facebook-icon

ฝากคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ทางแยกที่เก้า : ความรู้สึกที่คุ้นเคย

ชื่อตอน : ทางแยกที่เก้า : ความรู้สึกที่คุ้นเคย

คำค้น : #ธัญล่าฝันซีซั่น3 #ธัญวลัยxสถาพรบุ๊คส์

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 525

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ก.พ. 2564 15:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ทางแยกที่เก้า : ความรู้สึกที่คุ้นเคย
แบบอักษร

9 

           สหัสวรรษใช้เวลาจัดการสัมภาระไม่นาน ต่างคนต่างมีกระเป๋าคนละใบ แต่ที่ชายหนุ่มเตรียมมาเยอะล้วนเป็นอาหารสด อาหารแห้งและเครื่องใช้ไฟฟ้า เนื่องจากช่วงนี้ไม่มีร้านค้าจำหน่ายอาหาร บุริมนาถเข้าไปสำรวจที่พักซึ่งมีห้องนอนสองห้อง หนึ่งห้องน้ำ มีระเบียงหน้าที่พักที่มองเห็นวิวภูเขาชัดแจ๋ว มาคราวนี้ต่างจากคราวที่แล้วลิบลับ ไม่ต้องทนหนาวอาบน้ำเย็นเพราะห้องน้ำติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่นเรียบร้อย  

               คนอยากมาเที่ยวให้เวลาบุริมนาถพักผ่อนและเตรียมตัวก่อนไปสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง แต่หญิงสาวหนักไปทาง ‘เตรียมใจ’ เสียมากกว่า ภาพความทรงจำ เหตุการณ์ในอดีตรอคอยเธออยู่ที่นั่น แค่จินตนาการก็ปวดร้าวทั้งหัวใจ

               แต่ชีวิตต้องไปต่อดังสำนวนที่ว่า ‘หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง’ ถ้าจมอยู่กับเรื่องของวันก่อนหรือไม่กล้าเผชิญหน้ากับความเจ็บปวด เราจะไม่เข้มแข็งสักที บุริมนาถให้กำลังใจตัวเองหน้ากระจกแล้วเปิดประตูออกไปหาสหัสวรรษที่นั่งรอที่เก้าอี้ตรงระเบียงด้านนอก

               บุริมนาถยังคงแปลกใจกับบรรยากาศที่เงียบเหงาผิดปกติ ทั้งๆ ที่ธรรมชาติช่วงนี้สวยงามกลับมีรถขับนำหน้าหรือสวนทางนับคันได้ หากดอกนางพญาเสือโคร่งสีชมพูหวานแหววพูดได้คงบ่นท้อแท้ไม่น้อยที่นักท่องเที่ยวบางตา ครั้นรถแล่นเข้าไปยังสถานีเกษตรหลวงอ่างขางก็เงียบเชียบ มองไม่เห็นผู้คน

               หรือว่า...

               “ทูเดย์คงไม่ได้จองหรือเหมาที่นี่ไว้ล่วงหน้าใช่ไหมคะ”

               ช่างเป็นคำถามสิ้นคิด แต่คนนั่งไม่ติดเบาะเพราะเอาแต่ชะเง้อชะแง้สอดส่ายสายตาหาผู้คนได้ถามคนขับรถไปแล้ว

               “ผมทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกบัว” สหัสวรรษหลุดขำ “ที่นี่ไม่ใช่ร้านอาหารหรือหน่วยงานที่บริหารโดยเอกชนนะ ต่อให้มีเงินมากแค่ไหนก็ทำไม่ได้หรอกครับ”

               นั่นสิ...เธอเห็นเขาร่ำรวยเลยเผลอคิดว่าเขาเสพติดความเว่อร์วังอลังการแบบที่เคยทำมา  

               สหัสวรรษเลี้ยวเข้าจอดรถในช่องจอดใกล้สวนกลางแจ้งที่มีเอกลักษณ์เป็นทางเดินรูปใบเมเปิล โดยปกติแล้วจะมีการปลูกดอกไม้หมุนเวียนตามฤดูกาลบนพื้นที่โดยรอบทางเดิน ตอนนี้ดอกเวอร์บีนาสีม่วงกำลังอวดโฉมงามสะพรั่ง สารถีดับเครื่องยนต์และไม่ลืมทำหน้าที่เปิดประตูรถ อำนวยความสะดวกให้หญิงสาวดุจเป็นเจ้าหญิง

               “สวยจังเลยนะคะ” บุริมนาถตื่นตาตื่นใจเมื่อได้อยู่ท่ามกลางดอกไม้

               “ต้องสวยอยู่แล้ว บัวชอบสีม่วงนี่นา”

               “ทูเดย์...พูดว่ายังไงนะคะ” ความเพลิดเพลินใจนั้นสะดุดลงทันทีที่ได้ยินสหัสวรรษพูด บุริมนาถมั่นใจว่าเธอไม่เคยบอกเขาว่าตนชอบสีอะไร “ทูเดย์รู้ได้ยังไงคะว่าบัวชอบสีม่วง” หญิงสาวเงยหน้า จ้องตาชายหนุ่มเขม็ง ต้องการคำตอบ

               “ผมหมายถึง...ถ้าบัวมองว่ามันสวยแสดงว่าต้องชอบสีม่วงแน่ๆ มันเป็นข้อสันนิษฐานของผม อาจจะใช้คำผิดไปบ้างเพราะผมไม่ค่อยสันทัดภาษาไทย” เขายิ้มแหยๆ ทำหน้าเศร้ากับความบกพร่องทางภาษาของตัวเอง หญิงสาวจึงคลายสงสัย โทษตัวเองที่จ้องจับผิดเขามาเกินไป

               “แต่ทูเดย์ทายถูกนะ บัวชอบสีม่วง”

               “แล้วบัวรู้ความหมายของดอกเวอร์บีนาไหมครับ”

               “ไม่ค่ะ ทูเดย์อยากรู้หรือรู้แล้วอยากบอกบัวคะ”

               “ผมรู้ครับ” เขาใช้มือแตะดอกเวอร์บีนาเบาๆ ราวกับถ้าสัมผัสแรงกว่านั้นมันจะร่วงหล่น “เวอร์บีนาแทนความสุขของทุกคนในครอบครัว” สหัสวรรษหันมายิ้ม มองลึกเข้ามาในดวงตาหญิงสาวเหมือนกำลังร่ายมนตร์สะกด

               “ความสุขของทุกคนในครอบครัว...เหรอคะ” บุริมนาถพูดทวนซ้ำ อดคิดไม่ได้ว่าสี่ปีที่ผ่านมา พ่อกับแม่เธอมีความสุขหรือเปล่าที่เธอดื้อดึงคบหากับปวีร์ ผู้ชายที่บุพการีไม่พึงพอใจ

               หรือมันถึงเวลาแล้วจริงๆ ที่เธอควรกลับไปให้ความสำคัญกับพวกท่าน เชื่อฟังว่าสหัสวรรษเป็นคนที่คู่ควร

               “แล้วผมยังอ่านเจออีกว่าเวอร์บีนาเปรียบเหมือนการขอร้องให้คนอื่นช่วยภาวนาให้ตัวเอง ตอนนี้บัวมีเรื่องอยากให้คนอื่นช่วยเหลือหรือภาวนาให้หรือเปล่าครับ ถ้ามี...ผมจะช่วยภาวนาเอง” คำพูดสุภาพรื่นหูแสดงความหวังดีนั้นแนบเนียนเสียจนคนฟังจับพิรุธไม่ออก

               “เรื่องที่บัวอยากให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะขอร้องใครให้ช่วยภาวนาก็คงไม่สำเร็จหรอกค่ะ”

               ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเธอล้วนๆ สิ่งเดียวที่ต้องการคือเลิกรักปวีร์

               สหัสวรรษอาสาถ่ายภาพบุริมนาถทุกที่ทุกมุม ตั้งแต่ทุ่งเวอร์บีนา ต่อไปยังสวนบอนไซที่แบ่งออกเป็นหลายโซน ติดกับทางเข้าเป็นไม้ต้นเล็กที่ปลูกไว้ในกระถางกลางแจ้ง ใกล้ๆ กันมีสิ่งปลูกสร้างทรงโดมที่สร้างไว้สำหรับอนุรักษ์และจัดแสดงพืชภูเขาเขตร้อนจำพวกสับปะรดสี กล้วยไม้ขนาดเล็ก พืชตระกูลเฟิร์น

               ถัดมาเป็นโรงเรือนจัดแสดงพันธุ์พืชทนแล้งอย่างตะบองเพชร เดินออกจากโรงเรือนมีบันไดสำหรับลงไปชมพืชตระกูลตะบองเพชรอีกเช่นกันแต่มีขนาดใหญ่ หนามแหลมและสูงกว่าด้านในโรงเรือน พื้นที่สุดท้ายที่ทั้งสองคนเดินชมคือสวนหินปูนธรรมชาติ ตรงกลางมีบันไดให้เดินสำรวจโดยรอบ ขาขึ้นขึ้นปกติดีไม่มีปัญหา ทว่าขาลงที่บุริมนาถเดินตามสหัสวรรษนั้น เธอกลับสะดุดขั้นบันไดเสียหลักเลยกรีดร้องเสียงดัง

               “ว้าย!”

               คนซุ่มซ่ามหลับตาปี๋ คิดว่าจะกลิ้งหลุนๆ ตกลงไปหัวฟาดแล้วเสียอีก แต่โชคดีที่สหัสวรรษโผเข้ารับตัวไว้ได้ทัน

               “บัวเป็นไงบ้าง บาดเจ็บตรงไหนรึเปล่า”

               บุริมนาถค่อยๆ ลืมตาหลังได้ยินเสียงนุ่มทุ้ม ประโยคนั้นไม่เหมือนกับที่ปวีร์เคยถามตอนเธอสะดุดล้มทั้งหมด แต่คล้ายคลึงจนอดคิดถึงไม่ได้

               “ไม่เป็นไรค่ะ โอ๊ย...”

               คนอวดดีพยายามดันตัวชายหนุ่มแล้วฝืนยืนลำพัง แต่จู่ๆ เท้าเจ้ากรรมดันสำออยเจ็บปวดเซเข้าหาชายหนุ่ม เดือดร้อนสหัสวรรษต้องรีบประคองอีกหน

               “ข้อเท้าพลิกแหงๆ บัวเดินต่อไม่ได้แน่”

               ไม่รอให้บุริมนาถอนุญาต สหัสวรรษถือวิสาสะช้อนตัวเธอขึ้นมาอุ้มแนบอก แม้คนตัวเล็กจะเหวอ ขอร้องให้ปล่อยอย่างไร ชายหนุ่มก็เพิกเฉย พาเธอกลับมาที่รถจนได้

               ถ้าไม่คบปวีร์ถึงสี่ปีแล้วรู้จักเขา (แทบจะ) ทะลุปรุโปร่ง บุริมนาถต้องคิดว่าปวีร์มีเวทมนตร์จำแลงแปลงกายมาเป็นสหัสวรรษแบบในซีรี่ส์เกาหลีแหงๆ เพราะเกือบทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เธออยู่กับสหัสวรรษ คล้ายกันกับเรื่องที่เคยประสบร่วมกับปวีร์

               นี่ไม่ใช่ความบังเอิญแล้ว บุริมนาถขบคิด

               อาการบาดเจ็บทำให้บุริมนาถอดชมสวนกลางแจ้งอีกฝั่งถนน สหัสวรรษพาเธอขับรถชมทิวทัศน์สองข้างทางแทน ชายหนุ่มชะลอความเร็วเมื่อผ่านแปลงพีช แปลงท้อ สวนกาแฟพันธุ์อาราบิกาเพื่อไปที่สโมสรอ่างขาง ร้านอาหารในสถานีเกษตรหลวงหลวง

               เมื่อถึงที่หมาย ชายหนุ่มอุ้มบุริมนาถลงจากรถ พาเธอเข้าไปนั่งในร้าน ก่อนปลีกตัวไปทางครัวและกลับมาพร้อมกะละมังใส่น้ำแข็งใบเล็ก หญิงสาวอึ้งเอาแต่ก้มมองพลางส่ายหัวตอนสหัสวรรษทรุดตัวลงนั่งบนพื้น ถอดรองเท้าผ้าใบของเธอออก ยกเท้าเธอวางบนขาตัวเองอย่างไม่กังวลว่ากางเกงสีขาวจะแปดเปื้อน

               “ผมเคยเรียน...”

               “หลัก R.I.C.E ใช่ไหมคะ” บุริมนาถขัดเสียงราบเรียบ “ถ้าพักตามหลัก R แล้ว ทูเดย์กำลังจะประคบเย็นตามหลัก I ใช่ไหมคะ” เธอไม่เว้นจังหวะให้เขาตอบ รู้ดีว่าทุกอย่างไม่อยู่เหนือการคาดเดาอย่างแน่นอน

               “บัวก็เคยเรียนมาเหมือนกันเหรอครับ” เขาดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋ากางเกง หยิบน้ำแข็งวางบนผ้าแล้วห่อเหมือนลูกประคบก่อนกดเบาๆ บนเท้าข้างที่เจ็บของบุริมนาถ “หายเจ็บเร็วๆ นะ บัวจะได้เที่ยวต่อได้สนุกๆ”

               เขาพูดกับเท้าของเธอประหนึ่งมันคือสิ่งมีชีวิตที่มาอาศัยร่างเธออยู่อย่างนั้นแหละ เห็นแบบนี้แล้วจะสงสัยซักไซ้เขาต่อก็ดูไม่น่ารักนัก บุริมนาถเลือกเงียบเฉย เฝ้าดูและเก็บรายละเอียดการกระทำของสหัสวรรษต่อไปไว้ใช้สอบสวนภายหลัง

               บุริมนาถและสหัสวรรษถือโอกาสทานอาหารที่สโมสรอ่างขาง น่าประหลาดใจมากที่พอหญิงสาวจะลุกจากที่นั่งหลังท้องอิ่ม เท้าที่เคยบาดเจ็บก่อนหน้านี้กลับมาเป็นปกติราวกับไม่เคยพลัดตกบันได

               “บัวหายแล้วค่ะ” บุริมนาถหน้าตื่น หันไปบอกสหัสวรรษเมื่อทดลองเดินด้วยตัวเองได้เกือบสิบก้าว

               “สงสัยเพราะผมเป่าคาถาให้แน่นอน” ชายหนุ่มอ้าง ยกมือแบระดับปากแล้วเป่าลมเบาๆ พลางขยิบตาใส่หญิงสาว 

               

           เวลา 10.30 น.  

               ห่างจากหมู่บ้านขอบด้งและหมู่บ้านนอแลไม่ไกลนัก มีแหล่งปลูกชานาม ‘ไร่ชา 2000’ อยู่กลางหุบเขาเล็กๆ เมื่อมองจากมุมสูงจะเห็นแปลงชาสีเขียวเข้มลดหลั่นกันไปสุดลูกหูลูกตา ยามถึงฤดูหนาวจะมองเห็นสายหมอกสีขาวพาดผ่านเหนือไร่ชา ด้วยความชื่นชอบการดื่มชา สหัสวรรษจึงเรียกร้องตั้งแต่ก่อนออกเดินทางว่าอยากมาสถานที่แห่งนี้เป็นพิเศษ บุริมนาถเลยได้ใช้เวลาที่แปลงบ๊วยที่ชอบในสถานีเกษตรหลวงครู่เดียว เพราะต้องรีบมาที่นี่ต่อ  

               สหัสวรรษจอดรถใกล้โรงอบชาด้านบน แล้วชักชวนบุริมนาถเดินตามถนนซีเมนต์เส้นเล็กลงมายังแปลงชา สองฝากถนนมีเพิงไม้ไผ่โล่งๆ ที่ดูเหมือนเป็นจุดจำหน่ายของที่ระลึกของชาวบ้านท้องถิ่น ทว่าวันนี้ไม่ปรากฏภาพดังจินตนาการ และร้างไร้ผู้คนเช่นเดียวกับทุกที่ที่ผ่านมา ราวกับต้องการต้อนรับสองหนุ่มสาวเท่านั้น  

               “บัวคงไม่ว่านะครับ ถ้าผมขอตัวเดินลงไปด้านล่าง”  

               “ตามสบายเลยค่ะ เดี๋ยวบัวเดินเล่นแถวๆ นี้รอ”  

               ถึงจะรู้สึกแปลกใจนิดๆ ที่ได้ยินชายหนุ่มผู้สละเวลาตามติดเธอแจตั้งแต่ประสบอุบัติเหตุส่งสารสื่อความต้องการแบบนั้น แต่บุริมนาถไม่ติดขัดอะไร คนเราควรมีเวลาส่วนตัวของตัวเอง  

               หญิงสาวมองตามหนุ่มหล่อที่เดินลงทางลาดชันไม่วางตา สหัสวรรษแตกต่างจากผู้ชายทั่วๆ ไป ทั้งรูปโฉมที่โดดเด่น บุคลิกสง่างามคล้ายชนชั้นสูงที่ถูกขัดเกลามาตั้งแต่เด็ก ยิ่งวันนี้แต่งตัวดูดี ใส่เสื้อไหมพรมคอปีนแขนยาว สวมเสื้อโค้ทตัวยาวสีดำทับ แมทช์กับกางเกงสแล็กส์สีขาว ใส่รองเท้าหุ้มส้นหนังกลับสีน้ำตาล ถ้าผู้หญิงคนอื่นเห็นต้องละสายตาจากสหัสวรรษไม่ได้แหงๆ ขนาดตัวเธอเองยังแอบหวั่นไหวเวลาเขาจ้องตา  

               บุริมนาถผุดลุกผุดนั่งถ่ายรูปบริเวณทางเดินระหว่างแถวของต้นชา เธอพยายามไม่นึกถึงความทรงจำเกี่ยวกับปวีร์เมื่อสี่ปีก่อนด้วยการครุ่นคิดและเรียบเรียงคำถามที่อยากถามสหัสวรรษเพื่อไขข้อข้องใจ  

               “บัว...บัว...”  

               บุริมนาถรีบยืนขึ้น เธอเหลียวซ้ายแลขวาหาต้นตอของเสียงเบาที่เรียกตัวเอง ทว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น สหัสวรรษก็ยังไม่ได้กลับขึ้นมา แถมเสียงเมื่อตะกี้ยังเหมือนเสียงปวีร์  

               บ้าน่า...ปวีร์จะมาที่นี่ได้ยังไง  

               “บัว...” 

               คนกำลังงุนงงสะดุ้งโหยงเมื่อมีมือแตะลงบนไหล่ “ทูเดย์!” บุริมนาถหันหลังกลับ ยกมือทาบอก สีหน้าตกใจไม่น้อยที่จู่ๆ สหัสวรรษก็โผล่มา “ก่อนหน้านี้ทูเดย์เรียกบัวรึเปล่าคะ”  

               “ครับ เรียกครั้งหนึ่งแล้วบัวก็หันมาทำหน้าเหมือนเห็นผี”  

               “ก่อนหน้านั้นอีกล่ะคะ ได้เรียกไหม”  

               “ไม่นะครับ หูแว่วเพราะลมแรงรึเปล่า” สหัสวรรษสั่นหน้าปฏิเสธ “เราขึ้นไปข้างบนดีกว่าไหมครับ ดื่มชาร้อนๆ สักหน่อยให้ร่างกายปรับสมดุลได้” เขาเอ่ยชวนพลางส่งมือให้เธอยึดจับเป็นหลักขณะเดินกลับไปที่โรงอบชา  

               ข้างๆ โรงอบดังกล่าวมีซุ้มจำหน่ายใบชาอบแห้งและเครื่องดื่มจากชา ใกล้กันมีระเบียงไม้โล่งๆ ยื่นออกจากพื้นดินระดับเดียวกัน โดยด้านล่างมีเสาปูนค้ำยันไว้หลายต้น สูงจากถนนด้านล่างเกือบสิบเมตร สามารถมองเห็นไร่ชาแบบพาโนรามาได้ชัดเจน  

               สหัสวรรษสั่งชาร้อนสองแก้ว ระหว่างรอคนขายทำเครื่องดื่ม บุริมนาถที่ปลีกตัวไปเข้าห้องน้ำ ไม่มีทางได้รู้ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรหลังจากนั้น  

               ทันทีที่ได้รับชาร้อน ชายหนุ่มถือแก้วเซรามิกสองใบมาวางไว้ที่ขอบระเบียงซึ่งกว้างพอสำหรับให้นั่งได้ เขาล้วงขวดแก้วสีใสที่เพิ่งหาเจอออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ทด้านขวา หมุนเปิดฝาและเทผงสีขาวลงในแก้วชาใบหนึ่ง มุมปากกระตุกยิ้มก่อนเก็บขวดกลับเข้าที่เดิม  

               “ได้ชาแล้วเหรอคะ” บุริมนาถที่หนีไปตั้งสติลำพังกลับมาด้วยใบหน้าร่าเริงแจ่มใส เธอนั่งหันหน้าเข้าหาสหัสวรรษ ยกแก้วเครื่องดื่มร้อนขึ้นมาสูดกลิ่นของชาสดใหม่ “หอมจังเลยค่ะ” หญิงสาวใช้มือขวาพัดไอร้อนเข้าจมูก  

               “ลองจิบดูสิครับ รสชาติดีมากๆ แนะนำให้จิบนะครับ เพราะชาร้อนมาก”  

               “ค่ะ” บุริมนาถทำตามคำเตือน ค่อยๆ จิบชาช้าๆ รสแรกที่แตะลิ้นนั้นหวานทว่านานเข้ากลับบาดลิ้นแสบคอ เธอรู้สึกวิงเวียน ใบหน้าสหัสวรรษเริ่มเลือนราง  

               นี่มันอะไรกัน... 

               “บัว...บัวครับ” ชายหนุ่มยื่นมือมาจับต้นแขนเธอไว้ข้างหนึ่ง อีกข้างดึงแก้วชาออกจากมือหญิงสาว “บัวเป็นอะไร”  

               “บัวเวียนหัวค่ะ” บุริมนาถหลับตาสะบัดไล่ความผิดปกติ ลืมตาขึ้นอีกที...ทุกอย่างกลับสู่สภาวการณ์เดิม เห็นหน้าสหัสวรรษชัดแจ๋ว “ตอนนี้ดีขึ้นแล้วค่ะ” เธอคิดว่าตัวเองอาจจะหน้ามืดกะทันหัน  

               “โล่งอกไปที ผมใจคอไม่ดีเลยตอนมือบัวสั่น”  

               “มือสั่นด้วยเหรอคะ” คนไม่รู้สึกตัวขมวดคิ้ว 

               “ใช่ครับ” ชายหนุ่มรวบมือสองข้างของบุริมนาถมากุมไว้ “บัวไม่สบายเพราะผมรึเปล่า ถ้าไม่ชวนมาเที่ยวคงไม่เป็นแบบนี้” เขากล่าวคำขอโทษผ่านสายตาเศร้าสร้อย 

               “ไม่ใช่เพราะทูเดย์หรอกค่ะ ช่วงนี้บัวพักผ่อนน้อย จะหน้ามืดตาลายบ้างคงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ อย่าโทษตัวเองเลยนะคะ”  

               “งั้นกลับที่พักกันดีไหมครับ”  

               “อย่าเพิ่งกลับดีกว่าค่ะ ทูเดย์ตั้งใจมาที่นี่ ควรจะได้เก็บบรรยากาศนานๆ ไม่ต้องห่วงบัวหรอกค่ะ” บุริมนาถเกรงใจสหัสวรรษ รถเขาเสียหายแท้ๆ ยังต้องมาคอยเทคแคร์คนผิดอย่างเธออีก  

               “งั้นผมลงไปตรงโน้นนะครับ” สหัสวรรษชี้ไปยังระเบียงชมวิวกลางไร่ชา ดวงตาเรียวกลับมาสุกสกาวมีชีวิตชีวาอีกครั้ง  

               “ได้สิคะ ให้บัวลงไปเป็นเพื่อนไหม”  

               “ไม่เป็นไรครับ ผมขอเวลาสิบห้านาทีแล้วจะรีบกลับมา”  

               ไม่ใช่ไม่เคยเห็นสหัสวรรษเวอร์ชั่นสดชื่นแจ่มใส แต่เขาไม่เคยแสดงความต้องการเหมือนตัวเองเป็นเด็กเล็กเช่นนี้มาก่อน บุริมนาถอยากรู้แล้วว่าเขาคิดจะทำอะไรกันแน่  

               บุริมนาถจับจ้องชายหนุ่มที่กระโดดโลดเต้นคล้ายมีปีกบินไปตามทางเดินทางเดิมที่เคยเดินลงสู่ไร่ชา เขาไม่เถลไถลออกนอกเส้นทาง ชี้ว่าจะไปตรงไหนก็ไปตรงนั้น และเมื่อถึงจุดหมาย...สหัสวรรษปีนขึ้นไปนอนเหยียดกายบนขอบระเบียง  

               เสียงใครคนหนึ่งดังก้องในหู... 

           ‘ถ้าคนไม่เยอะ วีก็อยากนอนร้องเพลงตรงนี้เหมือนกัน’  

           ใช่...ปวีร์เคยพูดไว้เมื่อสี่ปีที่แล้ว เขาทำหน้าเสียดายที่มีพื้นที่เหลือแค่พอให้นั่ง ใจอยากนอนสัมผัสอากาศหนาวท่ามกลางวิวสวยสักครั้งในชีวิต  

               ตอนนี้มีใครอีกคนได้ทำในสิ่งที่ปวีร์วาดฝัน เธอมั่นใจว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่!

 

               บุริมนาถเก็บงำความสงสัยไว้ในใจ สนทนากับสหัสวรรษตามปกติตลอดทาง ไม่กระโตกกระตากให้จับสังเกตได้ว่าเธอเริ่มไม่ไว้ใจเขา

               “พักผ่อนตามสบายเลยนะครับ ถึงมื้อเที่ยงผมจะเคาะประตูเรียก”

               “ค่ะ” บุริมนาถตอบรับก่อนแยกย้ายกันหน้าห้องพัก ไม่รู้มีอะไรทำให้สหัสวรรษมั่นใจว่าเธอจะอยู่ในห้องในเวลานั้น ถ้าเบื่อ...เธออาจจะออกไปเดินเล่นข้างนอก

               พอปิดประตู ล็อกลูกบิดปุ๊บ บุริมนาถต้องประสบกับอาการเจ็บแปลบกลางอกเฉียบพลัน หญิงสาวเดินโซซัดโซเซไปยังเตียง ล้มตัวลงนอนกุมหน้าอกดิ้นตัวทุรนทุราย เธอพยายามจะเรียกชื่อสหัสวรรษแต่ยามนี้เจ็บปวดจนไม่มีแรงเปล่งเสียงเสียด้วยซ้ำ

               เหมือนวันนั้นไม่มีผิด!

               “วะ...วี...”

               ไม่กี่วินาทีก่อนภาพทุกอย่างจะดับลง บุริมนาถเห็นชายคนรักยืนหันหลังตรงปลายเตียง แม้แต่วินาทีสุดท้ายของชีวิต...เธอก็ยังคิดถึงเขา

               ‘อิติปิ โส ภะคะวา พระอาทิตย์เทวา วิญญาณะสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา พระจันทร์เทวา วิญญาณะสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา พระอังคารเทวา วิญญาณะสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา พระพุทธเทวา วิญญาณะสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา พระพฤหัสเทวา วิญญาณะสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา พระศุกร์เทวา วิญญาณะสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา พระเสาร์เทวา วิญญาณะสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา พระราหูเทวา วิญญาณะสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา พระเกตุเทวา วิญญาณะสัมปันโน...’

               เธอยังไม่ตาย...

               บุริมนาถได้ยินบทสวดไม่คุ้นหูทว่าเสียงท่องนั้นจำได้แม่นว่าเป็นเสียงปวีร์ที่ดังอยู่ไม่ไกล ความมืดทำให้เธอมองไม่เห็น ครั้นจะขยับตัวก็ทำไม่ได้

               ทำยังไงดี!

               เสียงสวดของปวีร์ยังดังอย่างต่อเนื่องซ้ำไปซ้ำมาจนบุริมนาถแทบท่องตามได้ มันช่างทรมานเหลือเกินที่เธอต้องนิ่งฟังโดยไม่สามารถทำอะไรได้

               ในขณะที่ด้านนอกห้องพักของบุริมนาถ สหัสวรรษยืนกอดอกพิงประตู ใบหน้าเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ใดๆ เขามีหน้าที่ต้องปลุกเธอเมื่อถึงเวลาเท่านั้น

 

               เวลา 16.59 น.  

               “บัว...บัวครับ ตื่นได้แล้วครับ”  

               บุริมนาถสะอื้นไห้ปนหายใจเหนื่อยหอบ ค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ ภาพแรกที่มองเห็นคือใบหน้าของสหัสวรรษ เขาใช้มือแทนกระดาษทิชชูซับน้ำตาที่เปียกชื้นโดยรอบดวงตาให้อย่างแผ่วเบา  

               “นี่ความจริงหรือความฝันคะ”  

               บุริมนาถสับสนไปหมด เธอจำได้ว่าเสียงปวีร์เบาลงเรื่อยๆ จนหายไปในที่สุด เธอผจญกับความมืดและความเงียบนานจนแทบคลั่ง กว่าจะได้ยินเสียงเรียกของสหัสวรรษ  

               “ความจริงครับ แต่ก่อนหน้านี้บัวอาจจะฝัน บัวหลับไปนานมากเลยนะ”  

               สหัสวรรษไม่ว่าเปล่า แตะหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่แสดงเวลาสิบเจ็ดนาฬิกาตรงให้บุริมนาถดู หญิงสาวตกใจลุกพรวดขึ้นมานั่งทันที 

               “ทูเดย์บอกจะปลุกบัวตอนเที่ยงนี่คะ”  

               “ใช่ครับ ผมมาเคาะห้องบัวตอนเที่ยงแต่บัวไม่ตอบ ผมคิดว่าบัวคงหลับอยู่ก็เลยปล่อยให้พัก แล้วมาเคาะอีกทีตอนบ่าย บัวก็ยังไม่ตอบ โทรศัพท์หาก็ไม่รับ ข้อความก็ไม่อ่าน”  

               “แล้วทูเดย์เข้ามาในห้องบัวได้ยังไงคะ”  

               “ผมลองเปิดเข้ามาตอนสี่โมง บัวไม่ได้ล็อกประตู”  

               “บัวล็อกแล้วนะคะ” บุริมนาถแย้ง เธอกดล็อกแล้วเจ็บหน้าอกถึงมานอนที่เตียง “บัวมั่นใจค่ะ” แววตาฉายความสับสนอยู่ในที  

               “พอเข้ามา...ผมพยายามปลุกบัวแต่บัวไม่ตื่น แตะหน้าผากดูถึงรู้ว่าตัวร้อน ผมเลยเช็ดตัวให้” ชายหนุ่มผินหน้าไปทางกะละมังใบเล็กที่มีผ้าขนหนูพาดอยู่ข้างหัวเตียง “แต่ตอนนี้น่าจะปกติแล้ว” เขายกมืออังหน้าผากแทนการวัดไข้  

               “ขอบคุณนะคะ”  

               ยิ่งฟังสหัสวรรษเล่า บุริมนาถยิ่งปวดหัว ห้วงเหตุการณ์ที่เธอเพิ่งหลุดพ้นมาได้กับเรื่องที่ได้ยินจากปากชายหนุ่มไม่มีส่วนเหมือนหรือคล้ายกันแม้แต่น้อยนิด แล้วอะไรคือความจริงกันแน่  

               “ผมเตรียมอาหารไว้ ออกไปทานกันนะครับ บัวจะได้ทานยา”  

               “ค่ะ”  

               บุริมนาถสูญเสียพลังงานกับฝันร้าย ท้องจึงเริ่มหิว เธอตามเขาออกมาที่ระเบียง สหัสวรรษจัดเรียงอาหารสดจำพวกหมูสามชั้นสไลด์ ไส้อ่อน ปลาหมึก กุ้ง ผักบุ้ง ผักกาดขาว และอีกหลากหลายอย่างไว้ด้านข้างเตาปิ้งย่างไฟฟ้า คนไม่ได้ทานหมูกระทะมาหลายเดือนถึงกับน้ำลายสอ ลืมเรื่องวุ่นวายในหัว นั่งลงบนเก้าอี้  

               “มีคนบอกว่ามาบนดอยอากาศหนาวต้องทานหมูกระทะถึงจะเข้ากับบรรยากาศ เมื่อคืนผมเลยไปซื้อของพวกนี้มาจากห้าง ไม่รู้ว่าบัวจะชอบไหม” 

               “ชอบค่ะ บัวชอบหมดเลย”  

               หมูกระทะกินที่ไหนอร่อยก็จริง แต่การได้กินพร้อมกับชมวิวสวยๆ ฟินที่สุด แถมสหัสวรรษยังเลือกของโปรดเธอมาทั้งนั้น  

               สหัสวรรษทำคะแนนด้วยการทำหน้าที่ลวกย่างอาหารใส่จานให้บุริมนาถตั้งแต่ห้าโมงเย็นที่ยังมีแสงสว่างกระทั่งดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าส่งไม้ต่อให้พระจันทร์ได้เฉิดฉายยามค่ำคืน  

               “ผมชอบกลางคืนที่สุดเลยครับ” ชายหนุ่มเปรยขึ้นมาขณะเทน้ำเปล่าให้บุริมนาถ  

               “ทำไมถึงชอบคะ ทูเดย์ชอบดวงจันทร์ ชอบดาวหรือชอบความมืด”  

               “เปล่าครับ” เขาส่ายหน้า “ผมชอบบัว”  

               “อะฮึ่ม...” บุริมนาถสำลักน้ำ ต้องรีบดึงกระดาษทิชชูเช็ดปาก “อย่าพูดเล่นสิคะ โชคดีที่น้ำไม่พุ่งไปโดนหน้าทูเดย์”  

               “ผมชอบบัวจริงๆ นะ บอกหลายครั้งแล้วด้วย เมื่อเช้าระหว่างทางมาที่นี่ก็ร้องเพลงบอกรักบัวตอนบัวหลับ”  

               จริงอย่างที่เขาว่า...เขาบอกชอบเธอนับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่มีครั้งไหนที่เธอรู้สึกว่ามันมาจากใจสหัสวรรษจริงๆ เหมือนเดินห้างกันอยู่แล้วเจอของถูกใจสักอย่าง เราก็จะหันไปสะกิดเพื่อนแล้วบอกว่า ‘ชอบจัง’ เป็นความรู้สึกชอบประเดี๋ยวประด๋าวไม่จริงจัง  

               “ทำไมต้องบอกหลายครั้งด้วยล่ะคะ”  

               “ก็ผู้หญิงชอบให้บอกชอบบอกรักบ่อยๆ ไม่ใช่เหรอครับ ถ้าไม่พูดก็จะคิดว่าผู้ชายเปลี่ยนไป”  

               เจ็บจี๊ดกลางใจ!  

               หนนี้ไม่ใช่อาการเจ็บหน้าอกประหลาด หากแต่คำพูดของสหัสวรรษแทงใจดำเธอสุดๆ บุริมนาถมักน้อยใจที่ปวีร์ไม่มีเวลาให้ ไม่ค่อยบอกรักหรือพูดหวานๆ เหมือนสมัยคบหากันใหม่ๆ พอสหัสวรรษบอกชอบเธอบ่อยๆ เธอกลับเฉยๆ เสียอย่างนั้น  

               “เราอยู่บนเขาแต่พากันพูดออกอ่าวออกทะเลแล้ว กลับมาที่เหตุผลที่ทูเดย์ชอบกลางคืนเถอะค่ะ เหตุผลคืออะไรคะ”  

               ทำพูดมีหลักการแต่ความจริงโดนต้อนจนมุมไปต่อไม่ติด บุริมนาถถึงตบบทสนทนาให้เลี้ยวกลับมาที่เดิม  

               “ผมเหมือนมีชีวิตเวลากลางคืน”  

               “เอ๋...มีชีวิต?” บุริมนาถทวนคำพูดสหัสวรรษ เขาพูดผิดหรือเธอหูแว่ว  

               “หมายถึง...มีชีวิตชีวาเวลากลางคืนน่ะครับ ผมชอบอากาศกลางคืน ชอบเที่ยวกลางคืนด้วย” พูดกลั้วหัวเราะปิดท้าย  

               “อย่างนี้นี่เอง” บุริมนาถพยักหน้างึกๆ ไม่แปลกใจเพราะเขาน่าจะใช้ชีวิตแบบคนตะวันตก ชอบสังสรรค์ท่องราตรี “อือ...ทูเดย์จำที่สัญญากับบัวไว้ได้ไหมคะ” ท้องอิ่ม สมองกลับมาแล่นอีกครั้ง ยังมีหลายเรื่องที่เธอสงสัยต้องรีบสะสาง  

               “สัญญา?” 

               “ตอนเช้าทูเดย์บอกว่าถ้าอยากรู้เรื่องอะไรให้ถามคืนนี้ ตอนนี้ถามได้หรือยังคะ”  

               “อืม...” คนที่สวมเพียงเสื้อยืดตัวบางท้าลมหนาว ก้มมองนาฬิกาข้อมือประหนึ่งถือฤกษ์งามยามดี “ได้ครับ อยากรู้อะไรถามมาเลย”  

               “ทูเดย์ช่วยเล่าประวัติส่วนตัวคร่าวๆ ให้บัวฟังหน่อยได้ไหมคะ”  

               “ว้าว!” สหัสวรรษแสดงสีหน้าตื่นตะลึง หยักไหล่สองข้าง “ถามผมเหมือนเป็นฝ่ายบุคคลคัดเลือกพนักงานเข้าทำงานเลยนะบัว” เขาหัวเราะน้อยๆ ไม่มองว่านี่เป็นการซักไซ้หรือคุกคาม จึงเริ่มเล่าเรื่องตัวเองให้คนใคร่รู้ฟัง “ผมอยู่บนโลกนี้วันแรก ในช่วงกลางคืนของวันวาเลนไทน์ที่อากาศหนาว แม่เลี้ยงผมเพียงลำพังจนกระทั่งผมโตก็ส่งไปอยู่กับพ่อที่สอนให้เรียนรู้และทำงานพร้อมๆ กันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย หลังพระอาทิตย์ตกดินจึงกลายเป็นเวลาที่ผมภาวนาให้มาถึงเร็วๆ”  

               “แล้วตอนนี้ท่านอยู่ที่ไหนเหรอคะ” 

               “ท่านแยกกันอยู่ครับ แม่ผมอยู่ในเชียงใหม่นี่แหละ ส่วนพ่อ...คาดเดาที่อยู่เป็นหลักแหล่งไม่ได้ ท่านชอบย้ายไปเรื่อยๆ เหมือนเข็มวินาทีบนหน้าปัดนาฬิกาที่ไม่เคยหยุดนิ่ง”  

               สหัสวรรษถึงบอกเธอว่าคงไม่มีโอกาสได้พบพ่อกับแม่ของเขาเร็วๆ นี้สินะ  

               “ทูเดย์ไปต่างประเทศบ่อยไหมคะ”  

               “ถ้ามีงานก็ต้องรีบไปครับ ทั้งต่างจังหวัดต่างประเทศ ยิ่งทำงานหนักโบนัสยิ่งเยอะ เปอร์เซ็นต์หลุดพ้นก็จะมากขึ้นด้วย”  

               “เปอร์เซ็นต์หลุดพ้น...คืออะไรเหรอคะ” 

               “อ๋อ...เปอร์เซ็นต์หลุดพ้นก็คือ...” ชายหนุ่มนิ่วหน้าคล้ายฉุกคิดหาคำจำกัดความ “ถ้าทำงานเร็วและผลงานออกมาดี ผมก็จะมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น หลุดพ้นจากการถูกพ่อใช้งานครับ” เขาหัวเราะแห้งๆ  

               “แล้วทูเดย์มีเพื่อนที่เชียงใหม่เยอะไหมคะ” เขาเหมือนไม่มีใครคบถึงเทียวมาหาบุริมนาถไม่ว่างเว้น  

               “ก็มีบ้างครับ แต่ทุกคนก็ทำงานหนักเหมือนๆ กัน บัวเป็นเพื่อนคนแรกที่มีที่ทำงานประจำ” สหัสวรรษยิ้มเจื่อน “ถามแบบนี้แสดงว่าบัวรู้สึกเบื่อที่ผมรบกวนให้พาไปนั่นไปนี่บ่อยๆ ใช่รึเปล่าครับ”  

               อ่านใจเก่งอีก! 

               “เปล่าค่ะ” บุริมนาถสั่นหัว “บัวสัญญาแล้วว่าจะชดเชยความผิดที่ทำให้รถทูเดย์เสียหาย” 

               “บัวทำเพราะมันเป็นสัญญาเป็นหน้าที่เท่านั้นเหรอครับ” 

               “เอ่อ...” จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ผิด 

               “ผมไม่เข้าใจ ทำไมผู้หญิงถึงไม่เปิดใจให้ผู้ชายที่พร้อมจะดูแล เอาแต่ยึดติดกับคนที่ทำร้ายหัวใจตัวเองซ้ำๆ มนุษย์ต้องการความสุขจริงหรือเปล่า ผมไม่เคยถามถึงเขา เพราะคิดว่ามีดีกว่าแฟนเก่าของบัวทุกอย่าง ผมหน้าตาดี มีฐานะ มีความมั่นคงแบบที่พ่อแม่บัวชอบ ผมทุ่มเท พยายามเอาใจเพราะอยากมีตัวตนในสายตาบัวบ้าง แต่จนถึงทุกวันนี้บัวยังมองผมเป็นแค่คู่กรณีที่ต้องรับผิดชอบ” สหัสวรรษตัดพ้อชุดใหญ่ ระบายความเสียใจจนคนฟังอึ้ง  

               “บัว...”  

               “บัวอยากคืนดีกับเขาใช่ไหมครับ”  

               “คือ...”  

               “วันที่รถชน บัวทะเลาะกับเขามาใช่ไหมล่ะ พอเกิดเรื่องยังหวังว่าเขาจะตามมาแต่ก็ต้องผิดหวัง เขาไม่สนใจด้วยซ้ำว่าคุณจะเป็นตายร้ายดียังไง”  

               บุริมนาถชะงักงัน ที่สหัสวรรษพร่ำมาเป็นฉากๆ ล้วนคือความจริงทั้งสิ้น เธอหมดคำแก้ตัว  

               “บัวขอโทษนะคะที่ทำให้ทูเดย์รู้สึกแย่ ที่ทูเดย์คิดว่าบัวไปไหนมาไหนกับคุณเพราะต้องการชดเชยความผิด บัวยอมรับนะคะว่ามีบ้างที่คิดแบบนั้น แต่บัวมองทูเดย์เป็นเหมือนเพื่อนคนหนึ่ง...” 

               “เพื่อนที่ไม่มีวันได้พัฒนาความสัมพันธ์ไปมากกว่านี้ใช่ไหมครับ” สหัสวรรษเอ่ยประชดประชัน “อะไรที่ทำให้บัวยังไม่ลืมเขา”  

               “เวลามั้งคะ ความผูกพันระหว่างบัวกับเขามันแน่นหนาเกินกว่าจะตัดให้ขาดในเวลาสั้นๆ คงเป็นไปได้ยากที่จะเปิดใจให้คนที่ผ่านเข้ามาทันที บัวไม่อยากดึงใครเข้ามาทดแทนใคร ในวันที่ตัวเองยังจัดการความรู้สึกไม่ได้ ทูเดย์คงไม่อยากเป็นเงาของเขาหรอกใช่ไหมคะ” บุริมนาถเปิดอกคุยแบบตรงไปตรงมา “ตั้งแต่วันที่ทูเดย์ยืนยันว่าไม่รู้จักกับเขา บัวพยายามบอกตัวเองให้เชื่อ มองหาความแตกต่างระหว่างคุณกับเขาเพื่อเปิดใจยอมรับทูเดย์ แต่ยิ่งพยายามมากเท่าไหร่กลับยิ่งยาก ถึงภายนอกพวกคุณจะดูต่างกันแต่การกระทำหลายอย่างคล้ายกันเหลือเกิน คล้ายจนบัวสับสนไปหมด กลัวว่าพวกคุณจะรวมหัวกันหลอกบัว แล้วทิ้งให้บัวเสียใจโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิด ถึงต้องเจอเรื่องพวกนี้” หญิงสาวกลัดกลุ้มกับความเหมือนระหว่างผู้ชายสองคนซ้ำแล้วซ้ำเล่า พอเธอเริ่มต้นตั้งใจให้โอกาสสหัสวรรษ เขาก็เริ่มแสดงทัศนคติ ความต้องการหรือพฤติกรรมที่เรียกได้ว่าเลียนแบบปวีร์ทุกกระเบียดนิ้วให้เห็น มันไม่มีทางเป็นเรื่องบังเอิญได้  

               “ผมยืนยันอีกครั้งว่าไม่รู้จักกับเขา แต่ถ้าจะมีอะไรคล้ายกันคงเป็นเพราะบัว”  

               “เพราะบัว?”  

               “ผมทำในสิ่งที่บัวชอบ แสดงออกในสิ่งที่บัวอยากเห็น อยากเป็นคนที่บัวรัก เขาคงทำเหมือนกันตอนจีบคุณ แล้วผมผิดเหรอ...ผมผิดมากเลยเหรอ” สหัสวรรษตอบเสียงเครียด จ้องหญิงสาวไม่วางตาเพื่อพิสูจน์ความจริงใจ “บัวให้โอกาสผมไม่ได้เหรอ ผมไม่สนว่าวันนี้บัวจะมองผมเป็นตัวแทนเป็นเงาของใคร ขอแค่สถานะคนรักก็พอ” เขาเว้นช่วงจังหวะการพูด ลอบมองสีหน้าอีกฝ่ายว่าสิ่งที่พูดสามารถสั่นคลอนหัวใจเธอได้หรือไม่  

               “สถานะสำคัญกว่าความรู้สึกขนาดนั้นเชียวเหรอคะ ทำไมทูเดย์ถึงยอมแลกด้วยความเจ็บปวดเพื่อให้ได้มันไป”  

               “สำคัญสิครับ บัวน่าจะรู้ดี...” เขาถอนหายใจยาว จงใจให้หญิงสาวขบคิดตาม “บัวรู้สึกว่าตัวเองรักเขา ในขณะที่เขาไม่ได้รักบัว แต่บัวยังหวังว่าหากอยู่ในสถานะ ‘คนรัก’ คอยทำดีกับเขา ดูแลเขา สักวันเขาจะกลับมารักบัวหมดหัวใจ ผมก็ต้องการสถานะคนรักเป็นหลักประกันเช่นเดียวกับที่บัวเคยทำ”   

               “บัวก็เป็นบทเรียนให้ทูเดย์ได้นี่คะ ว่าถึงเป็นคนรัก แต่ถ้าเขาไม่รัก สุดท้ายต้องผิดหวังอยู่ดี”  

               “ไม่ครับ...บัวไม่เหมือนเขา บัวเทิดทูนทั้งความรักและคนรัก คงไม่มีวันทรยศหักหลังอย่างที่เขาทำ ผมจะพิสูจน์ตัวเองไปพร้อมๆ กับพิสูจน์ว่าเขาไม่คู่ควรให้บัวรักสักนิด สักวันบัวจะลืมเขาแล้วมองผมในฐานะคนรัก ให้โอกาสผมนะ”  

               ทรยศหักหลัง? 

               คำนี้บุริมนาถใช้ประณามปวีร์ด้วยความโมโหในใจหลายต่อหลายครั้งหลังบอกเลิกเขา ย้อนกลับไปวันที่สหัสวรรษพาไปล่องเรือหางแมงป่อง แล้วพูดถึง ‘บุคคลที่สาม’ ซึ่งอาจไม่หวังดี สร้างสถานการณ์เพราะต้องการบ่อนทำลายความรักของเธอกับปวีร์ บุริมนาถแย้งเสียงแข็งว่าต่อให้มีหรือไม่มีคนส่งคลิปวิดีโอมาให้ ปวีร์ก็นอกใจเธออยู่ดี เหตุผลนี้ละมั้ง...สหัสวรรษถึงเปลี่ยนใจไม่เข้าข้างปวีร์ และประกาศตนเป็นศัตรู (หัวใจ) กับแฟนเก่าเธอเต็มตัว  

               ตรงกันข้ามกับบุริมนาถสิ้นเชิง พอคิดไตร่ตรองดีๆ ก็เห็นความเป็นไปได้ว่าคนส่งคลิปที่เธอเรียกว่า ‘ผู้หวังดี’ แท้จริงอาจเป็น ‘ผู้สมรู้ร่วมคิด’ ของผู้หญิงที่เจอในห้องปวีร์ก็ได้ ไม่เช่นนั้นจะรู้เวลาเข้าออกห้องของชายหนุ่มได้อย่างไร ทฤษฎีความเป็นไปได้นี้เกือบสมบูรณ์ แต่ดันติดที่ปวีร์ใช้คำเรียกแทนผู้หญิงคนนั้นว่า ‘ที่รัก’  

               ความรู้สึกเธอเลยวนลูปเป็นวงกลม เดี๋ยวคิดอยากให้อภัย เดี๋ยวก็เสียใจกับการกระทำของเขาอีก  

               บุริมนาถรู้...ข้อเสียที่แก้ไม่ได้เสียทีของตัวเองคือโกรธง่าย เอาแต่ใจเสมอเมื่ออยู่กับแฟน เพราะครอบครัวเคร่งครัดต่างกับปวีร์ที่ปีสองปีแรกตามใจจนเธอเคยชิน พักหลังเขาคงเบื่อหน่าย คร้านตามใจ  

               ช่างน่าเหลือเชื่อ...ตอนนี้เธอใจเย็นลงมากและเริ่มอยากรู้เรื่องราววันนั้นเหมือนกัน แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ปวีร์ก็คือปวีร์ เขาไม่ง้อเธอแบบนี้ก็ไม่มีทางที่เขาจะโทรศัพท์มาอธิบายหรอก  

               เธอเริ่มไม่มั่นใจว่าการใช้คำว่า ‘ทรยศหักหลัง’ กับเขาจะรุนแรงเกินไปหรือเปล่า 

               “บัวขอโทษนะคะ บัวยังไม่พร้อมจะเริ่มต้นใหม่จริงๆ” บุริมนาถปฏิเสธอย่างนุ่มนวล “ขอบคุณความรู้สึกดีๆ ที่ทูเดย์มีให้บัว ถ้าบัวลืมเขาได้ ถ้าตอนนั้นทูเดย์ยังไม่เปลี่ยนใจไปรักคนอื่น บัวจะเป็นฝ่ายขอโอกาสจากทูเดย์เองค่ะ”  

               “บัวให้ได้แค่คำปลอบใจสินะ” สหัสวรรษลุกขึ้นยืน ดวงตาที่ใช้มองบุริมนาถสะท้อนถึงความปวดร้าว เขาเดินลงจากบ้านพักฝ่าความมืดไปยังจุดชมวิว  

               บุริมนาถลังเลว่าจะตามชายหนุ่มไปดีหรือไม่ แต่สุดท้ายเลือกที่จะเก็บกวาดข้าวของบนโต๊ะ เสร็จแล้วจึงไปอาบน้ำแต่งตัว ตอนนั้นสหัสวรรษยังไม่กลับมา บุริมนาถตัดสินใจเข้านอน ไม่อยากเซ้าซี้ชายหนุ่ม ปล่อยให้เขาใช้ความคิดอยู่กับตัวเอง บางทีเขาอาจจะเข้าใจเธอมากขึ้น  

                

               ‘ผมขอโทษครับที่ดูแลบัวไม่ดี’ 

           ‘วันๆ ฉันก็เห็นแต่ลูกสาวฉันเนี่ยแหละที่เป็นฝ่ายเทคแคร์ กลางวันทำงานเหนื่อยแทบตาย กลับบ้านยังต้องเตรียมข้าวเย็นไปส่งอีก เฝ้าแกทำงานกว่าจะได้กลับก็ดึกๆ ดื่นๆ แกไม่เคยดูแลแล้วกล้าพูดได้ยังไงว่าดูแลไม่ดี’ 

           ‘ใจเย็นๆ ก่อนนะคะคุณ ยายบัวคงไม่อยากเห็นเราทะเลาะกัน’ 

               ใช่ค่ะแม่...  

               เดี๋ยวนะ! บุริมนาถได้ยินเสียง  

               เสียงแม่! เสียงพ่อ! เสียงปวีร์!  

               ทุกคนคุยกันอยู่ใกล้ๆ เธอดังชัดแจ๋ว รณเกียรติกำลังต่อว่าปวีร์ในเชิงลบ ทั้งที่บุริมนาถเคยอธิบายบิดาหลายครั้งว่าตัวปวีร์ไม่เคยขอร้องให้เธอทำหน้าที่ส่งข้าวส่งน้ำ แต่เธออยากทำเอง อยากฝึกทำหน้าที่แม่บ้าน ถึงได้สมัครเรียนทำอาหาร ส่วนปวีร์ไม่ได้เป็นฝ่ายรับฝ่ายเดียว เขาปฏิเสธการดูแลจากบุริมนาถไม่ได้ จึงโอนเงินให้เธอใช้จ่ายทุกเดือน แต่บิดาไม่ยอมเข้าใจความจริงเสียที  

           ‘ผมขอโทษครับ ทุกอย่างเป็นความผิดของผมเอง’ 

               บุริมนาถไม่รู้ว่าปวีร์ผิดอะไร ทำไมเสียงเขาเศร้าขนาดนั้น แล้วทำไมเธอถึงมองไม่เห็นพวกเขา  

               ‘ถ้าบัวไม่กลับมา ฉันจะไม่ให้อภัยแกตลอดชีวิต’  

               อะไรกัน...บุริมนาถเพิ่งออกจากบ้านไม่ถึงวัน ทำไมรณเกียรติต้องเดือดดาลราวกับเธอหนีมาและไม่คิดจะกลับไปอีกยังไงอย่างงั้น  

               ‘เรากลับกันก่อนเถอะค่ะ’ บุษณีขอร้องสามี ‘วี...แม่ฝากด้วยนะ’ ก่อนจะพูดประโยคที่ทำเอาบุริมนาถอึ้ง ไม่คาดฝันว่าชาตินี้มารดาจะญาติดีกับปวีร์  

               ‘ครับ สวัสดีครับ’ 

            แล้วแม่เธอฝากฝังอะไรกับปวีร์ ปวีร์รับปากเรื่องอะไร  

           ‘บัว...บัวกลับมาเถอะนะ วีจะบ้าตายอยู่แล้ว 

               เสียงสะอื้น...ปวีร์ร้องไห้? 

               ก่อนหน้านี้ไม่คิดจะติดต่อมา ทว่าเขากลับร้องไห้เพราะเธอมาเที่ยวกับสหัสวรรษงั้นเหรอ  

               ‘วีต้องทำยังไง จะให้แลกด้วยชีวิตก็ได้ บัวกลับมาเถอะนะ’ 

               สิ้นประโยคนั้น...บุริมนาถสัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นบริเวณท่อนแขนของตัวเอง เสียงสะอึกสะอื้นของบุรุษหนุ่มที่เข้มแข็งมาตลอดดังขึ้นอย่างน่าเวทนา  

               วี...  

               วี...  

               วี...  

               “วี!” 

               บุริมนาถสะดุ้งเฮือก ผุดนั่งทันทีเมื่อสะดุ้งตื่นจากฝันที่ไม่เหมือนกับฝัน หญิงสาวลูบไล้แขนตัวเอง หาร่องรอยจากนิทรา ทว่าไม่มีสิ่งใดเปรอะเปื้อนบนร่างกาย มีเพียงเหงื่อประปรายบนหน้าผาก  

               ให้ตายเถอะ...ไม่ว่าจะนอนที่ไหน เธอยังคงฝันถึงเสียงปวีร์ที่น่าสงสารและเศร้าสร้อยหนักขึ้นกว่าเดิม จากครั้งแรกๆ ที่แค่เพรียกหาให้เธอกลับไป ครั้งนี้เขาทั้งร้องไห้ ทั้งยอมตายเพื่อให้เธอกลับบ้าน  

               ฝันแบบนี้ให้นอนต่อคงข่มตาหลับไม่ลง 

               บุริมนาถดึงผ้าห่มที่พันกายออก หยิบผ้าคลุมไหล่คลุมทับเสื้อไหมพรมแขนยาวที่ใส่อยู่ ตั้งใจไปหาน้ำดื่มที่ตู้เย็นด้านนอกห้องสักหน่อย แต่เหมือนมีบางอย่างดลใจให้เปิดประตูไปที่ระเบียง ร่างบางเหลือบเห็นวัตถุบางอย่างสีนวลตาคล้ายหลอดไฟหลายดวงกะพริบอยู่เหนือจุดชมวิว ด้วยความสงสัย...หญิงสาวตัดสินใจใส่รองเท้าเดินลงไปพิสูจน์ด้วยตาตัวเอง แต่ยิ่งเข้าใกล้ แสงไฟนั้นกลับค่อยๆ ดับลงทีละดวง  

               “ทูเดย์!” เป็นเขาเองที่นั่งอยู่บนพื้นไม้ สหัสวรรษนั่งเล่นเกมต่อสู้ยอดฮิตอยู่ปรายตามองเธอแวบหนึ่งแล้วก้มหน้าจดจ่อกับหน้าจอโทรศัพท์ต่อ “ยังไม่เข้าบ้านอีกเหรอคะ ตรงนี้หนาวมากเลยนะ”  

               รักไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าห่วงไม่เป็น บุริมนาถย่อตัวนั่งยองๆ ถอดผ้าคลุมไหล่ห่มกายให้ชายหนุ่ม  

               “แล้วบัวออกมาทำไม ยังไม่นอนอีกเหรอหรือเป็นห่วงผม” สหัสวรรษถามโดยไม่สบตา  

               “บัวฝันร้ายค่ะ” เธอไม่อยากรับสมอ้างเออออให้ความหวังเขา   

               “เชื่อคุณเลย...จะปลอบใจกันต่ออีกหน่อยก็ไม่ได้” ชายหนุ่มหัวเสียไม่รู้เพราะคำพูดบุริมนาถหรือเพราะเกมแพ้พอดี “บัวฝันว่าอะไร เล่าให้ผมฟังได้ไหม” สหัสวรรษคงโกรธใครไม่เป็น สุดท้ายก็แสดงความห่วงใยผ่านคำพูดอ่อนหวาน  

               “บัวฝันถึงเขา เห็นเขาร้องไห้ขอร้องให้บัวกลับไป”  

               “บัวก็เลยคิดว่าเขากำลังทำอย่างนั้นจริงๆ อยู่ที่ไหนสักที่งั้นเหรอครับ”  

               “ไม่รู้สิคะ ฝันมันเหมือนจริงมาก แล้วนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่บัวฝันแบบนี้”  

               “แล้วบัวไม่อยากรู้เหรอครับว่าในแต่ละวันที่ไม่ได้เจอกัน เขาทำอะไรบ้าง”  

               “บัว...” เธอทั้งอยากรู้และไม่อยากรู้ กลัวความจริงจะไม่เหมือนฝัน กลัวปวีร์กำลังมีความสุขกับผู้หญิงคนนั้น 

               “ผมช่วยบัวได้นะ”  

               “ช่วย? ยังไงคะ”  

               “ช่วยพาบัวสะกดรอยตามเขายังไงล่ะ จะได้รู้ว่าสิ่งที่บัวฝันกับความจริงเหมือนกันหรือเปล่า”  

               บุริมนาถไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เธอแบ่งรับแบ่งสู้ข้อเสนอของสหัสวรรษ เพราะอยากใช้เวลาไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน ต้องประเมินความเสี่ยงต่อการเจ็บปวดซ้ำซ้อนไว้ล่วงหน้า กลัวใจพังยับเยินกว่าที่เป็นอยู่  

               เธอกล่อมให้สหัสวรรษกลับเข้าบ้านด้วยกัน ตอนเห็นโต๊ะหน้าระเบียงสะอาดเกลี้ยงก็รีบขอโทษขอโพยที่ปล่อยบุริมนาถจัดการทุกอย่าง หญิงสาวบอกปัดว่าเรื่องเล็ก อยากให้เขาอาบน้ำพักผ่อนมากกว่า  

               แยกกันเข้าห้องรอบนี้ บุริมนาถไม่รู้สึกเจ็บแปลบกลางอกเหมือนก่อนเที่ยง ทว่าหัวใจกลับเต้นรัวแรงเมื่อเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือบนเตียงดังขึ้น หญิงสาวรีบกระโจนเข้าไปหยิบเครื่องมือสื่อสารขึ้นมาดู  

  

               บัวอยู่ที่ไหน เมื่อไหร่จะกลับมา  

 

ข้อความจากปวีร์!  

ความคิดเห็น