อินเทิร์... เอ้อ ไทเซ?”

             ไทเซทำหน้าอ้ำอึ้ง น้ำตาที่จับขอบตาเหือดแห้งไปหมดแล้ว แต่สีหน้าก็ยังตื่นๆ อยู่

             “ก...กรีฑาครับ”

             “เฮ้ยยย งั้นนายก็วิ่งเร็วดิ!”

             “สมัยม.ปลาย ร้อยเมตรก็ประมาณ 11 วิ...”

             “ไปๆ” คุโบะดึงแขน “ไปเอารางวัลกัน!” มือชี้ที่นาคากุจิกับโอโตนามิต่อ “พวกนายก็ชมรมกีฬาเหมือนกัน แค่ร้อยเมตรคงวิ่งได้นะ”

             “...เอาจริงดิ” โอโตนามิหันมองมุคาเอดะที่ไม่ได้ว่าอะไร แล้วมิสุเอะก็กระโดดมองพวกเขาอยู่จริง “โอเคๆ นาคากุจิโอเคมะ?”

             “ผมวิ่งทุกเช้านะครับ” อีกคนตอบเหมือนรออยู่แล้ว เดินตามคุโบะที่ลากไทเซออกไป มุคาเอดะยืนมองกับยะจิมะสองคน หันไปเห็นผู้ปกครองคนอื่นยืนขึ้นดูกันหมดด้วยท่าทางสนุก แล้วก็เลยหันไปหยิบกล้องวีดีโอขึ้นมาเตรียมถ่าย ลูกสาวเขาทำหน้าดีใจมาก กระโดดเด้งไปเด้งมาตอนที่เห็นกลุ่มเขายอมออกไปร่วมแข่งด้วย

             “ของรางวัลเป็นอะไรอะครับ” ยะจิมะกอดอกมอง

             “...ขนมเด็กๆ มั้ง ขนมอบกรอบแบบแท่งๆ 50 แท่งอะไรงี้”

             ยะจิมะฟังแล้วขำ เมื่อเห็นผู้ปกครองต่างเอาจริงเอาจังกับการแข่งวิ่งเพื่อแย่งชิงขนมเด็ก แต่ก็อย่างว่า พอโตเป็นผู้ใหญ่ก็ไม่มีโอกาสจะได้ทำอะไรแบบนี้กันแล้ว ทุกคนก็เลยดูมีชีวิตชีวาน่าสนุก แค่เสียงปืนปล่อยตัวแต่ละทีมวิ่งออกไป ก็เรียกทั้งเสียงเชียร์เสียงฮือฮาได้จากทั้งสนาม โดยเฉพาะเสียงน่ารักของเด็กๆ ที่เชียร์กันอย่างเอาเป็นเอาตายโดยไม่สนใจว่าคนที่วิ่งอยู่จะเป็นพ่อแม่ของใครทั้งนั้น

             มุคาเอดะกดถ่ายวีดีโอตอนที่ทีมเขาวิ่ง แค่ให้นาคากุจิวิ่งเป็นคนแรกก็นำทุกทีมตั้งแต่สัญญาณปืนดังแล้ว พอผลัดไม้ที่สองที่สามซึ่งเป็นคุโบะกับโอโตนามิก็วิ่งน็อครอบคุณพ่อทีมอื่นจนคนขำกันทั้งสนาม ไม่ต้องพูดถึงไทเซที่สวยทุกอย่างตั้งแต่ท่าฟอร์มก่อนจะออกตัวยันท่าวิ่งเข้าเส้นชัย แต่จากนั้นก็ไปแพ้เป่ายิงกับฉุบอาจารย์ใหญ่ร้องอ๊ากเสียงดังก้อง คนหัวเราะกันหมดไม่เว้นแม้แต่เด็กๆ

             มุคาเอดะกับยะจิมะก็เช่นกัน

 

             “ก็ว่า ให้ใครลงแข่งก็ได้ ไม่จำกัดอะไรเลย เพราะยังไงเข้าเส้นชัยได้ก็ต้องไปเป่ายิงฉุบกับอาจารย์ใหญ่อยู่แล้ว” นาคากุจิบ่นขำๆ ม้วนเส้นสปาร์เก็ตตี้เข้าปากทันทีที่โอโตนามิวางให้ตรงหน้า คนอื่นขำตาม เบี่ยงตัวหลบให้มุคาเอดะยกสปาร์เก็ตตี้คาโบนาร่าที่โอโตนามิเพิ่งทำร้อนๆ มาช่วยเสิร์ฟ

             “แต่มิสุเอะจังก็ได้ขนมเยอะแยะเลยนี่ มีเหรียญทองด้วย” ยะจิมะหันไปชมเด็กหญิงที่นั่งเก้าอี้เด็กข้างๆ มิสุเอะพยักหน้า เคี้ยวอาหารไปด้วยพลางยิ้มแก้มปริ ยะจิมะก็เลยดึงทิชชู่มาช่วยเช็ดปากให้ เพราะมุคาเอดะยังเดินเอาสปาร์เก็ตตี้อีกสองที่ไปเสิร์ฟให้ไทเซกับคุโบะที่นั่งโต๊ะแยก หลังจากงานกีฬาเลิก โอโตนามิก็ชวนมากินข้าวเย็นที่ร้านด้วยการเลี้ยงสปาร์เก็ตตี้ ป้ายหน้าร้านก็พลิกไปว่าปิด เลยไม่มีใครในร้านนอกจากพวกเขา

             “เสียดาย ทีมเราออกจะแข็งแกร่ง น่าจะกลายเป็นตำนานไปถึงปีหน้าเลยว่าไหมครับ” ยะจิมะหันไปขำกับนาคากุจิ

             “ไม่ได้ออกแรงวิ่งเต็มที่อย่างนี้มานานแล้ว พรุ่งนี้เอวฉันต้องระบมแน่เลย”

             “นายวิ่งทุกเช้าไม่ใช่เหรอ” โอโตนามิมองยิ้มๆ ดึงแขนมุคาเอดะที่เข้ามาในเคาน์เตอร์ ส่งจานสปาร์เก็ตตี้ให้เหมือนจะบอกว่านายก็นั่งกินได้แล้ว

             “มันก็ใช่ครับ แต่นั่นมันวิ่งจ็อกกิ้งนี่”

             “ก็ถือว่าได้ฟิตร่างกายอยู่”

             “คุณชินก็ไปยิมตรงสถานีไม่ใช่เหรอ”

             “ไม่ได้ไปทุกวันเสียหน่อย”

             “เออ ยิมนั้นค่ารายเดือนมันแพงไหมอะครับ”

             ไทเซมองคนอื่นคุยกันแล้วก้มหน้าจัดการกับอาหารในจานตัวเองต่อ เขากับคุโบะแยกมานั่งโต๊ะเพราะที่นั่งตรงเคาน์เตอร์เต็ม หลังจากงานกีฬาเลิก พวกเขาก็อยู่ช่วยเก็บเต๊นท์และข้าวของทุกอย่างตามหน้าที่ของอาสาสมัครช่วยงานจนจบ เรียกได้ว่าอยู่กันจนเหลือเป็นกรุ๊ปสุดท้าย พวกครูอาจารย์ก้มหัวขอบคุณแล้วขอบคุณอีก กว่าจะกลับออกมาพระอาทิตย์ก็เกือบจะตก โอโตนามิก็เลยชวนให้มากินข้าวเย็นที่ร้าน เพราะทั้งคุโบะและนาคากุจิก็เอารถมาจอดไว้ที่ที่จอดรถของร้านด้วย

             เขาไม่ได้มางานวันนี้ด้วยความรู้สึกว่าจะได้มาสนุกหรือมาดูความน่ารักอะไรของเด็กๆ ที่มาก็เพราะเชื่อในแผนการของคุโบะว่ามุคาเอดะน่าจะยังกลับไปชอบผู้หญิงได้ และถ้าทำให้ลูกสาวของรุ่นพี่อยากมีแม่ใหม่เป็นคุณครูที่โรงเรียน มุคาเอดะก็น่าจะยอมคิดเรื่องนี้ คุโบะพูดถูก เขาปิ๊งกับแผนการนี้เพราะคิดว่าไม่จำเป็นต้องทำร้ายจิตใจของมุคาเอดะขนาดนั้น ลึกๆ ก็คงจะเป็นอย่างที่คุโบะว่า เขามันดีแต่ปาก ต่อให้คิดแผนร้ายกาจด้วยความโกรธเคืองแค่ไหน ถึงเวลาจริงๆ ก็ดำเนินการตามนั้นไม่ได้อยู่ดี

             จริงๆ แล้วภายในใจของเขาเริ่มสั่นคลอนตั้งแต่เรื่องที่ไปติดในห้องเอกสารเมื่อวันก่อนนั่นแหละ ตอนที่คุโบะพูดออกมาว่าโอโตนามิอาจจะเป็นประเภทเดียวกันกับตัวเอง เขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมสิ่งแรกที่ห่วงกลับกลายเป็นจิตใจของรุ่นพี่ไปได้ ก็แววตาวันนั้นของมุคาเอดะมันกำลังบอกอะไรเขาสักอย่าง คล้ายจะขอโทษ คล้ายจะบอกไม่ตั้งใจ และคล้ายกับจะบอกว่าเป็นห่วงเรื่องของเขา...

             “เอ่อ... หัวหน้าคุโบะ...” ไทเซเงยหน้าขึ้นอย่างนึกขึ้นได้ อีกฝ่ายกิน สปาร์เก็ตตี้เกลี้ยงจาน กำลังดื่มน้ำพอดี “ขอบคุณที่ช่วยเรื่องกระดาษจดแผ่นนั้นด้วยนะครับ...”

             “เกือบไปแล้วมะ ว่าไงล่ะ เป็นอย่างที่ฉันบอกเลยเห็นไหม” คุโบะวางแก้วน้ำ พอเหยียดยิ้มแล้วดูเหมือนคนกำลังเยาะเย้ย แต่เขาก็ไม่มีคำใดจะเถียงอยู่ดี “บอกแล้วว่าลองนายไปยุ่งกับมุคาเอดะสิแล้วจะรู้ โอโตนามิไม่ใช่คนใจดีตลอดอย่างที่นายว่าหรอก”

             “ทำไมกลับกันได้แฮะ” ไทเซทำเสียงบ่น ม้วนเส้นสปาร์เก็ตตี้เข้าปาก “หัวหน้าคุโบะดูไม่เห็นจะใจดีซักกะนิดนึง แล้วทำไมจริงๆ ใจดีกว่าที่คิด”

             “โหๆ เริ่มเห็นความดีของฉันแล้วใช่มะ”

             “แต่ก็ไม่ยกรุ่นพี่ยะจิมะให้หรอก”

             ยกตัวเองต่างหากละเว้ย! // คุโบะ 

             “จะกลับหรือยังล่ะ เดี๋ยวฉันไปส่งให้ที่บ้าน” คุโบะเท้าคางมอง จะเรียกว่าเป็นครั้งที่สองก็ได้ที่ได้กินข้าวโต๊ะเดียวกับหมอนี่ สมกับที่เป็นเด็กวัยกำลังเจริญเติบโต กินได้น่าอร่อยชะมัด แถมยังกินเยอะด้วย

             “บ้านรุ่นพี่คุโบะอยู่ไหนอะครับ”

             “จะไปเหรอ?”

             “จะดูว่าผ่านห้องผมหรือเปล่าต่างหาก...”

             “ไม่ผ่านก็ไปส่งได้ เป็นรุ่นน้องไม่ต้องเกรงใจอะไรพวกนี้หรอก” แต่ฉันก็แวะบ้านฉันอยู่ดีอะนะ // คุโบะ 

             ไทเซทำท่าคิด ไม่ได้ตอบว่าจะให้ไปส่งหรือไม่ แต่กลอกตาไปมองคนที่นั่งหน้าเคาน์เตอร์ แล้วชะโงกหน้าไปกระซิบ

             “หัวหน้าคุโบะจะให้ผมช่วยเรื่องรุ่นพี่ยะจิมะไหม?”

             “หือ?”

             “แต่หัวหน้าต้องสัญญามาก่อนนะ ว่าจะไม่ไปยุ่งกับคนอื่นนอกจากรุ่นพี่ยะจิมะน่ะ”

             คนฟังหลุบตามองนิ้วก้อยที่ยื่นมาให้

             ทำไมฉันต้องมาสัญญาอะไรกับนายเรื่องคนอื่นด้วย... 

             “...ไม่สัญญา” คุโบะตอบอย่างไร้เยื่อใย

             “เอ๊! งั้นก็ไม่ช่วย”

             “ก็เพราะสมองเทพนิยายอย่างนี้น่ะสิถึงไม่ทันคนอื่นเขาน่ะ จะคบกับใครทีถึงกับต้องสัญญากันอย่างนั้นเลยเหรอ? บ้าบอไร้สาระ ถ้าเป็นนายนายจะสัญญาอะไรที่มันผูกมัดอย่างนี้เหรอเฮอะ?”

             “สัญญาซี่ ผมเป็นพวกรักเดียวใจเดียวนะ” ไทเซตอบใส่อารมณ์ หงุด หงิดที่โดนว่าซ้ำซากอยู่นั่น เลยเอานิ้วก้อยเกี่ยวนิ้วคุโบะเขย่า “ถ้าคบกับใครก็ต้องมีแต่คนนั้น จะไปมองคนอื่นไม่ได้แล้วนะ เลิกเจ้าชู้ได้แล้วๆๆ”

             คนฟังนิ่งอึ้ง ทำตาปริบๆ ไม่ทันจะว่าอะไร เสียงยะจิมะที่อยู่ข้างหลังก็เรียกขึ้นมา เขาเลยเพิ่งรู้สึกตัวว่าคนอื่นคุยกับเขาอยู่

             “ว่าไงครับ สนใจหรือเปล่า หัวหน้าคุโบะ?”

             “หือ? ...อ่า พูดเรื่องอะไรกันนะ?”

             “เรื่องยิมไง ถ้าให้คุณชินแนะนำสมาชิกเข้าไป แล้วสมัครเกินสองคนก็จะได้ส่วนลดด้วย หัวหน้าคุโบะไปด้วยกันไหม”

             “ม่ายละ ฉันออกกำลังกายด้วยวิธีอื่น”

             “ทำไมพูดอะไรแต่ละอย่างช่างต่ำตม”

             “ยังไม่ได้บอกเลยเว้ยว่าออกกำลังกายอะไร!” คุโบะด่า “เดี๋ยวจะลองไปคิดดูแล้วกัน ถ้ามีใบปลิวก็เอามา”

             “ครับผม ว่าแต่...” ไม่ใช่แค่สายตาของยะจิมะ แต่ทั้งโอโตนามิ มุคาเอดะ และนาคากุจิก็หันมองไปที่ไทเซพร้อมๆ กัน คุโบะก็เลยต้องหันไปมอง แล้วก็เงียบ

             เพราะเห็นว่าคนที่มองนอนเอาหน้าฟุบโต๊ะหลับไปแล้ว แขนยังวางพาดโต๊ะ นิ้วก้อยก็ยังเกี่ยวนิ้วก้อยเขาค้างไว้อย่างนั้น

             คุโบะเหงื่อแตก หันมองมิสุเอะที่ยังนั่งแกว่งขาตาแป๋ว เด็กยังไม่หลับเลยนะเว้ย! นี่นายแบตหมดไปก่อนเด็กอีกเรอะ! 

             “ก็เหนื่อยมาทั้งวันนี่นะ แดดก็ร้อนด้วย” มุคาเอดะผ่อนลมหายใจ เดินเอาผ้าไปคลุมไหล่ให้ เพราะในร้านก็เปิดแอร์ไว้อ่อนๆ คุโบะรีบดึงนิ้วก้อยที่เกี่ยวค้างไว้ออก

             “แล้วเอาไงดีอะครับ ให้ปลุกไหม?” ยะจิมะถาม

             “ปล่อยให้นอนต่ออีกสักพักก็ได้ ตอนจะกลับค่อยปลุก” โอโตนามิว่า หันไปทางเครื่องทำกาแฟแล้วเอาแก้ววางเรียงที่เครื่อง

             คุโบะหันไปมองเงียบๆ ไอ้เด็กบ้านี่หลับจริงด้วย... แถมยังกรนเบาๆ ด้วยท่าทางสบายอีก เฮ้ย! แกจะหลับไปอย่างนี้จิงดิ!

             ยื่นมือไปเขย่าก็แล้ว แต่มันก็ไม่ตื่น

             ไอ้เด็กบ้า! 

             “งั้นฉันกลับก่อนแล้วกัน”

             คุโบะมองดวงตาที่ปิดสนิทด้วยท่าทางน่าจะเหนื่อยจัด จึ๊ปาก ดึงบุหรี่ออกจากกระเป๋าเสื้อมาเสียบที่ปากพลางเลื่อนเก้าอี้

             “อ้าว นึกว่าจะไปส่งไทเซให้ซะอีกครับ” ยะจิมะถาม

             “ให้ฉันส่งก็กลับไม่ถึงบ้านนะบอกก่อน” คนฟังแค่นหัวเราะ ทั้งที่ปากยังคาบบุหรี่

             “...งั้นรีบกลับๆ ไปเลยครับ”

             คุโบะหัวเราะในลำคอ เหลือบมองคนที่หลับสบายไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรอีกรอบ บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมยอมตัดใจง่ายๆ ทั้งที่เมื่อไม่ถึงสิบนาทีก่อนก็ยังมุ่งมั่นว่าจะหาทางชวนกลับไปด้วยให้ได้ ไม่ใช่ว่าหมดความสนใจอะไรนะ แต่เห็นหน้าตาตอนกำลังนอนสบายอย่างนี้ ใครจะไปบ้าปลุกได้วะ

             เอาเหอะ มันก็ยังอยู่อีกเกือบเดือนนี่หว่า วันนี้จะปล่อยไปก่อนก็แล้วกัน

             คุโบะผลักประตูร้านออกไปพร้อมเสียงกระดิ่งกรุ๋งกริ๋ง ยกบุหรี่ที่จุดแล้วโบกให้เป็นเชิงลา

 

To be continue

MEB E-Book ID >> Hanabidou

ความคิดเห็น