Hanabidou
facebook-icon

Good Things take time

ชื่อตอน : Chapter 25

คำค้น : Hanabidou, คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว, ฟีลกู๊ด, เด็ก, ครอบครัว, วาย, BL, ญี่ปุ่น

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 829

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 18 พ.ย. 2563 17:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 25
แบบอักษร

25

             มุคาเอดะจ้องคลิปวีดีโอหน้าจอแทบเล็ต ค่อยๆ ใช้ตะเกียบม้วนไข่ในกระทะสี่เหลี่ยมจะให้ไปรวมกันที่อีกฝั่งเหมือนในคลิป แล้วก็พบว่าตัวไข่นอกจากจะหนาเกินไปจนม้วนไม่ได้แล้วยังขาดออกจากกันเละเทะ ไฟก็น่าจะแรงเกินไปเลยทำให้ข้างใต้เป็นสีน้ำตาลเกือบดำสนิท อารามตกใจเลยรีบปิดแก๊ส ปลายตะเกียบไปปัดโดนที่จับกระทะตกลงมาจากเตา ชายหนุ่มยื่นมือไปรับตามสัญชาตญาณ ก่อนจะสะบัดทิ้งด้วยความร้อน เสียงดังโครมครามจนคนที่กำลังเปิดประตูห้องเข้ามาทำหน้าตกใจ รีบถอดรองเท้าแล้ววิ่งเข้าไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น

             “โทโอรุ!”

             โอโตนามิเรียกด้วยเสียงตระหนก เห็นเจ้าของห้องเอามือกุมมือข้างที่แตะโดนขอบกระทะก็รีบเข้าไปคว้า ดึงไปที่อ่างล้างจาน เปิดน้ำแล้วจับแช่ จาก นั้นค่อยเหลือบมองเปลือกไข่เป็นสิบฟองในอ่าง ก่อนจะมองกระทะสี่เหลี่ยมที่ตกอยู่บนพื้น กับเศษอาหารซึ่งน่าจะเป็นเมนูไข่ (?) กระจัดกระจายเละเทะ 

             “มิ... มิสุเอะไม่ตื่นใช่ไหมครับ?” มุคาเอดะถามพลางเหลียวมองเข้าไปในห้องญี่ปุ่น แล้วก็ผ่อนลมหายใจโล่งที่เห็นลูกสาวยังนอนก่ายหมอนข้างอย่างสงบ ทั้งที่เสียงกระทะตกกระทบพื้นดังออกจะขนาดนั้น

             “นายเล่นอะไรอีกเนี่ย ทำอะไรน่ะฮึ? หิวเหรอ? เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?” โอโตนามิปิดน้ำ หยิบผ้าขนหนูมาซับมือให้ จริงๆ เห็นไอ้เศษซากอะไรนี่ก็พอจะเดาได้อยู่หรอกว่าชายหนุ่มกำลังฝึกหัดทำอะไรสักอย่าง แต่ก็อยากจะถามเพื่อความแน่ใจเท่านั้น

             “...ทำไข่ม้วน” คนตอบหลบหน้า ตอบแบบไม่อยากตอบ ถ้าพลาดเยอะขนาดนี้ก็เลยเลเวลที่ต้องอายไปแล้วน่ะนะ // โอโตนามิ 

             “จะฝึกทำไข่ม้วนเหรอ? ฝึกทำไปทำไมน่ะหือ?”

             “ก็งานกีฬาโรงเรียนอนุบาลของมิสุเอะจะมีวันอาทิตย์นี้... พอเสิร์ชหาว่ากล่องข้าวงานกีฬาเขาต้องทำกันยังไง แล้วก็แพนิคนิดหน่อยน่ะครับ”

             “จะแพนิคไปทำไมฮึ แค่กล่องข้าวงานกีฬาฉันก็ต้องทำอยู่แล้วไหม นายอยากได้กล่องข้าวแบบไหน? เสิร์ชอะไรไว้? เอามาดูซิ”

             “...” มุคาเอดะหยิบมือถือให้ดู ไม่กล้าบอกว่าเหตุผลที่แท้จริงคือเมื่อตอนเย็นมิสุเอะบอกว่าบ้านเรามีคุณชินเป็นเจ้าสาวเพราะว่าทำไข่ม้วนได้ เขาก็เลยเกิดอิโก้ขึ้นมาว่าต้องฝึกทำไข่ม้วนบ้าง แล้วก็เนี่ยแหละ... หมดไข่ไปเกือบโหล...

             “จะเอาแบบนี้นะ?” โอโตนามิถาม

             “ก็ไม่ได้ว่าต้องตามนี้หรอกครับ แค่รู้สึกว่ากล่องข้าวมันต้องใส่อะไรเยอะแยะ เลยคิดว่าถ้าช่วยแบ่งกันทำกับคุณชินได้ก็จะดี เลยว่าจะลองฝึกทำไข่ม้วนก็แค่นั้น...”

             ช่วยทอดไส้กรอกดีกว่ามั้ย โทโอรุ... // โอโตนามิ 

             มุคาเอดะถอนหายใจ ทำท่าจะก้มลงเก็บเศษซากที่พื้น แต่โอโตนามิทำมือบอกว่าไม่ต้อง ให้ยืนเอาผ้าซับมือไว้เฉยๆ

             “วันงานคือพวกคุณพ่อต้องไปเร็วหน่อย เพราะต้องไปช่วยกางเต๊นท์กับจัดสถานที่น่ะครับ” มุคาเอดะแจ้ง “เดี๋ยวผมจะไปก่อน แล้วคุณชินช่วยพามิสุเอะตามมาทีหลังได้ไหมครับ?”

             “ได้ไง ใครจะให้นายไปทำงานใช้แรงงานแบบนั้นเฮอะ เดี๋ยวฉันจัดการเอง นายตามมาทีหลังกับมิสุเอะจัง”

             “เอ่อ... ก็คุณชินต้องทำกล่องข้าวไง”

             “ก็ตื่นมาทำเช้าหน่อย แป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว นี่ฉันทำร้านอาหารมาสิบปีนะ คนมาสั่งข้าวกล่องเป็นสิบยี่สิบกล่องทีเดียวยังทำได้เลย”

             “...แล้วจะให้ผมทำอะไรล่ะครับ”

             “ถ่ายรูปไง ถ่ายรูปถ่ายวีดีโอไป”

             มุคาเอดะนิ่งอึ้ง โรคชอบสปอยล์ของโอโตนามินี่แก้ยังไงก็ไม่หาย ก็น่าจะยากพอๆ กับโรคปากหนักไม่ชอบปรึกษา ติดทำอะไรคนเดียวของเขานี่แหละ

             ปากหนัก... 

             “คือว่า...” มุคาเอดะมองโอโตนามิที่ก้มลงเก็บเศษทุกอย่างพลางเอาผ้าเช็ด ลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจพูด เขาก็คิดว่าจะพยายามแก้นิสัยในส่วนที่แก้ได้อยู่บ้าง เรื่องที่ทำงาน... ก็ว่าจะเล่ามากขึ้น... “ไทเซคุงน่ะครับ... อาซาโนะ ไทเซ ที่เจอที่งานนัดบอดวันก่อน ตอนนี้เข้ามาเป็นอินเทิร์นของบริษัทเราอยู่ พอดีว่าผมได้เป็นผู้ดูแล เห็นคุณชินรู้จัก เลยว่าจะบอกคุณชินเอาไว้หน่อย”

             “ไทเซ? จริงเหรอ? เห~ เรื่องบังเอิญอย่างนี้ก็มีด้วย” โอโตนามิทำความสะอาดพื้นเสร็จก็ยืดตัวขึ้น หยิบกามาต้มน้ำ “แล้วไทเซจำนายได้ไหมน่ะ”

             ยิ่งกว่าจำได้อีก แถมเจ้าตัวยังบอกว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกต่างหาก... // มุคาเอดะ 

             “จำได้ครับ แต่เหมือนว่า...” จะไม่ชอบผมเท่าไหร่...

             จริงๆ จะพูดแบบนั้นแต่ก็ไม่ได้พูด เพราะนึกถึงคำที่เด็กคนนั้นพูดว่า

`แล้วก็จะได้เอาไปฟ้องคุณชินด้วยใช่ไหมครับ ว่าผมมาเจอรุ่นพี่แล้วทำให้ลำบากยังไงบ้าง`

             “คุณชินรู้จักไทเซคุงนานหรือยังครับ?”

             “แน่ะ ยังติดใจอยู่อีกเหรอ?”

             “ก็ไม่ใช่อย่างนั้น...” มุคาเอดะพยายามตอบปกติ “แค่อยากรู้เรื่องของรุ่นน้องที่ต้องดูแลหน่อย ถ้าคุณชินรู้อะไรเกี่ยวกับไทเซก็ช่วยบอกผมหน่อยครับ”

             “ก็เป็นปีแล้วนะ” โอโตนามินึก “ฉันจำตอนเจอกันครั้งแรกได้แม่นเลย เพราะเป็นวันเกิดอายุสิบแปดของหมอนั่นพอดี” ตอบแล้วหันมองสีหน้าของมุคาเอดะเหมือนจะดูปฏิกิริยา แต่คนถามก็คงคิดเอาไว้แล้ว เลยแค่หลบสายตาลงนิ่งขรึม โอโตนามิเห็นแบบนั้นก็อมยิ้ม อดก้มลงไปจูบเบาๆ ที่ศีรษะไม่ได้

             “พอดีเขามาจัดงานวันเกิดที่ร้านของมิกิน่ะ ฉันอยู่ที่ร้านพอดีเลยเข้าไปห้าม บอกว่าอายุยังไม่ถึงยี่สิบ ทางร้านไม่ขายเหล้าให้”

             “แล้วคุณชินไปทำอะไรเหรอครับ เด็กคนนั้นถึงได้ชอบคุณชินขนาดนั้น”

             เอ๊ะๆ เมื่อกี้นายบอกว่าอยากรู้เพราะเป็นเรื่องของรุ่นน้องที่ต้องดูแลในบริษัทไม่ใช่เหรอ? // โอโตนามิ 

             “ก็แค่เคยเจอกันที่ร้านมิกิบ้างเท่านั้นเอง”

             “ไม่ใช่ว่าเคยคบกัน เคยสารภาพรัก เคยกิ๊กกัน อะไรอย่างนี้เหรอ”

             “เดี๋ยวๆ จะมีได้ยังไง อยู่ๆ กลัวอะไรขึ้นมาฮึนี่” โอโตนามิขำ หลุบตามองศีรษะที่เอนมาซบ ไม่รู้ว่าจงใจหรือเปล่า แต่เวลาหึงประมาณนี้ หมอนี่ดูน่ารักเป็นที่สุด ขอแค่อย่าให้เข้าโหมดดาร์คแบบเมื่อวันนั้นก็พอ...

             “กังวลอะไรหรือเปล่า? ไทเซจำนายได้แล้วคุยอะไรกับนายมั่ง? ไม่ได้ทำให้เดือดร้อนหรือไม่สบายใจอะไรใช่ไหม?”

             “...” มุคาเอดะปิดดวงตาลงเงียบๆ เล่นโดนเด็กดักไว้ก่อน หาว่าจะเอาเรื่องตัวเองไปฟ้องคุณชินแบบนั้น แล้วจะให้เล่ารายละเอียดได้ยังไง ทำอย่างนั้นเขาก็ไม่เป็นผู้ใหญ่น่ะสิ...

             จริงๆ ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่สะดุ้งสะเทือนอะไรเลยหรอกนะ... ก็แค่พยายามจะแยกแยะว่าการปรากฏตัวของน้องคนนั้นไม่เกี่ยวข้องอะไรกับตัวเอง แล้วก็ท่องไว้ว่าให้โฟกัสที่งานของตัวเองอย่างเดียว เขาก็พยายามจะไม่เอาความรู้สึกส่วนตัวใส่เข้าไปอยู่ แต่ก็ไม่มั่นใจว่าไปเผลอพูดจาเข้มงวดเพราะมีความรู้สึกส่วนตัวปนไปบ้างหรือไม่... ถึงในใจจะบอกว่าตัวเองมองเด็กคนนั้นอย่างยุติธรรม แต่ในสายตาของไทเซแล้ว... เขาอาจจะเป็นคนที่เอาอำนาจความเป็นรุ่นพี่มาใช้ เพราะไม่พอใจที่อีกฝ่ายประกาศตัวว่ามาเป็นอินเทิร์นที่นี่เพราะอยากเรื่องคุณชินจริงๆ ก็ได้

             ตอนที่เจอกันในวันงานนัดบอดนั่น เขาก็เหมือนคนนิสัยไม่ดีจริงๆ... พอโดนว่าแบบนั้นก็เริ่มไม่มั่นใจ ว่าจริงๆ แล้ว มันเป็นนิสัยที่แท้จริงของเขาอย่างที่ไทเซว่าหรือเปล่า...

             “โทโอรุ?”

             มุคาเอดะกะพริบตา ได้ยินเสียงปิดแก๊สเพราะน้ำเดือดแล้ว เพิ่งรู้สึก ตัวว่าเผลอปล่อยใจลอย เงยหน้าขึ้นไปมอง ก็เห็นสีหน้าเป็นห่วงของโอโตนามิ

             ...นี่ทำให้เป็นห่วงอีกแล้วเหรอ // มุคาเอดะ 

             “จะดื่มชาใช่ไหมครับ...” มุคาเอดะถาม

             “ไม่มีอะไรใช่ไหม?”

             “อื้อ... เปล่าครับ คิดอะไรเพลินๆ นิดหน่อย”

             “ทำหน้าแบบนี้คือมีอะไรแล้วไม่บอกฉันอีกแน่ๆ มีอะไรต้องปรึกษานะ ฉันระแวงจนบรรลุแล้วเห็นมั้ย”

             มุคาเอดะเผลอขำ แต่พยายามจะหลบด้วยการซุกหน้าลงกับหัวไหล่ อีกคนเลยทำท่าจั๊กจี้

             “อะไรๆ? นายจะขำทำไมเฮอะ นี่กำลังดุนะ” โอโตนามิทำเสียงเข้ม

             “กำลังคิดว่าคุณชินได้สกิลใหม่อีกแล้ว”

             “นี่คำพูดของไอ้คนที่ทำให้ฉันเป็นแบบนี้เหรอ...”

             “แค่กังวลว่า” มุคาเอดะยิ้มอ่อน “ผมอาจจะไม่ใช่คนนิสัยดีจริงๆ อย่างที่ว่าก็ได้ เวลาอยู่ต่อหน้าคุณชินก็พยายามทำให้คุณชินชอบ อาจจะเป็นคนเสแสร้งจริงๆ ก็ได้นะ”

             “หือ? ใครว่า? ใครมันพูดแบบนั้น?”

             “เปล่าครับ... คือ...” มุคาเอดะรีบแก้ “มันก็มีไม่ใช่เหรอ ที่จู่ๆ ก็กลัวว่าถ้าคนที่คบด้วยรู้ตัวตนที่แท้จริงของเราแล้ว เขาจะถอยห่างออกไปน่ะ”

             “ตัวตนที่แท้จริง? ดาร์คโทโอรุน่ะเหรอ? เจอกันแล้วไง” โอโตนามิเหล่ ก้มลงเอาริมฝีปากไปแตะเส้นผม แล้วก็ต้องกลั้นขำ ที่มีกลิ่นน่ากินของไข่ไหม้ “นายเห็นฉันถอยห่างอยู่เหรอ ติดกว่านี้ก็รวมร่างกันแล้วนะ อ๊ะ แต่ก็รวมกันบ่อยๆ นิ”

             คุณชิน... // มุคาเอดะ 

             “ก็ไม่รู้ไงครับ” มุคาเอดะส่ายหน้า “อาจจะมีตอนที่นิสัยแย่กว่านั้นอีกก็ได้”

             “ยังจะมีดาร์คกว่านั้นอีกเหรอฮึ” คราวนี้ขำออกมาจริงๆ “นายจะกลัวอะไรหือ? บอกแล้วใช่มั้ยว่าจะไม่ทิ้ง”

             มุคาเอดะผงกศีรษะขึ้นมามองตาค้าง นึกขึ้นมาได้ว่าเคยพูดขออะไรน่าอายไปแบบนั้น... แก้มก็เลยเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ

             “เมื่อกี้นายว่าไงนะ? อยู่ต่อหน้าก็พยายามทำให้ชอบเหรอ? เพิ่งรู้นะเนี่ย”

             “...ทำไมคุณชินจับใจความได้แต่อะไรแบบนี้ฮึ”

             “อะไรอีกนะ กลัวคนที่ชอบรู้ตัวตนที่แท้จริงแล้วเขาจะถอยห่างไปอะไรงี้ นี่มันความกังวลของพวกเด็กม.ต้นที่เพิ่งมีรักแรกนะ”

             “...”

             ดูซิว่านายจะหน้าแดงไปได้ถึงไหน // โอโตนามิ 

             “...ก็เพราะอย่างนี้ถึงไม่อยากปรึกษาอะไรแล้ว”

             “อ๊า ไม่ได้นะโทโอรุ ฉันก็ตั้งใจฟังอยู่นะ ไม่แซวแล้ว” โอโตนามิยืนซ้อนข้างหลัง โอบมือกอดแน่นพลางเอาหน้าซุกต้นคอ

             “ก็หมดแล้วครับ... มีแค่นั้น”

             มุคาเอดะเงยหน้า ยื่นมือขึ้นไปเปิดชั้นเหนืออ่างล้างจาน หยิบแก้วมัคเหมือนกันแต่ละคนละสีออกมาวาง เหลือบมองโอโตนามิที่ชะโงกมาดูเสี้ยวหน้า

             “ไม่จริง นายยังเล่าไม่หมด หน้านายบอก”

             “ได้สกิลบรรลุแล้วจริงด้วย จะเรียกสกิลอะไรดี”

             “โทโอรุรีโวลูชั่น”

             “...ทีหลังห้ามไปว่าเซนส์ในการตั้งชื่อของคุณมิกิเขาแล้วนะ”

             “ชื่อสกิลออกจะดี”

             “มันเป็นเซนส์การตั้งชื่อของพวกเกิดช่วงปีโชวะ แล้วใช้ชีวิตวัยรุ่นในช่วงปี 90”

             “...อันนี้ทำร้ายจิตใจเกินไปแล้วนะ โทโอรุคุง”

             มุคาเอดะขำเบาๆ เลื่อนกระป๋องชาออกมาเปิด โอโตนามิยังกอดจากข้างหลังไม่ปล่อย

             “พูดอย่างนี้ นายนั่นแหละจะได้เจอกับ...” โอโตนามิไม่ยอมแพ้ กระซิบ ที่ข้างหู

             “ดาร์คโอโตนามิ”

             มุคาเอดะขำพรืด คนพูดก็เลยได้จังหวะไซ้ซอกคอจนช้อนที่ตักผงชาสั่น มุคาเอดะร้องที่เห็นผงชากระจายหกบนเคาน์เตอร์ครัว แต่ทำอะไรไม่ได้เพราะคนข้างหลังไม่ใช่แค่ไซ้ซอกคอไม่ปล่อย ยังสอดมือเข้าใต้เสื้อแล้วก็สะกิดของข้างในเล่นจนเจ้าของร้องห้าม

             “คุณชิน!”

             ก็ขนาดเขาดุมิสุเอะด้วยเสียงนี้ มิสุเอะยังไม่เคยจะฟังเลย นับประสาอะไรกับคนที่ไม่มีความเกรงกลัวแม้แต่น้อยอย่างโอโตนามิ ไม่เพียงยิ้มตอบข้างหูด้วยเสียง `หือออ?` ในลำคออย่างท้าทาย ยังจงใจเอาของแข็งมาแตะบั้นท้าย แล้วก็ถูไปมาเหมือนจะปลุกเขาอีก ว่าแต่ของแบบนั้นมันเปลี่ยนสถานะเป็นของแข็งไปตั้งแต่เมื่อไหร่?? ไม่ได้คุยอะไรไปในทางนั้นเลยนะ

             มุคาเอดะหลุบดวงตามองอย่างชั่งใจ เผลอครางเสียงเบาเพราะนิ้วซุกซนใต้เสื้อบิดเม็ดบนยอดอกสองข้างพร้อมๆ กัน ไหนจะเสียงหอบต่ำข้างหู ไหนจะไอ้ที่ถูอยู่ข้างหลัง

             เขาไม่รู้ว่าอีกคนกำลังแกล้งเล่นๆ หรือไม่ แต่ความกังวลใจในเรื่องที่เล่าไม่ได้ ก็ทำให้อยากได้รับความมั่นคงทางใจแบบอื่นขึ้นมาเสียเฉยๆ ก็ไม่รู้หรอกว่าเด็กคนนั้นโกรธเคืองเขาขนาดไหน หรือตั้งใจจะทำอะไรเพื่อสร้างปัญหา ให้เขาบ้าง ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องงานเขาก็ไม่ว่า แต่ถ้ามายุ่งกับโอโตนามิจริงๆ...

             โอโตนามิก็ยังจะเลือกเขาอยู่ใช่ไหม?  

             “คุณชิน...”

             โอโตนามิเลิกคิ้วนิดๆ ที่เห็นมุคาเอดะพลิกตัวกลับมา ทีแรกก็นึกว่าจะทำหน้าโกรธ หรือดุเรื่องที่เขาแกล้งปลุกทีเล่นทีจริงเหมือนจะลองเชิง แต่กลาย เป็นหันตัวพิงบั้นท้ายกับขอบเคาน์เตอร์ ช้อนตามองด้วยใบหน้าแดงก่ำ

             “ดาร์คโอโตนามินี่ยังไงครับ” มือยื่นไปจับมือโอโตนามิมาสอดเข้าใต้เสื้อตัวเอง ซ้อนมือเลื่อนให้ไปวางบนยอดอกเหมือนจะขอแบบเมื่อกี้อีกรอบ หลุบตามองพลางปล่อยลมหายใจแผ่ว

             “จะทำอะไรให้เป็นพิเศษหรือเปล่า?”

             “...”

             โทโอรุ... นายมันก็เป็นซะอย่างนี้... // โอโตนามิ 

             “หืออออ” โอโตนามิทำเสียงในลำคออย่างมีเลศนัย ใช้นิ้วโป้งเขี่ยจุดอ่อนไหวใต้เสื้อโดยไม่ต้องรอให้ขออีกรอบ ส่งยิ้มพลางโน้มตัวลงไปขบเบาๆ ที่ใบหู มุคาเอดะหดลำคอ ลมหายใจสะดุด

             “มีรีเควสหรือเปล่า? ถ้าปล่อยให้เซอร์วิสตามใจ เดี๋ยวคนที่ลำบากจะเป็นนายนะ”

             มุคาเอดะกลอกตานึก ไม่ตอบ แต่ใช้มือจับใบหน้าโอโตนามิขึ้นมาตรงหน้า เอียงคอแตะริมฝีปาก อีกฝ่ายตอบสนองด้วยการแทรกลิ้นเข้าไปทันทีพลางขยับจังหวะจูบ ลดมือที่เล่นกับยอดอกสองข้างลงมาเกี่ยวกางเกงนอนเจ้าของร่างลง คนกำลังโดนจูบสะดุ้ง จะหลุบตามองแต่อีกคนไม่ปล่อยริมฝีปากออก ดึงกางเกงเขาลงไปกองแล้วก็จับสะโพกยกขึ้น กว่าจะถอนริมฝีปากออก มุคาเอดะก็ถูกยกขึ้นไปนั่งบนเคาน์เตอร์แล้ว ในสภาพเสื้อยืดใส่นอนทับด้วยคาร์ดิแกน แต่ข้างล่างเหลือแค่กางเกงในบ็อกเซอร์แบรนด์ดังสีเทาเพียงตัวเดียว

             ขนาดว่าเป็นคนเปิดประเด็น มุคาเอดะก็ยังอดเลิ่กลั่กหน้าแดงก่ำไม่ได้ เพราะพอสะโพกอยู่บนเคาน์เตอร์อย่างนี้ ของแข็งของอีกคนมันก็อยู่ตรงกันพอดี แถมขนาดมองจากภายนอกก็ยังรู้สึกได้ว่าตอนนี้มันขยายใหญ่เต็มที่ เป็นรูปเป็นร่างใต้ผ้าชัดเจนขนาดนั้น เกี่ยวขอบกางเกงลงนิดเดียวก็น่าจะผงาดขึ้นมาเต็มตาแล้ว นี่มันตั้งใจจับเขามาวางเพื่อเปิดอีเว้นต์นี้ชัดๆ

             “ตัดสินใจอยู่เหรอ ว่าจะปล่อยออกมาดี? ไม่ปล่อยออกมาดี?” โอโตนามิมองตามสายตาหวาดหวั่นแล้วส่งยิ้ม ดึงขาสองข้างของคนนั่งเคาน์เตอร์ลากมาชิดขอบหมิ่นเหม่ เอาของตัวเองขยับไปแตะเป็นจังหวะ เหมือนจะเลียนแบบตอนที่มันสอดเข้าสอดออกแถวนั้นอย่างจงใจให้เสียวหน้าท้องเล่น

             “แต่คนเรียกหาเซอร์วิสมันคือนายนะ ไม่ปล่อยออกมาแล้วจะเซอร์วิสให้ได้ยังไงล่ะฮึ”

             มุคาเอดะขบริมฝีปาก ที่เกี่ยวลงไปก่อนคือขอบกางเกงในของตัวเอง โอโตนามิทำตาปริบๆ ไม่ทันได้ทำหน้าตะลึงเพราะอีกคนใช้ขาอ้อมมาโอบแผ่นหลังเขาแล้วดึงเข้าหา โอโตนามิเกือบเสียหลักจนต้องเอามือเท้ากับเคาน์เตอร์ มองแก้มแดงเห่อร้อน และดวงตาหวานฉ่ำที่หลุบมองของของเขาชนกับของตัวเองในระยะประชิด ไม่รู้ว่ามุคาเอดะรู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังขยับสะโพกเรียกร้อง มือโอบรอบคอเขา แล้วก็พูดด้วยเสียงหอบ

             “จะเข้ามาเลยไหมครับ”

             !!!! // โอโตนามิ 

             “...เดี๋ยวๆ นายต้องเตรียมตัวก่อน”

             “จะเอาเดี๋ยวนี้”

             พูดแค่นี้เขาก็จะช็อคตายแล้ว ยังจะใช้มือรูดของตัวเองขึ้นลงไปมาให้มีของเหลวชุ่มโชกไหลหลั่ง แล้วก็แบมือตัวเองดูความเหนอหนะ ป้ายลงกับช่องทางข้างล่างพลางสะดุดลมหายใจครางแผ่ว แล้วยังมีหน้ามาเงยหน้าแดงใสๆ ขึ้นมองเขาเหมือนจะบอกว่านี่ไงพร้อมแล้ว... พร้อมบ้านนายดิ! คิดบ้างหรือเปล่า ว่าหัวใจฉันจะรับได้มั้ย! ถ้ามันเต้นผิดจังหวะตายไปจะว่ายังไง!

             แต่ไม่รู้ล่ะ เขาถูกดาร์คโอโตนามิครอบงำไปแล้ว กลืนน้ำลายลงคอดังเอื้อกตอนควักไอ้ท่อนนั่นไปจ่อ ก็มองหน้าถามแล้วนะว่านายจะเอาอย่างนี้แน่ใช่มั้ย? แล้วสายตานายมันก็แบบว่า... โหย อย่าให้พูด

             มุคาเอดะกอดคอโอโตนามิแน่น แนบตัวกับแผ่นอกกว้างแน่นสนิทเหมือนไม่ต้องการให้เหลือช่องว่าง ส่งเสียงครางเบาๆ เป็นจังหวะเดียวกับที่อีกคนซอยตัวเข้าออก โอโตนามิหลุบมองทั้งแขนและขาที่เกี่ยวตัวเขาไว้ เลื่อนมือหนึ่งไปกดศีรษะมุคาเอดะไว้กับลำคอเพราะฟังจังหวะหายใจก็รู้แล้วว่าน่าจะใกล้ถึงดินแดนอันเป็นเป้าหมาย มุคาเอดะร้องออกมาเบาๆ เกร็งทั้งแขนและขาที่กอดอีกคนไว้แน่น โอโตนามิที่ดึงจังหวะรอ ปล่อยตัวเองตามพลางปล่อยเสียงหอบหนัก แต่ก็ยังปล่อยให้มุคาเอดะกอดอยู่อย่างนั้นโดยไม่ขยับ จนจังหวะหายใจของชายหนุ่มกลับมาเป็นปกติ ค่อยขยับมือลูบศีรษะ

             “...มีอะไรหรือเปล่า วันนี้นายอ้อนมากเลย”

             มุคาเอดะคลายขาที่เกี่ยวออก แต่ยังโอบแขนรอบคอไว้เหมือนเดิม ซุกหน้าแดงก่ำ

             “...เช็คความสัมพันธ์นิดหน่อยน่ะครับ” ตอบเบาๆ จนคนฟังแทบไม่ได้ยิน

             “ยังต้องเช็คอะไร? มีอะไรไม่มั่นใจเหรอ?”

             “เปล่า...” มุคาเอดะตอบ “ก็ไม่รู้จะเช็คด้วยวิธีไหนเท่านั้น”

             อะหือ แล้วนี่วิธีที่นายคิดได้เหรอ? นายต้องเช็คทุกวันมั้ย? // โอโตนามิ 

             “แล้วนายเช็คได้ผลว่าไงมั่ง” พูดมาอย่างนั้นก็ต้องถามสิ

             “ยังโอเคอยู่มั้ง”

             “นี่นายจะเอาความเร็วในการแข็งตัวของไอ้นั่นมาวัดระดับความสัมพันธ์ ว่ายังดีหรือไม่ดีไม่ได้นะ”

             “ก็ไม่ได้วัดแบบนั้น” มุคาเอดะพลิกหน้าแดงไปมอง “เอาเป็นว่าผมสบายใจของผม คุณชินไม่ต้องถามทุกอย่างก็ได้”

             “นายถูกเสียบแล้วสบายใจฉันก็ดีใจ ใครจะไปว่าอะไรได้”

             “...”

             โอโตนามิมองหน้ามุคาเอดะแล้วขำ ถอนตัวออกจากร่างพลางยื่นกล่องทิชชู่ให้ ทีนี้ก็รู้ใช่มั้ย ทำไมห้องพวกเขาต้องมีกล่องทิชชู่วางอยู่ทุกที่...

             “สบายใจแล้วก็ไปอาบน้ำนอนซะ โทโอรุคุงทำไข่ม้วนก็พลาด ชงชาก็ไม่สำเร็จ นอนดึกไปก็เท่านั้น”

             “...ชงชาไม่สำเร็จมันไม่ใช่ความผิดผมนะ” มุคาเอดะเอาตัวลงมาจากเคาน์เตอร์ หันไปมองเศษผงชาเกลื่อนอย่างอึ้งๆ กำลังเผลอๆ ก็ต้องสะดุ้ง เพราะ ริมฝีปากโอโตนามิแตะลงมาที่แก้ม

             “ฉันเช็คบ้าง”

             “...เช็คอะไร?”

             “ความสัมพันธ์ไง”

             “เช็คจากอะไรครับ?”

             “ฮึ้ม? ปฏิกิริยาตอบสนอง”

             “ตอบสนองเรื่องอะไรครั...”

             “รักนะ”

             “...”

             โอโตนามิขำกับแววตางงๆ แล้วหน้าก็แดงพรวดพราดเป็นกาน้ำเดือดของมุคาเอดะ ยื่นมือไปลูบศีรษะ

             “เห็นไหม มีวิธีเช็คง่ายๆ กว่ายอมโดนเสียบนะ อ๊ะ แต่ไม่ใช่ว่าอยากให้นายเปลี่ยนวิธีเช็คนะ (?) แค่อยากให้เพิ่ม ไหนพูดซิ”

             มุคาเอดะส่ายหน้าที่แดงไปถึงใบหู จนโอโตนามิอดยิ้มแล้วก็เอามือไปจับใบหูเล่นไม่ได้

             “ทำไมฮึ? นายเคยพูดมาแล้วนะ”

             “...ก็น่าจะพอแล้วนี่ครับ”

             “ของแบบนี้ต้องพูดบ่อยๆ จะได้ชิน”

             “ดูที่การกระทำเอาไม่ได้เหรอ”

             “อ้อ เลยเป็นวิธีแบบเมื่อกี้น่ะเหรอ”

             มุคาเอดะทำหน้าบึ้ง

             “เพราะเห็นคุณชินมองนี่แหละ ถึงได้อาย ถ้าไม่เห็นก็พูดได้อยู่นะ”

             “จริงเหรอๆ งั้นฉันหันหลังให้” พูดแล้วก็กอดอกหันหลังให้จริงๆ มุคาเอดะมองอึกอัก โดนต้อนจนว่าไปขนาดนั้นแล้ว จะให้เลี่ยงต่อยังไง

             “...ห้ามหันกลับมามองจริงๆ นะ”

             “นายจะบอกรักหรือจะทอผ้าแบบนกกระสาน่ะฮึ”

             “...”

             มุคาเอดะอ้ำอึ้ง กลัวว่าจู่ๆ โอโตนามิจะหันกลับมา ก็เลยยื่นมือสองข้างไปปิดตาจากข้างหลัง เขย่งตัวนิดๆ พอให้ริมฝีปากอยู่ตรงกับใบหู อึกอักผ่อนลมหายใจ ก่อนจะบอกอายๆ ด้วยเสียงตอนปลายแผ่ว

             “ก็รักนะครับ...”

             “...”

             ก็แล้วทำไมนายไม่บอกเฉยๆ ทำไมนายไม่บอกเฉยๆ ฮ้า!!! โทโอรุ----- // โอโตนามิ 

             “อ๊ะ...”

             มุคาเอดะอุทาน เพราะก้มลงไปเจอของที่น่าจะสงบไปแล้วของอีกคนขยายตัวขึ้นมาแบบก้ำกึ่ง ขนาดว่าใส่กางเกงไปแล้วก็ยังเห็นชัด

             “ไม่มีรอบสองแล้วนะครับ คุณชินเป็นคนบอกเองว่าให้ไปอาบน้ำนอนได้แล้ว” แก้มยิ่งแดงก่ำ บอกด้วยหน้าบึ้ง

             โอโตนามิหันมองอย่างปลงๆ

             แต่นี่มันความผิดนายล้วนๆ เลยนะ ความผิดนายคนเดียวเลย! ฉันไม่ผิดอะไรเลยยยยย ซักกะนิดนึง! // โอโตนามิ 

             “...เมื่อกี้มันน้อยไปเหรอ คุณชินไม่พอเหรอครับ?”

             ... // โอโตนามิ 

             “โทโอรุ” เรียกด้วยเสียงขรึม ก่อนจะคว้าข้อมือให้เดินตามไปที่ห้องรับ แขก “วันนี้นอนที่โซฟาเบดกันนะ”

             “...ผงชาล่ะ”

             “ค่อยมาเก็บพรุ่งนี้”

 

             “เห~ แล้วนายกับหัวหน้าคุโบะก็ไปเจอโปสเตอร์ของโรงเรียนอนุบาลแปะที่สถานี บอกว่าอยากได้อาสาสมัครวัยหนุ่มสาวไปช่วยเรื่องสถานที่วันงาน ก็เลยเอามาถามรุ่นพี่มุคาเอดะเหรอ”

             ยะจิมะคีบข้าวจากกล่องข้าวที่ซื้อมาใส่ปาก ฟังที่ไทเซเล่าพร้อมอ่านรายละเอียดในแผ่นโปสเตอร์ไปด้วย

             “ชะ...ใช่ครับ คะ... คือว่า โรงเรียนมันก็ถือว่าอยู่ในอำเภอเดียวกันกับบริษัทใช่ไหมครับ ทั้งผมทั้งหัวหน้าคุโบะที่ยังไม่ค่อยชินกับที่ทางแถวนี้ก็เลยคิดว่าน่าจะเป็นโอกาสดีที่จะได้คุยกับคนในพื่นที่ ได้ทำตัวให้เป็นประโยชน์ด้วย ได้ช่วยโรงเรียนของลูกสาวรุ่นพี่มุคาเอดะด้วย” ไทเซตอบตะกุกตะกัก มองสีหน้ามุคาเอดะที่นั่งกัดแฮมเบอร์เกอร์ด้วยท่าทางอยากจะประเมินท่าที เพราะดูยังไงไอ้เรื่องที่เขาพูดมันก็ดูมีพิรุธสุดๆ

             “รุ่นพี่มุคาเอดะว่าไงอะครับ?” ยะจิมะถาม

             “ก็ดีนี่ โรงเรียนก็ต้องการแรงงานผู้ชายจัดสถานที่ด้วย เห็นว่าปีนี้นักเรียนลดน้อยลง คุณพ่อที่จะมาช่วยงานได้ก็ลดลงไปเยอะ เดี๋ยวฉันบอกกับทางโรงเรียนให้เองว่าจะมีเพื่อนที่ทำงานมาช่วย พวกครูก็น่าจะดีใจกันนะ” มุคาเอดะยกกล่องน้ำผลไม้รวมขึ้นมาดูด “แต่อาหารกลางวันเอามากันเองล่ะ”

             “เอ๊~~ นึกว่าจะได้กินข้าวกล่องฝีมือคุณชินอ่า ต้องอลังการแน่เลย” ยะจิมะร้อง

             “แค่ต้องขอให้ช่วยทำก็เกรงใจจะแย่แล้ว ใครจะไปขอให้ทำเผื่อพวกนายด้วยน่ะเฮอะ...”

             “ถ้าเป็นรุ่นพี่มุคาเอดะขอ ยังไงก็ต้องทำอยู่แล้วปะครับ”

             มุคาเอดะเหลือบมองสีหน้าของไทเซที่ดูขุ่นลง มือจับตะเกียบแน่น

             “ยิ่งรู้แบบนั้นยิ่งต้องเกรงใจสิ แต่ถ้าพวกนายจะไปเป็นอาสาสมัครช่วยงานก็ต้องไปแต่เช้าหน่อยนะ ไปกันได้แน่ใช่ไหม”

             “ไปครับไป รุ่นพี่มุคาเอดะบอกครูไว้ได้เลย” ยะจิมะยกมือถือขึ้นดูเวลาแล้วรวบขยะ “ผมมีงานที่พิมพ์ค้างไว้ เดี๋ยวกลับไปทำต่อก่อนนะครับ”

             มุคาเอดะมองยะจิมะที่เอาขยะไปทิ้งแล้วก็เดินออกไปจากห้อง พอเหลือกันแค่สองคนที่โต๊ะ ก็นั่งกินอาหารของตัวเองต่อเงียบๆ

             “รุ่นพี่มุคาเอดะไม่กลับแผนกไปพร้อมรุ่นพี่ยะจิมะเหรอครับ” ไทเซถามด้วยเสียงห้วน

             “ก็นายยังกินไม่เสร็จนี่”

             “ปกติไม่น่าจะอยากเหลืออยู่กับผมสองคนไม่ใช่เหรอ”

             “แต่ก็ไม่มีรุ่นพี่ที่ไหนทิ้งรุ่นน้องที่มาใหม่ให้นั่งกินข้าวคนเดียวหรอกนะ”

             “...”

             รุ่นน้องอึ้งไปชั่วขณะ เอาจริงๆ มุคาเอดะก็กินแค่เซ็ทแฮมเบอร์เกอร์กับมันฝรั่งทอด ซึ่งก็หมดไปแล้วทั้งสองอย่าง จะเหลือก็แค่น้ำผลไม้กล่องที่ไม่จำเป็นต้องนั่งอยู่ก็ได้ แต่ก็ยังนั่งดูดไปเงียบๆ ไม่มองหน้า

             ไม่รู้คนอื่นเห็นเหมือนเขาหรือเปล่า... แต่ภาพตรงหน้าเขาคือชายหนุ่มผิวขาวสะอาดมาดเจ้าชาย ที่เนี้ยบกระทั่งองศาผมหน้าม้าปัดในชุดสูทสีเทาเป๊ะ กำลังถือกล่องน้ำผลไม้รวมดูดจนกล่องเริ่มจะเสียรูปร่าง ดวงตาหลุบต่ำมองมือถือ ก็เลยยิ่งเห็นชัดว่าขนตาเรียงเป็นแพมันยาวแค่ไหน

             ชอบน้ำผักผลไม้แบบนี้เหรอ...?

             “ไทเซคุง” กำลังมองเพลินๆ พอถูกเรียกก็สะดุ้ง “จะไปงานกีฬาเพราะเรื่องคุณชินก็ไม่ว่าอะไรนะครับ แต่ถ้าบอกว่าจะไปช่วยงานเป็นอาสาสมัครจริงๆ ก็ฝากด้วยนะครับ”

             “ก็แน่อยู่แล้วครับ บอกว่าจะไปช่วยก็ต้องช่วยเต็มที่สิ” ไทเซตอบเสียงขุ่น “ถ้าคิดว่าผมอยากไปเพราะเรื่องคุณชิน ก็น่าจะห้ามไม่ให้ไปไม่ใช่เหรอ หรือไม่กลัวว่าคุณชินจะมาอะไรผมน่ะ? รุ่นพี่มั่นใจในตัวเองขนาดนั้นเลยเหรอครับ? ผมน่ะ รู้จักกับคุณชินมานานก่อนรุ่นพี่นะครับ น่าจะสนิทประมาณนึงด้วย คุณชินเห็นหน้าก็ต้องเข้ามาคุยด้วยตลอดอยู่แล้ว”

             มุคาเอดะมองเงียบๆ หลุบดวงตาลงดูดน้ำผลไม้ต่อ

             “จะอยากเจอคุณชิน หรือจะวางแผนอะไรไว้ยังไงก็ไม่รู้หรอกนะครับ” พูดต่อเบาๆ “แต่อย่าไปยุ่งกับหัวหน้าคุโบะจะดีกว่า”

             “ห้ะ?”

             “อยู่ดีๆ มีชื่อหัวหน้าคุโบะขึ้นมาได้ยังไง? ไปสนิทกันตอนไหน?”

             แววตาเด็กมหาวิทยาลัยเปลี่ยนเป็นขุ่นเคือง ตอบกลับ

             “เจอตอนมาหารุ่นพี่ที่โต๊ะทำงานน่ะครับ เมื่อวานหัวหน้าคุโบะก็เลี้ยงข้าวเย็นด้วย ทำไมหรือครับ? เพราะว่าเคยมาอะไรกับรุ่นพี่ ก็เลยระแวงว่าผมจะรู้อะไรที่ไม่ควรรู้หรือครับ? หรือว่าก็หวงไว้ด้วย คือถึงจะไม่เอาก็ไม่พอใจถ้าใครมายุ่ง?”

             “...สนใจหัวหน้าคุโบะเหรอ?”

             ไทเซผงะ

             “พะ...พูดบ้าๆ ผมมีคุณชินคนเดียวนะ”

             “งั้นก็อย่าไปยุ่งดีกว่า”

             “รุ่นพี่ใช้สิทธิ์อะไรมาเตือนล่ะครับ?”

             มุคาเอดะนิ่งเงียบ แล้วค่อยคิดใหม่อีกรอบว่าตัวเองเผลอเข้มงวดกับไทเซเกินไปอีกแล้วหรือไม่ เลยผ่อนลมหายใจเบาๆ ก่อนจะเปลี่ยนคำถาม

             “ทีหลังถ้ามีคนมาหา ก็ช่วยแจ้งด้วยนะครับ ทิ้งเมสเสจไว้ที่โต๊ะก็ได้ แล้วตกลงหัวหน้าคุโบะมาด้วยเรื่องอะไร? จะให้แก้ผังโต๊ะทำงานของแผนกบัญชีหรือเปล่า?”

             “เอ่อ...” ไทเซนิ่งอึ้ง กลอกตานึก

             นั่นสิ มาด้วยเรื่องอะไร?? ไม่ได้บอกนี่หว่า! // ไทเซ 

             “ไม่ทราบครับ”

             “...”

             เขาก็ไม่รู้ว่าเข้มงวดกับน้องเกินไปเพราะลึกๆ ก็หึงคุณชิน หรือเป็นเพราะเด็กมันอ่อนต่อโลกจนอดพูดไม่ได้กันแน่...

             “รุ่นพี่ไม่คิดอะไรจริงๆ เหรอครับ ที่ผมกับหัวหน้าคุโบะจะไปงานกีฬาโรงเรียนอนุบาลด้วยน่ะ” ไทเซถามโต้งๆ

             “ก็ไม่อะไรหรอกครับ” มุคาเอดะเงยหน้า ตอบตามตรง “คิดว่าอาจจะดีก็ได้ ถ้าไทเซคุงได้เจอคุณชินในแบบปกติๆ เสียบ้างน่ะ”

             คนพูดไม่ได้ตั้งใจกวนประสาท แต่คนฟังฟังแล้วปลายหางคิ้วกระตุกปึดๆ

             “หมายความว่ายังไงครับ จะอวดว่ามีแต่ตัวเองที่ได้เห็นคุณชินในแบบที่คนอื่นไม่เห็นเหรอ?”

             “...แค่คิดว่าไทเซคุงเคยเจอคุณชินแค่ที่ร้านคุณมิกิกับที่ร้านกาแฟ อาจจะมองคุณชินสวยงามเกินความจริงไปก็ได้”

             “ก็คือจะบอกว่าตัวจริงคุณชินไม่ใช่แบบนั้น มีแต่ตัวเองที่รู้ที่เห็น อย่างนั้นเหรอ?”

             “...”

             “บอกก่อนนะว่าผมเคยประกาศไว้แล้ว ว่าถ้ามีโอกาสละก็ จะทำให้คุณชินรู้ให้ได้ว่าตัวจริงของรุ่นพี่มุคาเอดะน่ะเป็นคนยังไง การที่รุ่นพี่อนุญาตให้ไปงานนี้ได้ ก็แปลว่ารับรู้และรับคำท้าจากผมแล้วนะครับ”

             “ไทเซคุง” มุคาเอดะทำเสียงอ่อนใจ “เมื่อวานลองไปคิดดูแล้วนะ... ไทเซคุงอาจจะเข้าใจผิดเรื่องงานนัดบอดวันนั้นอยู่ก็ได้”

             พอพูดเรื่องงานนัดบอดที่ว่าขึ้นมา สายตาเด็กหนุ่มยิ่งเปลี่ยนเป็นเอาเรื่องกว่าเดิม

             “เข้าใจผิดเรื่องอะไรครับ? รุ่นพี่ไปงานวันนั้นก็แค่เพื่อหิ้วใครสักคนกลับจากงานไม่ใช่เหรอ ตอนแรกก็เล็งเป้าหมายเป็นคุณเรนเอาไว้ พอเขาพาไปนั่ง ก็ชิ่งจากคุณเรนเป็นคุณชินอย่างหน้าด้านๆ เล่นอ่อยแรงด้วยคำพูดขนาดนั้นแล้วยังใช้สายตาเรียกให้คุณชินตามตัวเองออกไป เป็นใครก็ต้องไปด้วยหรือเปล่า? ถามจริงว่าต้องเชี่ยวชาญขนาดไหน? ตอนนี้ยังมีหน้ามาพูดอย่างภูมิใจที่ตัวเองได้คุณชินไป โชว์เหนือด้วยการบอกให้คนอื่นลองดูคุณชินในแบบปกติดูบ้างอีก” ไทเซเว้นวรรค พูดเองน่าจะเจ็บใจเอง จนน้ำตาคลอเบ้า

             “แล้วยังเที่ยวอวดคนอื่นในที่ทำงาน กระทั่งหัวหน้าคุโบะที่รู้แก่ใจว่ามาชอบตัวเองก็ยังอวดได้อีก ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมคนอย่างรุ่นพี่น่ะ... ถึงยังมีคนคบหาด้วยอยู่”

             มุคาเอดะนิ่งอึ้ง ฟังรุ่นน้องพูดแล้วอึ้งไปจริงๆ เพิ่งรู้ว่าในสายตาของไทเซที่เป็นคนนอก เห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นในงานเป็นแบบนั้น...

             “...ขอโทษนะ ไทเซ”

             เด็กมหาวิทยาลัยเงยหน้ามอง เงียบกริบ แต่ก็ซ่อนสีหน้าตกใจไว้ไม่อยู่เพราะไม่คิดว่าจู่ๆ รุ่นพี่จะพูดคำนั้น ไทเซเดาไม่ออกว่ามุคาเอดะพูดด้วยความ รู้สึกอย่างไร แต่แววตาที่ดูเห็นใจและสำนึกผิดแปลกๆ ทำให้เขาทนอยู่ตรงนั้นไม่ได้ เด็กหนุ่มเม้มปากแน่น คว้าถาดอาหารขึ้นเดินออกจากโต๊ะไปเก็บ จากนั้นก็รีบเดินออกจากห้อง...

 

             ขอโทษทำไม? 

             ทำหน้าแบบเมื่อกี้ สายตาแบบเมื่อกี้... จะบอกอะไร ตัวเองทำอะไรลงไปก็รู้แก่ใจอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ? หรือเพิ่งจะรู้ตัว?

             เขารู้... ความหงุดหงิดทั้งหมดที่มีมันก็แค่มาจากความอิจฉา ไม่อยาก จะยอมรับว่าคนที่ใช้วิธีแบบนั้นเข้าหาคุณชิน จะเป็นคนที่ได้คนที่ใครๆ ก็ต้องการอย่างคุณชินไปง่ายๆ โดยไม่ต้องพยายามอะไรเลย เขาล่ะ ต้องพยายามไปทำงานพิเศษเท่าไหร่เพื่อเก็บเงินไปเข้าร้านแบบนั้น แค่เพื่อจะทำตัวให้เป็นที่จดจำ ทั้งที่เอาตัวไปอยู่ในสายตาเท่าไหร่ก็เป็นได้แค่ `เด็กคนที่เจอบ่อยๆ` เขาก็ไม่ได้เด็กขนาดที่จะไม่รู้ว่าโลกนี้มันไม่ยุติธรรม แต่ต่อให้คนที่ได้คุณชินไปไม่ใช่ตัวเอง ก็อยากจะขอให้เป็นคนดีๆ ที่เหมาะสมกว่านี้ไม่ได้เหรอ...

             แต่ที่เจ็บใจกว่านั้น... คือเมื่อกี้ในชั่วแวบหนึ่งที่เห็นสายตานั่น เขาเกือบคิดว่า รุ่นพี่คนนั้น...กำลังรู้สึกผิดอะไรบางอย่างกับเขาจริงๆ

             ทำไม...? เพราะอะไร...?  

          แต่ถ้ารู้แล้วว่าตัวเองผิด ก็รีบหลีกทางไปซี่...  

             ดีที่ช่วงบ่ายมีอบรมพิเศษของกลุ่มอินเทิร์น เขาก็เลยยังไม่ต้องกลับไปทำงานที่แผนก และน่าจะไม่ต้องเจอกับมุคาเอดะจนถึงเวลาเลิกงาน แต่ระหว่างที่เข้าร่วมสัมมนาก็ยอมรับว่าไม่ค่อยมีสมาธิกับเนื้อหาเท่าไหร่ เขานั่งหมุนปากกา มองปึกกระดาษปริ้นที่ได้รับจากวิทยากรหน้าห้องซึ่งเป็นรุ่นพี่อีกคนในแผนก แล้วก็อดนึกไม่ว่าน่าจะให้มุคาเอดะเป็นคนทำงานนี้มากกว่า เพราะเสียงรุ่นพี่คนนั้นน่าฟังกว่านี้ ทำอะไรก็ดึงสายตาคนได้ตลอด

             แค่นึกว่าถ้าคนคนนั้นอยู่หน้าห้องนี้ แล้วเอาเลเซอร์พอยเตอร์ชี้ที่ไวท์บอร์ดก็น่าจะดูดี แต่ถ้าหันมาเห็นเขาหลับ ก็คงจะเอาเลเซอร์พอยเตอร์ชี้มาที่หน้าผาก เรียกชื่อ `ไทเซ` พลางทำหน้าดุ สายตาของคนคนนั้นตอนดุน่าจะเย็นเยียบยิ่งกว่าอะไร ขนาดตอนอยู่เฉยๆ ยังชวนให้มองอย่างสงสัยตลอดว่ากำลังคิดอะไรอยู่ แล้วทำไมถึงทำแววตาเห็นอกเห็นใจคนอื่นแบบเมื่อกี้ก็ยังได้...

             ไทเซตื่นจากภวังค์ เผลอคิดบ้าอะไรน่ะ... เขารู้อยู่แล้วว่ามุคาเอดะมีงานประชุมที่สำคัญกว่าในช่วงบ่าย ไม่มีเวลามายุ่งหรือสั่งสอนอะไรพวกอินเทิร์น แบบนี้หรอก... ไม่ใช่สิ เขาจะคิดเรื่องรุ่นพี่คนนั้นในแง่นี้ไปทำไม ควรจะโมโหสิ โมโหๆๆๆๆๆ

             งานจัดสัมมนาเทือกๆ นี้ให้ลูกค้า เป็นงานหลักงานหนึ่งของแผนกพัฒนาบุคลากรของบริษัทนี้ ถ้าไม่จัดในบริษัท ก็ต้องหาสถานที่ข้างนอก ติดต่อหาวิทยากรหรือจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ที่มีบริษัทเขาเป็นเอเจนซี่ ตอนที่ขอให้อาจารย์ส่งชื่อให้เขาได้มาทำอินเทิร์นที่แผนกนี้ ก็ไม่ได้นึกอะไรนอกจากว่าเป็นแผนกที่มีมุคาเอดะ โทโอรุอยู่ ทีแรกเห็นชื่อแผนกก็คิดว่าน่าจะเป็นงานง่ายๆ สบายๆ แต่เอาจริงๆ มีรายละเอียดมากกว่าที่คิด ต้องดีลกับคนทั้งภายในภายนอก รับเรื่องเคลม ข้อเสนอแนะ ประชุมหาทางแก้ปัญหา ส่งรายงาน จับผิดนู่นนี่เพื่อหาทางแก้ไขข้อบกพร่อง แล้วยังต้องคิดหาหัวข้อจัดสัมมนากับอีเว้นต์ที่เป็นประโยชน์กับลูกค้าในธุรกิจต่างๆ แถมยังต้องเปิดเรดาห์หาข้อมูลว่าตอนนี้มีอะไรที่ไหนหรือตลาดกำลังต้องการอะไรอยู่ตลอด เขาไม่คิดว่างานแผนกนี้จะเหมาะกับเขา เลยไม่รู้ว่าทำไมรุ่นพี่คนนั้นถึงทำทุกอย่างได้เหมือนกับเป็นเรื่องง่ายๆ...

             จะยอมทึ่งในเรื่องงานก็ได้ ถือว่าเป็นคนละเรื่องกับที่ทำเอาไว้กับคุณชินน่ะ เขาก็คิดหรอกนะว่าคนที่ได้คนคนนี้สอนงานให้น่าจะได้ใช้ประโยชน์จริงๆ เพราะมุคาเอดะเตือนกระทั่งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในการทำงานที่ไม่จำเป็นต้องเตือน ก็ได้ ยอมรับว่าเขาเป็นคนทื่อๆ มาแต่ไหนแต่ไร ปกติจะโดนดุด่าว่าเรื่องแค่นี้ทำไมไม่รู้ หรือโดนคนทำหน้าระอาใจใส่ตลอด รุ่นพี่มุคาเอดะถึงจะดูดุ แต่ก็ไม่เคยเปลี่ยนสีหน้า ไม่เคยทำหน้าเหนื่อยหน่ายกับความไม่รู้ของเขาเลย...

             ใบหน้ากับแววตาที่มองเขาอย่างเห็นใจเมื่อกี้ผุดขึ้นมาอีกรอบ ไทเซสะบัดหน้าเพื่อจะหนี แต่พอเงยหน้าขึ้น ก็เห็นเพื่อนๆ อินเทิร์นด้วยกันลุกจากโต๊ะกันไปหมดแล้ว ตอนแรกก็งงๆ กับสถานการณ์ เพราะจำไม่ได้ว่าตัวเองนั่งเหม่อใจลอยคิดเรื่องของรุ่นพี่คนนั้นอยู่ตั้งแต่ตอนไหน แต่พอเห็นคนอื่นๆ เดินไปลงชื่ออะไรสักอย่างกับพี่คนที่เป็นวิทยากรหน้าห้องแล้วก็เดินรวมกลุ่มตามกันออกไป ก็เลยยืนขึ้นถามคนข้างๆ

             “กำลังจะไปทำอะไรกันเหรอครับ?”

             “อ๋อ เวลามันเหลือ รุ่นพี่เลยขอแรงไปช่วยทำความสะอาดกับจัดข้าวของในห้องเก็บเอกสารน่ะ แต่ใครไม่ไปก็ได้นะ ก็กลับแผนกของตัวเองไปได้เลย”

             ไทเซฟังแล้วรีบรวบของตามกลุ่มที่ว่าออกไปจากห้อง เขาก็ยังไม่อยากเจอมุคาเอดะตอนนี้ ดังนั้นไปช่วยงานจนถึงเวลาเลิกงานแล้วกลับบ้านไปเลยทั้งอย่างนี้ก็น่าจะดีกว่า รุ่นพี่ที่เป็นวิทยากรเมื่อครู่รวบรวมเด็กอินเทิร์นได้จำนวนหนึ่งแล้วก็เดินนำไปที่ห้องที่ว่า ไทเซไม่เคยเข้าห้องนี้ แต่น่าจะเป็นห้องที่รุ่นพี่ยะจิมะกับรุ่นพี่นาคากุจิเคยพูดถึง เพราะมีการเอาบัตรประจำตัวพนักงานแตะเครื่องอ่านที่หน้าห้อง รุ่นพี่พลิกป้ายสีข้างหน้าบอกให้รู้ว่ามีคนอยู่ข้างใน แล้วก็ต้อนเด็กๆ เข้าไปถึงชั้นเก็บอุปกรณ์ด้านในสุด

             “เอ้า เดี๋ยววันนี้เราจะทำความสะอาดตรงนี้กัน เฉพาะมุมนี้แหละ ของบางอย่างเป็นพวกของที่ใช้ในอีเว้นต์สมัยก่อนที่ตอนนี้ไม่ได้ใช้แล้ว ว่าจะโละทิ้งวันนี้เลย”

             ไทเซรับอุปกรณ์ทำความสะอาดจากเพื่อนอินเทิร์นด้วยกันแล้วก็เดินไปจัดการพวกกล่องที่วางเรียงเป็นตับด้านในสุด เอาแขนปิดปากตอนที่ลากของออกมาดูพร้อมฝุ่นกองใหญ่ ได้ยินเสียงคุยเล่นและบ่นจริงจังของพวกเพื่อนร่วมอินเทิร์นด้วยกันไปจนถึงเสียงหัวเราะของรุ่นพี่ ปกติเขาไม่ถึงกับเป็นคนอัธยาศัยไม่ดี แต่เพราะรู้แต่แรกว่าที่ตัดสินใจมาทำอินเทิร์นที่นี่ไม่ใช่เพราะจะมาหาเพื่อนหรือมาหาประสบการณ์การทำงานอะไร ระหว่างเขากับรุ่นพี่มุคาเอดะก็ยังไม่รู้จะปิดความสัมพันธ์ลงแบบไหน ดังนั้นจึงไม่ควรจะไปพูดคุยสนิทสนมกับใครให้คนที่นี่จำได้จะดีกว่า

             ถึงรุ่นพี่มุคาเอดะจะอ่านเกมออกว่าการขอไปช่วยงานกีฬาวันอาทิตย์ ไม่ได้เป็นการอยากช่วยทำงานอาสาสมัครบริสุทธิ์ใจอย่างที่คิด แต่ก็ไม่รู้ถึงแผนการที่เขากับหัวหน้าคุโบะช่วยกันคิด ว่าจะหาทางสนิทกับลูกสาวรุ่นพี่แล้วเชียร์ครูอนุบาลให้มาเป็นแม่ใหม่(?) รุ่นพี่มุคาเอดะคงเข้าใจว่าเขาต้องการไปหาทางใกล้ชิดคุณชินในวันนั้นเฉยๆ แล้วยังทำหน้าเหมือนว่าอยากมาก็มา อย่างเขาน่ะไม่มีทางทำให้ความสัมพันธ์ของตัวเองกับคุณชินสะดุ้งสะเทือนอะไรหรอก โคตรรรรร จะน่าหมั่นไส้

             ก็นะ... ถึงหัวหน้าคุโบะจะบอกว่าให้จัดการเรื่องรุ่นพี่มุคาเอดะก่อน แล้วค่อยคิดหาทางให้คุณชินสนใจทีหลัง แต่ถ้ามีโอกาสเขาก็ไม่พลาดหรอก ยิ่งมาพูดแบบนี้ละก็คอยดู! เขาจะหาทางเปลี่ยนให้คุณชินมาชอบเขาในงานนี้ให้ได้ เห็นอย่างนี้เขาก็มั่นใจในตัวเองเหมือนกันนะ ตอนสมัยมัธยมก็เคยมีผู้หญิงมาสารภาพรักกับเขาตั้งหลายคน แต่เขาไม่ได้คบกับใครเอง เพราะไม่เคยรู้สึกว่าชอบใคร จนมาเจอคุณชินนี่แหละ

             ยิ่งนึกหน้ารุ่นพี่มุคาเอดะเมื่อตอนวันงานนัดบอดแล้วก็ยิ่งโมโห นั่นแหละๆ ไอ้ความมั่นใจแบบนั้นแหละที่ทำให้เขาเกลียด อะไรทำให้มองคุณชินอย่างมั่นใจว่าเขาจะตามตัวเองมา อะไรจะอยากได้จนต้องอ่อยขนาดนั้น แล้วคุณชินก็ดัน...

             ใบหน้าของรุ่นพี่มุคาเอดะเมื่อวันงานนัดบอดนั่นมันติดตาเขามาตลอดตั้งแต่วันนั้น เรียกอารมณ์ให้โกรธคุกรุ่นขึ้นมาทุกครั้งที่นึกได้ แต่จู่ๆ สีหน้าอีกแบบก็แทรกเข้ามา กลายเป็นแววตาเห็นใจบอกไม่ถูก ที่ไม่คิดว่าจะได้เห็น

             `ขอโทษนะ... ไทเซ` 

             ไทเซเอามือจับหน้าอก รู้สึกหวิวขึ้นมาแปลกๆ ก่อนจะสะดุ้งเพราะเสียงประตูปิดลงล็อคดังกริ๊ก ตามมาด้วยเสียงเหมือนระบบล็อคอลังการแบบในหนัง ทำให้ต้องทำตาปริบๆ แล้วยื่นหน้าออกไปดูจากชั้นที่เก็บของอยู่ พอไม่เห็นใครเหลืออยู่แม้แต่คนเดียวก็รีบลุกพรวดพราดวิ่งไปทางประตูห้อง ทันได้ยินเสียงเพื่อนนักศึกษาคุยกัน ก่อนจะเดินห่าง

             “เช็คชื่อครบตามที่ลงชื่อกันมาแล้วนะ?”

             “ครบๆ ออกมากันครบทุกคนแล้ว”

             ไทเซทำตาโต คาดว่าตอนที่ก้าวถึงประตูแล้วพยายามจะผลักออก สองคนนั่นก็น่าจะเดินออกไปไกลแล้ว เด็กหนุ่มรีบเขย่าประตู แล้วเพิ่งจะนึกได้ว่าตอนรุ่นพี่พาลงมา อธิบายเกี่ยวกับห้องเก็บเอกสารชั้นนี้ว่ากินพื้นที่เกือบหมดทั้งชั้น ใครจะเข้ามาในห้องนี้ต้องใช้บัตรพนักงานทาบตัวอ่านหน้าห้อง แล้วเปลี่ยนสีป้ายข้างหน้าเป็นสีแดงเพื่อให้รู้ว่ามีคนอยู่ คำของรุ่นพี่มุคาเอดะที่เตือนเมื่อวานว่าจะไปทำงานแผนกไหนยังไงก็ให้บอกแวบขึ้นมาในหัว เขาไม่ได้บอกรุ่นพี่หรือใครเอาไว้เลย คิดว่าจะพยายามทำตัวไม่ให้เป็นที่รู้จักและไม่คุยกับใคร แถมยังไม่รู้ว่าเขามีการลงชื่อกันก่อนจะเข้ามาทำความสะอาดในห้องนี้ด้วย

             ไทเซล้วงมือถือขึ้นมาดู ตกใจเล็กน้อยที่เห็นว่าเลยเวลาเลิกงานห้าโมงครึ่งไปแล้ว ดังนั้นก็ไม่น่าจะมีพนักงานของแผนกไหนกลับมาที่ห้องนี้หรือเปล่า? แต่ที่ทำให้ช็อคยิ่งกว่า คือตัวหนังสือที่แสดงบนมุมซ้ายของโทรศัพท์ว่า `ไม่มีคลื่น`

             เอาจิงดิ!!! 

 

             “อยากจะให้เปลี่ยนตัวคนสอนงานอาซาโนะ ไทเซเหรอ?”  

             หัวหน้าแผนกพัฒนาบุคลากรวัยสี่สิบปลายๆ เลิกคิ้ว มองสีหน้าหนักใจของมุคาเอดะแบบที่ไม่ค่อยจะได้เห็น ตั้งแต่เขามารับตำแหน่งหัวหน้าแผนกนี้เข้าปีที่สี่ ก็เพิ่งจะเป็นครั้งแรก ที่ลูกน้องผู้อยู่กลุ่มอายุกลางๆ ที่เขามองว่าอนาคตจะเป็นที่พึ่งและเป็นความหวังของแผนกอย่างมุคาเอดะ โทโอรุมาปรึกษาเขาด้วยเรื่องอะไรแบบนี้ ถึงจะดูเงียบๆ ไม่ใช่คนมีคาแรคเตอร์หวือหวา แต่มุคาเอดะก็เป็นที่รู้จักและพูดถึงของคนเกือบทุกแผนก ปกติเด็กคนนี้ไม่เคยปฏิเสธงานอะไร และเขาก็คิดว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุดในการเทรนพวกพนักงานรุ่นน้อง ก็เลยอดแปลกใจไม่ได้ ที่เจ้าตัวเป็นคนมาขอคุยเรื่องนี้

             “ครับ...”

             “ทำไมล่ะ?”

             “คือว่า...” มุคาเอดะหลุบดวงตาลง “คิดว่าไทเ... เอ่อ อาซาโนะคุงไปอยู่กับคนอื่นน่าจะเรียนรู้ได้ดีกว่านี้น่ะครับ ควรจะเป็นคนที่สอนงานแล้วน้องเขาจะยอมรับฟังหรือนับถือได้...”

             “ยังไงนะ? ถ้าเป็นเธอคือนับถือไม่ได้เหรอ?”

             มุคาเอดะเงียบไปชั่วครู่ ตอบช้าๆ

             “เข้าใจว่ามีบางอย่างที่น้องเขายอมรับนับถือไม่ได้น่ะครับ เรื่องแบบนี้ใครๆ ก็มี แต่ในระยะเวลาสั้นๆ แบบนี้ ไม่อยากให้กลายเป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ของเด็กคนนั้น ไม่ว่าจะเลือกมาอินเทิร์นที่นี่ด้วยเหตุผลอะไร ก็ควรจะได้อะไรที่เป็นประโยชน์กลับไป เพื่ออนาคตของตัวเองมากกว่าครับ”

             หัวหน้าถอนหายใจ

             “ก็คือ เข้ากันไม่ได้ เธอคิดว่าเด็กคนนั้นไม่ชอบเธอสินะ?”

             “ก็ไม่เชิงอย่างนั้นหรอกครับ” มุคาเอดะเงยหน้าตอบ “เด็กคนนั้นไม่ใช่เด็กไม่ดี แต่การมีผมอยู่ มันเหมือนไปดึงส่วนไม่ดีของเขาออกมา”

             คนฟังทำตาปริบๆ

             “ถ้าไม่ได้อยู่ใกล้ๆ ผม ข้อดีของเด็กคนนั้นจะเด่นกว่านี้ครับ แกเป็นเด็กที่มีความเคารพรุ่นพี่ มีนิสัยรักชอบเกลียดแรง ถ้าอยู่กับคนที่นับถือ แกก็จะเชื่อฟัง แล้วจะดึงข้อดีของแกออกมาได้เต็มที่ แกจะโตได้มากกว่านี้ครับ มาอยู่กับผมมันน่าเสียดายน่ะ”

             “แต่...” หัวหน้านิชิมุระทำหน้าอึ้ง “มันก็น่าเสียดายสำหรับไทเซหรือเปล่า ที่รุ่นพี่คนที่คิดเรื่องของเขาขนาดนี้จะไม่ได้สอนงานให้น่ะ”

             มุคาเอดะหัวเราะ

             “ไม่หรอกครับ ฟังคำสอนของคนที่ตัวเองนับถือไม่ได้ มันเหมือนโดนลงโทษมากกว่านะครับ”

             “ฉันไม่มีปัญหาหรอกนะ เชื่อใจนายอยู่แล้ว ถ้านายว่าอย่างนั้นก็คงจะเป็นอย่างนั้นแหละ” หัวหน้ายิ้มอ่อนใจ “งั้นเดี๋ยวฉันจะเรียกอาซาโนะมาถามแล้วกัน ว่าอยากเปลี่ยนตัวคนสอนงานไหม ก็ให้เจ้าตัวตัดสินใจเองละนะ”

             “ขอบคุณมากครับ”

             มุคาเอดะก้มศีรษะ จะเรียกว่าสบายใจขึ้นก็ใช่ เขาก็รู้คำตอบของเด็กคนนั้นอยู่แล้ว ถ้าได้รับโอกาสให้เลือก ก็ไม่น่าจะมาอยากอยู่ใกล้ๆ เขาหรอก... ไทเซจะเข้าใจผิดเขาเรื่องอะไรก็ตามแต่ และเรื่องคุณชินเขาอาจจะช่วยอะไรไม่ได้ แต่ในฐานะรุ่นพี่และเป็นผู้ใหญ่ เขาควรจะคิดถึงอนาคตของเด็กคนนั้นให้มากกว่า...

 

             มุคาเอดะกลับออกมาจากห้องหัวหน้าแผนก ถอนหายใจยาวพลางเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง ดูนาฬิกาว่าเป็นเวลาเกือบๆ จะหกโมงแล้ว เขาต้องรีบเก็บของ แล้วก็ไปรับมิสุเอะ... แต่ต่อให้วิ่งด้วยสปีดเร็วสุดก็มีแววว่าจะสาย ควรจะโทรไปบอกทางโรงเรียนก่อน หรือไม่ก็เรียกแท็กซี่หน้าบริษัท...

             “ไทเซล่ะ? กลับไปแล้วเหรอ?” มุคาเอดะถามยะจิมะที่กำลังเก็บของบนโต๊ะทำงานเช่นกัน

             “น่าจะนะครับ ไม่ได้กลับมาที่แผนก ตอนบ่ายมีสัมมนายาวแล้วรุ่นพี่คาวาซากิก็ปล่อยกลับบ้านเลยนี่ครับ ตอนเข้าสัมมนาก็ให้เอาสัมภาระไปด้วยเลย เห็นเด็กอินเทิร์นแผนกอื่นกลับกันไปแล้ว ไทเซก็น่าจะกลับไปแล้วมั้ง”

             มุคาเอดะขมวดคิ้ว หยิบหูโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานขึ้น กดเบอร์ภายในโทรหาแผนกบัญชี นานามิเป็นคนรับสาย

             “หัวหน้าคุโบะเหรอ? ไม่อยู่ที่ห้องนะ ไม่รู้ไปไหนเหมือนกัน”

             “อินเทิร์นของแผนกเราไม่ได้ไปแถวนั้นใช่ไหมครับ?”

             “ไม่เห็นนะ”

             มุคาเอดะวางสาย เปลี่ยนมายกมือถือขึ้นกดหาคุโบะที่เบอร์มือถือแทน แต่พอไม่มีคนรับก็ทำหน้ากังวลขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ยะจิมะมองตลอด แล้วก็ทำตาปริบๆ

             “มีอะไรหรือเปล่าครับรุ่นพี่มุคาเอดะ?”

             “ฉันจะไปตามหาไทเซหน่อย ไม่รู้อยู่กับหัวหน้าคุโบะหรือเปล่า” พูดพลางเปลี่ยนมากดเบอร์มือถือใหม่ ยะจิมะไม่ค่อยเข้าใจ แต่ก็เดินตามออกจากแผนกไปด้วย

             “ตามหา? ตามหาทำไมอะครับ ก็น่าจะกลับไปแล้วไง”

             “ไม่น่า...” มุคาเอดะสวนตอบ “ไม่น่าจะกลับไปโดยไม่บอกฉันหรอก เด็กคนนั้นน่ะ เป็นเด็กที่เวลาโดนเตือนอะไรรอบเดียวก็จะรีบแก้ไขแล้ว เมื่อวานเคยเตือนเรื่องนี้ไปแล้ว ไม่มีทางจะกลับไปโดยไม่ทิ้งข้อความหรือไม่บอกฉันหรอก ...คุณชิน” ประโยคหลังพูดใส่โทรศัพท์เพราะเจ้าของชื่อรับสาย “ขอโทษจริงๆ นะครับ แต่วันนี้คุณชินช่วยไปรับมิสุเอะให้หน่อยได้ไหม...”

             ยะจิมะมองยิ้มๆ นึกถึงตอนที่เข้าใจผิดว่ารุ่นพี่มุคาเอดะกับรุ่นพี่นาคากุจิเป็นอะไรกันแล้วกลุ้มใจไปช่วงหนึ่ง เขาพยายามปิดขนาดนั้น แต่ก็รุ่นพี่มุคาเอดะนี่แหละ ที่สังเกตอาการและคอยถามเรื่องนี้อยู่ตลอด ...ก็เพราะเป็นคนแบบนี้ ต่อให้ชั่วแวบจะเคยคิดอิจฉาหรือหมั่นไส้ความเป็นคนไม่มีพิษภัยของคนคนนี้ยังไง เขาก็คนหนึ่งแหละที่ไม่สามารถปล่อยให้ใครมาทำร้ายรุ่นพี่คนนี้ได้

             เพราะอย่างนั้นถึงได้ยอมอยู่หลังเลิกงาน แล้วก็เฝ้าถ่ายคลิปคนร้ายทุกวันจนจับได้ ถ้าไม่ทำอย่างนั้น คนอย่างมุคาเอดะก็ไม่สนใจปัญหาพวกนี้ของตัวเองหรอก

             ปัญหาของตัวเองปล่อยผ่านง่ายๆ แต่ถ้าเป็นเรื่องของรุ่นน้อง หรือคนที่คิดว่าจะปกป้อง รุ่นพี่จะกระตือรือร้นอย่างนี้เสมอ

             “เดี๋ยวผมไปดูสวนหย่อมที่ดาดฟ้าให้เองครับ”

             ยะจิมะบอก พลางเดินแยกไปที่ลิฟต์

 

             คนในชุดสูทสีน้ำตาลเลื่อนบุหรี่ออกจากปาก พ่นควันปุ๋ยๆ ใส่ท้องฟ้ายามเย็นที่ฉาบด้วยสีส้มของพระอาทิตย์ตก ในตึกบริษัทมีห้องสูบบุหรี่อยู่หลายจุด แต่เขาชอบหนีมาสูบบุหรี่บนสวนหย่อมนี่มากกว่า

             ว่าแต่ เลิกงานแล้ว ยังไม่ได้รับการติดต่อจากไอ้เด็กอินเทิร์นนั่นเรื่องงานกีฬาวันอาทิตย์นี้เลย มันจะได้เรื่องหรือเปล่าวะ แต่ทำตาเป็นประกายกับแผนการกากๆ แบบนั้นได้ ก็น่าจะหาทางทำให้มุคาเอดะยอมตกลงให้ไปงานกีฬาได้สิถูกไหม เชื่อเข้าไปได้ยังไงวะว่าอย่างมุคาเอดะจะกลับไปสนสาวๆ อย่างครูอนุบาลได้น่ะ มองตาก็รู้แล้วป่าว ไอ้หมอนั่นน่ะกู่ไม่กลับแล้ว ไม่มีทางกลับมาสู่เส้นทางสายปกติได้อีกแล้ว โดนผีไอ้โอโตนามิสิงไปขนาดนั้น...

             แล้วชอบโอโตนามิ ทั้งที่รู้ว่าโอโตนามิมีมุคาเอดะเนี่ยนะ? ถามจริง นายจะไปสู้มุคาเอดะเขาได้ยังไงอะหา? จะเอาอะไรไปสู้กับเค้าหือออออ ไอ้เด็กน้อยยยย แต่ตอนปากดีอวดโง่ใส่เขาว่าจะเอาชนะอย่างนู้นอย่างนี้มันก็น่ารักดีอะนะ โตกว่านี้ก็ทำไม่ได้แล้วล่ะ ไอ้การใช้พลังงานไร้สาระทำอะไรโดยไม่อับอายแบบนี้มันก็ได้แค่ตอนนี้เท่านั้นแหละ ปีหน้ากลับมาดูอีกทีก็คงอายจนอยากเอาหัวมุดท่อละ เออ น่าจะอัดคลิปเอาไว้ให้ดูตัวเองตอนปีหน้า นี่มันเด็กบ้าชัดๆ ว่าแต่เขาจะอยู่เจอหน้าไอ้เด็กนี่จนถึงปีหน้าเลยเหรอ

             เป็นแค่ความคิดในหัว ยังเสือกมาทำให้ขำจนเกือบลำลักควันได้อีก

             “หัวหน้าคุโบะ!”

             คนถูกเรียกหันมอง เห็นยะจิมะผลักประตูจากห้องอาหารออกมาก็เลิกคิ้ว แต่ยังสูบบุหรี่แล้วพ่นควันต่อ

             “ยะจิมะ? มีอะไรเหรอ?”

             “รุ่นพี่มุคาเอดะโทรหาตั้งหลายรอบ ทำไมไม่รับโทรศัพท์อะครับ”

             คุโบะทำตาปริบๆ เอาบุหรี่จิ้มกับที่เขี่ยแล้วรีบล้วงมือถือขึ้นมาดู ทำหน้าช็อคที่เห็นเบอร์มือถือของมุคาเอดะโชว์ขึ้นมาเต็มหน้าจอ

             เอร๊ยยยยย ได้ไง! หมอนั่นโทรหาฉันเหรอ! แล้วฉันพลาดรับเนี่ยนะ! ไม่ได้รับโทรศัพท์ที่หมอนั่นโทรหาเนี่ยนะ!!!  

             “ไม่ต้องทำหน้าดีใจครับ รุ่นพี่มุคาเอดะน่าจะโทรไปถามหาไทเซอะครับ” ยะจิมะมองซ้ายขวา “ไม่ได้อยู่กับไทเซใช่ไหมครับ?”

             “ทำไมถึงคิดว่าฉันจะอยู่กับเด็กอินเทิร์นนั่นล่ะ เหๆๆ มุคาเอดะหวงฉันเหรอ?”

             “...น่าจะกลัวว่าหัวหน้าคุโบะจะไปจีบน้องเขาด้วยวิธีแปลกๆ หรือเปล่าครับ”

             ทำไมรู้ เอ๊ย ไม่ใช่! // คุโบะ 

             “ฉันก็ไม่ได้จีบดะขนาดนั้น แต่ถ้าระดับไอดอลของบริษัทอย่างยัจจังลงมาเล่นด้วย ฉันก็คงลืมมุคาเอดะได้ตั้งแต่คืนแรกเลย”

             ยะจิมะมองด้วยแววตาอดสู นี่นายต้องสิ้นหวังขนาดนั้นเลยเหรอวะ

             “ล้อเล่นเว้ย!” หัวหน้าแผนกบัญชีจึ๊ปาก ทำท่าจะจุดบุหรี่อีกรอบ ฉันไม่ไปยุ่งอะไรกับพวกนายแล้ว ฉันมีของเล่นใหม่แล้ว ต้องรีบฉวยโอกาสเล่นก่อนที่พวกนายจะรู้ตัว อ้อ ก่อนที่ของเล่นจะรู้ตัวด้วยอะนะ

             “ว่าแต่ หมอนั่นบอกหรือยัง เรื่องที่จะไปช่วยงานกีฬาโรงเรียนอนุบาลวันอาทิตย์นี้น่ะ”

             “อ๋อ... ครับ อันนั้นมันแผนหัวหน้าคุโบะสินะ”

             “พูดบ้าๆ ฉันจะไปวางแผนแบบนั้นทำไม ได้ประโยชน์อะไรจากการไปงานแบบนี้เฮอะ” นอกจากจะไปทำให้ไอ้เด็กบ้านั่นเห็นโอโตนามิกับมุคาเอดะเลิฟๆ กันในงานแบบแฟมิลี่ ทีนี้ละก็ต้องร้องไห้กลับบ้าน ในฐานะคนเสนอแผนการชั่วร้ายแต่ดันล้มเหลวอย่างฉันก็ต้องพาไปเลี้ยงปลอบขวัญ เสร็จฉัน จบ

             “ก็หัวหน้าคุโบะกะจะไปส่องครูอนุบาลที่เป็นผู้ชายใช่มั้ย”

             “...ยะจิมะ ปกตินายเป็นคนแบบนี้หรอกเหรอ”

             “ถ้าไทเซไม่อยู่กับหัวหน้าคุโบะก็แล้วไป เดี๋ยวผมจะไปตามหาต่อละครับ”

             “ตามหา? ตามหาทำไม หมอนั่นไม่ใช่กลับบ้านไปแล้วเหรอ?” คุโบะเรียกไว้ เสียบบุหรี่ที่ตอนแรกกะว่าจะจุดกลับเข้าไปในซองใหม่

             “รุ่นพี่มุคาเอดะบอกว่ายังไม่กลับอะครับ” ยะจิมะหันไปตอบ “ยืนยันว่าถ้าไทเซไม่มาลาตัวเอง แปลว่ายังอยู่ในบริษัทแน่นอน”

             คุโบะขมวดคิ้วงงๆ แต่ก็ออกเดินตามยะจิมะกลับเข้าไปด้วย

 

             ห้องเก็บเอกสารนี่น่าจะกินพื้นที่เกือบทั้งชั้นของชั้น 17 นี่จริงๆ เพราะขนาดแค่ชั้นเหล็กเรียงรายที่เขาเห็น ทั้งที่มีป้ายและไม่มีป้ายแผนกบอกนี่ก็ค่อนข้างจะยาวลายตาจนหมดใจจะเดินอ่าน มุมห้องด้านในเป็นที่วางพวกข้าวของเครื่องใช้ของแผนกต่างๆ มีทั้งของที่ใช้ในงานอีเว้นต์ต่างๆ ไปจนถึงของที่ดูไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการทำงานของแต่ละแผนก เพราะอย่างนี้รุ่นพี่ถึงพาพวกเขาเข้ามาทำความสะอาด แต่ก็ทำแค่พอเคลียร์พื้นที่วางของเพิ่มแล้วก็กลับ

             ทั้งที่ภายในห้องก็มีไฟเพียงพอ แต่น่าจะเพราะไม่มีหน้าต่างและเพดาน ค่อนข้างจะสูง เลยดูไม่ค่อยสว่างเท่าที่ควร แถมไฟดวงหนึ่งด้านหลังก็ยังเสีย กะพริบปริบๆ วังเวงเหมือนในหนังสยองขวัญ ตอนแรกเขาก็เลือกปิดไฟแถบนั้นลงเพราะความกลัว แต่ผลคือไปทำให้จุดนั้นกลายเป็นมุมมืด ...บอกไม่ถูกว่าอย่างไหนดูน่ากลัวยิ่งกว่า...

             อย่าบอกนะว่าไอ้ห้องนี่จะไม่มีใครมาเปิดจนถึงเช้าจริงๆ น่ะ แต่นี่มันก็เพิ่งจะหกโมงเย็น ในบริษัทก็ยังมีคนทำโอทีอยู่ประมาณนึง อาจจะมีใครลงมาเอาเอกสารที่ห้องนี้บ้างก็ได้น่ะ อย่าเพิ่งหมดหวัง ถ้าไม่หิวหรือร้อนจนหมดแรงไปก่อนน่ะนะ...

             ไทเซพยายามนั่งเฉยๆ หยิบหนังสือเรียนในกระเป๋ามาเปิด จับคอเสื้อกระพือพลางเงยหน้ามองแอร์บนเพดานที่เงียบสนิท ตอนเข้ามาทำความสะอาดก็ไม่รู้สึกร้อนหรืออึดอัดเท่านี้ เลยไม่มั่นใจว่าระบบแอร์จะปิดการทำงานอัตโนมัติถ้ามีการล็อคประตูจากข้างนอกหรือไม่... ยังไงก็เถอะ ถึงห้องจะกว้างแค่ไหนแต่ให้อยู่ในบรรยากาศปิดตายราวกับอากาศไม่เคลื่อนที่ไปไหนเลยอย่างนี้นานๆ เขาเองก็ชักจะหวั่น นี่จะให้อยู่ในห้องแบบนี้ถึงเช้าจริงๆ น่ะเหรอ? แล้วกลางคืนจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นแน่เหรอ แบบไอ้ตรงไฟกะพริบนั่น... มันแค่เสียจริงๆ หรือมันกะพริบเพราะอย่างอื่น แล้วกลางคืนมันจะมีหลอดที่กะพริบเพิ่มมั้ย?

             แค่คิดฟุ้งซ่านเล็กน้อย ก็ทำให้หัวใจอ่อนแอลงฮวบฮาบ ไทเซหันมองไฟกะพริบหน้าซีด ความกลัวเริ่มจู่โจมให้รู้สึกหวิวๆ ทั้งหน้าท้องและแผ่นหลัง เด็กหนุ่มค่อยๆ คลานกลับไปทางประตูทั้งน้ำตาคลอเบ้า บ้าเอ๊ย! ทำไมจู่ๆ ก็คิดขึ้นมาได้ว่าบรรยากาศในห้องนี้มันโคตรจะน่ากลัว ไอ้ของด้านหลังที่เคลียร์ๆ ไปเมื่อกี้บางอย่างก็ดูเก่าแก่มีประวัติอยู่นะเว้ย! ไม่รู้ใช้ทำอะไร อยู่มาตั้งแต่สมัยไหน เจ้าของเก่ายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า เจ้าของเก่า... หึย ทำไมไปเรียกเขาอย่างนั้น ขนแขนลุกแล้วเห็นมั้ย! อย่างน้อยก็ไปอยู่ใกล้ๆ ประตูเอาไว้ดีกว่า เผื่อว่าถ้าได้ยินฝีเท้าใครผ่านมา...

             ไทเซหยุดตัวเองในท่าคลาน เพราะที่ได้ยินอยู่เป็นเสียงฝีเท้าคนจากระเบียงด้านนอกจริงๆ เขารีบตะกายตัวจะลุกขึ้น แต่ขาสะดุดกับสายกระเป๋าสะพายตัวเองล้มหน้าคะมำดังโครม ยังไม่ทันจะทำอะไร เสียงดังตื๊ดของเครื่องอ่านบัตรข้างนอกตามด้วยเสียงระบบปลดล็อคก็ทำให้รีบเงยหน้า มือจับดั้งจมูกที่กระแทกพื้นจนน้ำตาแทบไหล แล้วก็ทำตาโตกับร่างในชุดสูทสีเทาเนี้ยบที่ผลักประตูเข้ามาพร้อมเสียงหอบ

             “เจอแล้ว...”

             “รุ่นพี่... มุคาเอดะ...”

             บอกตามตรง เขาก็อยากให้มีคนมาเปิดประตูให้ แต่ไม่มีความคิดในเศษเสี้ยวเลยว่าคนคนนั้นจะเป็นมุคาเอดะ... แถมยังในสภาพเหงื่อโซมกาย สีหน้าตระหนกรีบร้อนอย่างไม่เคยเห็น แค่นั้นก็ทำเอาอึ้งจนพูดอะไรไม่ออกแล้ว ลองนึกถึงตอนที่สีหน้าแบบนั้นเปลี่ยนเป็นผ่อนคลายลงในทันทีที่เห็นหน้าเขา แค่แววตาเป็นห่วงผันกลายเป็นโล่งใจได้ในชั่วแวบหนึ่งแค่นั้น จู่ๆ ก็ทำให้ในอกเขาเหมือนถูกมือใครบีบ น้ำตาที่คลออยู่แล้วเกือบจะไหล

             ...ถ้ารุ่นพี่ไม่พุ่งตัวเข้ามา แล้วก็มาสอดแขนที่ขาพับสองข้าง ช้อนตัวเขาอุ้มขึ้นเสียก่อนน่ะนะ

             เฮะ? เอ๊ะ? เอ๊ะๆๆ? 

             “ไม่เป็นไรใช่มั้ย? รีบไปห้องพยาบาลก่อน”

             มุคาเอดะหลุบตามอง พลางพูดด้วยเสียงลมหายใจขาดห้วง แก้มแดง ผมหน้าม้าโดนลมปัดตอนวิ่งมาทำองศากำลังดี เหงื่อจับน้อยๆ ตามไรผม แต่กลิ่นอะไรสักอย่างก็โคตรหอม... เจ้าชาย นี่มันเจ้าชายชัดๆ!!! 

             “รุ่นพี่มุคาเอดะ!”

             ไทเซไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือไม่ เพราะรุ่นพี่อีกคนของแผนกอย่างยะจิมะเหมือนจะนึกถึงห้องนี้ได้เช่นกันก็เลยวิ่งตามมา แต่ตอนมาถึงหน้าห้องประตูที่เปิดทิ้งไว้ก็เห็นเขาในสภาพทำตัวเล็กลีบกำลังถูกมุคาเอดะอุ้ม หน้าซีด ตาเหลือก หันมองซ้ายขวาเลิ่กลั่ก

             แถมหัวหน้าคุโบะก็ยังทำหน้าตะลึงอยู่ข้างหลัง

             “...ทำอะไรอะครับ” ยะจิมะถาม

             “ไทเซเป็นลมในห้อง...”

             ไม่ได้เป็นลม! กำลังจะคลานไปอยู่แถวประตูเพราะกลัวผี! // ไทเซ 

             “ไม่ต้องอุ้มแบบเจ้าหญิงก็ได้นี่ครับ...”

             มุคาเอดะนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนหน้าจะแดงพรวดพราด ไทเซก็เลยได้แต่มองอย่างอึ้งๆ พี่เพิ่งนึกได้เรอะ! // ไทเซ 

             “ฮะ ฮะ มีลูกสาวก็อย่างนี้แหละนะครับ” ยะจิมะหัวเราะ เดินไปช่วยพยุงเด็กหนุ่มที่มุคาเอดะค่อยๆ ปล่อยขาลงแตะพื้นอย่างงงๆ ไหนๆ ก็เข้าใจไปแบบนั้นแล้ว มุคาเอดะเลยไม่ได้แก้ ว่าที่อุ้มท่านี้อัตโนมะติ เพราะโอโตนามิก็ชอบอุ้มเขาแต่แบบนี้ต่างหาก...

             “แล้วมันอะไรกัน ทำไมนายถึงมาติดอยู่ห้องนี้ได้เฮอะ” คุโบะกอดอก ขมวดคิ้วดุ

             “เอ่อ... มาทำความสะอาดกับพวกอินเทิร์นด้วยกันนี่แหละครับ แต่ลืมลงชื่อที่เขาให้ลงกันไว้ แล้วไม่ได้บอกใครไว้ด้วยว่าจะมา...” ไทเซตอบเสียงอ่อย สีหน้าซีดเหมือนจะดีขึ้นบ้าง อย่างน้อยก็ไม่เหลือแรงพอจะทำเสียงเกรี้ยวกราดหรือพูดจาต่อต้าน

             “ไอ้บ้าเอ๊ย ห้องนี้มันเป็นห้องพิเศษ! จะเข้าจะออกก็ต้องบอกใครไว้บ้าง!”

             มุคาเอดะถอนหายใจยาว ดึงกระดาษกับปากกาจากในชุดสูทออกมาจด

             “คิดมาตั้งนานแล้ว คราวนี้จะของบติดโทรศัพท์ในห้องนี้แน่ๆ เดี๋ยวพรุ่งนี้ส่งเรื่อง”

             “ละ... แล้ว...” ไทเซเหล่ แต่พอมุคาเอดะเหลือบมอง ก็รีบเอาสายตาหลบ “รุ่นพี่มุคาเอดะรู้ได้ยังไงอะครับ ว่าผมอยู่ที่นี่”

             “ตอนแรกฉันก็นึกว่านายกลับไปแล้วนั่นแหละ เพราะตามตารางวันนี้พวกอินเทิร์นเข้าสัมมนาช่วงบ่ายแล้วก็ปล่อยกลับบ้านเลยนี่” ยะจิมะตอบแทนให้ หันมองมุคาเอดะ “แต่รุ่นพี่มุคาเอดะยืนยันว่า ไทเซยังอยู่ในบริษัทแน่ๆ ทำไมรู้ไหม? เห็นบอกว่าเพราะนายเป็นเด็กที่เตือนอะไรรอบเดียวก็รีบแก้ไขตัวเองแล้ว เมื่อวานเพิ่งเตือนนายเรื่องนี้ไป เพราะฉะนั้นไทเซไม่มีวันกลับไปโดยไม่บอก ฮะ ฮะ สุดยอดรุ่นพี่เลยใช่ไหมล่ะ”

             “...”

             เฮ้ย... 

          อะไรอะ...  

          อะไรอะ อะไรอะ อะไรอะ ทำไมพูดแบบนั้น? มันคือคำชมไม่ใช่เหรอ? // ไทเซ 

             ยะจิมะมองดวงตาน้ำตาคลอของรุ่นน้องขำๆ ก่อนจะหันไปผงะกับสีหน้าเครียดจัดของคุโบะ

             แย่... 

          นี่มันแย่มากๆ ทำอะไรของนายหา มุคาเอดะ! ปฏิเสธฉันไม่พอ ยังจะมาขัดขวางแผนการของฉันอีกเรอะ! // คุโบะ 

             “แต่... ทำไมรุ่นพี่มุคาเอดะรู้ว่าไทเซอยู่ที่ห้องนี้ล่ะครับ? ผมนี่ไปถามรุ่นพี่คาวาซากิมา เลยรู้ว่าพวกอินเทิร์นบางคนมาทำความสะอาดห้องนี้ก่อนกลับ” ยะจิมะหันไปถามมุคาเอดะต่อ

             “ไม่รู้หรอก แต่โทรหาหัวหน้าคุโบะแล้วไม่รับ เลยคิดว่าถ้าอยู่กับหัวหน้าคุโบะก็อาจจะโดนพามาที่ห้องนี้อีกก็ได้” มุคาเอดะทำหน้านึกได้ แล้วก็จดลงไปในกระดาษต่อว่า `ติดกล้อง`

             นายมองฉันเป็นไอ้โรคจิตของบริษัทเหรอ... // คุโบะ 

             “รีบออกไปจากห้องนี้กันดีกว่านะครับ” ยะจิมะช่วยหยิบข้าวของของไทเซแล้วก็พาเดินออกไป มุคาเอดะเช็คความเรียบร้อยก่อนจะปิดห้อง แล้วก็หันไปเจอไทเซยืนทำหน้าอึกอัก

             “งะ... งั้นผมกลับเลยนะครับ”

             “ไปห้องพยาบาลหน่อยไหม?”

             “ไม่เป็นไรครับ ไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ”

             “ก็เอางี้” คุโบะเสนอ “รอฉันไปเอาของแป๊บ เดี๋ยวฉันไปส่ง”

             “หัวหน้าคุโบะต้องทำโอไม่ใช่เหรอครับ แผนกหัวหน้าอยู่ในช่วงทำสงครามอยู่นะ”

             แก! ไอ้ยะจิมะ! // คุโบะ 

             “เอ่อ...” ไทเซอึกอักทำหน้างอ ถึงจะดูไม่ค่อยเต็มใจ แต่ก็สูดลมหายใจลึก ก้มศีรษะ “ขอบคุณรุ่นพี่มุคาเอดะมากครับ ถ้ารุ่นพี่ไม่ตามหาก็คงแย่เหมือนกัน”

             ตอนแรกไทเซกะจะไม่มองหน้า เพราะรู้สึกว่าการที่ตัวเองต้องมาก้มหัวขอบคุณรุ่นพี่คนนี้แบบนี้มันก็ขัดๆ เขินๆ พอแล้ว แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่ไม่สำนึกบุญคุณคนขนาดนั้น เรื่องวันนั้นกับเรื่องวันนี้ มันก็คนละเรื่องกัน...

             แต่เพราะมือที่วางลงมาบนศีรษะ ทำให้เขาต้องเผลอเงยหน้า แล้วก็นิ่งงันไปชั่วครู่ กับรอยยิ้มอ่อนที่บอกไม่ถูกว่าจะเรียกว่าเหนื่อยใจ โล่งใจ เอ็นดู หรืออะไรกับเขา แต่มือนั้นลูบศีรษะไปมา แล้วก็พูดว่า

             “เก่งๆ”

             ไทเซเงยหน้าพรวด ตาโต แก้มสองข้างเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ

             “รุ่นพี่มุคาเอดะ” ยะจิมะเตือน “เผลอชมคนอื่นแบบชมมิสุเอะจังอีกแล้วครับรุ่นพี่”

             “อ๊ะ... จริงด้วย...” มุคาเอดะทำหน้าเพิ่งจะนึกได้ พอโดนทักก็หน้าแดงไปด้วย

             “...”

             ไทเซมองอึ้งๆ กำสายกระเป๋าก่อนจะก้มหัวให้อีกรอบหนักแน่น

             “เจอกันพรุ่งนี้ครับ!”

             มุคาเอดะทำตาปริบๆ กับเสียงตะโกนและลำตัวที่ก้มให้เก้าสิบองศาของรุ่นน้อง จากนั้นหันหลังกลับวิ่งหนี

             ยะจิมะมองขำๆ ส่วนคุโบะก็ยืนกอดอกมองด้วยสีหน้าเครียดสุดๆ

             “มุคาเอดะ”

             มุคาเอดะหันตามเสียงเรียก

             “นายจะตกกระทั่งของกินเล่นกรุบกริบของฉันไม่ได้นะ”

             “??”

 

             “แล้วนายก็บอกทางโรงเรียนไว้แล้วเหรอ ว่าจะมีเพื่อนๆ ที่บริษัทไปช่วยงานตอนเช้ากับตอนงานเลิกน่ะ” โอโตนามิถาม หลุบตามองศีรษะมุคาเอดะที่พิงอยู่กับไหล่ นั่งชันเข่า มือตักไอศครีมเข้าปาก และตามองทีวีรายการข่าวภาคดึก

             “ใช่ครับ พวกครูก็ดีใจน่ะนะ เพราะต้องกางเต๊นท์หลายเต๊นท์ แล้วก็ต้องเตรียมอุปกรณ์หลายอย่างด้วย มีแรงผู้ชายหลายคนมาช่วยก็ดี”

             “ฉันต้องทำข้าวกล่องไปเพิ่มไหมน่ะ?”

             “บอกไว้แล้วนะว่าให้เอามากันเอง”

             “ก็จะทำไปเผื่อๆ แล้วกัน”

             “คุณชินบอกว่าจะไปช่วยงานตอนเช้าด้วยใช่ไหมครับ ผมเลยว่าจะพามิสุเอะจังไปแต่เช้าพร้อมกันเลย” มุคาเอดะตักไอศครีมต่อ แต่ยังไม่ทันจะเอาเข้าปาก อีกคนก็โน้มตัวอ้าปากลงมาใกล้ๆ เลยต้องป้อนเข้าปากไปอย่างช่วยไม่ได้

             “ทำไมล่ะ? ตอนแรกบอกว่าจะมาทีหลังไม่ใช่เหรอ? ถ้านายมาก็ต้องช่วยงานด้วยสิ นายมาทีหลังน่ะดีแล้ว มันงานผู้ชายนะ”

             “...ก็ผู้ชายนะครับ” มุคาเอดะเหล่ ผ่อนลมหายใจเบา “ก็พวกนาคากุจิจะมากันแต่เช้า ไทเซก็มาด้วย...”

             “ไทเซ? อ้อ เมื่อวานนายบอกว่าไปขอหัวหน้าให้เปลี่ยนคนสอนงานไทเซแล้วนี่ ตกลงว่าไง เปลี่ยนเป็นใครล่ะ?”

             มุคาเอดะนิ่งไปชั่วครู่ หลุบตามองไอศครีมในถ้วยที่ละลายไปบ้าง

             “...ไทเซไม่ขอเปลี่ยนครับ หัวหน้านิชิมุระบอกว่า ไปถามแล้วว่าอยากไปเรียนรู้งานจากรุ่นพี่ที่อยู่มานานกว่าผมไหม แต่ไทเซตอบว่าเป็นผมดีแล้ว ก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน...” พูดพลางถอนหายใจ “คิดว่าไปอยู่กับคนอื่นจะโตได้มากกว่าอยู่กับผมแท้ๆ”

             โอโตนามิมองยิ้มๆ

             “อาจจะคิดว่านายสอนก็ดีอยู่แล้ว”

             “ผมโหดนะ”

             “เชื่อๆ” คนฟังขำ “แต่เพราะว่ามีเหตุผลที่รับได้อยู่ในนั้น มันถึงได้สื่อไปถึงคนถูกสอนไม่ใช่เหรอ”

             “ไม่รู้สิครับ...” มุคาเอดะทำหน้านิ่ง “ไม่ใช่ว่าผมจะไม่กังวลเลยกับเรื่องที่ไทเซพูดหรอกนะ”

             “หือ? ไทเซพูดอะไร?”

             มุคาเอดะสะดุ้ง เผลอลืมตัว

             “...เปล่าครับ ไม่ได้พูดอะไร”

             “ก็เมื่อกี้นายเพิ่งบอกว่ากังวลเรื่องที่ไทเซพูด? พูดว่าอะไร? กังวลอะไร? หมอนั่นไม่ได้ทำอะไรให้นายเดือดร้อนใช่ไหม?”

             “ไม่เดือดร้อนครับ” มุคาเอดะตัดสินใจแก้ด้วยการตักไอศครีมเข้าปากโอโตนามิ “หมายถึงเรื่องที่จะไปช่วยงานกีฬาวันอาทิตย์เฉยๆ ผมก็เลยบอกว่าจะไปพร้อมคุณชินไง”

             “มันเกี่ยวอะไร?” โอโตนามิขมวดคิ้ว แต่พออีกคนป้อนของหวานให้อีกช้อนก็งับ “เพราะหมอนั่นจะมาด้วยน่ะเหรอ?”

             มุคาเอดะไม่ตอบ แต่แค่ทำหน้างอตักไอติมคำใหญ่กว่าเดิมให้ ก็ทำให้เขาตัดสินใจยื่นมือไปดึงถ้วยไอติมออกจากมือไปวางบนโต๊ะรับแขก

             ก็ว่าจะสงบจิตสงบใจไม่อะไรแล้วนะวันนี้ ฟังเรื่องที่นายวิ่งตามหาเด็กคนนั้นจนไปเจอที่ห้องเก็บเอกสารก็น่าจะเหนื่อยอยู่ ควรจะปล่อยให้นายนอนเร็วๆ แล้วพรุ่งนี้วันเสาร์ก็ตื่นสายๆ ไม่ใช่เหรอ

             แต่...

             “ก็คือนายหึง ไม่อยากปล่อยให้ไปช่วยงานกับไทเซ โดยที่นายไม่อยู่?”

             “หึงไม่ได้เหรอครับ?” ตอบแล้วยังเหล่มองด้วยสายตาแบบที่ทำให้เจ็บหนัก ทำไมนายเป็นคนอย่างนี้ฮึ!

             “จะไม่ได้ได้ยังไงฮึ”

             โอโตนามิโน้มตัวลงไปจูบช้าๆ อีกฝ่ายตอบสนองดีเช่นเคย อ้อมแขนโอบรอบคอ หลุบตามองริมฝีปากที่พากลิ่นหอมหวานของวนิลากระจาย โอโตนามิเลื่อนไปจูบที่ลำคอ สอดมือเข้าใต้เสื้อ อีกคนขยับตัวหนีพลางส่งเสียงหายใจแผ่วเบา นายมันก็แกล้งไปอย่างนั้น... ดูก็รู้ว่ายิ่งขยับยิ่งมาเข้ามือฉันชัดๆ

             แค่ใช้ปลายจมูกดันด้วยแรงเบาๆ แผ่นหลังอีกคนก็หลุดลงไปอยู่ใต้ร่างเขาง่ายดาย ปล่อยให้เขาเอาตัวทาบทับ คร่อมตัวเอาขาแทรกตรงกลางระหว่างขา คนโดนเอาขาแทรกยกขาขยับเหมือนจะดิ้น แต่อีกคนคิดว่ากำลังถูกปลุกให้ร้อนรุ่มด้วยแรงเสียดสีนั่นมากกว่า นายมันก็รู้อยู่แล้วว่าอะไรอยู่ตรงไหน... ขยับอย่างนี้มันจงใจชัดๆ

             มุคาเอดะครางเสียงเบา หันคอหนีริมฝีปากที่ไล่จูบหลังใบหู พออีกฝ่ายเอานิ้วโป้งมาไล้ริมฝีปากพร้อมกับสอดเข้ามาก็ใช้ลิ้นเลียเบาๆ ตวัดดวงตามองสีหน้าทนไม่ไหวของโอโตนามิพลางหอบหายใจ ก่อนหางตาจะไปหยุดอยู่ที่กล่องบางอย่างใต้โต๊ะรับแขก ที่ไม่ใช่ของตัวเองและไม่เคยเห็นมาก่อน หน้ากล่องเป็นรูปกล้องถ่ายวีดีโอสีขาว ดูใหม่เอี่ยม แถมยังเหมือนจะเคยเห็นในโฆษณาว่าเป็นรุ่นล่าสุด

             “...อะไรน่ะครับ? คุณชิน” ถามทั้งเสียงหอบ เรียกสายตาคนที่ซุกอยู่กับซอกคอให้เหลือบมองนิดหนึ่ง

             “กล้องวีดีโอไง งานกีฬาโรงเรียนอนุบาลก็ต้องมีกล้องวีดีโอสิ”

             ซื้ออีกแล้วเรอะ! // มุคาเอดะ 

             “เอ่อ...” มุคาเอดะผลักไหล่ออก มองเหงื่อแตก “ถ่ายด้วยมือถือเอาก็ได้นี่ครับ มันก็เพียงพอแล้วนะ คุณชินบอกให้ผมเป็นคนถ่ายรูปไง”

             “มันซูมได้ไม่เท่ากล้องนี้หรอก แล้วตอนนายเต้น นายจะอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ ต้องเลือกที่ซูมได้เยอะๆ ไว้ก่อน”

             ไม่ได้ซื้อมาถ่ายมิสุเอะหรอกเหรอ! // มุคาเอดะ 

             “...แอบดูตารางโปรแกรมกีฬาเหรอครับ?”

             “ปกติฉันก็เช็คเอกสารมิสุเอะทุกแผ่นอยู่แล้วต่างหาก” โอโตนามิเหยียดริมฝีปากยิ้ม ก้มลงไปจูบข้างลำคอ แค่ริมฝีปากแตะแล้วไซ้ไปมา คนนอนก็ขยับตัวยุกยิกอีกรอบ ส่งเสียงหอบกระเส่า

             “ลืมบอกไปว่า เป็นกล้อง 4k ด้วยนะ ซูมได้ชัดแจ๋ว เก็บเสียงก็ดี” บรรยายสรรพคุณพลางล้วงมือเข้าไปในขอบกางเกง ดึงเอาขอบให้ลงต่ำไปด้วย ปลดปล่อยของข้างในได้ก็รูดขึ้นลงไปมา ก้มลงเอาริมฝีปากกัดเม็ดบนยอดอกให้อีกคนครางด้วยเสียงสั่น ยิ้มให้ก่อนจะพูดต่อ

             “แต่ว่านั่นมันกล่องเปล่าน่ะนะ ต้องศึกษาวิธีใช้เอาไว้ก่อน ก็เลยเอาออกมาลองหน่อย ตัวกล้องน่ะอยู่นู่น”

             มุคาเอดะหอบถี่เหมือนคนตาลาย ตอนแรกยังประมวลผลไม่ถูก แต่ก็หันมองตามมือชี้ แล้วก็ทำตาโตขึ้นมาเมื่อเห็นว่ากล้องตั้งอยู่บนขาตั้งเล็กๆ บนชั้นหลังทีวีเรียบร้อย มีจุดไฟสีแดงติด

             คุณชินนนนนนนนน // มุคาเอดะ 

 

 

To be continue

 

MEB E-book ID >> Hanabidou

ความคิดเห็น