ขอบคุณที่มาอ่านนะคะ

ชื่อตอน : (Re-write) 9

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 216

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ธ.ค. 2563 01:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
(Re-write) 9
แบบอักษร

9 

ณ ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง

กลิ่นบุหรี่ฟุ้งกลางอากาศ  เพราะร้านกาแฟแห่งนี้มีที่นั่งด้านนอกร้านซึ่งเป็นกลางแจ้งจึงสามารถสูบบุหรี่ได้โดยไม่กลัวจะต้องถูกตำหนิ  ราตรีนั่งสูบบุหรี่พร้อมนั่งขาไขว่ห้าง  ขณะที่พระเพลิงซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามยกกาแฟขึ้นมาจิบก่อนที่พนักงานเสิร์ฟจะนำสเต๊กเนื้อถาดใหญ่มาวางตรงหน้าเพราะร้านนี้ขายอาหารเช้าด้วย

“มีเหตุผลอะไรไหมที่นัดให้ฉันมานั่งร้านกาแฟห่วยๆ อาหารห่วยๆ”  ราตรีเอ่ยถาม

“เวลาเช้าคนส่วนใหญ่ก็นั่งจิบกาแฟแล้วกินอาหารเช้ากันนี่นา”

“ร้านอื่นที่รสนิยมดีกว่านี้ก็เยอะ  ตระกูลโลกาน่าจะยุบร้านกาแฟแล้วขายแต่กัญชาซะ”

“พูดแบบนี้คุณการันต์คงอยากจะปิดสาขาเลยแฮะ”  พระเพลิงพูดพร้อมกับวางแก้วกาแฟลงแล้วดึงขวดเหล้าสแตนเลสที่พกในกระเป๋าเสื้อออกมาหมุนเปิดขวดก่อนจะเทลงในแก้วกาแฟของตัวเอง  แน่นอนว่าราตรีก็ยื่นแก้วกาแฟของตัวเองไปรับเหล้าจากขวดนั้นเช่นกัน  “ลูกชายคุณหายไปเลยนะ  เมื่อคืนนัดผมมากินข้าวแท้ๆ”

“เดทกันอยู่หรือไง?”

“อย่าเลย  ผมไม่อยากเป็นลูกเขยคุณ”  พระเพลิงพูดพร้อมกับหั่นเนื้อเข้าปากแล้วเคี้ยว “เห็นพวกผมสนิทกันแล้วรีบขายลูกชายตัวเองเลยหรือคุณราตรี”

“ก็นะ ปีนี้จอมทัพอายุ 25 รีบแต่งๆ ไป ฉันจะได้ลาพักร้อนอาชีพแม่สักที”

“พูดเหมือนง่าย  มั่นใจหรือว่าจะไม่หวงลูกชาย”

“เบื่อแล้ว  ถ้ารู้ว่าจะดื้อขนาดนี้คงไม่ให้กลับไทยตั้งแต่แรก”  ราตรีพูดพร้อมกับพ่นควันออกจากปากแล้วจิบกาแฟในแก้วไปจิบเดียวก่อนจะเทมันใส่ต้นไม้ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ อย่างไม่แยแส  “เป็นอย่างที่คิดเลยว่าน้ำเพชรจะต้องถูกอดีตของเพชรรัตน์เล่นงาน  แล้วการันต์ก็สติแตกก่อนคนแรกจริงๆ”

“จอมทัพเองก็ใช่ว่าจะใจเย็น  ส่วนคุณธีร์ก็คงต้องรับมือต่อไป”

“แน่ล่ะ  จอมทัพโกรธมากกว่าจะให้อภัย ยิ่งเป็นเรื่องของน้ำเพชร”

“นั่นก็เป็นปัญหาของธีร์ไปละกัน”  พระเพลิงพูดพร้อมกับจิ้มชิ้นเนื้อเข้าปากอีกครั้งก่อนจะมองราตรีที่ทิ้งก้นบุหรี่ลงในแก้วกาแฟแก้วเดิมแทนที่จะทิ้งลงในที่เขี่ยบุหรี่ดีๆ  “จะว่าไปผมก็ลืมไปแล้วแฮะว่ารูปงานแต่งครั้งนั้นหายไปไหน”

“จะเอาไปทำอะไร?”

“ความทรงจำดีๆ ของน้ำเพชรเลยนะคุณ  อีกหน่อยก็จะถึงวันเกิดเธอแล้วด้วย เผื่อให้เป็นของขวัญวันเกิดไง”

“วันเกิดของยัยนั่นหรือ  อ่า...ถ้าอย่างนั้นคงต้องซื้อเค้กมาฉลองแล้วสินะ”

“เดทกันอยู่หรือไง?”

“ฉันไม่คบคนโง่”

“ก็นึกว่าอยากกินเด็ก”

“ให้ฉันโสดไปตลอดชีวิตเถอะ  เบื่อจะสนใจชีวิตใคร”  ราตรีพูดไปอย่างไม่สนใจอะไรนัก  พระเพลิงที่ยังกินสเต๊กเนื้อต่อไปนั้นผุดยิ้มขึ้นมาเมื่อมองไปทางด้านหลังของราตรีแล้วพบกับผู้ชายคนหนึ่งที่เดินมา

“มั่นใจนะคุณราตรีว่าไม่กินเด็ก?”

“?”  ราตรีขมวดคิ้วก่อนจะหันหลังกลับไปพร้อมกระตุกแว่นดำลงเพื่อมองตามพระเพลิงก่อนที่เธอจะพบกับไตร ที่เดินมาทางเธอ  เมื่อเห็นดังนั้นจึงทำให้เธอหงุดหงิดขึ้นมา   “ทำไมพวกสุริยันมันวุ่นวายนักนะ”

“อะไรกันเนี่ยนายหญิง  คุณนอกใจผมหรือ?”  ไตรเอ่ยถามพลางหันไปมองพระเพลิงที่นั่งขำทั้งที่สเต๊กยังเต็มปาก  แน่นอนว่าพวกเขารู้จักกัน  แต่ไม่คิดว่าราตรีจะให้ไตรมาช่วยงานตัวเองและที่ตลกกว่านั้นคือไตรยอมรับข้อเสนอนั้นเสียด้วย

“รถไฟชนกันขนาดนี้ไม่ต่อยกันสักหน่อยล่ะ  ร้านกาแฟเวรนี่จะได้มีข่าวแย่ๆ หน่อย”  ราตรีพูดเสียงเรียบ ขณะที่ไตรเอื้อมมือไปหยิบเก้าอี้จากโต๊ะอีกตัวมานั่งร่วมวงกับพวกเขาด้วย  “เรื่องที่ให้ไปทำเป็นยังไงบ้าง?”

“เรียบร้อยดี  มีแต่เรื่องเมื่อคืนนั่นแหละที่เป็นปัญหา”

“เจอจอมทัพไหม?”

“ไม่เจอได้ไง  ลูกคุณบุกเดี่ยวไปเองขนาดนั้นแถมยังพานายใหญ่กับน้ำเพชรกลับมาได้อีก”  ไตรตอบก่อนจะหันไปสั่งกาแฟกับพนักงานเสิร์ฟที่เดินมารับเมนูแล้วจึงหันกลับมาคุยต่อ  “ตอนนี้น่าจะยังไม่ตื่นนะ”

ไตรพูดเท่าที่เห็นเพราะเมื่อคืนหลังจากที่รู้ว่าน้ำเพชรอยู่ไหน  ธีร์ก็รีบตามไปทันทีโดยให้ไตรหาทางตามหาการันต์อีกที  แต่ก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจอมทัพจะรู้ก่อนและตามหาตัวน้ำเพชรได้เจอก่อนอีกต่างหาก  ไม่แปลกใจที่จอมทัพจะถือได้ว่าเป็นคนหนึ่งที่รู้เรื่องแทบทุกอย่างในที่ประชุมจักรวาลทั้งที่ตัวเองไม่เคยโผล่หน้ามาในที่ประชุมเลยสักครั้งในชีวิต

“อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันประชุมใหญ่แล้วนี่  เสียงมันจะไม่เสมอกันหรือ?”  พระเพลิงเอ่ยถาม

“คุณรสรินคงไม่ยอมให้เสมอกันหรอก  เธอคงจับมือกับคุณการันต์เหมือนเดิม”  ไตรพูดพร้อมกับยกกาแฟที่เพิ่งถูกเสิร์ฟขึ้นมาดื่ม  “ไม่แน่อาจจะหาทางดึงสุริยันเข้าไป  เพราะคุณทิวาคงไม่คลานเข่ามาหาน้องสาวแน่ๆ”

“รสรินไม่ไปหาเสียงหรอก”  ราตรีพูดขึ้น

“?”

“น่าจะหาทางให้เสียงหายไปสักเสียงมากกว่า”

ณ คฤหาสน์สุริยัน

จอมทัพย่างกรายออกมาจากห้องพักที่ไตรจัดเตรียมให้เมื่อคืนซึ่งอยู่ใกล้กับห้องของธีร์ที่รักษาตัวอยู่โดยมีน้ำเพชรนอนเฝ้าแทบจะทั้งคืน  ซึ่งในตอนแรกนั้นจอมทัพว่าจะกลับไปก่อนแต่ก็ยอมพักผ่อนก่อนเพราะน้ำเพชรรั้งไว้เนี่ยแหละ

“ไม่รับอาหารเช้าก่อนกลับหรือคะ?”  เสียงหวานเอ่ยถามมาจากทางบันไดขณะที่จอมทัพกำลังจะกลับ

“ไม่เป็นไร  ผมไม่หิว”

“ฉันชงกาแฟมาให้คุณ  แล้วก็คิดว่าคุณน่าจะอยู่คุยสักหน่อย”

“จากสภาพคุณธีร์  ผมว่าคงรอจนเย็น”

“ไม่ได้คุยกับนายใหญ่ค่ะ  หมายถึงกับฉันต่างหาก”  น้ำเพชรพูดก่อนที่จอมทัพจะพยักหน้ารับ

ทั้งสองจึงเดินไปนั่งที่สวนหลังบ้านเพื่อพูดคุยกัน  สำหรับน้ำเพชรแล้วแม้เธอจะคุ้นเคยกับจอมทัพมากจากความฝันแต่ในความจริงตอนนี้เธอกับเขาราวกับคนไม่รู้จักกัน  ถึงอย่างนั้นคนไม่รู้จักกันดีอย่างจอมทัพก็ยอมเสี่ยงชีวิตมาช่วยเธอ จอมทัพลอบมองหญิงสาวแต่ก็ไม่พูดอะไรออกมาจนเป็นเธอเองที่ต้องเริ่มบทสนทนา  

“ขอบคุณมากนะคะที่มาช่วยเมื่อคืน  คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่นั่น?”

“มันไม่สำคัญหรอก  แค่คุณไม่เป็นไรก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ”  จอมทัพตอบเสียงเรียบพร้อมกับยกแก้วกาแฟขึ้นดื่ม

“ฉันอยากรู้อะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับคุณนะ”

“...”

“อะไรหลายๆ อย่างที่เกี่ยวกับเรา”  น้ำเพชรพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังพร้อมมองจอมทัพนิ่ง  “เหมือนกับว่าเราเคยรู้จักกันมาก่อนแต่ตอนนี้กลับเหมือนคนไม่รู้จักกันเลย  ฉันมีความทรงจำเกี่ยวกับคุณ  แต่ไม่รู้เลยว่าเราเป็นอะไรกัน”

“ทำไมคุณถึงอยากได้ความทรงจำคืนนักล่ะ?”  เขาถามกลับ

“ฉันอยากกลับไปเป็นตัวเองเหมือนเดิม”

“รู้หรือว่าแบบนั้นมันจะดีกับคุณ  คุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราเคยเป็นใคร”

“คุณจอมทัพ”

“?”

“ฉันเคยเห็นเราแต่งงานกัน  ในความฝันของฉัน”  น้ำเพชรพูดไปตามตรงทำให้จอมทัพที่วางแก้วกาแฟนั้นชะงักมือไปทันที  ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองน้ำเพชรอีกครั้ง  “ฉันฝันเห็นวันที่เราทะเลาะกัน  วันที่คุณบอกให้ฉันกลับบ้าน  มันเป็นความทรงจำที่อยู่ในฝันของฉันตลอด  นั่นมันไม่ได้แปลว่าเราเคยรู้จักกันมาก่อนหรือคะ?”

จอมทัพเงียบไปหลังจากได้ฟังแบบนั้น  แม้ว่าเธอจะความจำเสื่อมแต่มันคงมีเศษเสี้ยวของความทรงจำที่ยังหลงเหลืออยู่กับเธอ  โดยเฉพาะความทรงจำของวันที่เธอน่าจะมีความสุขที่สุด  ต่อให้มันจะจบลงอย่างไม่สวยงามเลยก็ตาม

น้ำเพชรมองคนตรงหน้าและรอคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ  แม้จะแอบเผื่อใจไว้ว่าเขาอาจไม่ตอบ  เธอเดาใจเขาไม่ออกจริงๆ มันมีบางครั้งที่เธอสัมผัสได้ว่าเขาพยายามจะทำให้เธอจำได้  แต่มันก็มีบางครั้งที่เขาให้เธอรอเวลาบางอย่าง  เธอไม่รู้ว่าเขาคิดจะทำอะไรแต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงรู้สึกไว้ใจเขาอย่างบอกไม่ถูก

“การแต่งงานมันอาจเป็นการตัดสินใจที่พลาดที่สุดในชีวิตคุณก็ได้นะเพชร”  จอมทัพพูดเสียงเรียบ

“?”

“คุณมั่นใจหรือว่าอยากกลับไปเป็นคนเดิมที่มีอดีตแบบนั้น”

“...”

“ผมเองก็สับสนไม่ต่างจากคุณหรอก  ผมอยากได้คุณคนเดิมกลับมาเหมือนกัน  แต่ก็ไม่อยากให้คุณจดจำเรื่องพวกนั้นเลยแม้แต่เรื่องเดียว”  จอมทัพพูดพร้อมกับจดจ้องใบหน้าของหญิงสาวที่นั่งฟังเขาอย่างตั้งใจ  “ถ้าผมบอกความจริงกับคุณทุกอย่าง  แลกกับให้คุณลืมทุกอย่างที่นี่แล้วไปกับผม  คุณจะทำได้หรือเปล่า?”

“ไปจากที่นี่?”

“นี่ไม่ใช่ที่ของเราเพชร  มันไม่เคยเป็นโลกของเราและไม่ควรจะเป็นโลกของคุณด้วย”  จอมทัพพูดก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินมาใกล้น้ำเพชรซึ่งนั่งนิ่งและสับสนในใจ  “ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณ”

“...”

“ผมมีหน้าที่รอคุณเท่านั้น”

ธีร์นั่งดูเอกสารทั้งหมดอยู่บนเตียงของตัวเอง  ร่างสูงกวาดตาอ่านมันอย่างละเอียดแม้ว่าร่างกายจะยังหายดีนัก ทั้งกระสุนและมีดแต่เขาก็โตมากับสิ่งนี้  มันจึงถือเป็นเรื่องเคยชินไปเสียแล้ว

เอกสารในมือของเขาล้วนแล้วแต่เป็นข้อมูลของจอมทัพ  เขาเริ่มสืบข้อมูลของจอมทัพตั้งแต่ครั้งแรกที่รู้ว่าผู้ชายคนนี้เข้ามากวาดซื้อหุ้นต่อจากนักลงทุนแทบจะทุกคนแต่ก็ยังไม่ทำอะไรกับหุ้นพวกนั้นเสียทีเดียว  เหมือนกำลังรอจังหวะที่เหมาะสมเสียมากกว่า  ซึ่งนี่อาจเป็นแผนบางอย่างของตระกูลจันทราตั้งแต่แรก

สิ่งที่น่าสนใจคือผู้ชายคนนี้โผล่มาด้วยสถานะลูกเลี้ยงของราตรี  ทั้งที่ราตรีไม่เคยมีครอบครัวหรือแม้แต่จะสุงสิงกับใคร  เขารู้จักนิสัยของราตรีดี นายหญิงของตระกูลจันทราคนนี้รักชีวิตสันโดษและไม่เคยญาติดีกับใครแม้กระทั่งครอบครัวของตัวเอง  มันจึงแปลกมากที่จู่ๆ เธอจะรับเลี้ยงลูกชาวบ้าน  แสดงว่าพ่อแม่ของจอมทัพต้องเป็นคนสำคัญแน่

เมื่อวานที่จอมทัพโผล่มามันเห็นได้ชัดเลยว่าเขาต้องการมาช่วยน้ำเพชรโดยที่ไม่ได้รับคำร้องขอจากใคร  นั่นยิ่งตอกย้ำว่าสิ่งที่ธีร์คิดมาตลอดเป็นเรื่องจริง  จอมทัพมาไทยครั้งนี้เพราะน้ำเพชร  แต่เขาก็ไม่รู้จริงๆ ว่าทั้งคู่รู้จักกันได้ยังไง

ไม่ใช่แค่น้ำเพชรที่ทำให้เขานึกถึงเรื่องเก่าๆ ในอดีต  ความทรงจำที่มีทั้งดีและเลวร้าย  แต่จอมทัพเองก็เหมือนคนในอดีตมากเสียจนตอกย้ำรอยแผลเก่าของเขาได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น  ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปีก็ไม่มีวี่แววที่รอยแผลนั้นจะถูกลบเลือนไปจากความทรงจำของเขาเลยสักนิด  ไม่ต่างจากการันต์หรือคนอื่นๆ

“ตื่นแล้วหรือคะ?”  น้ำเพชรเปิดประตูเข้ามาถามก่อนจะเดินเข้ามานั่งตรงเก้าอี้ข้างเตียง  เธอมองไปยังแฟ้มเอกสารในมือของธีร์แล้วรู้สึกฉงนขึ้นมาจึงตัดสินใจถามออกไป  “งานอะไรหรือคะ?”

“เป็นข้อมูลของจอมทัพน่ะ  ฉันให้คนไปสืบมาแต่ก็ไม่ค่อยได้เรื่องอะไร”  เขาตอบอย่างไม่ปิดบัง

“งั้นหรือคะ”  น้ำเพชรนิ่งไปเมื่อได้ยินเช่นนั้นพลางนึกถึงข้อเสนอของจอมทัพภายในหัว  “เขาเพิ่งกลับไปเมื่อกี้เองค่ะ  เห็นว่ารอคุณหายดีก่อนค่อยพบกันใหม่  แล้วก็พูดเรื่องการประชุมอะไรสักอย่าง”

“คงเป็นการประชุมใหญ่ของที่ประชุมจักรวาลน่ะ”

“?”

“พวกเราจะมีการประชุมในทุกสามเดือน  เพื่อคุยเรื่องกฎที่มีร่วมกันว่ามีปัญหา อยากแก้ อยากเพิ่มหรือได้รับผลกระทบอะไรก็จะนำมาประชุมกันแล้วใช้คะแนนโหวตจากผู้นำตระกูล  รวมทั้งหมด 5 เสียง  แต่ตระกูลเมฆาไม่มีผู้นำแล้ว ก่อนนี้ตระกูลจันทราก็ไม่เข้าร่วม”

“งั้นครั้งนี้ก็คงมีโอกาสที่เสียงจะเสมอกันสิคะ”

“นั่นแหละที่ทำให้เรื่องมันยาก  เพราะครั้งนี้ราตรีคงกลับมาด้วยเหตุผลบางอย่างแน่ๆ”  ธีร์พูดพร้อมกับปิดแฟ้มในมือลงแล้วหันมาทางน้ำเพชร  “เหตุผลที่พวกเรายังอยู่กันสงบมันเป็นเพราะอาวุธมีไม่ครบทั้งห้าตระกูล  ตระกูลดาราจึงยากที่จะหาทางครอบครองแบบเมื่อก่อน  แต่ตอนนี้ราตรีกลับมาแล้ว ก็เหลือแค่ง้าววาริธเท่านั้นที่หายไป”

“คุณรสรินน่ะหรือคะ  ทำไมเธอถึงต้องการอาวุธขนาดนั้น”

“คนที่ได้ครอบครองอาวุธทุกชิ้นก็คือคนที่ครอบครองที่ประชุมจักรวาล  ทิศทางของธุรกิจ ชีวิตของทุกคนและปีศาจของตระกูลเมฆาจะไปกองอำนาจอยู่ที่ตระกูลดาราที่เดียว  นั่นคือสิ่งที่ตระกูลดาราพยายามทำมาตลอด”

“...”

“แต่ทุกอย่างก็ต้องชะงักเพราะง้าววาริธหายไปโดยไม่มีใครรู้  แม้กระทั่งปีศาจที่หมดพลังไปแล้วตั้งแต่ง้าววาริธไม่มีเจ้าของ  การที่ปีศาจกลายเป็นคนธรรมดาคือเครื่องยืนยันว่าง้าววาริธยังไม่ถูกส่งต่อ ซึ่งก็แปลว่าตระกูลเมฆาไม่มีทายาทจริงๆ”

“...”

“ต่อมายังมีการออกกฎห้ามยึดครองหรือทำลายอาวุธของตระกูลอื่นก็เพื่อป้องกันตระกูลดาราทำผิดซ้ำ  ความจริงตอนนั้นตระกูลจันทราจะเข้าร่วมกับดาราแต่ราตรีขโมยโซ่ศศิธรไปซะก่อน  ทำให้จันทราไม่ร่วมกับดารา  ตระกูลโลกาในตอนนั้นก็เลยร่วมมือกับฉันชั่วคราวเพื่อให้กฎนี้ถูกตั้งขึ้น”

“คุณการันต์ยอมร่วมเพราะการตายของคุณนายเพชรรัตน์หรือเปล่าคะ”  น้ำเพชรเอ่ยถามก่อนที่ธีร์จะพยักหน้ารับ

“ใช่  แต่หลังจากนั้นหลายปีการันต์ก็ยังคอยร่วมมือกับดาราในเรื่องอื่นอยู่  ครั้งนี้อาวุธมีถึง 4 ชิ้น หากจะตามหาอีกสักชิ้นก็อาจคุ้มเสี่ยงสำหรับตระกูลดารา  ยังไงซะก็ต้องระวังกันไว้ก่อน  เพราะจริงๆ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมราตรีถึงโผล่มาตอนนี้  ไม่รู้ด้วยว่าเธออยู่ฝั่งไหนแล้ว”

“แล้วง้าววาริธก่อนหน้านี้เป็นของใครหรือคะ?”  หญิงสาวเอ่ยถามอีกครั้งทำให้ธีร์นิ่งไปก่อนจะถอนหายใจ

“ผู้นำลับของตระกูลเมฆาที่ตายไปแล้วน่ะ”

“?”

เพชรรัตน์

ณ คฤหาสน์ตระกูลดารา

โรสเดินลงมาจากห้องนอนของตัวเองด้วยท่าทีร้อนรนใจหลังจากเพิ่งรู้เรื่องเมื่อคืนที่เกิดขึ้นกับน้ำเพชรจากไตรซึ่งโทรมาบอกว่าน้ำเพชรคงไปเรียนไม่ได้  หญิงสาวก้าวเท้าไปตามทางเดินเพื่อจะออกไปหาน้ำเพชรที่คฤหาสน์สุริยันและคิดจะไปคุยกับไตรเกี่ยวกับเรื่องของการันต์ด้วย

“คุณก็รู้ว่ามันเคยทำอะไรไว้!  ยังจะให้ผมปล่อยมันไปก่อนอีกหรือรสริน!?”  เสียงดังออกมาจากห้องทำงานของผู้เป็นแม่  ซึ่งโรสจำได้ดีว่าเสียงนั้นเป็นเสียงของทิวา พ่อของเธอเอง  นั่นจึงทำให้เธอชะงักฝีเท้าแล้วหยุดยืนฟังจากด้านนอก

เธอรู้ดีว่าพ่อกับแม่ไม่ค่อยจะลงรอยกันนักในเรื่องความสัมพันธ์  แม้ว่าทั้งคู่จะเป็นพ่อแม่ที่น่ารักของเธอและเป็นคนที่ทำธุรกิจร่วมกันเป็นอย่างดี  แต่สิ่งที่ทำให้ไม่ค่อยลงรอยกันอาจเป็นเพราะอำนาจที่อยู่ในมือของแม่นั้นมีมากกว่าพ่อและพ่อไม่สามารถยอมรับมันได้เสียที

“ตอนนี้เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับราตรีเลยนี่  เริ่มจัดการคนที่อ่อนกำลังตอนนี้ก่อนแล้วค่อยยึดโซ่ศศิธรคืนมาก็ไม่สายไปหรอก”  รสรินพูดพลางคีบบุหรี่ขึ้นมาสูบแล้วมองสามีที่กำลังหัวเสีย  “อีกอย่างเรายังต้องตามหาการันต์ก่อน  ตอนนี้การันต์เป็นพันธมิตรเดียวของเรา”

“ถ้าจับมือกับโลกา  สุริยันก็คงอยู่ฝั่งตรงข้ามแน่ๆ”

“มันก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว”

“แต่ครั้งนี้พวกมันมีจันทราด้วยนะ  ถ้าเสียงเสมอกันงานของเราก็ยากขึ้น”  ทิวาพูดพร้อมกับยกแก้วเหล้าที่วางบนโต๊ะขึ้นดื่ม  “ถ้าครั้งนี้การแก้กฎห้ามยุ่งกับอาวุธตระกูลอื่นไม่สำเร็จ  เราก็ไม่มีอะไรไปต่อรองกับพระเพลิงแล้ว

“รู้ไหมว่าเวลาไหนที่ควรเปิดศึกมากที่สุด?”

“...”

“เวลาที่อีกฝ่ายไม่ทันรับมือ  อย่างตอนนี้”

“คุณจะทำอะไร?”

“จัดการตระกูลสุริยันซะตั้งแต่วันนี้  อย่างน้อยก็ไม่ให้เข้าร่วมการประชุมได้  ถึงเวลานั้นเราจะปิดห้องฆ่าราตรีก็ไม่มีอะไรเสียหาย”  รสรินพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาพร้อมกับขยี้ก้นบุหรี่ลงที่เขี่ยบุหรี่บนโต๊ะ  “ฉันมีคนในที่พอจะช่วยได้แล้วด้วย”

“นายเนี่ยนะจะช่วยเรา?”  เสียงของทิวาหันไปคุยกับอีกคนที่นั่งเงียบมาตลอด  โรสพยายามเงี่ยหูฟังว่าอีกคนในห้องนั้นเป็นใครแม้ว่าตัวเองจะเริ่มกลัวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น  “คิดจะขึ้นตำแหน่งแทนพ่อหรือไงไตร?”

พี่ไตร...เป็นไปไม่ได้

โรสยืนนิ่งค้างเมื่อได้ยินเช่นนั้น  เธอภาวนาให้นี่ไม่ใช่เรื่องจริง  ในตอนนี้เธอแทบไม่อยากจะเชื่อกับหูตัวเองเลยว่าพ่อกับแม่ของเธอจะเลือกทำอะไรเช่นนี้  แม้เธอจะรู้ดีว่าพวกเขาเป็นช้างเผือกซึ่งไม่มีประวัติขาวสะอาดอยู่แล้ว  แต่ก็คิดไม่ถึงว่าพ่อกับแม่ของเธอจะหาทางทำลายตระกูลอื่นอย่างที่รุ่นปู่ย่าเคยทำ

“นี่มันเป็นทางเดียวที่ผมจะพาเขาออกจากวงจรนี้นี่นา”  เสียงของไตรพูดขึ้นซึ่งโรสจำได้ดี  

เป็นเสียงของไตรจริงๆ

ค่ำคืนนั้น

น้ำเพชรเดินขึ้นมาจากห้องครัวหลังลงไปหาน้ำดื่มช่วงดึกเหมือนอย่างทุกวัน  หญิงสาวเอาแต่ทบทวนข้อเสนอของจอมทัพซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาตลอดทั้งวัน  โดยที่เธอเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคำตอบที่เธอต้องการจริงๆ คืออะไรกันแน่

จอมทัพที่เคยอยู่ในความทรงจำของเธอ  เขาเป็นคนมาช่วยชีวิตเธอและคิดจะพาเธอไปจากที่นี่  หากว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ของเธออย่างที่เขาพูดไว้จริงๆ จนถึงขั้นอยากพาเธอออกไปแบบนั้น  แสดงว่าบ้านหลังนี้ไม่ใช่ที่ปลอดภัยสำหรับเธอ  แต่ที่ผ่านมานายใหญ่พยายามดูแลเธออย่างดีทั้งที่เธอไม่มีอะไรตอบแทนเขาได้ด้วยซ้ำ

หรือนายใหญ่เพียงแค่เห็นเธอเหมือนคุณนายเพชรรัตน์

เธอเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าตัวตนที่แท้จริงของเธอคือใครกันแน่  เธอหน้าตาเหมือนคุณนายเพชรรัตน์จนผู้นำตระกูลแต่ละคนเพ่งเล็งเธอ  จอมทัพรู้จักเธอ  พระเพลิงทำท่าไม่เชื่อเรื่องที่เธอเป็นหลานของน้ากิ่งแก้ว  ซึ่งมันก็เริ่มไม่น่าเชื่อมากขึ้นอยู่แล้ว  น้าของเธอจะบังเอิญมีหลานที่หน้าตาและชื่อเหมือนเจ้านายตัวเองได้ยังไงกัน  มันดูจงใจเกินไป

ชื่อ หน้าตา สิ่งพวกนั้นเป็นของเธอจริงๆ หรือเปล่า  จอมทัพรู้ความจริงแต่กลับไม่พูดอะไรออกมาตามตรง  หากเขารู้จักเธอมาก่อนก็ควรพูดถึงน้ากิ่งแก้วบ้าง  แต่นี่เหมือนคำพูดฝั่งของธีร์กับจอมทัพไม่ค่อยตรงกันนัก

สองเท้าก้าวผ่านหน้าห้องรับรองที่เธอมักจะเห็นนายใหญ่มาเล่นไวโอลินคนเดียวทุกคืน  เธอหยุดยืนอยู่ตรงหน้าห้องนั้นพลางมองประตูห้องที่ถูกแง้มไว้ไม่สนิท  นั่นจึงทำให้น้ำเพชรเปิดประตูแล้วเดินเข้าไปภายในก่อนจะพบกับธีร์ที่ยืนจัดการกับเครื่องเล่นเพลงเก่าๆ ภายในห้องนั้นเพียงลำพัง

“นึกว่าหนูนอนไปแล้ว”  ธีร์หันมามองเธอพร้อมยิ้มบางเมื่อเห็นหญิงสาวเดินเข้ามา

“คุณเจ็บอยู่ไม่ใช่หรือคะ?”

“เสียงเพลงมันเยียวยาแผลได้นะ”  เขาพูดพลางยิ้มอีกครั้งก่อนจะเปิดเพลงหนึ่งขึ้นมาซึ่งมันไพเราะไม่ต่างจากเสียงไวโอลินของเขา  ก่อนที่เขาจะเดินมายืนตรงหน้าเธอแล้วยื่นมือหนามา  “ให้เกียรติเต้นรำกับผมสักเพลงนะครับคุณผู้หญิง”

ความใจดีและรอยยิ้มของเขากำลังมอบให้เธอหรือคนในอดีตกันนะ...

“ฮ่าๆๆ หนูเต้นไม่เป็นนะคะ”  หญิงสาวหลุดหัวเราะออกมาแต่ก็ยอมเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของเขาโดยที่ธีร์นั้นยินดีจะโอบรับร่างเล็กไว้อย่างดี  ทั้งคู่ค่อยๆ เต้นรำไปตามจังหวะอย่างเชื่องช้าโดยที่น้ำเพชรก็สามารถทำมันได้ดี

“ดูสิ นี่ขนาดเต้นไม่เป็นนะ”

“สงสัยหนูคงเคยเต้นเป็นแต่จำไม่ได้แล้วมั้งคะ”  เธอพูดพลางยิ้มกว้างเหมือนได้ผ่อนคลายบ้างหลังจากเครียดมาตั้งแต่เมื่อคืน  แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เธอลืมเรื่องเมื่อคืนได้  “เมื่อคืนคุณการันต์เล่าแต่เรื่องของคุณนายเพชรให้หนูฟัง”

“...”

“เขาบอกว่าหนูเหมือนเธอ  แล้วก็บอกว่าคุณเกลียดเธอ”

“...”

“คุณเล่าเรื่องของเธอให้หนูฟังหน่อยได้มั้ยคะ?”  น้ำเพชรพูดอย่างนั้นทำให้ธีร์ที่ยังคงพาเธอเต้นรำอยู่หวนนึกถึงอดีตอีกครั้ง  เขาไม่คิดว่าน้ำเพชรจะอยากรู้เรื่องนี้แต่มันก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาต้องปิดบังเธอ

“ความจริงแล้วฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าฉันเคยเกลียดเธอจริงๆ หรือฉันเกลียดตัวเองกันแน่”  ร่างสูงเริ่มพูดออกมาโดยที่น้ำเพชรนั้นทำเพียงแค่ฟังเรื่องของเขาเงียบๆ  “เราเจอกันก่อนที่จะแต่งงานกันสักพัก  การแต่งงานครั้งนั้นมันไม่ใช่การบังคับแต่เป็นความเต็มใจ  ฉันจำได้เลยว่าเรามีความสุขด้วยกันมากแค่ไหน”

“...”

น้ำเพชรเงียบฟังเรื่องราวทุกอย่างออกมาจากปากเขา  แทนที่เขาจะเหม่อมองไปทางอื่นยามที่นึกถึงภรรยาเก่าแต่เขากลับจดจ้องดวงตาคู่สวยของเธอราวกับกำลังพูดกับใครคนนั้นโดยมีเธอเป็นตัวกลาง  แต่มันก็ไม่ได้ทำให้น้ำเพชรรู้สึกแย่มากนัก

เธอเริ่มรู้จักคุณนายเพชรจากคำบอกเล่าต่างๆ จากหลายคน  ไม่ว่าพวกเขาจะกล่าวถึงเธอคนนั้นในทางดีหรือทางร้ายแต่เรื่องราวพวกนั้นก็เหมือนคอยนำพาให้น้ำเพชรมองเห็นเธอชัดเจนขึ้น  ยิ่งชัดเจนมากเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้ว่าทำไมหลายคนจึงลืมเธอไปไม่ได้  ไม่แม้แต่นายใหญ่ที่คงมีเรื่องให้จดจำหลายสิ่ง

ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าความรู้สึกโหวงในใจดั่งหลุมดำเกิดขึ้นยามฟังเสียงเขาเล่าถึงเธอคนนั้นจะหายไปจากใจของน้ำเพชร  มันคงเป็นความรู้สึกกังวล ไม่สบายใจหรือน้อยใจของเธอที่คิดมากว่าตัวเองจะเป็นเพียงเงาของเธอคนนั้น  โดยที่เธอไม่รู้เลยว่าตัวเองรู้สึกแบบนั้นเพราะไม่อยากเป็นตัวแทนของใครหรือเพราะเธอไม่อยากให้คนตรงหน้าคิดถึงคนอื่นกันแน่

เห็นแก่ตัวชะมัด  ถ้าจะเห็นแก่ตัวสักครั้งก็ไม่ควรเอาใจไปผูกกับคนอื่นสิ  ควรจะรีบหนีไปจากตรงนี้เพื่อไม่ให้ใครมายุ่งวุ่นวายกับตัวเองอีก  ไม่ควรเห็นแก่ตัวแล้วหวังให้เขารู้สึกแบบเดียวกันเลย  ถ้าเขารู้สึกแบบนั้นมันก็เท่ากับว่าเธอเป็นตัวแทนคนเก่าอย่างสมบูรณ์แบบจริงๆ ไม่ใช่หรือ

“เธอแข็งแกร่ง เป็นแม่ที่อ่อนโยน  แต่คงเป็นเพราะว่าฉันเองที่ทำให้เธอกลายเป็นตัวร้ายไป”

“...”

“ทุกครั้งที่มีเรื่องเข้าใจผิด  ฉันเลือกที่จะเชื่อคนอื่นมากกว่าเธอเพราะฉันมองว่าความแข็งแกร่งของเธอมันทำให้เธอเลวร้าย  ทั้งที่จริงแล้วเธอไม่เคยเปลี่ยนไป ไม่เคยเลวร้าย  เพียงแต่ฉันเองที่พยายามหาข้ออ้างในการเป็นศัตรูกับเธอโดยไม่รู้ตัว  ฉันเป็นคนโง่แล้วพาล  ฉันยอมรับความแข็งแกร่งของเธอไม่ได้”

“...”

“เธอเก่งเกินไปจนฉันรู้สึกได้ว่าสุริยันไม่ใช่ของฉันแต่เป็นของเธอ  ฉันรักเธอมากๆ แต่ฉันก็เกลียดที่ตัวเองเก่งเท่าเธอไม่ได้  ทั้งที่ฉันควรจะเป็นคนเก่งที่ปกป้องเธอแต่กลายเป็นว่าสงครามครั้งนั้นฉันไม่ใช่ผู้เข้าแข่งขันด้วยซ้ำ  ตอนนั้นฉันควรจะยอมรับและช่วยอยู่ข้างเธอ  แต่ฉันกลับตั้งอคติกับเธอแล้วพาลเหมือนพวกขี้แพ้”

“...”

“ฉันลืมไปว่าความจริงแล้วเรารักกัน  ลืมไปว่าที่นี่เป็นที่ของเราทั้งคู่  สุริยันเป็นของเราโดยไม่ต้องเถียงเลยว่าใครเหนือกว่าใคร  ลืมไปว่าฉันควรฟังเหตุผลของเธอแล้วเข้าใจเธอบ้าง  ลืมไปเลยว่าฉันแต่งงานกับเธอเพราะอะไร  ลืมไปว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกัน  ลืมว่าลูกของเราต้องเจ็บปวดแค่ไหนที่เห็นว่าเราต่อต้านกันเอง”

“...”

“ในตอนนั้นฉันควรดูแลเธอมากกว่าหาทางควบคุมเธอ  เพราะแบบนั้นมันถึงทำให้ครอบครัวของเราพังไม่เป็นท่า  และมันน่าละอายใจที่สุดตรงที่ฉันมาคิดได้ในวันที่สาย  ฉันเพิ่งรู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอพยายามรักษาครอบครัวของเราไว้  ในขณะที่ฉันเองที่ทำลายมันโดยไม่รู้ตัว”

“...”

“ฉันรั้งเธอไว้ไม่ทันในวันที่เธอจะไป  วันนั้นเธอทำเหมือนมันเป็นวันปกติ  เธอสูบซิก้าร์ทั้งที่เลิกสูบไปตั้งแต่ก่อนแต่งงานเพราะฉันไม่ชอบกลิ่นมัน  เธอยิ้มให้ฉันทั้งที่ตัวเองยืนอยู่นอกขอบดาดฟ้า แล้วกระโดดลงไปข้างล่างต่อหน้าฉัน”

“...”

“ก่อนนี้เราเสียลูกไป  ฉันถึงคิดได้ว่าฉันควรทำทุกทางเพื่อให้ฉันไม่เสียเธอไปอีกคน  แต่ช่วงเวลานั้นมันสั้นมากน้ำเพชร  ฉันเพิ่งได้รู้ว่าความจริงแล้วฉันไม่เคยอยากให้เธอหายไปเลย  ไม่เคยเกลียดเธอเลย  ไม่เคยเลิกรักเธอเลย”

“...”  น้ำเพชรที่เงียบอยู่นานค่อยๆ ปล่อยมือออกจากเขาแล้วเปลี่ยนเป็นกอดเขาแทนการเต้นรำ เธอรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่มีในใจของเขา  ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนแต่ความทรงจำทุกอย่างมันยังคงอยู่กับเขา

ก่อนนั้นเธอทั้งสงสารและอิจฉาคุณนายเพชร  แต่ตอนนี้กลับเข้าใจเธอมากอย่างไม่น่าเชื่อ

หญิงสาวไม่คิดถึงเรื่องที่เธอเป็นตัวแทนของใครแล้ว  เธอเพียงพยายามทำความเข้าใจทุกคนรอบตัวของเธอแม้ว่าพวกเขาจะมองว่าเธอเป็นใคร  เธอรับรู้ได้ถึงความปวดร้าวของทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนที่ยังอยู่หรือคนที่จากไป

น้ำเพชรเคยคิดว่าเธอควรรับมือยังไงหากวันหนึ่งความทรงจำทั้งหมดของเธอกลับมาจริงๆ  ในขณะที่หลายคนพยายามลืมเรื่องราวในอดีตเพราะหวังว่าจะใช้ชีวิตต่ออย่างมาความสุขมากกว่า  แต่ถึงจะอยากลืมมากแค่ไหนครั้งหนึ่งความทรงจำเลวร้ายพวกนั้นก็เคยมีเรื่องราวดีๆ ที่ยากจะลืมได้ลง

“หนูคิดว่าตอนนี้เธอจะรับรู้ถึงความรู้สึกของคุณนะคะ”

ทั้งคู่ยังคงโอบกอดกันท่ามกลางเสียงเพลงภายในห้องนั้นไป  พวกเขารับรู้ถึงความสงบยามที่มีกันและกันแม้จะรู้ดีว่าในอนาคตอันใกล้อาจมีหลายสิ่งเปลี่ยนแปลง  พวกเขากำลังบอกความรู้สึกของกันและกันด้วยความเงียบ  แต่อีกเสียงในใจของน้ำเพชรกำลังบอกให้เธอเดินออกมาจากชีวิตของธีร์ซะ

เพราะเธอคือเธอ  ไม่ใช่แค่เรื่องที่เธอไม่สามารถทดแทนคนในอดีตของธีร์ได้  แต่เธอเองก็มีอดีตของเธอเช่นกัน  เธอเคยมีชีวิตของตัวเองและเธอไม่มีหน้าที่อะไรที่ต้องอยู่เพื่อแทนที่ใคร  เธอมีคนและความทรงจำที่รอเธออยู่  ที่นี่อาจจะไม่ใช่ที่ของเธออย่างที่จอมทัพบอกก็ได้

เธอคงต้องไปจากที่นี่เสียที

โรสพยายามกดเบอร์โทรศัพท์เพื่อติดต่อน้ำเพชรหลังจากรู้เรื่องที่พ่อแม่ของเธอกำลังจะทำ  หญิงสาวร้อนรนใจและรีบติดต่อแต่ก็ไร้การรับสาย  ตอนนี้เธออยากจะขับรถไปยังคฤหาสน์สุริยันให้รู้แล้วรู้รอดไป

ไม่อยากจะเชื่อว่าไตรจะยอมให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น  แม้ว่าเธอจะเป็นลูกของรสรินแต่เธอไม่มีวันยอมให้แม่ของเธอเลือกทางที่เลวร้ายแบบนั้นเด็ดขาด  ความคิดที่ต้องการยึดอำนาจมันควรจะจบลงไปตั้งนานแล้ว  เธอไม่อยากให้ตระกูลดาราต้องกลายเป็นตระกูลที่สร้างหายนะให้คนอื่น

ขอให้อย่ามีอะไรเลวร้ายเกิดขึ้นเลย

 

#วชิรอาญา 

ความคิดเห็น